facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 21

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 48.1k

ความคิดเห็น : 64

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2564 10:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21
แบบอักษร

บทที่ 21 

  

             ชีวิตของผมช่วงนี้มันเป็นวาระแห่งชีพจรลงเท้าเสียจริง เเพราะสองวันที่ผ่านมาหลังจากนอนพักและเที่ยวในเมืองเฉิงตูขุนศึกก็นึกอยากพาผมไปเที่ยวอีกมลฑลหนึ่ง ถึงแม้จะเหลือเวลาเที่ยวกันอีกสองวันก็ตามแต่มันก็ไม่สามารถหยุดยั้งอาการกระตือรือร้นของขุนศึกได้สักนิด 

  

             “ตื่นหรือยังจะถึงแล้วนะ” 

  

             ใบหน้าผมซุกอยู่บนแผงอกกว้างส่ายหัวไปมาเพื่อเป็นคำตอบ ถึงแม้เปลือกตาทั้งสองข้างจะเปิดผมก็ยังอยากจะนอนซบอกผู้เป็นสามีต่อไปเนื่องจากกลิ่นกายของขุนศึกนั้นทำให้ผมผละออกไปจากตัวไม่ได้เลย  

  

             “ไม่ตื่นแล้วมึงจะส่ายหัวได้ไง โกหกแบบนี้ต้องโดนลงโทษ” 

  

             “อื้อ!...” 

  

             ท้ายทอยผมถูกรั้งให้เงยหน้าขึ้นรับจูบยามเช้าจากริมฝีปากหนา รสชาติของบุหรี่อ่อน ๆ ผสมกับลูกอมรสหวานมันยิ่งทวีคูณความหวานในโพรงปากระหว่างเราทั้งคู่ให้ละมุนมากขึ้น จังหวะดูดคลึงขบเม้มกลีบปากล่างมันช่างนุ่มนวลเสียจนผมต้องเคลื่อนย้ายตัวเองขึ้นคร่อมบนตักกว้าง ผมเลื่อนมือทั้งสองข้างลูบท้ายทอยคนตรงหน้าเบา ๆ อย่างหวงแหน 

  

             ตั้งแต่ผ่านพ้นการมีเซ็กซ์ตลอดสามวันที่ผ่านมารวมถึงเมื่อเช้า…. 

  

           ทำไมผมรู้สึกหวงผู้ชายคนนี้มากขึ้นกว่าเดิม… 

  

           หวงจนไม่อยากให้ใครมอง… 

  

             “ถึงกับขึ้นเองขนาดนี้ ไม่อายลูกน้องกูข้างหน้าแล้วหรือไง”  

  

             เมื่อสิ้นคำพูดของขุนศึกราวกับสติที่หลงติดอยู่ในวังวนของรสชาติจูบอันหอมหวานก็กลับคืนมา เมื่อเรียกสติเข้ามาอยู่ในตัวแบบเต็มร้อยผมจึงเตรียมตัวเคลื่อนย้ายตัวเองไปนั่งที่เดิม แต่ทว่าความไวของผมน้อยกว่าท่อนแขนแกร่งตรงหน้าอยู่มากจนวงแขนกว้างตวัดโอบเอวผมไว้แน่นแถมยังเอาใบหน้าฝังลงมาสูดดมซอกคอขาวของผมอีกต่างหาก  

  

             “อื้อ! จะดมอะไรนักหนาเนี่ย มันจักจี้ตรงเครา! ขุนศึก!” 

  

             ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงปนขำเมื่อเคราบริเวณคางของร่างสูงตรงหน้าทั้งไซ้ทั้งสูดดมราวกับคอผมเป็นน้ำหอมก็ไม่ปาน เสียงหยอกเย้าอบอวลไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขระหว่างเราดังขึ้นอยู่เบาะหลังจนผมลืมไปชั่วขณะว่ามีอีกสองคนที่นั่งฟังอยู่ด้านหน้าจนเสียสนิท 

  

             “ก็กลิ่นเมียหอมขอผัวคนนี้ดมหน่อย ขอเฮียดมกลิ่นซ้อไม่ได้หรือไง” 

  

             สายตาคมเข้มช้อนมองมาจากซอกคอผมแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ สองมือผมจากที่เคยโอบรอบคอหนาได้แปรเปลี่ยนเป็นเสยผมให้คนหน้าหล่อผู้เป็นสามีแทน เมื่อหน้าผากไร้ซึ่งผมปกปิดก็ยิ่งทำให้เห็นโครงหน้าขุนศึกชัดมากขึ้นและแน่นอนว่าตอนนี้สีหน้าผมคงแดงระเรื่อเพราะดันไปเขินเข้ากับดวงตาคมกริบดวงนี้จนเริ่มเสียอาการ 

  

             “ท่านประธานครับ เราถึงที่หมายกันแล้วครับ” 

  

             แต่ก่อนที่ใบหน้าของเราทั้งคู่จะเลื่อนประกบปากเข้าหากันอีกครั้งเสียงของศิลป์ดังขัดจังหวะ ขุนศึกชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อถูกลูกน้องตัวเองรบกวนการฉกฉวยริมฝีปากจากผม แต่ก่อนที่ผมจะเป็นอิสระใบหน้าขุนศึกก็เลื่อนเข้ามาจูบผมจนได้แถมฝ่ามือใหญ่ยังทำหน้าที่ลูบไล้บริเวณเอวคอดของผมอย่างสนุกมืออีกต่างหาก  

  

             “จะมากี่รอบคนก็เยอะทุกรอบจริง ๆ อย่าลืมใส่เสื้อกันฝนด้วยคับฟ้า” 

  

             ประโยคแรกขุนศึกพึมพำกับตัวเองแต่ประโยคหลังนั้นเจ้าตัวหันหน้าเอ่ยบอกผมแถมยังช่วยใส่เสื้อกันฝนให้อีก วันนี้พวกเรามาเที่ยวกันที่จิ่วจ่ายโกว ที่เป็นอุทยานและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของมลฑลเสฉวนชื่อดังของประเทศ และแน่นอนว่าผมไม่เคยมาสักครั้งถึงแม้จะมาเซี่ยงไฮ้อยู่บ่อย ๆ  เคยได้ยินแต่ชื่อเพราะที่นี่เป็นอุทยานและสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศ หากไล่สายตาตัวเองที่ยืนอยู่นอกรถตอนนี้จำนวนบรรดานักท่องเที่ยวคงไม่ต่ำกว่าพันคนอย่างแน่นอนและมันยิ่งเรียกอาการผมให้อยากเข้าไปชมอุทยานนี้มากขึ้น 

  

             “คนเยอะจัง แค่เห็นด้านหน้าก็สวยแล้ว…ถ้าข้างในจะสวยแค่ไหนเนี่ย” 

  

             “คนเยอะตลอดทั้งปี กูมาทีไรไม่เคยจะเที่ยวสงบ เสียงดังฉิบหายแถมคนก็เยอะ นี่อยากพาเมียมาดูเฉย ๆ เพราะเมียกูสวยต้องเหมาะกับสถานที่สวย ๆ มันถึงจะเข้ากัน” 

  

             คำพูดเอ่ยชมจากขุนศึกมีให้ฟังไม่เว้นสักนาที ผมยิ้มกลับส่งให้คนตรงหน้าแล้วหันมาตะลึงกับนักท่องเที่ยวที่มันเยอะจนเสียงดังหนวกหูไปหมด แต่ในระหว่างที่ตัวผมกำลังตื่นเต้นกับสถานที่จนไม่ทันระวังตัวจึงมีนักท่องเที่ยวชายคนหนึ่งเดินเข้ามาชนเต็มแรงจนผมทรงตัวไม่อยู่ ยังดีที่ท่อนแขนแกร่งด้านหลังรวบเอวผมไว้ทันและถ้าหากไม่มีขุนศึกคอยประคองตัวผมไว้มีหวังหัวคงคะมำกองล้มไปพื้นให้คนเหยียบตายไปแล้ว 

  

             “เดินชนคนอื่นแล้วเดินหนีแบบนี้ไม่มีตาหรือไงวะ! มาเดินชนเมียกูแล้วไม่ขอโทษอีก!” 

  

             “อะ เอ่อมึง…กูไม่เป็นอะไร ใจเย็นก่อนเขาแค่เดินชนนิดเดียวเอง” 

  

             เสียงสบถเป็นภาษาจีนของขุนศึกดังสนั่นทั่วบริเวณด้วยน้ำเสียงพร้อมบวกเข้าใส่กลุ่มชายที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ฝั่งนั้นเมื่อโดนต่อว่าเสียงดังท่ามกลางผู้คนมากมายก็เตรียมตัวพุ่งเข้าใส่ แต่เมื่อศิลป์และลูกน้องอีกสองคนที่วันนี้แต่งตัวไปรเวตเดินขึ้นมาบังพวกผมสองคนไว้ ทำให้ชายหนุ่มหนึ่งในนั้นที่กำลังจะเดินเข้ามาถึงกับถอยหลังหนีไปอย่างรวดเร็ว 

  

             “เจ็บตรงไหนหรือเปล่าไปโรงพยาบาลไหม…ศิลป์เตรียมรถฉันจะพาเมียไปโรงพยาบาล” 

  

             ตัวผมถูกจับหมุนราวกับเด็กสองขวบที่มีผู้ปกครองเป็นขุนศึกยืนสำรวจร่างกายด้วยหน้าตาคิ้วขมวดไม่พอใจและไม่สบอารมณ์ คนตรงหน้าเอ่ยถามผมแบบไม่รอคำตอบและเลือกหันหน้าไปสั่งลูกน้องให้เตรียมเอารถออกจากสถานที่ที่เราเพิ่งมายังไม่ครบห้านาที 

  

             “กูแค่โดนคนชนไม่ใช่รถชน ไม่ต้องทำตัวเว่อร์ขนาดนั้นก็ได้ไหมขุนศึกคนมองกันใหญ่แล้ว!..มึงก็หัดใจเย็นลงกว่านี้หน่อยเถอะ เอะอะอะไรก็ใช้แต่อารมณ์ก่อนทุกรอบเลย!” 

  

             ผมบ่นแล้วรีบไปคว้ามือขุนศึกเดินเข้าไปยังด้านในอุทยานเพราะหากร่างสูงยังสาละวนกับตัวผมแบบนี้ชั่วโมงก็คงไม่ได้เข้าไปแน่ 

  

             “จะบอกว่าที่กูห่วงเมียตัวเองนี่เว่อร์ไปเหรอวะ เว่อร์จนทำมึงอายใช่ไหมคับฟ้าห่วงเมียกูผิดนักหรือไง…” 

  

             ในระหว่างที่เดินมาตามทางเพื่อจะซื้อตั๋วขึ้นรถบัสไปยังสถานที่ภายในจิ่วจ่ายโจวเสียงตัดพ้อของผู้ชายที่ผมเดินกุมมืออยู่ก็ดังขึ้น ขาที่กำลังก้าวเดินหยุดลงเพราะถ้าหากร่างสูงยังเป็นแบบนี้ทริปเที่ยวที่คาดหวังไว้ว่าจะสนุกต้องล่มแน่นอน ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ พลิกตัวหันไปหาขุนศึกที่ตอนนี้ทำสีหน้าราวกับเด็กน้อยเมื่อโดนแม่ดุเสียอย่างนั้น 

  

             “ไม่ผิดแต่แค่อยากให้ลดอารมณ์ใจร้อนลงบ้าง เราอยู่กันที่สาธารณะคนเยอะแยะ คนรู้จักมึงน้อยซะที่ไหนถ้ามีข่าวหลุดออกไปว่ามึงทำตัวแย่ใส่คนอื่นภาพพจน์ตัวมึงเองที่จะเสีย” 

  

             ผมพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงจับใจเพราะผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีนักข่าวตามพวกเรามาไหม หากขุนศึกเผลอมีเรื่องชกต่อยอาจจะเป็นข่าวได้และแน่นอนว่าผมเป็นห่วงภาพลักษณ์ของสามีตรงหน้าที่อาจจะพาลให้ภาพพจน์ของบริษัทเสื่อมเสียไปด้วย 

  

             “แต่ไอ้นั่นมันเดินชนมึงชนแล้วยังไม่ขอโทษ! ส่วนนักข่าวก็ช่างมัน! อยากเล่นข่าวอะไรกูไม่สนเพราะกูห่วงมึงไงคับฟ้า!” 

  

             ความเป็นขุนศึกยังคงใจร้อนอย่างไม่ลดลงแม้แต่น้อย ถึงแม้คำร้องขอในประโยคที่ผมพูดยังไม่ครบนาทีก็แลดูร่างสูงตรงหน้าไม่ได้หยิบยกมาวิเคราะห์หรือคิดตามเลยสักนิด เมื่อเห็นว่าขุนศึกอารมณ์ยังเดือดดาลผมก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ อีกครั้งท่ามกลางสายตานับพันที่กำลังมองเราสองคนด้วยความสงสัยว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น  

  

             “กูอุตส่าห์ห่วงแล้วมึงมาบอกว่ากูเว่อร์ กูผิดงั้นสิ…” 

  

             สีหน้าซึมลงอย่างเห็นได้ชัดทำเอาผมยืนกอดอกมองอย่างเหนื่อยใจกับประโยคตัดพ้อของสามี สิ่งที่ผมอธิบายไปเมื่อครู่ไม่ได้เข้าหูขุนศึกเลยหรืออย่างไรกัน 

  

             “ศิลป์ อู๋ห่าง ฉันผิดหรือไงที่ห่วงเมียตัวเอง…ตอบฉันหน่อย” 

  

             เมื่อคำตัดพ้อขุนศึกไม่หยุดเพียงแค่เราสองคน แต่ร่างสูงยังทำหน้าเศร้าเอี้ยวหน้าถามลูกน้องตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบ ผมเห็นอย่างนั้นถึงกับยืนกุมขมับเมื่อผู้ชายคนนี้กำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ 

  

             “ไม่ผิดครับท่านประธาน ท่านประธานทำถูกต้องแล้วครับ” 

  

             อู๋ห่างตอบกลับมาอย่างเอาใจเจ้านายตัวเองเสียเหลือเกิน ร่างสูงตรงหน้ายืนกอดอกจ้องมองผมด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหรือแม้กระทั่งฝนที่กำลังจะตกลงมา ขุนศึกยังคงยืนนิ่งเฉยราวกับท่อนไม้นิสัยขี้น้อยใจที่ผมไม่เคยได้สัมผัสก็อดจะแปลกใจและคิดอยู่ในหัวไม่ได้ว่านี่ผมถูกให้หมั้นเพื่อได้สามีหรือหมั้นเพื่อได้ลูกกันแน่  

  

             เมื่อเหตุการณ์เริ่มจะแย่ลงผมจึงเคลื่อนตัวเข้าหาขุนศึกที่ยืนมองผมอย่างตัดพ้อ ผมจ้องขุนศึกครู่หนึ่งก่อนที่ตัวเองจะเขย่งเท้าขึ้นจนสุดเพื่อยกฮู้ดเสื้อกันฝนมาปกปิดหัวให้คนขี้น้อยใจตรงหน้า จากนั้นจึงตัดสินใจทาบริมฝีปากตัวเองลงบนริมฝีปากหนาเพื่อขจัดความน้อยใจและอาการตัดพ้อออกไปจากชายผู้เป็นสามี  

  

             “จะพามาเที่ยวหรือพามาชวนทะเลาะนอกสถานที่ หายน้อยใจได้สักทีเมียคนนี้อยากเที่ยวแล้วครับ 

  

             ผมเอ่ยพูดกับขุนศึกด้วยเสียงแผ่วกับสรรพนามที่ใช้และแน่นอนว่าผมไม่อยากให้คนอื่นได้ยินนอกจากร่างสูงตรงหน้า ถึงแม้จะอายในการกระทำของตัวเองอยู่มากแต่มันเป็นวิธีเดียวที่ผมคิดออกในเวลานี้และมันก็เป็นไปตามคาดเมื่อขุนศึกได้ยินประโยคที่ผมเปล่งออกมาวงแขนกว้างก็ตวัดโอบเอวด้วยสีหน้าเบิกบานใจราวกับเป็นคนละคน 

  

             รอยยิ้มราวกับเด็ก… 

  

           เด็กควายนะไม่ใช่เด็กน้อย 

  

             “พวกแกไม่ได้ยินที่เมียฉันบอกหรือไง ยังจะยืนเซ่ออยู่อีก! ไป! ไปซื้อตั๋ว!” 

  

             วงแขนกว้างในเสื้อกันฝนที่กำลังโอบเอวผมรั้งให้ชิดแผงอกเพื่อคลายหนาว ก่อนจะเอี้ยวหน้าหันไปสั่งลูกน้องทันควันเมื่อผมทำให้อารมณ์ขุนศึกคลายลงได้ราวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น การกระทำที่แปรเปลี่ยนอย่างฉุกละหุกทำให้ผมได้แต่คิดอยู่ในใจว่าผู้ชายคนนี้ยิ่งคบยิ่งมีแต่เรื่องให้น่าเหลือเชื่อตลอดเวลาเสียจริง 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             หลังจากกลับมาถึงที่พักในช่วงหกโมงเย็นผมก็ไม่รีรอรีบตรงไปอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายที่ชุ่มไปด้วยน้ำฝนและหิมะตลอดทั้งทริป สภาพอากาศก็ผิดคาดไปจากที่คิดไว้อยู่มาก ขุนศึกที่ตั้งใจและวางแพลนพาผมไปดูสถานที่บางที่ก็เป็นอันล้มเหลวเนื่องจากฝนที่ตกลงมาค่อนข้างหนัก ถึงจะไม่เป็นดั่งใจไปเสียหมดแต่สิ่งที่ขุนศึกทำวันนี้มันทำให้ผมมีความสุขไม่น้อย  

  

             “กินข้าวเสร็จแล้วกินยาซะตื่นขึ้นมาเดี๋ยวไม่สบาย วันนี้ตากทั้งแดดทั้งฝนไหนจะหิมะอีก” 

  

             ขุนศึกเลื่อนยามาให้ผมบนโต๊ะอาหาร ส่วนค่ำคืนนี้เรามาพักกันใกล้กับจิ่วจ้ายโกวเพราะถ้าหากจะกลับไปในตัวเมือง ร่างกายของผมกับขุนศึกคงจะล้าเกินไป สาเหตุอีกหนึ่งอย่างคือพรุ่งนี้เราทั้งคู่ต้องบินกลับไทยก่อนกำหนดหนึ่งวัน เนื่องจากร่างสูงตรงหน้าต้องเข้าประชุมด่วนเลยต้องเลื่อนวันกลับให้เร็วขึ้นกว่าที่วางแพลนไว้ 

 

             “แล้วมึงกินหรือยังก่อนจะเอามาให้กูน่ะ ก่อนห่วงคนอื่นห่วงตัวเองก่อน” 

 

             ผมเอื้อนเอ่ยบอกและอ้าปากรับชิ้นสเต๊กเนื้อแกะที่ขุนศึกคอยหั่นป้อนผมตลอดระยะเวลาในการกินอาหารมื้อค่ำนี้ ถึงแม้ผมจะบอกกินเองแต่มีหรือคนอย่างขุนศึกจะยอม  

 

             “ไม่สบายขึ้นมาก็ดี มึงจะได้เป็นนางพยาบาลคอยดูแล กูจะได้รับบทเป็นคนไข้นอนบนเตียงนอนให้นางพยาบาลคอยปรนนิบัติทั้งวันทั้งคืน…จะว่าไปให้ศิลป์ออกไปหาซื้อชุดคอสเพลย์นางพยาบาลเลยดีไหมวะ ถ้าพรุ่งนี้เป็นไข้ขึ้นมาคนพร้อมชุดก็จะได้พร้อม ซ้อใหญ่คิดเหมือนเฮียไหมครับที่รัก 

 

             สีหน้าแน่วแน่ฉายแววออกมาให้เห็นและดูเหมือนว่าคราวนี้ขุนศึกจะเอาจริงมากกว่าการให้กระเป๋าผมไปถือเมื่อสองวันก่อนนี้เสียอีก ความหมั่นไส้มันมีมากจนล้นเลยอดไม่ได้ที่จะหยิบขนมปังชิ้นเล็กปาใส่ตัวผู้ชายตรงหน้า  

 

             “พูดอะไรไม่อายสถานที่ หัวสมองมึงมีแต่เรื่องบนเตียงหรือไง” 

 

             ผมเอ่ยเสียงเบาหวิวแทบไม่ได้ยินเพราะอาการเขินกับประโยคของขุนศึกทำให้ผมทำตัวไม่ถูก แต่ก็ยังดีที่มีท้องไก่ทอดมาช่วยชีวิตผมไว้ทัน สายตาผมหลุบต่ำจ้องมองไก่บนจานมือขวาไม่รอช้ารีบคว้าขึ้นมาฉีกกินหวังไล่ความเก้อเขินที่เห่อร้อนบนใบหน้าให้ละลายหายไป 

 

             เฮียเหรอ… 

  

           ซ้อใหญ่อีก… 

  

             ขุนศึกแทนเฮียกับตัวเองทำเอาใจผมสั่นไม่น้อย…  

  

             “ทำไมกูเพิ่งมารู้ว่าเมียตัวเองน่ารักเอาป่านนี้วะ ขนาดกินน่องไก่คาปากมึงยังสวยเลยคับฟ้าเอาอีกสักยี่สิบน่องไหมกูจะได้บอกให้พนักงานทอดมาให้ใหม่” 

 

             น่องไก่ชิ้นที่ถืออยู่ในมือหยุดชะงักผมตวัดสายตาขึ้นมองเจ้าของประโยคที่นั่งกอดอกเอนหลังไปกับพนักเก้าอี้ ขุนศึกนั่งอมยิ้มส่งมาให้ผมอย่างเอ็นดู เนื้อไก่ถูกฟันผมฉีกกินจนหมดไปชิ้นที่หนึ่งและผมไม่รีรอเอื้อมไปคว้าชิ้นที่สองมากินด้วยสีหน้ามีความสุขอย่างต่อเนื่อง สุขจนลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่กับใคร 

 

             “เอา แต่ไม่กินตอนนี้นะกูอยากเอาขึ้นไปกินบนห้อง” 

 

             ขุนศึกถึงกับหลุดขำกับประโยคที่ผมตอบ ก่อนที่ร่างสูงตรงหน้าจะจัดการยกมือเรียกบริกรมาที่โต๊ะเพื่อสั่งไก่ทอดให้ตามที่ผมต้องการ ในระหว่างที่บริกรยืนรับออร์เดอร์น่องไก่ชิ้นที่สองก็หมดลงอย่างรวดเร็ว ขุนศึกยังคงนั่งกอดอกมองผมและยิ้มส่งมาให้ด้วยสายตาเอ็นดู 

 

             “ไม่เจอกันนานเลยนะขุน ฉันจำนายแทบไม่ได้เลย” 

 

             เสียงหญิงสาวสำเนียงจีนแท้จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นข้างโต๊ะอาหารของเราสองคน ผมช้อนสายตาขึ้นไปมองยังบุคคลที่สามราวกับผู้หญิงคนนี้รู้จักกับขุนศึกมาก่อนแถมยังขานเรียกชื่อขุนศึกอย่างสนิทสนม 

 

             “ซู่จิ่น…” 

 

             จากหน้าที่เคยยิ้มแย้มแต่เมื่อเจอผู้หญิงคนนี้ขุนศึกกลับนิ่งค้างและตกใจเมื่อเจอผู้หญิงคนนี้ น้ำเสียงที่ขานเรียกชื่อออกมายิ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร  

 

             ใครกันที่ทำให้ขุนศึกออกอาการได้มากขนาดนี้… 

  

             “ตั้งแต่เรียนจบฉันพยายามติดต่อนายทุกช่องทางแต่กลับไร้วี่แวว ถ้าวันนี้ฉันไม่มาถ่ายละครที่นี่ก็คงไม่ได้เจอนายไปทั้งชาติใช่ไหม…จะใจร้ายกับแฟนเก่าอย่างฉันเกินไปแล้วนะ” 

 

             ผมตวัดสายตามองขุนศึกทันทีเมื่อแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้คือ แฟนเก่า อาการไม่สบอารมณ์เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เพียงแค่ได้ยินคำว่าแฟนเก่าตัวผมก็ออกอาการถึงขนาดนี้เชียวหรือ 

 

             “มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นเราไม่ควรเจอกัน เธอก็ไม่ควรเดินมาทักฉันแบบที่ทำอยู่ เธอควรเกรงใจภรรยาของฉันที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยก็ดีเพราะมันถือเป็นมารยาทที่ดาราดังแบบเธอต้องรู้ด้วยตัวเอง” 

 

             ประโยคต่อว่าโดยไร้ซึ่งคำหยาบของขุนศึกทำให้ผมยกยิ้มในใจไม่น้อยแถมยังลุกขึ้นโน้มตัวหยิบผ้ามาเช็ดปากให้ผมต่อหน้าหญิงสาวที่บอกตัวเองว่าเป็นอดีตคนรักเก่า เมื่อเห็นการกระทำของขุนศึกอาการหงุดหงิดเริ่มดับลงไปบ้างแต่ยังไม่ถือกับหมดไป  

 

             “ทำไมเธอถึงพูดใจร้ายกับฉันจังขุน ยังไม่หายโกรธอีกเหรอ…เรื่องมันผ่านมาตั้งหลายปีแล้วนะ เรากลับมาเป็นเพื่อนกันก็ได้ฉันขอแค่นั้นเอง” 

 

             แต่ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่ยอมปล่อยให้พวกผมได้กินข้าวกันอย่างสงบสุขเพราะเธอยังเลือกที่จะยืนพรรณนาลื้อฟื้นความหลังให้คนที่เป็นภรรยาอย่างผมได้ฟังด้วยอีกต่างหาก อาการร้อนรุ่มสุมในอกก่อตัวขึ้นเมื่อเห็นโจทย์เก่าของสามีกำลังพยายามเข้าหาร่างสูงตรงหน้าอย่างโจ่งแจ้ง  

 

             หวง… 

  

             ผมหวงขุนศึก… 

 

             “ฉันไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับเธอหยุดพล่ามสักทีเถอะ…แล้วฉันก็บอกว่าให้เธอเกรงใจภรรยาของฉันด้วยไม่ได้ยินที่พูดหรือไงซู่จิ่น!” 

 

             น้ำเสียงเหลืออดของขุนศึกเอ่ยด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่ถึงอย่างนั้นนัยน์ตาคมคู่นั้นก็เผลอสั่นไหวมาบ้าง ราวกับกำลังเก็บอาการอ่อนไหวนั้นไม่ให้ฉายออกมา เมื่อเห็นอย่างนั้นความหงุดหงิดและไม่พอใจก็ทวีคูณเพิ่มหนักขึ้น 

 

             “ภรรยาเธอฟังภาษาจีนไม่ออกหรอก ใช่ไหมคะ? นายคงจะเป็นคนที่ครอบครัวของขุนจับให้หมั้นสินะ คงจะโดนบังคับหมั้นไม่ต่างอะไรกับขุนศึกเท่าไหร่หรอกเนาะ” 

 

             แก้วน้ำใสที่กำลังยกขึ้นดื่มถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ผมเอี้ยวหน้ามองหญิงสาวสวยเหมาะสมกับที่เป็นดาราเสียไม่มีผิดเพี้ยน รอยยิ้มที่ปั้นแต่งส่งมาให้ผมจากใบหน้าเซ็กซี่ ส่วนผมก็น้อมรับไว้และระบายยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรส่งกลับไป  

 

             “ผมฟังและพูดภาษาจีนได้ครับ รับรู้ทุกอย่างที่คุณพูดกับสามีของผมและถ้าคุณมีมารยาทพอก็น่าจะรู้ได้นะครับว่าควรเดินออกไปจากโต๊ะได้แล้ว แต่อันที่จริงคุณก็ไม่ควรเดินตรงมาทักทายหรือรื้อฟื้นเรื่องอดีตในขณะที่ภรรยาเขากำลังนั่งทานข้าวอยู่ด้วยตั้งแต่แรกนะครับ มันเสียมารยาทค่อนข้างมากเผื่อคุณไม่รู้” 

 

             ประโยคที่ตอบกลับเป็นภาษาจีนของผมทำให้หญิงสาวนั้นถึงกับอ้าปากค้างอย่างตกใจและผมก็มั่นใจเหลือเกินว่าสิ่งที่พูดไปนั้นถูกหลักไวยากรณ์หมดไม่ตกหล่นสักคำ เมื่อบรรยากาศเข้าสู่ความอึมครึมจึงพาลทำให้ผมไม่อยากกินต่อ ยิ่งเห็นใบหน้าของขุนศึกตอนนี้ก็ยิ่งอยากไล่ให้เจ้าตัวไปนอนนอกห้อง 

 

             มันเป็นอาการไร้เหตุผลในแบบที่ผมไม่เคยเป็น… 

  

           ผมเป็นอะไร… 

 

             “จะขึ้นห้อง…” 

 

             ผมพูดเป็นภาษาไทยใส่ขุนศึกที่นั่งมองผมด้วยสีหน้าวิตกกังวลปนอึ้งไม่น้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วรีบเข้ามาโอบไหล่เมื่อเห็นว่าผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

 

             “ฉลาดตอบดีนะ แต่ฉันเดินเข้ามาไม่ได้หวังจะทำลายบรรยากาศสวีทของนายหรอก แค่อยากจะทักทายในฐานะคนเคยรู้ใจกันมาก่อนแล้วฉันก็อยากจะทำความรู้จักกับนายไว้เพราะไม่นานเราต้องได้เจอกันอีกแน่ ตอนแรกฉันก็นึกว่าภรรยาของขุนศึกจะไม่คิดมากและนิ่งกว่านี้ซะอีกแอบผิดหวังจัง” 

 

             แต่ก่อนที่ผมจะหันตัวกลับขึ้นห้องด้วยแรงโอบจากสามี เสียงหญิงสาวอดีตคนรักก็ยังขึ้นและยังคงยืนกอดอกยิ้มร่าด้วยความภาคภูมิใจมาให้แถมยังเอื้อนเอ่ยออกมาราวกับตัวเธอรู้จักสามีของผมเป็นอย่างดี  

 

             แต่ใครสนกันเพราะตรงหน้าก็แค่อดีตไม่ใช่ปัจจุบันอย่างผมเสียหน่อย… 

  

             รอยยิ้มถูกระบายขึ้นบนใบหน้าผม แขนซ้ายเปลี่ยนมาเป็นคล้องลำแขนขุนศึกโชว์ความเป็นเจ้าของพอประมาณ เมื่อสายตาเฉี่ยวคู่นั้นเห็นก็แสดงอาการหน้าเสียเล็กน้อยแล้วกลับมายืนกอดอกยิ้มระรื่นให้ผมเหมือนเดิม ช่างเหมาะสมแล้วที่เป็นดารา  

 

             แสดงเก่งดี… 

  

             “คุณไม่ต้องมาผิดหวังในตัวผมหรอกครับเพราะชีวิตนี้ผมไม่ได้เกิดมาให้ใครคาดหวัง ถ้าตอนนี้คุณว่างมากผมแนะนำให้คุณไปซ้อมบทละครเข้าฉากต่อไปนะครับ ไม่ใช่มาแสดงบทแฟนเก่ากับสามีของผมอย่างที่คุณกำลังทำอยู่ ผมไม่ชอบ…มันไร้มารยาท 

 

             เมื่อสิ้นประโยคด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรผมจึงควงแขนขุนศึกออกจากบริเวณทันทีเพราะรับรู้ได้ว่าหากยืนอยู่นานอีกหน่อยอารมณ์ความหวงของตัวเองจะระเบิดออกมามากกว่าที่เป็นอยู่  

 

             “คับฟ้า…” 

 

             “หุบปาก! ไม่ต้องพูด! กูไม่อยากได้ยินเสียงมึงตอนนี้ขุนศึก!” 

 

             ผมชิงพูดก่อนที่ขุนศึกจะเปิดปากเริ่มบทสนทนา ผมสะบัดแขนที่เคยคล้องออกอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อพ้นจากขอบประตูห้องอาหารของโรงแรมและเดินตรงไปยังลิฟต์ด้วยสีหน้าบึ้งตึง  

 

             “กูผิดอะไรเนี่ยคับฟ้า กูยังไม่ทำอะไรเลยนะ” 

 

             ผมยืนกอดอกมองตรงไปยังปุ่มกดของลิฟต์โดยมีเสียงโอดโอยของขุนศึกดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับท่อนแขนหนักโอบตัวผมจากด้านหลังแถมยังเอาใบหน้าซุกลงซอกคอผมแล้วส่ายหน้าไปมา  

 

             “มึงพูดว่าไม่อยากได้ยินเสียงกูแบบนี้กูปวดใจนะคับฟ้า ถึงขั้นเมียไม่อยากฟังเสียงกูขาดใจตายได้เลยนะ” 

 

             “…” 

 

             ผมเบือนหน้าหนีจากริมฝีปากหนาที่กำลังสูดดมซอกคอผมอย่างคนโรคจิต ท่อนแขนหนัก ๆ ที่โอบรอบคอผมก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้น ปลายจมูกโด่งเป็นสันจากที่ไซ้ซอกคอเลื่อนขึ้นมาบริเวณท้ายทอยยิ่งขุนศึกใช้ปลายจมูกสูดดมท้ายทอยผมเท่าไหร่อาการไม่สบอารมณ์เมื่อครู่ก็พอจะทุเลาลงมาบ้าง  

 

             ขอย้ำว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น… 

 

             “อย่าโกรธกันเลยที่รัก เฮียกลัวใจของเฮียดวงนี้มันจะขาดก่อนกลับไทย อย่าโกรธเฮียเลยนะ…นะครับซ้อของเฮีย” 

 

         

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว