facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 24 NC

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 56.7k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24 NC
แบบอักษร

บทที่ 24 

  

             บทจูบอันแสนหอมหวานราวกับเราสองคนโหยหาสัมผัสนี้มาเนิ่นนานและเมื่อรู้ตัวอีกทีร่างกายของผมก็ได้เอนกายพิงไปกับกระจกใสบานใหญ่ด้านหลังเสียแล้ว ขุนศึกยืดตัวขึ้นเต็มความสูงสายตาคมคู่ตรงหน้ามองผมไม่วางตา ขอบกางเกงขาสั้นยี่ห้อดังสีดำของผมถูกฝ่ามือใหญ่ถอดออกในจังหวะที่ไม่เร่งรีบจนในที่สุดท่อนล่างบนตัวผมก็ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ ปกปิด 

  

             ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นเมื่อตัวเองถูกปลดเปลื้องและเปลือยกายในส่วนของต้องห้ามให้ผู้เป็นสามีได้เชยชม ความเก้อเขินทำให้อดไม่ได้ที่จะยกหลังมือขวาขึ้นมาแตะริมฝีปาก ผมเอี้ยวหน้าหันหนีสายตาเจ้าเล่ห์ของขุนศึกสายตาดุดันแต่เซ็กซี่ในเวลาเดียวกันกำลังจ้องมองสำรวจเรือนร่างผมอย่างไม่วางตา  

  

             สายตาแบบนั้นไม่ดีต่อใจผมเอาเสียเลย… 

  

             “หันหน้าหนีทำไม พอมองกลับแล้วทำไมต้องหันหนี…” 

  

             ขุนศึกโน้มตัวลงมาพูดด้วยเสียงแผ่วหลังหู การกระทำตรงหน้ายิ่งเป็นเชื้อเพลิงปลุกเร้าอารมณ์ความต้องการภายในตัวผมให้ตื่นขึ้น ฝ่ามือของขุนศึกเลื่อนมาจับปลายคางผมให้หันกลับไปมองเจ้าตัว ใบหน้าหล่อดั่งเทพบุตรที่ใครต่างปรารถนาและหมายปองก็ได้ก้มลงทาบริมฝีปากของผมอีกครั้งในจังหวะที่เนิบนาบ เสียงดูดคลึงริมฝีปากระหว่างเราดังระงมอบอวลอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมอย่างไม่มีใครยอมใคร เมื่ออารมณ์ถูกเร้าให้ตื่นสองแขนของผมจึงเลื่อนไปคล้องรอบคอหนาเพื่อรั้งตัวผู้เป็นสามีให้ตอบรับจังหวะจูบจากผมได้อย่างเต็มที่  

  

             “อื้อ…” 

  

             ใบหน้าของเราสองคนผละออกจากกันเพื่อรับออกซิเจนเข้าสู่ปอดแต่ทว่าขุนศึกกลับจู่โจมใส่ผมทันทีโดยการลากลิ้นไล่ลงมาละเลงไปทั่วบริเวณตุ่มไตบนยอดอกผม ปลายลิ้นที่ชุ่มแฉะไปด้วยน้ำลายถูกสัมผัสกับเนื้อผิวหัวนมจนมันเป็นตุ่มไตขึ้น ยิ่งจังหวะที่ลิ้นหยอกล้อกับหัวนมมันยิ่งทำให้ตัวผมกระตุกตอบสนองรับสัมผัสนั้นเป็นอย่างดี 

  

             “อ๊ะ! อื้อ! ขะ ขุน อ๊ะ!…” 

  

             ฝ่ามือทั้งสองข้างของผมเลื่อนลงไปลูบคลึงท้ายทอยให้ขุนศึกด้วยสัมผัสเชื่องช้าหวังให้ร่างตรงหน้ารู้สึกดีและผ่อนคลาย ปลายลิ้นนุ่มที่กำลังสาละวนกับตุ่มไตเมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนลากลงมาหยุดบริเวณรอบสะดือของผม ปลายลิ้นนุ่มลากวนเป็นวงกลมอย่างอ้อยอิ่งทำให้ร่างกายผมอยู่ไม่เป็นสุข ยิ่งผมขยับตัวหดหนีจากการกระทำนั้นเท่าไหร่ปลายลิ้นกลับตวัดวนรอบสะดือหนักขึ้นเท่านั้นและการกระทำแบบนี้มันทำให้ผมรู้ได้เลยว่า 

  

             ขุนศึกกำลังกลั่นแกล้งผม… 

  

           “หะ หยุด ขุนศึก อ๊ะ! หยุดอย่าแกล้ง!…” 

  

             ความตั้งใจที่พยายามจะเค้นพูดออกมาเพื่อให้ร่างสูงตรงหน้าหยุดการกระทำดังกล่าวแต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางแทน เมื่อลิ้นชุ่มแฉะนั้นลากลงมาดูดบริเวณปลายหัวแท่งเนื้อของผมที่ตอนนี้ตั้งชันขึ้นด้วยพันธะสวาทที่ผู้เป็นสามีกำลังมอบให้ ยิ่งผนังเนื้อนิ่มในโพรงปากเริ่มห่อหุ้มส่วนหัวสะโพกผมก็ยิ่งเด้งสวนขึ้นอย่างห้ามไม่ได้จนขุนศึกถึงกับสบถในลำคออย่างพึงพอใจเมื่อเห็นผมมีการตอบสนองร่วม  

  

             “ขะ ขุนศึก ไม่เอา ทุกคนรอกินข้าว…” 

              

             ผมเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิวและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ริมฝีปากหนานั้นถอดออกจากแก่นกาย ขุนศึกปรับท่าตัวเองเป็นยืนเต็มความสูงแล้วสอดแทรกตัวเข้ามาระหว่างขาผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ มุมปากชายหนุ่มที่เพิ่งจะร้องไห้เมื่อครู่ตอนนี้กลับกลายเป็นยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจเมื่อภาพตรงหน้า   

  

             “ทุกคนเห็นเราอยู่บนห้องด้วยกันคงไม่กล้าตามขึ้นมาเรียกหรอกมั้ง…” 

  

             “อ่าห์ ขะ ขุนศึก ไม่เอาไม่เล่นแบบนี้…” 

  

             “ซ้อรู้ไหมว่าตลอดทั้งอาทิตย์เฮียคิดถึงสัมผัสนี้แค่ไหน กลิ่นเมียมันเย้ายวนเฮียทุกคืนแต่กลับทำอะไรไม่ได้ เฮียทรมาน…ทรมานมาก ซ้อรู้ไหม ซ้อรู้ตัวหรือเปล่า…” 

  

             ประโยคที่เอื้อนเอ่ยราวกับอัดอั้นตันใจของร่างสูงทำให้ผมนิ่งค้างและหน้าร้อนผ่าวในเวลาเดียวกัน ดวงตาแหลมคมหลุบต่ำมองลงมาที่ข้อเท้าผมจากนั้นขาขวาถูกยกขึ้นเหนือขอบอ่างก่อนจะโดนริมฝีปากชายผู้เป็นสามีก้มลงดูดนิ้วเท้าผมทีละนิ้วโดยที่สายตาคมกริบยังจ้องมองผมตาไม่กะพริบ ปลายลิ้นขุนศึกไล่เลียทุกอณูของนิ้วเท้าผมอย่างชอบพอหลังมือขวาผมยกขึ้นปิดปากตัวเองไว้ไม่ให้ครางออกมาจนดังเกินไปกับความแปลกใหม่ที่ได้รับ 

  

             “สกปรก ขุนศึกมันสกปรก!…” 

  

             ผมเอ่ยบอกห้ามริมฝีปากหนาที่ยังคงก้มลงดูดปลายนิ้วเท้าด้วยความตั้งใจราวกับเนื้อผิวส่วนนั้นมันอร่อยนักหนา ในขณะเดียวกันผมก็ใช้เท้าอีกข้างยันหน้าท้องที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามได้รูปนั้นเบา ๆ แต่ขุนศึกกลับยึดข้อเท้าผมไว้มั่นเพื่อไม่ต้องการให้ผมขัดขืนหรือดิ้นหนี ความเสียวซ่านเริ่มทวีคูณมากขึ้นเมื่อฝ่ามือหยาบกร้านเอื้อมมากอบกุมแท่งเอ็นพอดีมือขยับขึ้นลงอย่างเอาใจ 

  

             “ถ้าสกปรกยิ่งดีใหญ่ เดี๋ยวเฮียไล่ทำความสะอาดให้ซ้อจะได้สะอาด…” 

  

             เสียงทุ้มน่าฟังของขุนศึกเอ่ยขึ้นตอบกลับแล้วช้อนสายตามองผมด้วยสีหน้าแพรวพราวไม่น้อย หลังสิ้นประโยคที่เอื้อนเอ่ยใบหน้าของสามีก็ก้มลงใช้ปากทำหน้าที่ดูดนิ้วเท้าให้จนร่างกายผมมันกระตุกเป็นระยะ ๆ   

  

             “ซี้ด ขะ ขุน อย่าขยับข้อมือ อ๊า…” 

  

             ยิ่งผมเอ่ยปากห้ามขุนศึกก็ยิ่งขยับข้อมือเร็วขึ้นส่วนริมฝีปากก็ดูดนิ้วเท้าผมแน่นขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมื่อร่างกายผมถูกจู่โจมทั้งสองทางสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเปล่งเสียงครวญครางออกมาเพื่อให้ผู้ชายตรงหน้าที่ขึ้นชื่อว่าสามีได้ฟังอย่างสุขสมดั่งใจปรารถนา 

  

           ถึงแม้ว่าจะเขินอายก็ตามที… 

  

             เมื่อการเร้าอารมณ์กำลังได้ที่ขาผมจึงถูกวางลงบนขอบอ่างในท่าเดิมแต่ทันใดนั้นร่างสูงตรงหน้ากลับทรุดตัวเองนั่งชันเข่าบนพื้นห้องน้ำอยู่ระหว่างกลางขาผม มือข้างที่ขยับแก่นกายให้กลับแปรเปลี่ยนเป็นยกสะโพกผมขึ้นจนลอยเหนือเคาน์เตอร์บริเวณอ่างล้างหน้าลายหินอ่อนทำให้ตอนนี้รูสวาทของผมถูกถ่างออกกว้างและชัดเจนขึ้น 

  

           “หล่อลื่นอยู่ข้างนอกใช้น้ำลายไปก่อน ไม่อยากเดินออกไปให้ขาดช่วงเดี๋ยวซ้อของเฮียจะทรมาน” 

  

           สายตาคมกริบของขุนศึกช้อนขึ้นมองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนที่ใบหน้าเนียนใสของเจ้าตัวจะก้มลงถ่มน้ำลายเข้าใส่รูสวาทเพื่อเบิกทางซ้อมความเจ็บที่กำลังจะเจอะเจอ ความเสียววาบบริเวณท้องน้อยก่อตัวขึ้นเป็นมวลขนาดใหญ่ปลายลิ้นเริ่มแตะลงมา เสียงดูดบริเวณช่องทางรักดังระงมกึกก้องภายในห้องนี้หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันด้วยความทรมานสุดใจ แต่ความทรมานนั้นกลับรู้สึกดีอย่างน่าแปลกประหลาด 

  

             ลิ้นของขุนศึกช่ำชองเสียเหลือเกิน… 

  

           มันช่ำชองเกินไป… 

              

             “อ๊ะ!…” 

  

             ผมเบี่ยงหน้าด้วยสีหน้าเหยเกกับความรู้สึกกระสับกระส่ายเมื่อถูกรุกเร้าจากช่องทางรัก สองเท้าของตัวเองเลื่อนมาวางบนไหล่กว้างผมใช้เท้าจิกลงบนผิวขาวเนียนหวังระบายอาการตื่นตัวของตัวเองให้ทุเลาลง ปลายลิ้นขุนศึกยังคงดำเนินต่อไปจนรูสวาทผมถูกเบิกทางออกกว้างขึ้นและชื้นแฉะพร้อมที่จะตั้งรับการสอดใส่ 

  

             เมื่อริมฝีปากหนาละเลงดูดรูสวาทจนพอใจขุนศึกจึงยันตัวเองขึ้นแล้วโน้มตัวลงมารั้งท้ายทอยผมขึ้นรับจูบก่อนจะผลักหน้าผมออกให้เห็นแววตาที่กำลังสื่อออกมาว่าเจ้าตัวต้องการผมมากแค่ไหน  

  

             “หวาน หวานไปหมด ถ้าบอกให้หยุดตอนนี้คงไม่ได้ เฮียขอได้ไหม…เฮียขอเอานะซ้อ…” 

  

             ในขณะที่ปากตรงหน้าเอื้อนเอ่ยร่างผมก็ถูกฉุดดึงลงจากเคาร์เตอร์มายืนหันหน้าเข้าหากระจกบานใหญ่ ขุนศึกไม่รีรอรีบยกขาซ้ายผมขึ้นไปวางบนพื้นที่เคาร์เตอร์แล้วจับแท่งเนื้อจ่อเข้ามารูสวาทผม ปลายหัวบวมบานของแท่งเนื้อที่ตั้งชั้นได้สอดใส่เข้ามาอย่างเชื่องช้าราวกับกลัวว่าผมจะเจ็บปวด แน่นอนว่าความรู้สึกนั้นแทรกเข้ามาทันทีเมื่อส่วนหัวหลุบเข้ามาได้สำเร็จ สองเท้าเริ่มจิกลงยังขอบเคาร์เตอร์เพื่อระบายความคับแน่นของขนาดแท่งเนื้อที่ไม่ว่าจะผ่านการร่วมรักกันกี่ครั้งร่างกายผมก็ยังไม่ชินเอาเสียเลย  

  

             “โอ๊ย! เจ็บ! ขุนเจ็บ…” 

  

             “ซี้ด เจ็บนิดเดียวเพราะถ้าบอกให้เฮียหยุดตอนนี้ ซ้อฆ่าเฮียให้ตายยังจะง่ายกว่า…” 

  

             สะโพกหนาเริ่มขยับสอดใส่แท่งเนื้อเข้ามาสำรวจรูสวาทจนเยื่อบุด้านในตอดรัดแน่นเพื่อตอบสนองสิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่อย่างไม่ยอมแพ้ เสียงกระเส่าเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาบริเวณหลังหูท่อนแขนแกร่งเลื่อนเข้ามาโอบเอวเพื่อรั้งให้แผ่นหลังผมนั้นแนบชิดกับร่างเปลือยเปล่าคล้ายกับต้องการหลอมรวมร่างให้เป็นเนื้อเดียวกัน  

  

             “อ๊ะๆๆ อื้อ!...” 

  

             แรงขยับสอดใส่ด้านหลังมันช่างลึกเหมือนทุกครั้งที่ร่วมรัก เสียงครวญครางของผมครางเต็มเสียงและดูเหมือนมันเป็นตัวกระตุ้นให้ไฟราคะในตัวขุนศึกเพิ่มมากขึ้น ริมฝีปากหนาก้มลงดูดไซ้บริเวณซอกคอเพื่อทำรอยรัก ปลายจมูกโด่งเป็นสันสูดดมกลิ่นกายราวกับโหยหามาเป็นเวลานาน  

  

             ฝ่ามือใหญ่ข้างขวาที่เคยโอบรัดเอวผมนั้นกลับกลายเป็นรั้งใบหน้าผมให้เชิดขึ้นมองภาพสะท้อนในกระจกบานใหญ่ ภาพสะท้อนของร่างชายสองคนกำลังเคลื่อนไหวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยราคะและแรงสวาทแต่ทว่าจู่ ๆ นิ้วมือของขุนศึกก็เลื่อนสอดเข้ามาในโพรงปากมาให้ผมดูดคลึงถึงแม้ภาพตรงหน้าจะทำให้เขินอายเพียงใดแต่หากร่างสูงของผู้เป็นสามีนั้นสุขสม 

  

             คับฟ้าคนนี้ย่อมทำได้… 

  

             “ดูหน้าตัวเองซะคับฟ้าหน้าตอนที่ตัวเองทรมานจนแดงก่ำ ซี้ด ดูเอาไว้ว่ามึงยั่วเพศแค่ไหน…” 

  

             “อ๊าๆๆ! ขุน เบาหน่อยมันจุก! อ๊ะๆๆ!” 

  

             “ตอดรัดอีก! ตอดรัดของเฮียกว่านี้อีกซ้อ อ่าห์…” 

  

             เสียงกระเส่าของขุนศึกสั่งให้ผมทำตามในสิ่งน่าอายหากแต่ความเก้อเขินที่มีในช่วงแรกกลับหายไปและเริ่มต้นขมิบรูสวาทตามความต้องการของคนด้านหลังที่กำลังสอดใส่เข้าในตัวผมเหมือนเก็บกดมาเป็นเวลานาน สองมือผมเลื่อนมาทาบบนท่อนแขนที่โอบกอดผมไว้แล้วเอี้ยวหน้าหันไปด้านหลังเพื่อต้องการรสชาติจูบอันหอมหวานจากผู้เป็นสามี ขุนศึกที่กำลังซอยเอวใส่ตัวผมนั้นเหมือนจะรู้งานจึงก้มลงแลกลิ้นใส่ผมพร้อมกับจังหวะเอวที่ซอยเข้ามาไม่แผ่ว  

  

             เสียว… 

  

             ผมเสียวกับจังหวะราคะของขุนศึกเหลือเกิน… 

  

             “ขุน อ๊า ๆๆ!!…” 

  

             สายตาหันหน้าหาขุนศึกไปด้านหลังแล้วช้อนขึ้นมองใบหน้าของผู้ชายหน้าคมที่ตอนนี้แดงก่ำด้วยความต้องการอย่างล้นหลาม ใบหน้าผมเชิดขึ้นพร้อมกับเผยอปากเล็กน้อยด้วยความเสียวซ่าน สายตาคมกริบที่กำลังมองสีหน้าผมอดใจไม่ไหวจนต้องก้มลงมางับริมฝีปากผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า  

  

             “อืมห์ ว่าไงที่รัก…” 

  

             จังหวะท่อนล่างแปรเปลี่ยนเป็นกระแทกหนึ่งทีแล้วนิ่งค้างไว้มันยิ่งทำให้ผมเสียวและจุกกว่าเดิม แท่งเอ็นกระทุ้งเข้ามาลึกจนผนังภายในช่องทางรักผมกระตุกและขมิบตอบกลับเบา ๆ เป็นจังหวะ  

  

             “ปะ เปลี่ยนท่าได้ไหม ท่านี้มันเมื่อย…” 

  

             เมื่อสิ้นประโยคของตัวเองเสียงขำในลำคอก็เล็ดลอดออกมา ฝ่ามือหยาบกร้านยกขาผมที่ถูกวางบนอ่างลงมายืนในท่าเดิมและประคองร่างของเราที่กำลังสอดใส่ให้เดินตรงไปยังชักโครก เมื่อมาหยุดอยู่จุดที่ต้องการตัวของขุนศึกจึงโน้มไปจับฝาให้ปิดลงแต่ในจังหวะนั้นความลึกของแก่นกายกลับดันเข้ามาลึกจนผมเสียวบริเวณท้องน้อยทำให้เผลอครางออกมา  

  

             “ลึกเหรอถึงหลุดคราง ของเฮียมันใหญ่โทษทีนะที่รัก…” 

  

             ร่างของขุนศึกหย่อนตัวนั่งบนบริเวณฝาชักโครกและประคองตัวผมให้ลุกขึ้นเพื่อหันไปคร่อมเข้าหาตัวเอง อาการประหม่าเริ่มปะทุขึ้นจนต้องกัดฟันลงบนกลีบปากล่างตัวเองด้วยความเก้อเขินเพราะสายตาขุนศึกที่มองมานั้นราวกับเอ็นดูและพอใจเป็นอย่างมากเมื่อผมกำลังจะเป็นฝ่ายคุมเกมแทน 

  

             “อ๊ะ ซี้ด…” 

  

             ผมใช้มือขวาเลื่อนลงจับแท่งเอ็นที่ผงาดชูคอตั้งตรงมาจ่อเข้าบริเวณรูสวาท ร่างกายผมค่อย ๆ หย่อนตัวเองนั่งลงด้วยความเจ็บแต่ถึงอย่างไรเสียหากท่านี้มันทำให้สามีรู้สึกดีผมก็ยินดีทำ ในขณะที่ผมจับแก่นกายจ่อเข้าตัวเองฝ่ามือหยาบกร้านเลื่อนมาลูบไล้ผิวกายผมราวกับต้องการทุเลาความเจ็บที่กำลังเจอให้คลายลง ไม่ถึงเสี้ยวนาทีร่างผมก็กลืนกินแท่งเนื้อขนาดใหญ่หลุบหายเข้าไปอยู่ในตัวได้ในที่สุด  

  

             “เสียวไหม อึ่ก เฮียเสียวจังเลยซ้อ อ่าห์…” 

  

             เสียงแหบพร่าเอ่ยถามขึ้นในขณะที่ผมกำลังตอดรัดแท่งเนื้อและขมิบกลืนกินอย่างนึกสนุก สองมือเล็กตัวเองเลื่อนขึ้นเสยผมจากใบหน้าคมที่เปื้อนไปด้วยเหงื่ออย่างเอ็นดูและก้มลงฝังจูบบริเวณกลางหน้าผากอย่างหวงแหน ก่อนจะผละออกมามองหน้าของชายหนุ่มที่ตอนนี้มันแดงก่ำเมื่อความต้องการเริ่มแตะถึงจุดสุดยอด 

  

             “ขย่มให้หน่อย ขย่มให้เฮียหน่อยคับฟ้า…” 

  

             ไอร้อนของลมหายใจพ่นออกมาเมื่อใบหน้าผมเลื่อนเข้าใกล้ชายผู้เป็นสามี ประโยคสุดแสนจะอ้อนวอนและแววตาคลายแมวน้อยสื่อมาให้ผมอย่างทุกข์ทรมาน สายตาเราสองคนจ้องมองกันอย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์สวาทจนสิ่งที่อยู่ภายในตัวผมกระตุกอย่างตื่นตัว  

  

              เอวผมเริ่มขยับขึ้นลงด้วยจังหวะเนิบนาบอย่างไม่รีบร้อน เมื่อผมเริ่มเป็นฝ่ายรุกเสียงครางทุ้มต่ำก็ดังออกมาให้ได้ยินถึงแม้ผมไม่เคยทำมาก่อนแต่สัญชาตญาณความต้องการกลับสั่งให้ผมทำตามความรู้สึกออกมาอย่างไม่ละอายใจ ยิ่งเสียงครางเซ็กซี่ดังขึ้นไม่ขาดช่วงตัวผมยิ่งควงเอวให้พลิ้วไหวมากขึ้น 

  

             “แบบนี้ถูกไหม อ๊า! กูไม่เคยทำ…” 

  

             ท่อนแขนตัวเองที่กำลังโอบรอบคอหนาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่ว เอวยังคงทำหน้าที่บดอยู่บนตักขุนศึกไปมาแต่หากคำตอบที่ได้รับกลับเป็นปลายลิ้นก้มลงมาละเลงหัวนมที่มันตั้งเต้าขึ้นด้วยพันธะสวาท  

  

             “เด็ดจนจะแตก ซู้ดด เอวดีจังวะซ้อ!” 

  

             สิ้นเสียงทุ้มเอวผมถูกจับยึดให้มั่นก่อนที่แท่งเนื้อสีชมพูจะกระทุ้งสวนขึ้นจนตัวผมผวาเข้าโอบกอดร่างสูงตรงหน้า จังหวะสอดใส่ในช่วงโค้งสุดท้ายยิ่งทำให้ร่างของเราทั้งคู่สั่นไหวบนฝาชักโครกสีขาวจนเกิดเสียงตัวฝากระทบกับเนื้อผิวดังระงมทั่วห้องน้ำ ใบหน้าผมเชิดและเผยอปากด้วยความสุขสมกับแรงสอดใส่ที่ขุนศึกมอบให้จนข้อมือที่ขยับช่วยตัวเองนั้นขยับแรงขึ้นตาม  

  

             สายตาสอดประสานมองกันด้วยห้วงอารมณ์สวาทที่กำลังจะแตะถึงจุดสุดยอด ริมฝีปากของขุนศึกอ้าออกเล็กน้อยด้วยความเสียวในจังหวะที่ผมตอดรัดของเจ้าตัวแน่น เสียงครางของเราสองคนราวกับเป็นตัวเร่งให้การปลดปล่อยบทรักครั้งนี้เริ่มถึงฝั่งอีกไม่นาน จนในที่สุดตัวผมก็กระตุกเมื่อข้อมือที่ช่วยตัวเองนั้นได้ปลดปล่อยน้ำรักออกมาจนเลอะใส่หน้าท้องแน่นเรียงสวยตรงหน้า ส่วนขุนศึกก็ไม่ต่างกันเมื่อจังหวะการซอยเอวรอบสุดท้ายกระแทกสวนขึ้นสิ่งที่อยู่ภายในก็ปลดปล่อยเข้ามาในตัวเหมือนทุกครั้งจนเป็นเรื่องที่ชินชากับผมไปเสียแล้ว 

  

           “คับฟ้า…” 

  

             เสียงหายใจเหนื่อยหอบเมื่อกิจกรรมกามารมณ์ได้จบลงใบหน้าผมฟุบลงบนบ่าใหญ่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยแต่ทว่าจู่ ๆ ขุนศึกดันขานเรียกชื่อผมอยู่หลังหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและหอบถี่ 

  

             “หื้ม…” 

  

             ผมครางตอบกลับไปแต่ใบหน้ายังฟุบลงบนบ่าเหมือนเดิม… 

  

           “คราวหลังอย่าขึ้นให้เลยที่รัก กูไม่อยากเสร็จเร็ว” 

  

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “พอจะใกล้ปีใหม่ทีไรหัวหน้าเร่งงานตลอดเลย เฮ้อ ร่างพังก่อนข้ามปีแน่ ๆ งานนี้” 

  

             เสียงเพลนเอ่ยถามผมหลังจากประชุมถกเถียงความคืบหน้าของโปรเจกต์เพิ่งเสร็จได้ไม่ถึงสองนาที ตอนนี้ผมนั่งอยู่ในห้องประชุมที่แอร์เย็นฉ่ำพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมครบแก๊ง  

  

             “พูดซะผมใจไม่ดีเลยนะเพลน คุณปริชญ์โหดมากไหมผมอยากรู้เผื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้” 

  

             ผมเอ่ยบอกไปด้วยน้ำเสียงปนขำหวังเก็บข้อมูลไว้จะได้เตรียมตัวรับแรงปะทะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อครู่นี้ระหว่างการประชุมคุณปริชญ์ก็โหดใช่ย่อยจนทุกคนในทีมร่วมถึงผมก็ยังหายใจไม่สะดวกไปชั่วขณะ 

  

             “คุณคับฟ้าจะไปโดนอะไรล่ะคะ เป็นถึงภรรยาท่านประธานบริษัทจะไปโดนต่อว่าเหมือนพวกเราได้ยังไง” 

  

             “พะ เพลน! พูดแบบนั้นได้ยังไง!” 

  

             เสียงหวานของเพลนที่เอ่ยตอบมานั้นทำให้สีหน้าแววตาของผมชะงักไป เมื่อหญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวเองว่าพูดอะไรออกมาก็ถึงกับเบิกตากว้างยกมือปิดปากตัวเองไว้ทันที ความเงียบปกคลุมภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กสายตาของทุกคนลอบมองผมอย่างรู้สึกผิดกับคำพูดของเพลน 

  

             “อะ เอ่อ เดี๋ยวผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” 

  

             เมื่อบรรยากาศเริ่มอึมครึมและถ้าหากผมยังนั่งอยู่ในห้องนี้คงจะพาลทำให้ทุกคนอึดอัดเข้าไปใหญ่ ตัวผมเลยตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินออกจากห้องคนแรกเสียจะดีกว่า  

  

             “ผมไปด้วยว่าจะไปชงกาแฟสักหน่อย ประชุมเมื่อกี้ทำสมองเครียดใช่เล่น…มีใครจะเอากาแฟไหมครับธามสุดหล่อคนนี้จะชงมาเผื่อ” 

  

             ตัวของธามลุกขึ้นเต็มความสูงพร้อมกับเอ่ยประโยคถามทุกคนขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศแย่ลงไปกว่าเดิมแต่สิ่งที่ได้คือการส่ายหัวจากทุกคน ตัวผมรีบลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะและย่างเท้าพาร่างตัวเองออกไปจากห้องโดยมีสายตาของเพื่อนร่วมทีมลอบมองตามมาไม่ห่าง ประตูห้องประชุมถูกผลักออกโดยฝีมือของธาม ผมยิ้มให้อย่างขอบคุณก่อนจะพาร่างอันเหนื่อยล้านี้ออกไปให้พ้นจากห้องเพื่อจะเดินตรงไปยังห้องน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้  

  

             “โอเคใช่ไหม…” 

  

             ในระหว่างทางเดินเสียงทุ้มของธามเอ่ยถามผมเบา ๆ สองขาที่กำลังเดินไปยังจุดหมายได้หยุดลงแล้วเอี้ยวหน้ามองเพื่อนร่วมงานด้วยแววตาสงสัย  

  

             “เรื่องเมื่อกี้น่ะ คับฟ้าโอเคใช่ไหม…” 

  

             ร่างสูงเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นยืนกอดอกหันตัวมองผมด้วยสีหน้าเป็นห่วง ส่วนผมได้แต่พยักเบา ๆ เพราะสิ่งที่เพลนพูดเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้ผมโกรธเคืองอะไรสักนิดเพราะหากมองในมุมพนักงานคนอื่นก็คงจะคิดไม่ต่างจากที่เพลนคิดเสียเท่าไหร่  

  

             “ผมโอเค ไม่ได้คิดมากอะไรตอนนี้แค่เรื่องงานที่หัวหน้าปริญช์โยนมาให้ก็หมดแรงคิดเรื่องอื่นแล้วล่ะ” 

  

             มือขวาตัวเองยกขึ้นมาคลึงบริเวณหางคิ้วอย่างเหนื่อยล้า ผมต้องยอมรับเลยว่าการประชุมเมื่อครู่ได้สูบพลังผมไปมากโขแล้วยิ่งโปรเจกต์ชิ้นนี้มันสำคัญกับบริษัทค่อนข้างมากความกดดันและความเครียดเลยมากตาม  

  

             “โปรเจกต์ครั้งแรกของผมก็เหมือนคับฟ้านี่แหละ ไม่ได้นอนทั้งอาทิตย์ยังมีเลยแต่คับฟ้าไม่ต้องกังวลหรอกเพราะทีมเราอึดอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรบอกผมได้เดี๋ยวธามคนนี้จะออกโรงรับหน้าให้เอง” 

  

             ร่างสูงโปร่งของธามเอ่ยตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มปนขำส่งมาให้…  

  

             “ไม่ต้องออกโรงให้ผมหรอกครับ ถ้าเรื่องงานผมเต็มที่อยู่แล้วและถ้าพูดถึงเรื่องอึดทึกทนสำหรับตัวผมก็มีไม่น้อยเหมือนกัน” 

  

             เสียงหัวเราะของเราดังออกมาเบา ๆ ใส่กันโดยไร้ซึ่งบทสนทนาพูดคุยกันต่อ ผมจึงละจากธามหันหน้าเดินเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว ส่วนธามก็เดินตรงไปยังโซนพวกน้ำดื่ม กาแฟ ที่ตั้งไว้เป็นสวัสดิการให้แก่พนักงานบริษัท  

  

             ตัวผมเมื่อเดินเข้าไปทำธุระส่วนตัวเสร็จจึงเดินออกมาล้างมือเพื่อทำความสะอาด สายตาผมตวัดขึ้นมองตัวเองผ่านตรงหน้ากระจกพร้อมกับถูหลังมือตัวเองไปมา สมองตอนนี้ดันยืนนึกคิดประโยคในห้องประชุมอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ได้คิดมากแต่ในใจลึก ๆ ผมก็รู้ไม่สบายใจเท่าไหร่นัก 

  

             แต่ทว่าเริ่มคิดเรื่องนั้นมันดันทำให้ความรู้สึกผมแย่ลงจึงสะบัดหัวตัวเองเล็กน้อยแล้วชักมือออกจากน้ำระบบอัตโนมัติ ผมหันตัวไปดึงทิชชูมาซับมือเพื่อขจัดอาการคิดมากในหัวสมองของตัวเองให้ออกไป เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จสิ้นสองขาจึงก้าวเท้าออกหวังตรงไปยังห้องทำงานในทันที 

  

           ‘เมื่อกี้แกเห็นสองคนนั้นไหม งั้นก็แสดงว่าเรื่องที่คนทั้งบริษัทลือกันก็เป็นความจริงงั้นสิ’ 

  

           ‘แกจะเอาเรื่องไหนก่อนดีล่ะ เรื่องที่คุณวศินโดนเด้งออกจากโปรเจกต์ฝ่ายการตลาดเพราะคำสั่งของท่านประธานเพื่อเหลือที่ไว้ให้กับภรรยาตัวเองหรือเรื่องที่ภรรยาท่านประธานคนนี้แอบไปกิ๊กกับเพื่อนร่วมงานในทีม แกจะเอาเรื่องไหน ฉันจะได้เล่าถูก’ 

  

             เท้าผมหยุดชะงักอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำเมื่อเสียงพูดคุยของหญิงสาวสองคนเล็ดลอดออกมาจากด้านใน หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมเมื่อประเด็นที่ถูกตั้งขึ้นมานั้นเหมือนจะมีผมเข้าไปเอี่ยว 

  

             ‘เอาเรื่องหลังก่อนดีกว่าเพราะดูน่าสนใจกว่าเรื่องแรก’ 

  

           ‘ไม่ค่อยจะอยากรู้เรื่องชาวบ้านเลยนะจ๊ะ แต่ก็เอาเถอะเพราะฉันก็เป็น’ 

  

             เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของคนในห้องน้ำราวกับเรื่องที่กำลังจะเล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีเสียอย่างนั้น สองขาผมเดินเข้าไปชิดผนังหน้าห้องมากขึ้นเพื่อที่ให้ได้ยินเสียงชัดและให้แน่ใจว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงคือผม  

  

           ‘ก็คนทั้งแผนกเล่าต่อ ๆ กันมา…ว่าคุณคับฟ้าภรรยาของท่านประธานกับผู้ชายที่ชื่อธามแอบกิ๊กกันจ้า! ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานเลยนะแก ฝั่งผู้ชายที่ชื่อธามคอยซื้อนู่นซื้อนี่มาให้ไม่ขาดมือเลยนะ เอาอกเอาใจขั้นสุด ตอนแรกฉันก็ปล่อยผ่านนะไม่ได้อะไร แต่พอมาเห็นเมื่อกี้เท่านั้นแหละคุยกะหนุงกะหนิงกันขนาดนั้น…เป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์! เชื่อฉันสิเพราะฉันเห็นมานักต่อนักแล้วคนแบบนี้!’           

              

             ‘จริงเหรอแก! ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันแอบสงสารท่านประธานอยู่นะเหมือนโดนสวมเขาทางอ้อม’ 

  

           ‘โอ๊ยยย! จะไปสงสารทำไมละคะคุณเพื่อนรายนั้นเรื่องผู้หญิงไม่ขาดมือตลอดเหมือนกัน…นี่!...แล้วฉันก็ไปได้ยินมา วงในเลยนะเรื่องเนี่ย! เขาว่ากันว่าเรื่องหมั้นเรื่องแต่งระหว่างท่านประธานกับภรรยาคนนี้เป็นการจับคลุมถุงชนจ้า! ต่างคนต่างไม่อยากหมั้นแต่ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้!!..แต่ฉันก็แอบคิดเหมือนกันนะว่าที่หมั้นกันครั้งนี้เพราะเงินหรือเปล่า’ 

  

           ‘ถ้าเรื่องเงินไม่น่าเกี่ยวนะฉันว่า…เพราะดู ๆ แล้วภรรยาของท่านประธานก็รวยไม่เบา’ 

  

           ‘ก็ไม่รู้สิความรู้สึกฉันมันบอกอย่างนั้น…ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วจะหมั้นกันทำไม จริงไหม! รักก็ไม่ได้รักหมั้นไปก็ไม่ได้ผลประโยชน์ระหว่างกัน ถ้าเป็นฉันนะไม่มีทาง…จริง ๆ นะแก ฉันไม่เอาชีวิตไปทิ้งไว้กับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้เลือกด้วยตัวเองหรอก!’ 

  

             ตัวผมยืนฟังด้วยสีหน้านิ่งเพื่อฟังทุกประโยคของกลุ่มคนด้านในที่กำลังนินทาเรื่องผมอย่างสนุกสนานราวกับเรื่องที่พูดเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเธอไปเสียอย่างนั้น แต่สิ่งที่พวกเธอพูดกันไม่เป็นควรจริงเสียหมด ยิ่งประเด็นระหว่างผมกับธามยิ่งไม่เป็นความจริงเข้าไปใหญ่ มันทำให้ผมสงสัยเสียเหลือเกินว่าใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าวเรื่องนี้ 

  

             แต่เหมือนตัวผมจะยืนครุ่นคิดอยู่นานจนเหล่าบรรดาหญิงสาวที่เพิ่งจะนินทาเรื่องผมเมื่อครู่ก็เดินออกมา จังหวะที่หญิงสาวเห็นว่าผมยืนกอดอกนิ่งอยู่ด้านหน้าก็ถึงกับตกใจจนพากันทำโทรศัพท์ตกพื้นไปตาม ๆ กัน ความรู้สึกไม่พอใจมีอยู่มากโขหากแต่จะเอ่ยปากหาเรื่องคนอื่นโดยไร้มูลเหตุก็ไม่ใช่นิสัยผมเลยสักนิด 

  

             “สะ สวัสดีค่ะคุณคับฟ้า…” 

  

             ประโยคเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนผิดสังเกต พนักงานสองสาวรีบยกมือไหว้ผมแทบจะก้มลงกราบราวกับตัวเองมีความผิด ผมยืนนิ่งไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใดทำเพียงหลุบสายตามองป้ายชื่อพนักงานของสองสาวตรงหน้าด้วยสายตาไร้ความรู้สึก 

  

             “จิรัณชา ฝ่ายจัดซื้อ” 

  

             “…” 

  

             “ภวรัญชน์ ฝ่ายจัดซื้อ” 

  

             ผมไล่สายตาอ่านชื่อและแผนกทีละคนด้วยความสนใจเมื่อสายตาของคนทั้งคู่ช้อนขึ้นมองรอยยิ้มบางที่ถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างเป็นมิตรถูกส่งให้ แต่รอยยิ้มของผมกลับดูเหมือนจะยิ่งทำให้พนักงานสองคนนี้หน้าซีดหนักกว่าเก่าจนทำให้ผมอดประหลาดใจไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น 

  

             “อะ เอ่อ คือว่า…” 

  

             เสียงสั่น ๆ ของหนึ่งในหญิงสาวตรงหน้าพยายามเค้นคำพูดออกมาแต่กลับไม่เป็นผล หากจะให้ผมยืนรอฟังก็คงจะไม่ได้เพราะเวลาผมไม่ได้มีมากเท่าไหร่เสียตัวผมจึงตัดสินใจพูดแทรกขึ้นอย่างเสียงมารยาทออกไป 

  

             “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ หวังว่าคงได้เจอกันอีกคุณจิรัณชา…คุณภวรัญชน์” 

  

           “…!” 

  

             สิ้นประโยคของผมใบหน้าสองสาวตรงหน้ารีบหลบสายตาผมกันอย่างลนลาน ตัวสั่นเทายิ่งกว่าลูกสุนัขตกน้ำยิ่งทำให้ผมอยากจะรู้เสียเหลือเกินว่าคนกลุ่มนี้คิดอะไรกันอยู่ทำไมถึงเกรงกลัวผมจนเสียอาการแบบนี้ 

  

             ผมแค่อยากจำชื่อพนักงานในบริษัทของสามีตัวเองก็เพียงเท่านั้น… 

  

           ไม่ได้หรืออย่างไรกัน… 

              

              

              

         

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว