facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 25

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 45.5k

ความคิดเห็น : 97

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 25
แบบอักษร

บทที่ 25 

  

             หากชีวิตการทำงานมันจะเหนื่อยและล้าขนาดนี้ผมขอเลือกเรียนไปตลอดชีวิตได้หรือเปล่า วันนี้มันช่างเป็นวันที่ผมเหนื่อยทั้งกายและเหนื่อยทั้งสมองที่สุดเพราะระหว่างการทำงานตลอดทั้งวันในหัวเอาแต่คิดเรื่องพนักงานในบริษัทพูดกันอย่างสนุกปากราวกับรู้เรื่องทุกอย่างในชีวิตผม ความจริงที่ไม่ใช่ความจริงถูกตีแพร่โดยกลุ่มจำพวกปากสาธารณะทำเอาผมกระวนกระวายใจไม่น้อย  

  

             “นั่งคิดอะไรอยู่วะ กูเห็นมึงนั่งหน้าเครียดตั้งแต่ออกจากบริษัท…วันนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” 

  

             เสียงทุ้มอย่างอารมณ์ดีของขุนศึกเอ่ยถามผมมาแต่ไกลตั้งแต่ห้องครัวจนเดินมาถึงห้องนั่งเล่นที่ผมกำลังนั่งเหยียดขาดูซีรีส์เกาหลีนานนับหลายชั่วโมง ถึงแม้พรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้าไปทำงานแต่ด้วยอารมณ์ยังไม่คงที่ผมจึงต้องหาอะไรดับความรู้สึกนี้ออกไปจากใจเสียก่อนถึงจะนอนหลับสนิท 

  

             “หื้ม…” 

  

             ผมครางในลำคอเบา ๆ ช้อนสายตามองชายหนุ่มมาดนิ่งตรงหน้าที่ร่างกายเปลือยเปล่าท่อนบนโชว์ซิกซ์แพ็กได้รูปด้วยแววตาเหนื่อยล้า ขุนศึกเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผมก็รีบเดินปรี่เข้ามาหาแล้วหย่อนตัวนั่งลงด้านข้างและเอี้ยวหน้ามองผมด้วยสายตาเป็นห่วง 

  

             “เป็นอะไร…เครียดเรื่องงานหรือไงถึงได้นั่งอยู่ตรงนี้มาหลายชั่วโมง หนังนี่กะจะเปิดดูเองหรือเปิดให้หนังมันดูมึงกันแน่คับฟ้า” 

  

             “…” 

  

             เสียงทุ้มนุ่มเอื้อนเอ่ยถามโดยสายตาเอาแต่จ้องมองพฤติกรรมของผมไม่วางตาราวกับพยายามจับผิดสังเกตในตัวผม ส่วนผมก็มองกลับไปอย่างไม่หลีกหนีหรือเบี่ยงเบนไปมองที่อื่นนอกจากหน้าหล่อ ๆ ของขุนศึก สายตาเราสองคนประสานมองกันจนความเงียบคืบคลานเข้ามาปกคลุมอยู่พักใหญ่ ผมนั่งมองชายผู้เป็นสามีเนิ่นนานเพื่อตั้งสติอีกนิดก่อนที่สองแขนของตัวเองจะยื่นไปด้านข้างหวังให้ขุนศึกเอื้อมมาจับมือผมไว้  

  

             ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นการกระทำของผมกำลังอ้อนเจ้าตัวเป็นครั้งแรก แขนผมถูกฝ่ามือใหญ่ฉุดให้ลุกขึ้นจนตัวลอยออกจากเบาะโซฟา จากนั้นผมก็คลานตัวเองขึ้นนั่งซ้อนทับบนตักขุนศึกและเมื่อเจ้าตัวเห็นการกระทำของผมก็แสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างปิดไม่มิด 

  

             “บอกกูมามึงเป็นอะไร แล้วอย่าตอบว่าไม่ได้เป็น…อาการแปลกของเมียกูสัมผัสได้” 

  

             “…” 

  

             เสียงเข้มจริงจังเอ่ยขึ้นดักทางผมไว้ราวกับสามารถรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ทำเอาผมที่นั่งอยู่บนตักขุนศึกถึงกับขำออกมาเบา ๆ เมื่อร่างสูงด้านหลังเริ่มจะรู้ทัน  

  

             “ยังจะมาขำอีก บอกกูมามึงเป็นอะไร ที่บริษัทมีปัญหาเหรอหรือใครทำให้เมียกูต้องนั่งหน้าเครียดได้ตั้งหลายชั่วโมง…ใครมันทำ ใครมันกล้าทำเมียกูนั่งซึมได้ขนาดนี้” 

  

             “…” 

  

             วงแขนกว้างสอดรับเข้าที่เอวแน่นจนผมรู้สึกดีและผ่อนคลายลงได้บ้าง ร่างกายอันเหนื่อยล้าเอนแผ่นหลังทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดพิงแนบชิดแผงอกแกร่งของขุนศึกด้วยความรู้สึกสบายใจและปลอดภัยไปในเวลาเดียวกัน  

  

             “แค่มึงบอกกูคับฟ้า คำว่าไล่ออกไม่ไกลเกินเอื้อมกับตัวปัญหาที่ทำมึงกังวลใจแน่” 

  

             ผู้ชายคนนี้จะเก่งเกินคนไปหรือเปล่าขนาดผมยังไม่ปริปากเล่าอะไรให้ฟังยังสามารถเดาทางได้ถูกจนผมตกใจ เมื่อสิ้นประโยคที่เอื้อนเอ่ยริมฝีปากหนาของผู้เป็นสามีก็ก้มลงฝังจูบบนหัวผมอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบาซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้เบื่อ ผมที่นอนเอนหลังพิงแอบแนบชิดแผงอกกว้างก็ได้แต่ยิ้มให้กับคำพูดและการกระทำของขุนศึก สิ่งที่ขุนศึกกำลังมอบให้มันช่างแฝงไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยผมเสียเหลือเกิน  

  

             จิตใจล่องลอยปล่อยให้ห้วงอารมณ์ของความรู้สึกนึกคิดไปกับบรรยากาศอันเงียบเชียบ มีเพียงเสียงจากโทรทัศน์เป็นตัวขับเคลื่อนบรรเลงให้เราทั้งคู่ได้ฟัง แขนซ้ายผมชูขึ้นกลางอากาศราวกับกำลังเอื้อมหาบางสิ่งเข้ามาครอบครองแต่ทว่าจู่ ๆ ฝ่ามือใหญ่ของคนที่นั่งซ้อนทับอยู่ด้านหลังกลับเอื้อมมือมาสอดประสานนิ้วทั้งห้าไว้แน่นแล้วดึงมือผมลงก่อนจะรั้งขึ้นไปประทับจูบด้วยสัมผัสที่อ่อนโยน 

  

             “เราถูกหมั้นเพราะผู้ใหญ่…เพราะคำสัญญาของอากงกับอาม่า ความสัมพันธ์ระหว่างเราเริ่มต้นจากศูนย์ กูเกลียดมึงตั้งแต่แรกมึงก็ไม่ชอบกูตั้งแต่แรกเหมือนกัน” 

  

             “…” 

  

             “มึงกับกูทำข้อตกลงตั้งกฎกันไว้…แน่นอนกูไม่มีวันลืม…” 

  

             เมื่อความเงียบคืบคลานเข้ามาได้พักใหญ่จนในที่สุดผมจึงเริ่มต้นเอ่ยความในใจให้ชายผู้เป็นสามีได้รับรู้ ในระหว่างพูดนั้นสัมผัสจากริมฝีปากหนายังคงก้มลงฝังจูบหลังมือผมไม่มีทีท่าว่าจะหยุด 

  

             “กฎสองข้อแรกกูมั่นใจว่าตัวเองทำได้…มันก็จริงอย่างที่กูคิด…” 

  

             “…” 

  

             เมื่อผมเปิดประเด็นของกฎระหว่างเราขึ้นร่างสูงที่กำลังก้มจูบหลังมือผมถึงกับนิ่งชะงักไป แต่ก็เพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้นก่อนจะเปลี่ยนท่าเป็นใช้วงแขนโอบรอบคอผม มือของเราประสานกันไว้แน่นและขุนศึกไม่คิดจะปล่อยให้มือผมเป็นอิสระแม้แต่น้อย 

  

             “แต่ตอนนี้มึงรู้อะไรไหมขุนศึก มึงรู้ไหมว่ากฎข้อสุดท้ายที่เราตกลงกัน…”  

  

             หากถามว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่… 

  

           นั่นสิ มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนกัน… 

  

           เกลียดไม่ใช่หรือ… 

  

           ไม่ถูกชะตาไม่ใช่หรือไง… 

  

           แล้วทำไมวันนี้กลับกลายเป็นผมเสียเองที่รู้สึกเปลี่ยนไป… 

  

             ความรู้สึกเริ่มจากการไม่ชอบหากแต่ทำไมถึงแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกนี้ได้ ทุกคืนผมนอนทบทวนความรู้สึกของตัวเองมานานนับหลายเดือน ผมคิดและย้ำถามในหัวซ้ำ ๆ ว่าเหตุใดคนที่เคยเกลียดและทำร้ายความรู้สึกอยู่บ่อยครั้งถึงกลับทำให้ผมตกอยู่ในห้วงอารมณ์ของความรู้สึกนี้ 

  

           “กฎข้อสุดท้าย…กูทำมันไม่ได้แล้ว…” 

  

             สิ้นประโยคที่เอื้อนเอ่ยหัวใจผมกลับสั่นระรัวแทบไม่เป็นจังหวะประหนึ่งกำลังสารภาพรักกับคนที่แอบชอบในวัยเยาว์ ใบหน้าผมเห่อร้อนขึ้นด้วยความเขินอายแต่หากอาการเขินนั้นกลับถูกฉุดให้จมดิ่งลงเหวเมื่อฝ่ามือใหญ่ที่สอดประสานกับมือผมไว้แน่นถูกคลายออก วงแขนกว้างที่เคยโอบกอดก็คลายออกเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่เพียงเท่านั้นเพราะจู่ ๆ ท่อนแขนแกร่งได้เลื่อนมาจับช่วงสะโพกผมยกขึ้นออกไปจากตักเจ้าตัว ใบหน้าเหวอออกมาทันทีเมื่อเห็นการกระทำของขุนศึกที่แสดงต่อผม  

  

             นี่ผมกำลังถูกปฏิเสธใช่ไหม… 

  

           หรือเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมามันแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้นกัน… 

  

             “ขุนศึกทำไม…” 

  

             หัวใจเบาหวิวและหน่วงเหลือเกินเมื่อรู้ตัวเองว่ากำลังจะถูกปฏิเสธ ตัวผมหันหน้าเข้าหาขุนศึกที่ตอนนี้แววตานั้นแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยคล้ายกับตกอยู่ในภวังค์โดยไม่หันมาสบตากับผมแม้แต่น้อย ม่านตาเริ่มพร่ามัวน้ำใส ๆ คลอเบ้าทั้งสองข้างและยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยถามให้จบประโยค ร่างสูงที่เปลือยเปล่าท่อนบนดันลุกขึ้นยืนและเดินออกจากบริเวณห้องรับแขกไปเสียดื้อ ๆ แผ่นหลังกว้างไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ ลับหายไปตามทาง เมื่อขุนศึกเลือกที่จะเดินหนีมันยิ่งทำให้น้ำตาที่เคยคลอเบ้ากลับไหลลงมาด้วยความเสียใจ…เสียใจที่ผมดันคิดไปเองคนเดียวว่าขุนศึกคงจะคิดไม่ต่างจากผมเป็นแน่  

  

             แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงเพียงไม่ถึงเสี้ยววินาที… 

  

           ทำไมผมถึงเจ็บเหมือนจะขาดใจอย่างนี้… 

  

           เจ็บ… 

  

           เจ็บจนหายใจไม่ออก… 

              

             “โว้วววววว!!!!! ฮู้ววววววววว!!!!!” 

  

             ฝ่ามือสองข้างยกขึ้นปาดน้ำตาด้วยห้วงอารมณ์ของความเสียใจ ริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกถึงกับนิ่งค้างเมื่อเสียงอันไม่พึงประสงค์ในยามวิกาลดังสนั่นไปทั่วบ้านหลังใหญ่ เสียงร้องตะโกนที่ดังออกมาจากห้องน้ำเสียจนผมกลัวข้างบ้านจะเดินออกมาก่นด่าเราสองคนอีกไม่นาน  

  

             “เมียสารภาพรัก! ไอ้ห่าเอ๊ย! เมียสารภาพรัก!” 

  

           “…” 

  

           “ฉิบหาย! ฉิบหายแล้วกู!! เขิน! เขินเมียตัวเอง!!” 

              

             ผมนั่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของผู้เป็นสามีดังออกมา ผมสูดน้ำมูกที่ไหลให้ลงกลับเข้าสู่ปอด ประโยคตะโกนของเสียงที่คุ้นเคยทำเอาหัวใจที่ห่อเหี่ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นขำทั้งน้ำตา น้ำตาที่ดันไหลเพราะคิดว่าตัวเองกำลังจะถูกปฏิเสธ สองมือผมยกขึ้นปาดน้ำใส ๆ ออกจากแก้มและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ขุนศึกเดินออกมาจากห้องน้ำ เมื่อสายตาคมคู่นั้นเห็นว่าผมนั่งขัดสมาธิร้องไห้เจ้าตัวถึงกับรีบเดินปรี่เข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ 

  

             “ร้องไห้ทำไม! ใครทำอะไรมึงอีกคับฟ้า! ใครมันทำเมียกูร้องไห้วะ! ขนาดกูเป็นผัวแท้ ๆ ยังไม่กล้า! ไหนหมาตัวไหนมันทำเมียกู!! 

  

             น้ำเสียงร้อนรนแต่แฝงไปด้วยความจริงจังและแน่วแนว เมื่อผมเห็นถึงความมุมานะของชายผู้เป็นสามีก็อดไม่ได้ที่จะตกรางวัลให้งาม ๆ ตัวผมจึงเอนกายไปทางด้านหลังเล็กน้อยเพื่อตั้งหลัก สองเท้าไม่รีรอประจวบเหมาะกับจังหวะที่ขุนศึกหันกลับมาแรงถีบเหยียดตรงออกไปปะทะเข้ากับยอดอกกว้างเพื่อเป็นรางวัลให้แก่คนห่วงเมียประจำปี 

  

             “อึ่ก!! ซ้อถีบเฮียทำไม…” 

              

             ความตั้งใจที่จะถีบยอดอกกลับผิดแผนทำให้ฝ่าเท้าดันเปลี่ยนทิศทางลงต่ำจนถลาเข้ากลางแก่นกายที่ซุกอยู่ใต้ร่มผ้า สีหน้าแดงก่ำอย่างทุกข์ทรมานฉายออกมาให้เห็น ขุนศึกค่อย ๆ คืบคลานจากพรมด้านล่างขึ้นมานั่งบนโซฟาด้วยหน้าเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ทว่ายังไม่ทันที่ร่างของสามีจะตะเกียกตะกายขึ้นหวังจะซบลงบนหมอนอิงใบขาวผมก็รีบกระชากหมอนมาไว้ในมือและขว้างใส่ร่างสูงอย่างโกรธเคือง  

  

             “ถีบมาซะเต็มแรงไม่แผ่วเลยนะที่รัก ถ้าเกิดมันพิการขึ้นมาเราจะทำลูกกันต่อได้ยังไง ซี้ด!” 

  

             “ดี! ไม่มีน่ะดีแล้วเพราะกูสงสารลูก ถ้าต้องมาเจอพ่อนิสัยแบบมึงขุนศึก!” 

  

             ผมตะโกนระบายอย่างคับแค้นใจในขณะเดียวกันก็ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหมือนคราวนี้ผมจะปล่อยโฮหนักกว่าเดิมเมื่อได้เห็นใบหน้าขุนศึกจ้องมองมายังผมไม่วางตา ขุนศึกที่เห็นอาการร้องไห้ของผมจึงรีบพุ่งตัวโผล่เข้าสวมกอดจนเจ้าตัวลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองมีอาการเจ็บปวดจากการโดนถีบเมื่อครู่ 

  

             “ร้องไห้อีกแล้ว จะร้องทำไม…” 

  

             วงแขนกว้างโอบกอดตัวผมแน่นฝ่ามือหยาบกร้านแตะลงมาบนหัวผมอย่างอ่อนโยนและเบามือ น้ำเสียงทุ้มเอื้อนเอ่ยถามสุดแสนจะเป็นห่วงที่สื่อมาจนผมสัมผัสได้ แต่การกระทำเหล่านั้นกลับเป็นตัวเร่งให้ต่อมน้ำตาผมทะลักไหลลงหนักกว่าเก่า นี่หรือที่เขาบอกกันเวลาร้องไห้ห้ามให้ใครปลอมเพราะหากยิ่งปลอมน้ำตามันยิ่งไหลออกมาไม่หยุด  

  

             ดูท่าจะจริง… 

  

             ความเงียบปกคลุมระหว่างเราอีกครั้ง ไร้เสียงเอ่ยถามของขุนศึกอย่างแต่ก่อนมีเพียงท่อนแขนแกร่งคอยรั้งเอวผมเข้าไปหาแล้วอุ้มขึ้นนั่งคร่อมบนตักอย่างเงียบ ๆ สองแขนผมก็ไม่อยู่เฉยเลื่อนขึ้นคล้องคอชายผู้เป็นสามี ส่วนน้ำตาที่รินไหลอยู่นั้นมันก็ไม่มีทีท่าจะเหือดแห้งหายไปแม้แต่น้อย  

  

             ใบหน้าผมถูกกอบกุมด้วยฝ่ามือใหญ่ ขุนศึกรั้งใบหน้าผมขึ้นรับรสชาติสัมผัสของจูบแสนอ่อนโยนเหมือนต้องการปลอมประโลมให้ใจที่อ่อนไหวดวงนี้สงบลง จังหวะขบเม้มลงบนกลีบปากล่างช่างอ่อนนุ่มเสียจนผมรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ บทจูบที่เชื่องช้าและไม่เร่งรีบทำเอาผมถึงกับรั้งคอหนาผู้เป็นสามีเข้าหาตัวเองให้ระยะห่างระหว่างเราน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ 

  

             ความรู้สึกราวกับกลัวผู้ชายคนนี้จะหายไป… 

  

           ความรู้สึกหวงแหนผู้ชายคนนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน… 

  

           ทำไม เพราะสาเหตุอะไรหรือ… 

              

             เวลาล่วงเลยผ่านไปครู่ใหญ่รสชาติจูบอันหอมหวานได้ยุติลงใบหน้าของเราผละออกจากกันแต่สายตายังคงจ้องมองกันอยู่ ริมฝีปากหนาคู่นี้ก้มฝังจูบตั้งแต่กลางหน้าผากไล่ลงมาที่ปลายจมูกต่อด้วยริมฝีปากและจบลงที่ปลายคางด้วยสัมผัสนุ่มนวล 

  

             “อย่าร้อง น้ำตาไม่คู่ควรกับหน้าสวย ๆ ของมึงสักนิดและกูก็ไม่ชอบเห็น” 

  

             เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นในขณะที่หน้าผากของเราแนบชิดติดกัน นิ้วมือของขุนศึกคอยปาดคราบน้ำตาให้ผมอย่างแผ่วเบา จนล่วงเวลาผ่านไปครู่หนึ่งใบหน้าขุนศึกจึงผละออกและเอี้ยวตัวหันไปทางโต๊ะกลมเล็กคล้ายกับกำลังมองหาบางสิ่ง จนในที่สุดท่อนแขนขวาของเจ้าตัวก็เอื้อมไปหยิบปากกาเมจิกสีดำขึ้นและเปิดฝาก้มลงเขียนบางอย่างบนฝ่ามือตัวเอง 

  

             “…” 

  

             “มึงไม่สบายใจบอกกูคับฟ้า มึงทุกข์ใจบอกกู ขอแค่มึงระบายออกมากูพร้อมนั่งฟังปัญหาของมึงเสมอ กูเหี้ยกับมึงมาเยอะกูรู้ตัวเองดีและกูขอโทษกับเรื่องราวในอดีตที่เคยทำไว้ แต่ตอนนี้กูพยายามเริ่มต้นใหม่กับมึงไปในทุก ๆ วัน มึงรู้ใช่ไหม…” 

  

             ทำไมผมจะไม่รู้ ผมรับรู้ทุกการกระทำของผู้ชายคนนี้ ผมสัมผัสได้ว่าขุนศึกเริ่มต้นเข้าหาผมจากศูนย์ราวกับคู่รักที่เริ่มต้นจีบกันใหม่ ๆ และขุนศึกก็ทำมันออกมาได้ดี…ดีเสียจนผมเริ่มอ่อนไหวคล้อยตามไปกับสายลมแห่งความรักที่ผู้ชายตรงหน้าพัดโอบล้อมหัวใจผมไว้ 

  

             “เชื่อในตัวกูนะคับฟ้า เชื่อในตัวกู…” 

  

             “…” 

  

             “ผู้ชายคนนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง จะไม่ทำให้ผิดหวังเลย…” 

  

             ในขณะที่มือของชายผู้เป็นสามีละเลงเขียนอยู่บนฝ่ามือตัวเอง ริมฝีปากหนาก็เอื้อนเอ่ยประโยคเว้าวอนและช้อนสายตาขึ้นมองผมในประโยคสุดท้าย ผมทำได้เพียงพยักหน้าเป็นการตอบรับเพราะตอนนี้ม่านตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำใส ๆ จนภาพตรงหน้าเลือนรางแทบมองไม่เห็น ความรู้สึกมันปนเปแทบไม่สามารถจับมาปะติดปะต่อให้เชื่อมโยงหาเหตุและผลได้  

  

             ในหัวคอยแต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้จบว่าเหตุใดความสัมพันธ์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ถึงแปรเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ หากการหาคำตอบให้กับความรู้สึกดูจะยากเกินไปผมคงต้องให้เวลาสำหรับเราได้เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ เผื่อคำตอบคงจะมีให้ผมในระหว่างเส้นทางความสัมพันธ์ที่ดูจะเป็นไปได้ยากของเรา 

  

             “มึงเขียนอะไรบนฝ่ามือตั้งนานยังไม่เสร็จอีกเหรอ” 

  

             ผมตัดบทเอ่ยถามประเด็นอื่นเพราะกลัวจะหยุดน้ำตาตัวเองไว้ไม่อยู่และพยายามเปลี่ยนความสนใจมาที่ฝ่ามือของขุนศึกที่ตอนนี้ยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างขะมักเขม้น 

  

             “ทำให้เมีย เขียนเพื่อเมีย เมียจะได้เลิกร้องไห้” 

  

             สิ้นคำพูดของเสียงเข้มฝ่ามือด้านซ้ายก็ถูกยกขึ้นหงายมาทางผม สายตาผมจ้องมองไปยังประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกบรรจงเขียนด้วยลายมือของเจ้าตัว ปลายปากกาเมจิกที่ถูกจรดเขียนลงบนฝ่ามือยังแต่งแต้มไปด้วยสัญลักษณ์รอยยิ้มพ่วงท้าย มันยิ่งทำให้ใบหน้าของผมระบายรอยยิ้มและเสียงหัวเราะออกมาให้กับการกระทำของคนตรงหน้าเสียไม่ได้  

  

‘DON’T CRY BABY BC I LIKE WHEN U SMILE MORE :)’     

  

. 

. 

. 

. 

. 

  

             ขุนศึก P 

  

             “ได้เรื่องว่ายังไง เล่ามา” 

  

             มือขวาที่กำลังติดกระดุมเสื้อบริเวณข้อมือเอ่ยถามเสียงเรียบเมื่อลูกน้องคนสนิทอย่างเจ้าศิลป์เดินเข้ามาภายในห้อง สายตาเฉียบคมของตัวเองตวัดขึ้นมองบุคคลที่มาใหม่ที่โค้งตัวทักทายผมอย่างให้ความเคารพ แต่เมื่อเห็นลูกน้องตัวเองก็พาลทำให้อารมณ์ขุ่นมัวเกิดขึ้นแต่เช้าเพราะภาพของเมียเมื่อคืนฉายซ้ำในหัวจนผมนอนแทบไม่หลับ มันคอยคิดหาแต่ความจริงให้กับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับคับฟ้า 

  

             ใคร… 

  

           ใครมันบังอาจมายุ่มย่ามกับเมียผม… 

              

             “เอ่อ คือว่า…” 

  

             น้ำเสียงตะกุกตะกักของเจ้าศิลป์ทำให้มือที่กำลังติดกระดุมนั้นชะงักไป สายตาตวัดขึ้นมองยังภาพสะท้อนในกระจกด้วยสีหน้าแววตาไม่สบอารมณ์และเริ่มเข้าสู่วังวนของความหงุดหงิดขั้นสุด 

  

             “จะพูดหรือจะให้ฉันไล่แกออก เรื่องเมียสำหรับฉันมีผลไวต่อความรู้สึก…ถ้ามายืนแล้วไม่มีปัญญาขยับปากพูดให้เป็นรูปประโยคได้ก็ไม่ต้องมาให้รกลูกตา!!” 

  

             “ขอประทานโทษครับท่านประธาน!” 

  

             ผมขึ้นเสียงใส่ด้วยความรู้สึกรำคาญก่อนจะก้มลงติดกระดุมต่อเพราะเวลาสำหรับช่วงเช้านี้มีไม่มากนัก หากต้องมายืนรอฟังกับการรายงานไม่รู้เรื่องแบบเมื่อครู่ผมคงต้องประกาศหารับสมัครพนักงานคนใหม่แทนที่เจ้าศิลป์น่าจะดีกว่า 

  

             “มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วบริษัทครับท่านประธาน จากสายรายงานบอกว่า…พนักงานบริษัทพูดเกี่ยวกับตัวของคุณคับฟ้าว่าได้ตำแหน่งเพราะเป็นภรรยาของท่านประธานครับ ส่วนอีกเรื่อง เอ่อ…” 

  

             น้ำเสียงติดขัดเริ่มขึ้นอีกครั้งมันยิ่งทำให้ผมที่มีความอดทนต่ำขาดสะบั้นลง แต่ก็ต้องข่มอารมณ์ไว้ในใจเพราะเช้านี้ผมต้องเข้าร่วมเฟรมกล้องกับภรรยาจึงไม่อยากทำลายอารมณ์ที่สร้างมาพังลง ส่วนศิลป์เมื่อสังเกตเห็นพฤติกรรมของผมกำลังเดือดดาลได้ที่จึงรีบรวบรวมสติและกลับมารายงานต่อ  

  

             “ส่วนอีกเรื่องที่พนักงานในบริษัทพูดถึงคือ…เรื่องคุณคับฟ้าแอบมีความสัมพันธ์กับพนักงานในทีมครับท่านประธาน…” 

  

             “ว่าไงนะ?” 

  

             “…” 

  

             “เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะ!!” 

  

             สองแขนค้ำขอบโต๊ะกระจกบานใหญ่แล้วเอี้ยวหน้าตะคอกถามลูกน้องตัวเองด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด ความโกรธปะทุเข้ามาในใจพาลทำให้ร่างกายของผมต้องเดินไปอีกด้านหนึ่งของห้อง ประโยคเพียงไม่กี่คำแต่กลับทำให้อารมณ์โกรธพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว 

  

             โกรธ… 

            

           โกรธจนตัวสั่น… 

  

             “ขุนศึกมึงเสร็จหรือยัง กูเสร็จจนนั่งหลับรอแล้วนะ…เป็นตัวตั้งตัวตีแท้ ๆ แต่ทำไมมึงช้าเองวะ” 

  

             เหมือนฟ้าจงใจกลั่นแกล้งผมด้วยการให้เมียเดินเข้ามาในจังหวะที่ไม่ควรเฉียดเข้าใกล้ เสียงของคับฟ้าดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้องแต่ห้วงอารมณ์ของความโกรธที่สุมอยู่ในอกมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หากคับฟ้าเข้ามาตอนนี้มีหวังผมต้องระเบิดอารมณ์ใส่เมียตัวเองเป็นแน่ 

  

             “…” 

  

             “ที่ถามไม่ได้ยินหรือไง เสร็จหรือยังข้างนอกเขารอมึงคนเดียวเนี่ย” 

  

             เสียงทุ้มอ่อนหวานของคับฟ้าเอื้อนเอ่ยถามขึ้นจนเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง เปลือกตาทั้งสองข้างผมปิดลงเพื่อข่มอารมณ์ความโกรธที่พร้อมระเบิดออกมาเก็บไว้ในใจ ถึงแม้มันจะยากเย็นแค่ไหนผมก็ต้องพยายามเพราะผมไม่อยากทำให้คับฟ้าต้องมาเจ็บตัวเพราะผมอีก 

  

             “ศิลป์แกพาเมียฉันออกไปรอข้างนอก” 

  

             ผมลั่นคำสั่งไปหาลูกน้องเพื่อให้สัญญาณเป็นการไล่ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ออกทางอ้อมไม่เว้นแม้กระทั่งเมีย เมื่อลั่นวาจาออกไปเสร็จสิ้นแขนขวาจึงเอื้อมไปคว้าบุหรี่บนโต๊ะมาถือไว้แล้วเดินหนีไปทางระเบียงด้านนอกเพื่อหวังให้สิ่งที่อยู่ในมือช่วยดับความพิโรธในใจให้คลายลงไปบ้าง 

  

             “รับทราบครับท่านประธาน…อะ เอ่อเชิญครับคุณคับฟ้า…” 

  

             เพื่อหลีกเลี่ยงแรงปะทะของตัวเองผมจึงอยากอยู่คนเดียวเพื่อรวบรวมสติ แต่ผมอาจจะลืมนึกไปว่าการกระทำที่ตัดสินใจทำลงเมื่อครู่อาจเป็นสิ่งเร้าให้ทุกอย่างแย่ลงได้ 

  

             “ไม่ มึงเป็นอะไรของมึงขุนศึก…” 

  

             “…” 

  

             คับฟ้าตอบกลับทันควันแล้วเดินตามผมมายังด้านนอกระเบียงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ต้นแขนของผมถูกกระชากให้หันกลับไปเผชิญหน้ากับชายหน้าหวานผู้เป็นภรรยา สายตาผมไล่มองดูชุดที่เหล่าบรรดาทีมงานคอสตูมจัดแจงเสื้อผ้าให้คับฟ้ามันช่างดูดีจนยากจะหาคำไหนมาเปรียบได้ ความตั้งใจของตัวผมที่สั่งการให้ทีมงานทำเรื่องราวความรักของเราสองคนขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นการตอกกลับไปอย่างเป็นรูปธรรมว่าระหว่างผมกับคับฟ้าแท้จริงแล้วมันเป็นยังไง หากทว่าทุกอย่างควรจะราบรื่นไปด้วยดีกลับต้องมาพังลงไม่เป็นท่าเพราะข่าวลือสิ้นคิดนั่น 

  

             “…” 

  

             “เป็นอะไรทำไมถึงอารมณ์เสียแต่เช้า” 

  

             มือขวายกบุหรี่ขึ้นอัดลงปอดหวังดับอารมณ์ตัวเองให้สงบลง ในขณะที่ร่างบางของเมียก็พยายามเอ่ยถามผมด้วยเสียงอ่อนลงราวกับสายน้ำที่หวังจะดับความร้อนรุ่มในใจผมให้หายไป เมื่อผมไม่ตอบชายหนุ่มร่างบางจึงเดินเข้ามาใกล้จนปลายนิ้วเท้าของเราจรดเข้าหากัน ฝ่ามือเล็กเอื้อมขึ้นมากอบกุมใบหน้าผมให้หันไปสบตากับตัวเอง  

  

             “ศิลป์พูดอะไรทำไมถึงไม่มองหน้ากู” 

  

             “…” 

  

             “ขุนศึก…” 

  

             ผมเบือนหน้าหนีไปอีกทางโดยไม่ตอบคำถามที่เมียถามสักคำ ส่วนมือก็ยังคงยกบุหรี่ขึ้นสูบอัดเข้าปอดอย่างเงียบ ๆ จนมวนแรกหมดไปภายในเวลาไม่ถึงสองนาที สายตาคล้ายลูกแมวตัวน้อยของคับฟ้ายังจ้องผมไม่วางตาและพยายามดึงใบหน้าผมให้หันกลับไปสบตาเจ้าตัวอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้ เมื่อเห็นการกระทำของเมียผมถึงกับถอนหายใจดังเฮือกใหญ่เพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมาต่อหน้าคนรัก…แต่ทำไมมันช่างยากเย็นเหลือเกิน 

  

             ให้ตายเถอะ… 

  

             “ออกจากทีมนั่นซะ! ไม่ต้องไปทำแม่งแล้วงาน มึงอยู่บ้านอย่างเดียวพอ!” 

              

             จนในที่สุดประโยคคำสั่งในระดับเสียงดังค่อนไปทางตะคอกก็ถูกพ่นออกไปด้วยสีหน้าแววตาที่ขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก…มากเสียจนสามารถพังทุกสิ่งอย่างที่อยู่ใกล้ได้ในชั่วพริบตา แต่ประโยคต่อมาที่คับฟ้าตอบกลับมันยิ่งเป็นตัวเพิ่มเชื้อเพลิงของไฟที่สุ่มอยู่ในใจผมให้ทวีคูณเพิ่มมากขึ้น 

  

             “มึงเชื่อข่าวลือหรือไง มึงเชื่อว่ากูเป็นคนแบบนั้นเหรอขุนศึก” 

  

             “ไม่ต้องมายอกย้อนถามกูกลับได้ไหมคับฟ้า! มึงก็น่าจะรู้ว่าถ้ากูระเบิดอารมณ์ออกมามันจะเป็นยังไง!” 

  

             ผมตะโกนใส่หน้าเมียอย่างเหลืออดในความดื้อรั้นไม่ฟังในสิ่งที่ผมพูด แต่กลับเลือกตอบโต้ด้วยการยอกย้อนถามผมแทน ผมหลับตาข่มอารมณ์นับหนึ่งถึงสิบในใจก่อนจะตัดสินใจหันตัวกลับเข้าห้องเพราะไม่อยากปะทะอารมณ์กับเมียในตอนเช้าเดี๋ยวมันจะพาลให้งานล่มไปเสียเปล่า ๆ แต่ทว่าจังหวะที่เดินพ้นเข้ามาในห้องไม่กี่ก้าวร่างผมกลับถูกผลักให้ล้มลงนั่งบนเก้าอี้โซฟามุมห้อง ผมช้อนสายตามองเมียอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อคับฟ้าเห็นพฤติกรรมของผมจึงเดินขึ้นมานั่งคร่อมบนตัวผมโดยไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ  

  

             ความเงียบปกคลุมระหว่างเรามีเพียงสายตาที่สอดประสานจ้องมองกันไม่วางตา จังหวะหายใจผมยังคงถี่ด้วยห้วงอารมณ์ของความโกรธจนต้องเบือนหน้าหนีด้วยความน้อยใจ เมื่อคับฟ้าเห็นอาการผมยังไม่ดับลงจึงใช้สองมือตัวเองรั้งท้ายทอยผมให้หันไปหาและก้มหน้าประกบริมฝีปากผมโดยที่ครั้งนี้ร่างบางเป็นฝ่ายรุกก่อน 

  

             ลิ้นนุ่มของคนบนตักสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปากหวังเพื่อดับความโกรธให้ ฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองรีบยกขึ้นรั้งใบหน้าเมียทันควันเพื่อตอบรับจูบในจังหวะหนักหน่วงตามแรงโทสะที่ผมมี รสชาติสัมผัสจูบอันเย้ายวนจนอดไม่ได้ที่จะงับลงกลีบปากล่างด้วยความหึงหวงให้คับฟ้าได้รับรู้ เสียงแลกลิ้นดังระงมไปทั่วห้องถึงแม้อยากจะกลืนกินร่างนี้ต่อแต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้เพราะเราสองมีงานที่ต้องทำ ช่วงเวลานี้ผมจึงทำได้เพียงขบเม้มริมฝีปากล่างเน้น ๆ เป็นครั้งสุดท้ายแล้วผละออกอย่างนึกเสียดาย 

  

             “เรื่องที่มึงได้ยินจากศิลป์มันไม่ใช่อย่างนั้น…กูไม่เคยคิดเรื่องชู้ในหัว ไม่เคยคิดเลย…” 

  

             เสียงนุ่มน่าฟังของร่างบางที่กำลังใช้ปลายจมูกคลอเคลียกับจมูกผมไม่ห่าง น้ำเสียงราวกับเป็นน้ำคอยชโลมเปลวไฟในใจผมให้ดับลงอีกครั้ง สายตาผมจับจ้องใบหน้าเมียก็ได้แต่ถอนหายใจดังเฮือกใหญ่วงแขนขวาโอบรัดเอวรั้งบางเข้าหาตัวมากขึ้น ส่วนแขนซ้ายเอื้อมมือไปรั้งข้อมือเล็กมาประทับจูบอย่างหวงแหน  

  

             หวง… 

  

           หวงเหลือเกิน… 

  

           หรือนี่จะเป็นเวรกรรมในการกระทำของตัวเองในอดีตที่ตามมาเอาคืนผมให้ทุกข์ทรมานใจเล่น หากจะให้ผมโกรธคับฟ้าก็คงไม่กล้าเพราะสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้นั้นมันยิ่งหนักหนาเสียกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หลายเท่า  

  

             “ไม่ต้องทำงาน เงินเดือนไม่กี่หมื่นกูเกทับให้เป็นสิบเท่ายังได้ เมียคนเดียวกูเลี้ยงไหว…พอ ห้ามไปทำงานอีก” 

  

             ริมฝีปากผละออกจากข้อมือเล็กและเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ ใบหน้าสวยของเมียระบายยิ้มให้เห็นและเลื่อนมือจากการคล้องคอลงมาลูบไล้บริเวณบ่าผมเบา ๆ ราวกับกำลังปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อให้แก่ผม 

  

             “คนในบริษัทยิ่งพูดว่ากูได้เข้ามาทำงานเพราะเป็นเมียของท่านประธาน ถ้าเกิดกูออกไปกูคงถูกตราหน้าว่าไม่มีความสามารถและยอมรับกับคำนินทาที่คนพวกนั้นพูดใส่ กูไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นกับตัวเองหรอกนะขุนศึก” 

  

             “…” 

  

             นัยน์ตาสีน้ำตาลช้อนขึ้นมองผมพร้อมกับอธิบายในสิ่งที่ร่างบางบนตักนึกคิด ผมนั่งนิ่งคิดตามในสิ่งที่คับฟ้าพูดและมันก็จริงอย่างที่คับฟ้าบอก ความใจร้อนของผมอาจลืมจนไม่คิดถึงจุดนี้แต่ผัวบ้านไหนชอบให้เมียตัวเองถูกนินทาโดยเฉพาะกับคนตรงหน้าที่เป็นถึงภรรยาของท่านประธานบริษัทหลายหมื่นล้าน มีพนักงานใต้ความดูแลนับพันแต่กลับปกป้องเมียตัวเองไม่ได้  

  

             แล้วจะไม่ให้ผมโกรธได้อย่างไร!... 

  

             “แต่…” 

  

             “กูขอเวลาพิสูจน์ตัวเองในโปรเจกต์นี้ก่อนได้ไหม ถ้าหลังจากนั้นมึงจะให้กูออกมาอยู่บ้านกูจะไม่เกี่ยงเลย” 

  

             แววตาอ้อนวอนคล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนเจ้าของมีหรือผมจะไม่ใจอ่อน หากเมียต้องการแบบนั้นผมจะขัดอะไรได้หรือแค่คับฟ้าเอ่ยปากบอกให้ผมจัดการพนักงานทั้งหมดที่กล่าวหาเจ้าตัวผมก็สามารถทำได้โดยการไล่ออกอย่างสบาย แต่คับฟ้ากลับต้องการพิสูจน์ตัวเองให้พ้นจากคำนินทาด้วยตัวเอง เมื่อได้ยินคำปรารถนาที่เอื้อนเอ่ยออกมาผมจะทำอะไรไปได้มากกว่าการยอมรับในการตัดสินใจของเมีย 

  

             “ก็ได้ แต่เรื่องไอ้นั่นกูไม่อยู่เฉยแน่คับฟ้ากล้าดียังไงมายุ่งกับเมียกูไม่เลิก! วอแวเมียกูมากกูจะเล่นให้หนัก!” 

  

             ใช่ ผมยอมรับเรื่องที่คับจะพิสูจน์ตัวเองแต่เรื่องพนักงานในทีมผมไม่ปล่อยให้มันลอยหน้าลอยตาอยู่บริษัทนานนักหรอก พนักงานประจำแค่คนเดียวผมไม่เสียดายสักนิดเพราะคนอื่นที่พร้อมจะเข้ามาทำงานกับบริษัทผมมีตั้งมากมาย มันจะได้รู้ถึงรสชาติของการที่มายุ่งกับเมียของผม 

  

             “อย่าเลยเพราะทุกคนในทีมคือเพื่อนร่วมงานกู อีกอย่างกูก็ไม่ได้คิดอะไรกับธาม มองว่าเป็นเพื่อนที่ดีคนนึงด้วยซ้ำ กูจะอยู่ห่าง ๆ ธามโอเคไหม จะระวังตัวเองให้มากขึ้นและจะตั้งใจทำงานอย่างเดียว”  

              

             สายตาอ้อนวอนส่งมาให้ผมอีกแล้ว… 

  

           ดูท่าผมจะแพ้เมียทุกทางจริง ๆ… 

  

             “แล้วมึงจะเรียกชื่อมันทำไมวะคับฟ้า! ไม่ให้เรียก!” 

              

             เสียงขำในลำคอของคนที่นั่งคร่อมบนตักดังขึ้นเมื่อเห็นว่าผมดูจะคลายความโกรธลงมาบ้าง ใบหน้าหวานก้มลงทาบริมฝีปากและดูดคลึงผมอย่างเอาอกเอาใจอีกครั้งเมื่อเรื่องทั้งหมดถูกเคลียร์และเข้าใจกันดี ความอ้อนของเมียอย่างคับฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกวันแล้วมันจะให้ผมโกรธคนบนตักได้นานแค่ไหน เมื่ออารมณ์เริ่มกลับมาดี วงแขนขวาผมจึงกระชับอ้อมกอดแน่นส่วนมือซ้ายทำหน้าที่รั้งท้ายทอยร่างบางให้ตั้งรับกับสัมผัสจูบในองศาที่ผมต้องการ  

  

             “ขออนุญาตค่ะท่านประธาน คะ คือ…” 

  

             ในจังหวะที่เอวเมียผมกำลังขยับและควงเล่นไปมาเพื่อปลุกเร้าความเป็นชายใต้ร่มผ้าอย่างนึกสนุก แต่ทว่าจู่ ๆ เสียงหญิงสาวก็ดังขึ้นจึงทำให้ปากของเราทั้งคู่ผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ 

  

             “อะ เอ่อ คือว่า เอ่อ…” 

  

             ผมสบถในลำคอด้วยความหงุดหงิดเมื่อโดนขัดจังหวะในการฉกฉวยริมฝีปากจากเมีย ผมเอี้ยวหน้าไปมองพนักงานในบริษัทที่ผมตั้งใจให้มาช่วยงานในวันนี้ มันช่างบังเอิญเสียเหลือเกินว่าบุคคลตรงหน้าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เมื่อวานเมียผมนั่งซึมได้ทั้งวันทั้งคืน ถึงแม้ตัวต้นเหตุจะอยู่คนละแผนกที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายงานก็ตาม แต่ในเมื่อผมเป็นคนชี้เป้าเลือกให้มาช่วยก็ต้องมาเพราะมันเป็นคำสั่งของผม 

  

             “ว่า…” 

  

             ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระชากด้วยความหงุดหงิดใจโดยที่ท่อนแขนตัวเองยังคงโอบเอวคนบนตักแน่นและไม่ปล่อยให้ลงไปง่าย ๆ ถึงแม้จะมีพนักงานคนอื่นอยู่ด้วยก็ตาม 

  

             “อีกสองนาทีจะเริ่มการถ่ายทำแล้วค่ะท่านประธาน” 

  

             น้ำเสียงประหม่าตอบกลับมาให้ผมก่อนจะเตรียมตัวหันหลังเดินออกไปจากห้อง แต่ทันใดนั้นเองร่างบางบนตักจู่ ๆ ก็หันไปเรียกชื่อพนักงานสาวจนผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าคับฟ้ารู้จักชื่อพนักงานในบริษัทคนนี้ได้อย่างไร  

  

             “เจอกันอีกแล้วนะครับคุณจิรัณชา” 

  

             “อะ เอ่อ สวัสดีค่ะคุณคับฟ้า” 

  

             ตัวผมเอนกายพิงพนักโซฟาโดยที่ฝ่ามือลูบไล้บริเวณสะโพกกับบั้นท้ายของเมียตัวเองอย่างไม่สนใจว่าใครจะเห็น นี่ขนาดยังไม่แตะเนื้อผิวใต้ร่มผ้าผมยังสัมผัสได้แล้วว่าผิวคับฟ้าลื่นขนาดไหน ผู้ชายอะไรน่าจับเล่นไปทั้งตัวเสียจริง ๆ  

  

             “คุณภวรัญชน์มาด้วยหรือเปล่าครับ” 

  

             “มะ มาค่ะ อยู่ด้านนอกค่ะ” 

  

             น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความเกรงกลัวเมียผมสุดขีด จากนั้นร่างของคับฟ้าก็ลุกออกไปจากตักผมและก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายืนอยู่ด้านหลังแทน แถมโน้มตัวคล้องคอจนแก้มของเราแนบชิดติดกันโชว์ให้พนักงานสาวเห็นอีกต่างหาก 

  

             “คุณจิรัญชาก้มมองพื้นทำไมครับเงยหน้ามองเจ้านายสิถึงจะถูก ทำแบบนั้นมันเสียมารยาทนะครับ” 

  

             ผมยกยิ้มมุมปากขึ้นทันทีที่ได้ยินเมียตัวเองบอกพนักงานสาว เมื่อสิ้นประโยคของคับฟ้าพนักงานสาวตรงหน้าก็รีบเงยขึ้นมาสบตาเราสองคนด้วยสีหน้าแววตาตื่นกลัวและตัวสั่นเทา  

  

             “ขะ ขอประทานโทษค่ะ…” 

  

           “เห็นไหมครับว่าท่านประธานกับภรรยาคนนี้กำลังกระชับความสัมพันธ์กันขนาดไหน นี่ถ้าคุณเปิดมาช้ากว่านี้คงจะเห็นฉากต้องห้ามก็ได้นะครับ” 

  

             น้ำเสียงเรียบเอ่ยปนขำของคับฟ้าดังขึ้นภายในห้องที่เงียบสงัด โดยมีสายตาพนักงานสาวยืนสั่นอยู่หน้าประตูห้องด้วยอาการตื่นตระหนกมากกว่าเดิม หากทว่าประโยคต่อมาที่คับฟ้าเอื้อนเอ่ยออกไปนั้นยิ่งทวีความกลัวในใจให้พนักงานสาวคนนี้มากขึ้น  

  

             “แต่ก่อนที่คุณจะเดินออกไปช่วยตั้งสติแล้วมองเพื่อเก็บเกี่ยวทุกดีเทลไว้ในสมองของคุณซะ พอเดินออกไปแล้วจะได้เล่าตรงกับภาพที่เห็นได้อย่างมีอรรถรสเหมือนเมื่อวาน” 

  

             “…!” 

  

             “คุณควรจะดีใจนะครับที่ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายเปิดโอกาสให้พนักงานอย่างคุณได้นินทาเรื่องเจ้านายได้เต็มที่ เพื่อสนองปากที่ว่างของคุณให้ได้มีเรื่องนินทาในวันต่อ ๆ ไปอย่างมีความสุข ดีไหมล่ะครับคุณจิรัญชา…” 

  

             “ขะ ขอประทานโทษค่ะคุณคับฟ้า! ขอประทานโทษค่ะ!” 

  

             ร่างของหญิงสาวทรุดลงกับพื้นแล้วยกมือขึ้นไหว้ทั้งน้ำตา ผมเอี้ยวหน้ามองเมียตัวเองด้วยอาการอึ้งในตัวคับฟ้าไม่น้อย ดวงตากลมโตแฝงความร้ายกาจตวัดลงมามองผมด้วยใบหน้านิ่ง หากแต่การกระทำนั้นกลับทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไหนจะอาการหายใจไม่ทั่วท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาการเสียวสันหลังวาบจนขนแขนผมลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไร้สาเหตุ อาการทั้งหมดบ่งบอกสัญญาณของอันตราย…อันตรายจนผมเห็นอนาคตตัวเองมาแต่ไกลว่าหากผมทำผิดพลาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งนับตั้งแต่วันนี้ 

  

             ชีวิตของผมคงจบไม่สวยแน่… 

  

  

              

  

              

              

         

 

  

 

 

 

------------------------- 

รี้ด: ไม่กินม่านะไรต์ ไม่เอาม่า!!  

ไรต์: ตัดภาพไปฉากเขินที่เมียสารภาพรัก 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว