ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 17 ….คุกที่ปิดตาย…

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ….คุกที่ปิดตาย…

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2559 19:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ….คุกที่ปิดตาย…
แบบอักษร

….คุกที่ปิดตาย

 

หลังจากผ่านช่วงเวลาที่น่าอึดอัดเราก็เริ่มวางแผนออกไปจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี่ ผมประเมินว่าฝ่ายเรายังไงในไม่ช้าอาจถูกจับได้ เรามีทั้งคนที่ใช้ปืนไม่เป็นอย่างจูเนียร์ฮยอง มีทั้งคนเจ็บอย่างคุณต้วนไหนผมจะต้องคอยห้ามทัพระหว่างกายีกับยูคยอมอีก ดูยังไงเราก็ไม่สามารถบุกออกไปได้ง่ายๆโดยไม่เสียเลือดเนื้อ สู้เราชิงส่งตัวคนที่ฮุ่ยหมิ่นต้องการไปก่อน ค่อยตลบหลังฝ่ายนั้นกลับดีกว่า

 

“หมายความว่ายังไงคนที่หมอนั่นต้องการตัว?” ยูคยอมถามผมที่มีแผนในใจแล้ว

 

“ฉันไง! ส่งตัวฉันไป หมอนั่นแค้นที่ถูกดักเล่นงานตั้งแต่ตอนที่มันส่งคนมายิงถล่มงานของกายีแล้ว ยิ่งพอเห็นหน้าพี่ที่งานวันเกิดของประมุขเฉินยิ่งเจ็บแค้น...พี่ดูออก นายก็แค่ทำทีเป็นจับตัวพี่ได้แล้วส่งให้มันก็พอ”

 

ไม่ได้เด็ดขาด! คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นยูคยอมกับกายีมีความเห็นตรงกัน

 

ฉันไม่ชอบวิธีนี้ มันเสี่ยงเกินไป! หาทางอื่นเถอะ” ผมคิดไว้อยู่แล้วว่ากายีต้องไม่ยอม แต่ไม่นึกว่ายูคยองเองก็ไม่เห็นด้วย เขารีบพูดเสริมจากกายีทันที

 

“ใช่! มันอันตราเกินไป”

 

“หรือนายไม่เชื่อมือพี่? พี่ไม่ได้ออกไปคนเดียว แต่นายไปกับพี่ด้วยนะอย่าลืมสิ”

 

ผมพยายามพูดจาหว่านล้อมยูคยอม ไม่ว่ายังไงผมก็ให้แผนนี้พังไม่ได้เด็ดขาด ผมจงใจเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อก็เพื่อวางแผนจะเก็บฮุ่ยหมิ่นอย่างลับๆ หากปล่อยฮุ่ยหมิ่นหลุดมือไปคราวนี้ หมอนั่นต้องเป็นภัยกับกายีในอนาคตแน่

 

กายีเองก็ไม่ใช่คนเด็ดขาดขนาดกล้าลงมือฆ่าคนที่เคยเป็นครอบครัวด้วยมือตัวเอง แม้ว่าฮุ่ยหมิ่น กุ้ยอิง และคุณนายเฉินจะไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกันก็ตาม แต่การปล่อยให้คนพวกนี้อยู่รอบตัวยิ่งอันตราย หากมีจังหวะลงมือได้ผมจะไม่ลังเลที่จะลงมือทันที

 

อย่างที่โบราณว่า โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก มาเฟียเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมเก็บงำความคิดนี้ไว้กับตัวแล้วค่อยๆพูดตะล่อมกายีกับยูคยอม

 

“ถ้าเราไม่เบนความสนใจคนที่นี่ก็จะหนีออกไปไม่ได้นะคยอม”

 

“งั้นให้ฉันไปแทนเถอะ” กายีพยายามออกหน้าเอง

 

“คุณออกไปไม่ได้เด็ดขาด! คุณต้องพาคุณต้วนไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด คุณรู้จักเส้นทางในฮ่องกงดีกว่าใคร ซ้ำยังมีเส้นสายภายใน คุณต้องหาที่พักที่ปลอดภัยให้กับพวกเรา หลังจากนั้น...ผมจะรีบกลับมาหาคุณ” ผมก้มลงดึงมือกายีมากุมไว้

 

เมื่อตกลงกันได้ ผมก็ให้ยูคยอมทำทีเป็นจับผมได้ระหว่างหลบหนี ขณะที่คนอื่นๆกำลังซ่อนตัวอยู่ชั้นบน พอพวกข้างล่างที่กำลังตามมาเห็นผมกับยูคยอมที่แฝงกายเป็นคนของฮุ่ยหมิ่น พวกเขาจะต้องรีบแจ้งฮุ่ยหมิ่นรู้ทันที หากเหตุการณ์เป็นไปตามนี้ ระหว่างที่ผมถูกยูคยอมคุมตัว คนของฮุ่ยหมิ่นก็จะล่าถอยออกมาจากตัวอาคาร คนอื่นๆจะอาศัยเวลานั้นหลบหนีออกมา ส่วนผมกับยูคยอมก็จะหนีระหว่างทางที่ถูกพาตัวไปหาฮุ่ยหมิ่น

 

เราวางแผนกันอย่างรอบคอบ เหตุการณ์ดำเนินมาจนกระทั่งยูคยอมพาผมออกมาจากอาคารพร้อมกับคนของฮุ่ยหมิ่น แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ ฮุ่ยหมิ่นเป็นคนขับรถมารับพวกเราด้วยตัวเอง ผมรู้ได้ทันทีว่าประสาทของยูคยอมเครียดเขม็งเพราะเขาไม่นึกมาก่อนว่าฮุ่ยหมิ่นจะมารับด้วยตัวเอง

 

ต่างกับผมที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าฮุ่ยหมิ่นจะต้องปรากฏตัวเพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าผมถูกจับแล้วแน่ๆ

 

ฮุ่ยหมิ่นใช้ยูคยอมให้จับผมมัดมือไพล่หลังแล้วไปเป็นคนขับรถ ขณะที่ตัวเขาใช้ปืนจี้ผมที่นั่งอยู่เบาะหลัง เรารอจนกระทั่งได้ยินฮุ่ยหมิ่นสั่งลูกน้องให้ถอนกำลังออกมาแล้วให้ลูกน้องไปรวมตัวกันที่สนามบินเพื่อเอาตัวผมไปเป็นตัวประกันที่เซี่ยงไฮ้

 

“ไม่มีประโยชน์หรอก! แกไปไม่ถึงสนามบินหรอก! อย่ามากก็แค่ท่าเรือเท่านั้น” ผมพยายามส่งสายตาให้ยูคยอมทางกระจกหลัง หวังว่าเขาจะเข้าใจความหมายที่ผมพูด ยูคยอมก็ฉลาดอย่างที่ผมคิด พอผมพูดถึงท่าเรือ? เขาก็เบนเข็มไปยังท่าเรืออย่างที่ผมว่าทันที

 

หุบปาก!” ฮุ่ยหมิ่นใช้ด้ามปืนตบหน้าผม แม้ไม่รุนแรงมากแต่ก็ทำให้ผมเลือดกบปากเหมือนกัน ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าฮุ่ยหมิ่นจึงสังเกตเห็นความผิดปกติของเส้นทาง

 

“นี่มันไม่ใช่ทางไปสนามบินนี่!” เขาเริ่มลนลาน

 

ก็คนละทางไงล่ะเจ้าโง่!” พูดจบผมก็โถมตัวใช้หัวโหม่งใส่ใบหน้าอีกฝ่าย กะทันหัน จากนั้นก็พยายามกระแทกฮุ่ยหมิ่นด้วยลำตัว ยูคยอมเห็นการต่อสู้ที่ด้านหลังก็รีบหักรถจอดข้างทางที่เป็นลานที่มีตู้คอนเทนเนอร์รอขนส่งลงเรือที่อยู่ระหว่างทางไปสะพานปลาและท่าเทียบเรือ

 

ยูคยอม!” ผมตะโกนเรียกยูคยอมให้ช่วย เขากระโดดลงจากรถแล้วช่วยลากคอฮุ่ยหมิ่นลงจากรถ จากนั้นก็อัดมันจนสลบไปแล้วหันมาช่วยผมแก้มัดที่มือออก

 

“เอาฮุ่ยหมิ่นไปนั่งข้างหน้าแล้วมัดมือมันไว้” ผมสั่งพลางเดินลงจากรถ มองยูคยอมแบกฮุ่ยหมิ่นไปนั่งที่เบาะหน้าแล้วจับมัดมือตามที่สั่ง

 

“เสร็จแล้วเอาไงต่อ?” ยูคยอมยังไม่ทันหันหน้ากลับมาก็ถูกผมยึดไหล่แล้วตีเข่าใส่ท้อง เขาค่อยๆทรุดตัวลงเอามือกุมท้องที่ตอนนี้จุกจนต้องงอตัวด้วยความทรมาน

 

“ขอโทษนะยูคยอม...แต่หลังจากนี้มันอันตรายเกิดกว่านายจะตามมาได้” ผมกระซิบข้างหูเขาแล้วพยายามลากเขาไปหลบไว้ริมทาง

 

ผมปรายตามองยูคยอมที่จ้องหน้าผมด้วยไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะถูกผมหักหลัง แต่ผมไม่หวังว่าน้องจะเข้าใจผมในเรื่องนี้

 

“นายอย่าโทษว่าเป็นความผิดเขาเลย กายีไม่ผิดหรอก เป็นพี่เองที่ไม่ยอมปล่อยให้เขาไป...ต่อให้พี่ต้องกลายเป็นพวกนอกกฎหมายหรือต้องยืนคนละฝั่งกับนายก็ตาม” ผมปิดประตูรถฝั่งคนนั่งแล้วเดินอ้อมมาทางยูคยอม

 

“หากวันหนึ่งนายมีคนที่รักสุดหัวใจ...และให้เขาได้ทุกอย่าง...นายจะเข้าใจฉัน นายจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเขา เจ็บแค้นแทนเขา...แก้แค้นแทนเขา” ผมรู้ว่าเวลานี้ยูคยอมทั้งโกรธและไม่เข้าใจผม ผมพูดประโยคหนึ่งทิ้งท้ายให้เขาฟังก่อนจะเดินขึ้นรถ

 

แต่ละคนต่างมีชะตาชีวิตของตัวเอง ดังนั้น...แต่ละคนสมควรเชิดหน้ายืดอกรับชะตาชีวิตของตน....ดำรงชีวิตของตนเองต่อไป

 

ผมขับตรงไปที่ท่าเทียบเรือหรืออาจจะเรียกว่าสะพานปลาก็ได้ เพราะที่แห่งนี้สร้างเป็นทางปูนยาวๆยื่นออกไปในทะเล สองข้างทางมีหมุดไว้ผูกเรือและจอดเรือประมง ช่วงเช้าๆเรือประมงจะจับสัตว์ทะเลขึ้นมาขายกันบริเวณนี้จึงเรียกกันว่าสะพานปลา

 

ผมเร่งความเร็วไปตามทางที่ทอดยาวที่รถสามารถขับไปได้แต่ทางนั้นสิ้นสุดที่ทะเลอันเวิ้งว้าง ทว่าผมกลับไม่ผ่อนคันเร่งลงเลย แต่กลับเหยียบเต็มความเร็วพารถหรูทะยานไปสุดปลายทางเบื้องหน้าเป็นเป็นท้องน้ำกว้างขวาง รถหรูเหินอยู่บนอากาศ ลอยออกไปยังผืนน้ำเบื้องหน้าก่อนที่หน้ารถจะค่อยๆทิ่มลงปะทะกับผิวทะเล

 

ความรู้สึกยาวที่รถเหินอยู่กลางฟ้าแล้วทิ้งดิ่งลงกระแทกผืนน้ำเบื้องหน้าทำให้รู้สึกโหวงๆในช่องท้องเพียงชั่วขณะ แรงปะทะของน้ำยามที่รถกระแทกลงไปทำให้ตัวผมเกือบกระแทกกับหน้ารถ ดีที่คาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ในตอนที่ผมเกือบถูกแรงอัดกระแทก คอนโซนหน้ารถก็ปล่อยถุงลมนิรภัยทำหน้าทั้งสองฝั่ง คือฝั่งของผมและฝั่งที่ฮุ่ยหมิ่นนั่งอยู่ ฮุ่ยหมิ่นจึงสะดุ้งรู้สึกตัวก็วินาทีที่น้ำทะลักเข้ามาในรถแล้ว

 

ย๊า! ย๊า! นี่มันอะไรกันเนี่ย!” ขณะที่ฮุ่ยหมิ่นกำลังลนลาน น้ำก็ค่อยๆเพิ่มระดับจากแค่ท่วมขาก็ไต่ระดับทั่วมขึ้นมาถึงตัวแล้ว

 

ผมพยายามปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยอย่างใจเย็น ขณะที่ฮุ่ยหมิ่นเองก็ลนลานร้องขอความช่วยเหลือจากผม เขาร้องขอให้ผมไว้ชีวิตเขา ขอให้ผมช่วยแก้มัดให้เขาอย่างน่าสมเพช

 

ผมสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนที่ระดับน้ำจะดันเข้ามาในตัวรถจนท่วมเรามิด เมื่อเห็นว่าเข็มขัดนิรภัยทำงานไม่ได้ ผมก็ควานมือหามีดพกที่ผมซ่อนไว้ที่รองเท้าออกมาอย่างยากลำบาก จากนั้นก็ใช้มีดตัดสายเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว จากนั้นก็ให้ไปใช้ปลายมีดทิ่มลงไปที่ช่องวางของขอบกระจกรถ ออกแรงดันปลายมีดเพียงเล็กน้อยกระจกก็แตกออกมาเป็นแผง ผมหันไปมองฮุ่ยหมิ่นที่ตอนนี้ปล่อยฟองอากาศจำนวนมากออกมาจากปาก

 

ในตอนที่ผมมุดตัวว่ายน้ำรอดผ่านช่องทางหน้าต่างออกมาก็เห็นฮุ่ยหมิ่นกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรรอดจากเข็มคัดนิรภัยที่รัดตัวเองไว้อย่างลนลาน ผมมองเห็นใบหน้าของฝ่ายนั้นเขียวคล้ำ สายตาถลึงเบิกโพลงก่อนจะแน่นิ่งไป

 

ผมตีขาถีบตัวออกจากที่นั่นช้าๆว่ายน้ำขึ้นสู่แสงสว่างเบื้องบน ผมจ้วงแขนเพียงไม่กี่ครั้งก็ถึงตีนสะพานที่เป็นปูนด้านข้าง โชคดีที่วันนี้ไม่มีเรือประมง ไม่อย่างนั้นชาวประมงอาจช่วยกันงมฮุ่ยหมิ่นขึ้นมาได้เสียก่อน ขณะที่ผมนั่งพักหอบหายใจ อยู่ๆก็ได้ยินเสียงขึ้นไกปืนและรู้สึกว่ามีเงาร่างหนึ่งทอดลงมาบดบังแสงอาทิตย์ ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่เล็งปืนมาที่หัวผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

“ขอบใจนะที่แกกำจัดฮุ่ยหมิ่นให้ เด็กนั่นเอาแต่สร้างปัญหาให้เราตลอด” ฝ่ายตรงข้ามพูดกับผมด้วยภาษาจีนแล้วพยักหน้าให้คนของเขาลงมาจับตัวผมขึ้นรถเอสยูวีที่ขับมาจอดรออยู่ก่อนแล้ว

 

ผมถูกคนของกุ้ยอิงจับมัดแล้วยัดใส่รถ การที่ต้องนั่งประจันหน้ากับกุ้ยอิงเป็นเรื่องที่ผมรำคาญที่สุด เขาค่อนข้างต่างจากฮุ่ยหมิ่นก็ตรงที่เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หลังจากที่นั่งมองหน้าผมได้ครู่ใหญ่ กุ้ยอิงก็ใช้ปลายกระบอกปืนเชยคางผม

 

“เจียเอ๋อร์มันสั่งให้แกฆ่าฮุ่ยหมิ่นด้วยเงินเท่าไหร่?” ผมสะบัดคางหนีแล้วไม่ตอบ

 

“หรือว่า...แกทำโดยที่เจียเอ๋อร์ไม่ได้สั่ง?....เจียเอ๋อร์มันสำคัญกับแกขนาดนั้นเชียว?” ผมตวัดตาใส่กุ้ยอิงเสียทีแล้วเบนสายตาหนี

 

“อยากรู้นักว่าสำหรับมันแกสำคัญแค่ไหน? ลูกน้องที่จงรักภักดีหายไปทั้งคนมันจะทำยังไง?” กุ้ยอิงมองผมก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราลั่น

 

คืนวันนั้นผมถูกพาตัวขึ้นเครื่องบินไปยังเซี่ยงไฮ้ จากนั้นก็ถูกปิดตาพานั่งรถไปอีกเกือบชั่วโมง สุดท้ายก็ถูกพาตัวไปขังไว้ในห้องใต้ดินที่ไหนสักแห่งของเซี่ยงไฮ้ ผมนั่งชันเข่ากอดขาตัวเองอยู่ในมุมหนึ่งในคุก

 

คุกใต้ดินที่นี่สร้างขึ้นจากหินสกัดก้อนใหญ่ ตามร่องที่เปียกชื้นมีตะไคร่ขึ้นและเหม็นกลิ่นอับชื้น มีแมลงสาบและคราบสกปรกของอะไรสักอย่างทั่วพื้นห้อง ด้านหน้ามีกรงเหล็กสีดำๆซี่กรงหนาหนึ่งนิ้วกั้นผมจากอิสรภาพด้านนอก สภาพห้องขังแห่งนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัว แต่ผมกลับรู้สึกผิดหวังที่ตัวเองไม่สามารถกลับไปหากายีได้ตามที่สัญญาไว้

 

ป่านนี้กายีจะเป็นยังไงบ้างคือเรื่องที่ผมอยากรู้ที่สุด

 

-------------------------------------------

 

 

หวังกายีจัดการพาทุกคนหลบออกไปในที่ที่ปลอดภัย เขาส่งเสี่ยวเอินไปผ่าตัดเอาลูกกระสุนออกและพักรักษาตัวในโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดของฮ่องกง ให้คนของเขาคอยเฝ้าหน้าประตูห้องตลอด 24 ชั่วโมง จองโรงแรมที่ดีที่สุดในเกาะให้กับพี่ชายของเสี่ยวซือ ทว่าฝ่ายนั้นปฏิเสธและขอกลับไปอยู่กับสารวัตรอิมแจบอม เขาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นถึงนายตำรวจใหญ่ที่ทำงานในกรมตำรวจจึงยอมให้ทั้งสองคนออกไปอยู่กันเอง

 

อีกอย่าง...เขาไม่ค่อยอยากจะยุ่งเกี่ยวกับตำรวจเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้เขาเองก็มีดคีเก่าๆในเกาหลีเหมือนกัน ปัญหาก็เหลืออยู่แต่คิมยูคยอมนายทหารหนุ่มคนนั้นเพียงคนเดียว แม้จะสัญญากันไว้ว่าหากทั้งสองคนหนีออกมาจากฮุ่ยหมิ่นได้จะรีบกลับมาทันที แต่ผ่านไปหนึ่งวันเต็มแล้วกายีก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของทั้งสอง

 

เขาได้รับการติดต่อจากคุณจูเนียร์อีกครั้งก็ในวันรุ่งขึ้นเพื่อบอกว่ายูคยอมกลับมาแล้ว แต่เสี่ยวซือไม่ได้กลับมาด้วย หนำซ้ำยูคยอมยังเอาแต่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องพักที่ทางการจัดหาให้โดยไม่ยอมออกมาข้างนอกแม้แต่ก้าวเดียว

 

กายีร้อนใจรีบรุดเดินทางไปยังที่พักของยูคยอมทันที ทั้งที่ใจจริงเขาไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับทหารตำรวจอีกแล้ว เมื่อไปถึงเขาก็เห็นคุณจูเนียร์ สารวัตรอิม ยูคยอมและชายแปลกหน้าอีกคนอยู่ที่นั่น ทันทีที่ยูคยอมเห็นหน้าเขาก็พุ่งตัวเข้าใส่จนเขาล้มลงไปบนพื้น หมัดของยูคยอมค่อนข้างแรงทีเดียว ขนาดเขายกมือตั้งการ์ดแขนแล้วยังหลบแรงปะทะที่หวดลงมาไม่ได้

 

ขณะที่เขาพยายามดันอีกฝ่ายออกโดยไม่ตอบโต้ คุณจูเนียร์ส่งเสียงเรียกให้คนอื่นๆช่วยมาจับตัวยูคยอมแยกออกไป พวกเขาต้องใช้คนถึง 3 คนในการยื้อยูคยอมที่กำลังโกรธจัดจนใบหน้าแดงก่ำออกไป

 

พอกายีสังเกตใกล้ๆเขาก็พบว่าใบหน้าของยูคยอมดูอิดโรย ใต้ตาคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอน บรรยากาศรอบตัวขุ่นมัว ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากจ้องตากันไปมา กายีลอบมองภายในห้องที่ปราศจากเงาของเสี่ยวซือไอบรรยากาศหนักๆก็ลอยอ่วลพื้นที่ ความรู้สึกนี้ทำให้กายีรู้สึกผิดสังเกตเอามากๆ ก่อนที่ใครจะพูดอะไรออกไป ยูคยอมก็ระเบิดอารมณ์ออกมาใส่เขาทันที

 

แกยังกล้าโผล่หัวมาอีกหรอ! ทั้งหมดมันเป็นความผิดแก! ความผิดของแกคนเดียวที่เปลี่ยนพี่ให้กลายเป็นแค่เครื่องมือฆ่าคน! แกสอนเขาจับปืนก็เท่ากับแกยัดความตายใส่มือเขา! รู้มั้ยว่าพี่ฆ่าฮุ่ยหมิ่นเพื่อแก! เพื่อคนสารเลวอย่างแกแล้วเขาเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงขับรถพุ่งลงทะเลไปแล้ว!!” พร้อมๆกับที่คนอื่นๆพอได้ยินเรื่องนี้จากปากของยูคยอมถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก คุณจูเนียร์ปราดเข้าไปถาม

 

“จริงหรออยูคยอม! แล้ว...แบมแบมเป็นไงบ้าง? เขาปลอดภัยหรือเปล่า?” คุณจูเนียร์หน้าเสีย เขาเขย่าแขนถามยูคยอมด้วยความร้อนรน

 

ยูคยอมจึงเล่าให้พวกเขาฟังว่า ระว่างที่กำลังหลอกตบตากลุ่มของฮุ่ยหมิ่นพวกเขาก็เผชิญหน้ากับฮุ่ยหมิ่นตัวเป็นๆที่ข้างล่างตึก ฮุ่ยหมิ่นบังคับให้พวกเขาขึ้นรถแล้วขับออกไปที่สนามบิน แต่ระหว่างทางพวกเขาขับรถออกนอกเส้นทางไปยังท่าเทียบเรือ ในตอนนั้นเองที่เสี่ยวซือทำร้ายยูคยอมแล้วขับรถพาฮุ่ยหมิ่นพุ่งลงทะเลเพื่อแก้แค้นแทนเขา

 

“พี่ปลอดภัย...พี่รู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร...เขาว่ายน้ำเข้าฝั่งได้” พูดมาถึงตรงนี้ยูคยอมก็ตวัดตาขึ้นใส่กายีอีกครั้งแล้วพุ่งเข้ามาพยายามคว้าตัวเขาไว้ ดีที่คนอื่นๆยังยืนอยู่รอบๆจึงจับตัวยูคยอมไว้ทัน

 

ทันทีที่พี่ขึ้นจากฝั่งก็ถูกพี่ใหญ่ตระกูลเฉินใช้ปืนจี้หัวบังคับให้ขึ้นรถออกไป! ถ้าแกอยากตายนักทำไมไม่ตายไปคนเดียว!! ทำไมต้องดึงเอาคนที่ไม่รู้เรื่องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเกมส์ของแก!! หรือต้องให้มีใครตายก่อนแกถึงจะหยุด!” ยูคยอมตะโกนอย่างเดือดดาลแล้วสบถใส่เขาอีกชุดใหญ่ คุณจูเนียร์ขอร้องให้เขากลับไปก่อน รอให้ยูคยอมสงบสติลงได้ก่อนค่อยคิดหาทางออกกันว่าจะทำยังไงต่อไปดี

 

กายีกลับมาที่โรงพยาบาลที่เสียวเอินนอนพักรักษาตัวอยู่เพราะเขาไม่รู้จะกลับไปอยู่ที่บ้านได้ยังไงเมื่อไม่มีเสี่ยวซือข้างกาย เขาเข้าไปดูเสี่ยวเอินที่การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและนอนพักฟื้นในห้องส่วนตัว กายีนั่งเหม่ออยู่ในห้องจนลืมวันลืมคืน เอาแต่นั่งคิดและโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้งูน้อยของเขาต้องตกอยู่ในอันตราย เขาไม่รู้ว่าเขานั่งทอดอาลัยอยู่แต่ในห้องนานแค่ไหน รู้เพียงแต่ว่ามาหลุดออกจากภวังค์ก็ตอนที่เสี่ยวเอินเรียกเขาเพื่อขอดื่มน้ำ เสี่ยวเอินสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาเพราะเห็นว่าเงียบผิดปกติ

 

“เป็นอะไร? เสี่ยวซือล่ะ?” กายีมองเพื่อนสนิทแล้วตอบด้วยน้ำเสียงรายเรียบ

 

“เสี่ยวซือถูกกุ้ยอิงจับไป”

 

นายว่าไงนะ!

 

“ฉันบอกว่า....” กายียังไม่ทันพูดจบประโยค เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น เบอร์ที่โชว์คือเบอร์ติดต่อส่วนตัวของกุ้ยอิง เขายกมือห้ามเสี่ยวเอินส่งเสียง ก่อนจะกดรับสายแล้วเปิดลำโพงให้อีกฝ่ายได้ฟังด้วย

 

“มีธุระอะไร?” กายีกรอกเสียงถามด้วยความหงุดหงิด

 

“น้ำเสียงฟังดูไม่ดีเชียวนะ....หรือจะเป็นเรื่องที่คนของนายหายตัวไป?” กายีเหลือบมองเสี่ยวเอินที่นอนฟังอยู่ใกล้ๆ กุ้ยอิงคงมีแผนอะไรอยู่ในใจถึงได้คิดจับเสี่ยวซือเพื่อต่อรองกับเขา ดีไม่ดีอีกฝ่ายคงรู้แล้วว่าเสี่ยวซือสำคัญกับเขามาก ที่เสี่ยวซือต้องตกอยู่ในอันตรายก็เป็นเพราะเขาอย่างที่ยูคยอมว่าจริงๆ

 

“ฉันรับฝากคนของนายไว้คนนึงที่เซี่ยงไฮ้ แต่ดูเหมือนว่าหมอนี่จะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับแก๊งของนายเอาซะเลยนะ ไม่ว่าจะง้างปากถามยังไงก็ไม่ยอมปริปากพูดเรื่องของนายออกมาสักคำ ไม่รู้ว่าซื่อสัตย์กับนายมากหรือโง่มากดี” กายีกำมือแน่นแล้วตอบ

 

“เขาอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า? ฉันต้องการฟังเสียงเขา”

 

“อืมม...อยู่ใกล้ๆนี่แหละ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดได้หรือเปล่านะ พอดีฉันเล่นกับมันหนักมือมากไปหน่อย” กายีขบกรามกำมือแน่นจนข้อมือขาว

 

กุ้งอิงผิดกับฮุ่ยหมิ่นก็ตรงที่ไม่มีใครอ่านความคิดของหมอนั่นผ่านทางสีหน้าได้ แม้จะดูเหมือนคนที่ไม่มีพิษสงอะไร แต่กุ้ยอิงนับเป็นคนวิปริตคนหนึ่ง ทั้งยังชื่นชอบความซาดิสท์อีกด้วย ตอนที่เขายังเป็นเด็กเคยเห็นกุ้ยอิงเอาลูกแมวโยนลงมาจากหลังคาเพียงเพราะอยากพิสูจน์ว่าแมวมีเก้าชีวิตจริงหรือไม่

 

“เสี่ยวซือ.....เสี่ยวซือนายอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า?”

 

“......................” ไร้เสียงตอบกลับยิ่งทำให้ใจคอกายีไม่ดี

 

“ถ้านายได้ยินก็ช่วยตอบฉันทีหนึ่งเถอะ จะพูดอะไรก็ได้ ให้ฉันได้ยินเสียงนายที” กายีรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อไม่ได้ยินเสียงของเสี่ยวซือ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดียังไง

 

คะ....คืนนี้...พระจันทร์สวยเหลือเกิน...” น้ำเสียงของเสี่ยวซือที่ดังผ่านโทรศัพท์ฟังดูสั่นเครือและแหบแห้งจนเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าเป็นเสียงของเสี่ยวซือจริงๆ แต่ละคำที่เสี่ยวซือพูดออกมาล้วนเคล้นออกมาอย่างลากลำบาก กายีน้ำตาคลอ ใจเขาแทบสลายเมื่อได้ยินเสียงเสี่ยวซือ กายีได้ยินเสียงจากที่ไกลๆสั่งด้วยภาษาจีนว่าให้ลากเสี่ยวซือออกไป เขาจึงรีบกรอกเสียงสั่งงูน้อย

 

“เสี่ยวซือ...เสี่ยวซือนายได้ยินที่ฉันพูดมั้ย? ห้ามนายถอดใจจากฉันเด็ดขาด ต่อให้นายอยู่ในสภาพไหนฉันก็จะไปรับนาย อดทนอีกนิด...ช่วยอดทนสักนิดเพื่อรอพบฉันนะ”

 

“หมอนั่นออกไปแล้วล่ะ!

 

เฉินกุ้ยอิง! ทำร้ายฉันฉันทนได้ แต่ถ้าทำร้ายเสียวซือ ฉันยอมไม่ได้ หากนายกล้าแตะต้องเขามากไปกว่านี้อย่าหวังเลยว่าเราจะตกลงกันได้!

 

“นายคิดว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จะต่อรองได้หรือไง? แต่เอาเถอะฉันไม่ถือสา....ฉันจะมอบคนของนายคืนให้ก็ได้หากนายโอนกรรมสิทธิ์ของที่ดินและทรัพย์สินในฮ่องกงทั้งหมดให้ฉัน รับรองว่านายจะได้คนคืนทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่....แต่ถ้าหากนายคิดจะเล่นตุกติกกับฉันคนนี้ รับรองว่านายจะไม่มีวันหาคนสำคัญของนายเจออีกเลย” กุ้ยอิงเปลี่ยนสรรพนามเรียกเสี่ยงซือแสดงว่าหมอนั่นจับสังเกตได้ว่าเสี่ยวซือสำคัญต่อเขา  จากนี้เขาคงอยู่เฉยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ทุกวินาทีหลังจากนี้คือความเป็นความตายของเสี่ยวซือ

 

ได้! อีก 3 วันหลังจากนี้นายจะได้ทุกอย่าง” ทันทีที่สายตัดไปเสี่ยวเอินก็ขึ้นเสียง

 

นายบ้าไปแล้วหรือไง! จะยกทุกอย่างให้กุ้ยอิงทั้งที่อีกไม่นานนายจะรวบรวมฮ่องกงแล้วตอกกลับตระกูลเฉินเนี่ยนะ?” กายีหันกลับไปมองคนพูด

 

ต่อให้ฉันได้ครอบครองโลกทั้งหมด...แต่บนโลกที่ไม่มีเสี่ยวซือ ฉันจะยังต้องการมันไปเพื่ออะไรงั้นเหรอ? หากมีใครต้องจบเรื่องนี้...คนคนนั้นก็ควรเป็นฉันไม่ใช่หรอ?

 

 

“งั้นแสดงว่านายเตรียมใจแล้ว?”

 

“ใช่ หลังจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียว”  เสี่ยวเอินมองหน้าของเสี่ยวเจียเพื่อนสนิทก็ก้มหน้าลงมองที่มือตัวเอง

 

เหมือนอย่างที่เสี่ยวเจียเตรียมใจจะเสียสละอำนาจทั้งหมดเพื่อเสี่ยวซือ เสี่ยวซือ เองก็คงเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะไม่ทันได้อยู่รอเสี่ยวเจีย

 

“นายรู้หรือเปล่าว่าประโยคเมื่อกี๊ที่เสี่ยวซือพูดหมายความว่ายังไง?” กายีหันมองเสี่ยวเอินอย่างสนใจ เมื่อครู่เขาเองก็ไม่ทันได้สนใจว่าเสี่ยวซือจะพูดอะไร ขอแค่รู้ว่าฝ่ายนั้นยังมีชีวิตอยู่ก็ดีมากพออยู่แล้ว

 

“มันเป็นคำพูดของนักเขียนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่อยู่ในสมัยเมย์จิถึงไทโช เพราะคนในยุคนั้นยังถือว่าการบอกรัก หรือใช้คำว่ารักตรงๆเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไหร่”

 

“คนในยุคนั้นเลยใช้คำว่า พระจันทร์ แทน ความรัก เวลาที่พวกเขาบอกรักกันจะพูดว่า คืนนี้พระจันทร์สวยเหลือเกิน

 

“เสี่ยวเจีย...ฉันคิดว่าเมื่อครู่เสี่ยวซือพยายามจะบอกลานาย”

 

“นายวางใจเถอะ...ฉันไม่ยอมให้เขาบอกลาฉันง่ายๆหรอก

 

 

หลังจากวันนั้นกายีก็เคลื่อนไหว เขาจัดการโอนทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายทั้งหมดของเขาทั้งในเกาหลีและฮ่องกงเป็นชื่อของกุ้ยอิงทั้งหมด ที่ดินและทรัพย์สินบางส่วนรวมถึงเงินสดในธนาคารทั้งหมดยกให้เป็นชื่อของเสี่ยวซือ ซึ่งทรัพย์สินส่วนนี้เขาได้มาอย่างถูกกฎหมายเพราะได้มาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เงินส่วนนี้อาจไม่มากมายนัก แต่ก็พอทำให้งูน้อยของเขาอยู่สบายๆไปทั้งชาติ ที่กังวลที่สุดตอนนี้คือสวัสดิภาพของเสี่ยวซือ เขาไม่คิดว่าถุ้ยอิงจะทำเพียงแค่จับตัวเสี่ยวซือไปเฉยๆแน่

 

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาเกือบลืมก็คือ ข้อมูลของพ่อแม่ที่แท้จริงของเสี่ยวซือ เพราะเด็กคนนั้นชอบพูดว่าตัวเองไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้วเขาถึงได้ตามหาครอบครัวของเสี่ยวซือให้จบพบว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของเสี่ยวซือเคยเดินทางมาท่องเที่ยวในเกาหลี ทว่าเด็กๆได้ถูกลักพาตัวไปโดยแก๊งลักเด็ก พ่อแม่ของเสี่ยวซือสูญเสียเงินจำนวนมากเพื่อตามหาลูกๆของพวกเขาในต่างประเทศจนกระทั่งตอนหลังพ่อของเสี่ยวซือตรอมใจตาย ส่วนแม่ของเสี่ยวซือก็ต้องเดินทางกลับประเทศเนื่องจากค่าครองชีพในเกาหลีค่อนข้างสูง

 

แม้ว่าตอนหลังเขาจะพบลูกจากหนึ่งในสองที่หายตัวไป แต่พวกเขากลับไม่พบเสี่ยวซือ แม้พวกเขาจะพยายามติดตามข่าวคราวมาตลอดสุดท้ายเรื่องกลับเงียบหายไป กายีเคยติดต่อกลับไปเพื่อขอดูรูปพี่น้องของเสี่ยวซือคนหนึ่งที่โชคดีมีโอกาสได้กลับบ้านเกิดก็พบว่ามีใบหน้าเหมือนกับเสี่ยวซือราวกับแกะ เดาว่าเขาคงเป็นฝาแฝดของเสี่ยวซือ ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าครอบครัวที่ว่าเป็นครอบครัวของเสี่ยวซือจริงๆ และมันคงจะดีมากหากว่าเสี่ยวซือได้มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับครอบครัวที่แท้จริงของตัวเองยังประเทศไทย

 

“เอกสารทั้งหมดฉันฝากนายช่วยมอบให้เสี่ยวซือหลังจากที่เขากลับมาแข็งแรงเป็นปกติ เขาควรมีชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไป”

 

“นายช่วยพาเขาออกไปจากวังวนนี้ทีเสี่ยวเอิน”

 

“นายวางใจเถอะ ฉันจะพาเขาออกจากที่นี่ทันทีที่เขากลับมา”กายีบอกลาเสี่ยวเอินแล้วมุ่งหน้าไปยังกรมตำรวจแล้วติดต่อเพื่อขอมอบตัว ทั้งยังจะร่วมขึ้นให้การในชั้นศาลเพื่อสาวไปยังมาเฟียตระกูลเฉิน ตำรวจฮ่องกงร่วมมือกันกับตำรวจเกาหลีทำเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเข้ามาดำเนินเรื่องต่อ กายีถูกส่งตัวไปยังเกสเฮาส์ลับเพื่อไปพบสารวัตรอิมและเจ้าหน้าที่ของทางการทหารของเกาหลีเพื่อติดตามเรื่องนี้ต่อ

 

“ในที่สุดก็คิดมอบตัวแล้วสินะ? อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจแบบนี้?” สารวัตรอิมถาม

 

“คิมยูคยอม เพราะเขาบอกให้ฉันไปตายซะ หากความตายของฉันจะแลกชีวิตใหม่ให้เสี่ยวซือได้...ฉันยินดี...แต่ข้อแม้ของฉันมีข้อเดียว ฉันจะเป็นคนเข้าไปช่วยเสี่ยวซือ ด้วยตัวเอง นายเตรียมกำลังคนไว้ให้พร้อมเถอะ”

 

“เรื่องคนทางเราพร้อมอยู่แล้ว คุณจะลงมือเมื่อไหร่ก็บอกเถอะ”

 

“คืนนี้...เราจะไปเซี่ยงไฮ้กันคืนนี้ตามแผนของผม” กายีมองหน้าสารวัตรอิมแล้วทอดสายตามองหายูคยอมอีกคนและไม่พบว่าเขาอยู่ที่นั่น

 

“ผู้กองของคุณหายไปไหน?”

 

“เขามีเรื่องยุ่งยากที่เซี่ยงไฮ้ต้องไปจัดการก่อน ไว้เราจะติดต่อเขาทีหลัง”

 

“งั้นคุณก็เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อถึงสถานบินแล้วผมจะอธิบายแผนให้ฟัง”

 

แม้ตอนนี้กายีจะเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้วแต่เพราะยังไม่สามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้ตอนนี้เขาจึงเป็นแค่ผู้ต้องหา ตามสิทธิ์ของเขาเมื่อยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีความผิดในดคีจึงได้รับการปล่อยตัวไปชั่วคราว

 

มาถึงตอนนี้เมื่อลองได้มองย้อนกลับไปกายีก็พบว่า ตั้งแต่โบราณจึงถึงปัจจุบันมาเฟียหลายต่อหลายรุ่นล้วนห้ำหั่นกันเพราะคำว่า อำนาจ สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ครอบครองอำนาจที่แท้จริง ที่สุดแล้วความเที่ยงแท้คือ ความไม่เที่ยงครอบครองความยิ่งใหญ่สุดท้ายแล้วก็เหลือแต่ความว่างเปล่า อำนาจมีแต่ทำให้มนุษย์เสียสติ จะมีสักกี่คนที่ปลงทุกสิ่งและให้อิสระแก่ตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

หากเสี่ยวซือไม่อาจเข้ามาอยู่ในโลกของฉัน ฉันก็จะเป็นฝ่ายทิ้งทุกอย่างแล้วไปหาเขาในโลกของเขาเอง

 

--------------------------------------------

2 Be Con

ติดตามต่อตอนหน้า ขอบคุณค่ะ

นามิ

 

 

ความคิดเห็น