ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 3 เพื่อคำสัญญา

ชื่อตอน : CHAPTER 3 เพื่อคำสัญญา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2559 19:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 3 เพื่อคำสัญญา
แบบอักษร


 

CHAPTER 

เพื่อคำสัญญา

 

 

 

               ตุบ!

               “ฮึก ฮึก!”

               “…”

               “พี่ซาน…”

               เสียงสั่นๆเอ่ยเรียกคนที่ยืนค้ำอยู่เหนือหัวด้วยจิตใจที่หวาดหวั่น เขากำมือตัวเองแน่นและไม่กล้าที่จะเอื้อมมือไปจับแขนแกร่งนั้นอย่างทุกครั้ง ร่างของเขาถูกพากลับมายังคฤหาสน์หลังใหญ่ ถูกเหวี่ยงจนตัวสั่นหัวคลอนลงบนโซฟาตัวหรูจากพี่ชายหรือผู้มีพระคุณที่เขาไม่กล้าขัดขืน

               “พี่ซาน…”

               “…”

               “พี่ชายพี่จ๋า…”

               “เลิกเรียกซะที!!”

           เฮือกเด็กตัวเล็กสะดุ้งโหยงก่อนจะปล่อยให้น้ำตาร่วงลงมาไม่ขาดทั้งๆที่พยายามกลั้นเอาไว้สุดชีวิต ร่างเล็กๆถอยกรูดไปข้างหลังจนตัวชิดกับเบาะโซฟาตัวหรู เมื่อร่างสูงหันใบหน้าอันถมึงทึงกลับมาแล้วก้าวเท้าเข้ามาใกล้อย่างคุกคาม

                    “หายไปไหนกับมันมาฉันถามว่าหายไปไหนกับมันมา!!”

               “โอ๊ยพี่ซานกรีนเจ็บ!”เด็กหนุ่มกรีดเสียงร้องไม่เป็นภาษาเมื่อถูกกระชากแขนโดยแรงอย่างไม่มีการถนอม แม้พยายามจะบิดแขนหนีแต่เรี่ยวแรงที่บีบลงมาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเหมือนจะจงใจ เขาเจ็บเหมือนแขนจะหัก แต่ก็หนีและสะบัดไม่หลุดพ้น สิ่งที่ทำได้มีแต่การดีดดิ้นราวกับถูกของร้อนสาดเต็มๆร่างเพียงเท่านั้น พร้อมๆกับส่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างเสียขวัญ

                หรือนี่จะเป็นอีกสาเหตุกันนะที่เขารู้สึกไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้พี่ชายอีกเลยนับตั้งแต่เริ่มโต

            ตั้งแต่ที่ร่างกายเริ่มฉายชัดว่าโตเป็นวัยรุ่นและพร้อมจะเติบใหญ่กลายเป็นดอกไม้ที่สวยสะพรั่ง ลี่ซานก็เริ่มเปลี่ยนไป เขากลายเป็นพี่ชายที่เย็นชาและเริ่มทำตัวเหินห่างมากขึ้นจนกลายเป็นการไม่สนิทสนมไปในสุดท้าย จากที่กรพินธุ์มักจะเข้าหาเขาอย่างไม่กลัวเกรง เข้าไปออดอ้อน เข้าไปกอด เข้าไปหอมแก้ม แต่ทุกอย่างก็ค่อยๆเลือนหายไป เมื่อร่างที่สูงกว่าแสดงชัดถึงอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดและเย็นชา ยามที่กรพินธุ์เข้าไปพูดคุยเล่นหัวด้วยอย่างใกล้ชิด เขาเคยแม้กระทั่งผลักร่างเล็กๆจนกระเด็นตอนที่เขาเข้าไปกอดและใช้เรียวแขนเล็กๆคู่นี้โอบรอบลำคอแกร่งเอาไว้อย่างทุกที

           พี่ซานของเขาเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน

               “ฮือๆๆ พี่ซาน กรีนเจ็บ!”

               “ร้องไห้ทำไมกรีน ฉันเคยบอกเอาไว้ว่ายังไง ตอบ!”

               “เจ็บ!”

               “กรพินธุ์เงียบ!”

             “ฮืออออๆๆ!”ร่างเล็กๆยิ่งดีดดิ้น เมื่อข้อมือเล็กถูกบีบเคล้นจนกระดูกแทบร้าว ร่างของเขาถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับกำแพงด้านหลังจนเจ็บไปหมดทั้งร่าง ถูกกักด้วยวงแขนและมือใหญ่ที่บีบเคล้นหนักๆตรงต้นแขน

               “ไปไหนกับมันมาเสียงเย็นๆเคล้นถามอีกครั้ง

               “ตอบซิกรพินธุ์!!”

               “กรีนแค่ไปดูตู้กดน้ำอัตโนมัติ!”

               “…”

             “กรีนหลงทางกรีนล้มแอชเชอร์แค่พากรีนไปล้างแผลเด็กน้อยรวบรวมแรงแล้วพูดออกมาเสียงสั่น เขาไม่ยอมสบสายตาที่มองมาเลยแม้แต่นิด ได้แต่ตัวสั่นและกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่อีกคนไม่ชอบให้หายไปเท่านั้น แต่มันก็ทำได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน เพราะลี่ซานยังเอาแต่มองเขาอย่างกดดันและข่มขู่

          “แล้วให้มันจับมือทำไมขนอ่อนๆของกรพินธุ์ยิ่งลุกซู่ขึ้นมาอย่างหวาดหวั่น เมื่อเสียงเย็นๆไร้ความรู้สึกยังกระซิบถามคำถามอันไร้เหตุผล

               “กรีน กรีน…”

               “กรพินธุ์!”

          “ฮือออฮือๆๆเขาพูดไม่ออก พูดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียวถึงเหตุผลนั้น ถึงจะบอกไปพี่ซานก็คงไม่ฟัง เขาทำอะไรผิดนักหนา ย้อนๆคิดดูเขาก็แค่หายตัวไปไม่ถึงชั่วโมงและกลับมาพร้อมเพื่อนใหม่ที่ให้ความช่วยเหลือเขาเพียงเท่านั้น เขาผิดอะไร กรพินธุ์ผิดอะไร

               “ก็บอกว่าให้เงียบ!! กรีน!”

               ไอ้ซาน!!”

               !!!

              เสียงที่ตวาดลั่นอยู่ตรงประตูทำให้ความเกรี้ยวกราดที่ชายหนุ่มแสดงออกลดหายไปถึงครึ่งด้วยความแปลกใจ ลี่เว่ยหวง พ่อของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับสีหน้าที่ดูดุดันและไม่พอใจอย่างรุนแรง

               “พ่อ

         “แกทำอะไรน้องกรีน!!”ผู้ที่เป็นใหญ่กว่าชายหนุ่มตวาดเสียงดัง พร้อมกับกวาดดวงตามองดูสภาพของลูกเลี้ยงที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ในวงแขนของลูกชายแท้ๆอย่างไม่กล้าขยับไปไหน กรพินธุ์อ้าปากเปล่งเสียงเรียกเว่ยหวงอย่างหวาดหวั่น พยายามบิดข้อมือที่ถูกรัดแน่นจนปวดร้าวหนีแต่ก็ไม่เป็นผล ได้แต่ส่งสายตาให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือท่ามกลางดวงตาวาววับที่จ้องมองมาราวกับจะกัดกินเหนือหัว

               “ปล่อยน้องกรีนซะไอ้ซาน

               “อย่ายุ่งนะพ่อ

               “ไอ้ซาน!!!”

               “ผมจะคุยกับเขาเอง!!”

            “บอกให้ปล่อยน้อง!!”ลี่เว่ยหวงสบตากับลูกชายด้วยความดุดัน ร่างสูงใหญ่ที่พอๆกันต่างจ้องมองไม่ยอมละไปไหน เขารีบร้อนมาที่คฤหาสน์หลังนี้หลังจากที่แอเรียลโทรไปรายงานถึงเหตุการณ์ไม่สู้ดีนักเมื่อชั่วโมงก่อน โชคดีที่เขาเองก็คิดจะมาเยี่ยมกรพินธุ์อยู่เหมือนกัน เลยเข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลาก่อนที่ลูกเลี้ยงของเขาจะช้ำหนักไปมากกว่านี้ เขามองดูเด็กชายตัวเล็กที่สั่นเทาแทบไม่มีแรงยืนตรงหน้าด้วยความสงสาร พร้อมกับส่งสายตากดดันให้ลูกชายแท้ๆของตนปล่อยมือนั้นออกจากการจับกุม

               “น้องกรีนมาหาปาป๊าครับ

         “ฮึกๆเด็กหนุ่มกลั้นสะอื้นมองมือที่ยื่นออกมาหาอย่างอยากพุ่งเข้าไปกอดใจแทบขาด แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวเมื่อมีดวงตาเรียบเย็นพร้อมจะแผดเผาให้ตายยืนกดดันอยู่จนหายใจไม่ออก

               “ปล่อยน้องกรีนออกมาซะไอ้ไอ้ซาน

               “…”

          “อย่าให้ฉันต้องโมโหไปมากกว่านี้ปล่อยเขาพูดอย่างใจเย็นแต่ก็กดดันไม่แพ้ลูกชายของตน ดวงตาสีนิลเรียวรีของลี่ซานเปล่งประกายความโกรธจัดอย่างชัดเจน ร่างสูงสบถลั่นใส่หน้าของเด็กหนุ่มก่อนจะคว้าแจกันใกล้ๆมือขึ้นเหวี่ยงใส่กำแพงจนร่างในวงแขนสะดุ้งโหยง

           “น้องกรีนมาเร็วครับ

          “ปาป๊า…”ดวงตากลมโตเหลือบมองร่างสูงเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเคลื่อนกายของตนออกมาจากวงแขนนั้น เขาวิ่งเข้าไปกอดร่างหนาที่อ้าแขนรออยู่อย่างหวาดกลัว ปากก็พรั่งพรูถึงสิ่งที่ตนทำไปและเป็นสาเหตุให้พี่ชายของตนโกรธจัดในวันนี้ให้พ่อเลี้ยงอย่างเว่ยหวงฟัง

          “ไอ้คนไร้เหตุผล!!”

           “…”

           “น้องกรีนไปกับปาป๊าก่อนนะครับ อย่าไปอยู่กับมันเลย

           “ฮึกๆ ครับ

          “วันเกิดปีนี้น้องกรีนอยากได้อะไรเอ่ย

          “แต่มันผ่านไปแล้วนี่ครับ

          “แต่ปาป๊าอยากให้นะ

        เวลาบ่ายๆของวันต่อมา ในห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ที่ยามปกติจะมีแค่คุณหนูของบ้านคือกรพินธุ์นั่งเล่นอยู่กับพี่เลี้ยงเพียงแค่สอง มาวันนี้กลับเพิ่มขึ้นคือนายใหญ่ที่ยังหนุ่มแน่นกับเหวินหยา คนสนิทคู่กายที่ยังดูหนุ่มไม่แพ้กัน ห่างออกไปคือนายอีกคน ที่เปิดหนังสืออ่านไม่สนใจอะไรเลย แม้กระทั่งสายตาเย็นๆของเว่ยหวงพ่อตนที่ขยันเพียรส่งมาให้ทุกๆเวลาเนื่องจากเรื่องของเมื่อวาน

          “คะ คือ…”

          “อยากได้อะไรเอ่ยหนุ่มใหญ่รู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยข้างๆตนขึ้นมาจับขั้วหัวใจ มองดูนิ้วเล็กๆที่ยกขึ้นจิ้มกันแล้วก้มหน้าไม่กล้าขอสิ่งที่อยากได้ จึงยกมือขยี้หัวเสียหนึ่งทีแล้วเมินหนีสายตาเรียบเย็นของลูกชายที่ส่อแววไม่พอใจอย่างรุนแรง

          “ปาป๊าสัญญากับกรีนแล้วนะว่าจะให้

          “ครับปาป๊าสัญญา

               คือว่ากรีนกรีนอยากไปโรงเรียนคะ ครับ

               “…”

 

 

        เด็กชายก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับคนที่นั่งตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย เขาอยากไปนี่นา อยากไปเจอกับแอชเชอร์

               กรีนอายุสิบห้าแล้วนี่นะ

          “ครับ!”

          “งั้นเหวินหยา

               ครับนาย

          “จัดการเรื่องโรงเรียนให้น้องกรีนด้วยละกัน

          “กรีนอยากเข้านานาชาติ S!!”

        “หืม?หนุ่มใหญ่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ มองท่าทีร่าเริงนั้นก่อนจะยกยิ้ม ผิดกับลูกชายตนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าตาบอกบุญไม่รับและพร้อมจะยิงหัวใครซักคนให้เละเป็นโจ๊กหากเข้ามาขัดอารมณ์ตอนนี้

          นานาชาติ ซินะ เหวินหยา ได้ยินแล้วนะ

           ครับนายใหญ่

               ขอบคุณครับปาป๊าขอบคุณครับอาเหวินหยา!”

           ปึง!

           เฮือก!

            ขอตัว

          น้ำเสียงเย็นๆพูดขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะผละตัวหนีออกไปจากห้องกว้าง กรพินธุ์เงยหน้ามองเว่ยหวงอย่างงุนงงก่อนจะยิ้มกว้างออกมาเมื่อเว่ยหวงบอกว่าไม่เป็นไร

             จะได้มีเพื่อนแล้วกรีนจะได้เพื่อนใหม่แล้วนะลูกแก้ว

 

             ปึง…!!

              โถ่เว้ย!”

                   กำปั้นหนักๆทุบบริเวณเบาะที่ตนนั่งจนเกิดเสียงดัง ลี่ซานสบถด่าคำหยาบคายออกมามากมายเมื่ออะไรหลายๆอย่างช่างขัดหูขัดตาเขาเหลือเกินในวันนี้

          โดยเฉพาะเรื่องของกรพินธุ์!

          เขามองใบหน้านั้นที่กำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเสมือนว่าตนนั้นได้ออกไปท่องเที่ยวยุโรปเสียร้อยๆรอบเยี่ยงมหาเศรษฐี ทั้งๆที่ความจริงก็เพียงแค่ได้ไปโรงเรียนเท่านั้น

          ทำไมต้องดิ้นรนหาทางออกไปข้างนอก ทำไมถึงได้อยากไปโรงเรียนมากขนาดนั้น ทำไม!

         ที่นั่นมันมีอะไรดีนักหนา!

 

          “พะ พี่ซาน…”

          “…”

          “กะ กรีนจะไปโรงเรียนแล้ว

          “…”

          เด็กหนุ่มคอตก เมื่อพูดคุยยังไงคนตรงหน้าก็ไม่ยอมตอบประโยคชวนคุยของเขาเลยแม้แต่น้อย ผ่านมาแล้วหนึ่งอาทิตย์สำหรับคนสองคนที่ไม่มีแม้แต่การพูดคุยกัน ดั่งว่าไม่มีตัวตนในสายตากรพินธุ์รู้สึกอึดอัดจนยอมเป็นฝ่ายฝ่าความกลัวของตนเข้ามาพูดคุยก่อนเป็นคนแรก แต่ก็ไร้ความหมาย ลี่ซานทำตัวเย็นชาและแม้แต่ใบหน้าก็ไม่ยอมหันมามองเขา เหมือนช่วงแรกๆที่เก็บเขามาจากหน้าบ้านไม่มีผิด

          “…”

          “พี่…”

          “…”ร่างเล็กๆถอนหายใจแผ่วๆมองคนที่ยังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ไปมาด้วยดวงตาแดงๆเล็กน้อย สองมือเล็กจับสายกระเป๋าเป้ใบสวยแน่นก่อนจะเดินคอตกออกไปด้วยความผิดหวังเหมือนเดิม

          “ผมไปแล้วนะฮะ…”

          โรงเรียนนานาชาติ S

          ปังๆๆ!

          “อ้าวๆๆ เงียบๆกันหน่อย นั่งที่กันได้แล้ว เร็วๆ วันนี้เรามีเพื่อนเข้าใหม่ ทำตัวให้มันดีๆกันหน่อยเสียงห้าวๆของคุณครูสาวหยุดบรรดาเด็กหนุ่มและเด็กสาวมากกว่าสิบชีวิตได้ในฉับพลันเดียว พวกเขาและเธอต่างรุดไปนั่งที่ของตัวเองอย่างว่องไวและฉีกยิ้มใส่ครูสาวที่ยืนถือหนังสืออยู่หน้าชั้นอย่างประจบเล็กน้อย

           และคำว่าเพื่อนใหม่ที่เธอพูดก็เรียกเสียงฮือฮาราวกับผึ้งแตกรังได้อย่างไม่ยากเย็นเลยทีเดียว

          “เมื้อกี้อาจารย์พูดคำว่าเพื่อนใหม่แหละ

          “ใช่ๆ ฉันก็ได้ยิน หมายความว่าไงกันเนี่ย อย่าบอกนะว่าห้องเรามีเพื่อนเข้าใหม่เอากลางเทอม บ้าน่า!”

          “นั่นสิ ใครเขาจะบ้ามาย้ายกันกลางเทอม กลางเทอมเลยนะเว้ย

          “อาจารย์โกหกหรือเปล่าคะ

          “แม่งเส้นใหญ่เชี่ยๆ

          “ใครวะ!”

          เงียบๆกันหน่อย!!”

          “…”

          สิ้นเสียงตวาดของห่าวซิน อาจารย์ประจำชั้นเกรดสิบห้องสองแห่งนานาชาติ เด็กๆวัยรุ่นทั้งหลายก็ต่างหุบปากฉับกันแทบจะไม่ทัน ด้วยเกรงฤทธิ์ของเธอที่เป็นอาจารย์พละ…(กลัวโดนสั่งวิ่งในชั่วโมงของเธอมากกว่า…)

ทำตัวให้เรียบร้อยแล้วอย่าให้ฉันต้องขายหน้าล่ะ เพราะเด็กที่เข้ามาใหม่เป็นเด็กที่พวกเธอไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยหรือรังแกเขาเป็นการต้อนรับเหมือนคนอื่นๆที่ย้ายเข้ามา เข้าใจไหม!”

          “…”

          “ฉันถามว่าเข้าใจไหม!”

          “คร้าบ/ค่า…”

          “ดีเธอมองเด็กๆที่รับคำเสียงแผ่วๆพลางส่ายหน้าให้นิดๆไม่รู้ว่าอะไรดลบัลดาล เธอถึงได้จับพลัดจับพลูเข้ามาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของห้องนี้เข้าอย่างบังเอิญ แม้จะเป็นห้องสองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศเรื่องกีฬามากกว่าวิชาการ แต่ก็ถือได้ว่าแสบสันและเอาเรื่องมากกว่าเด็กห้องอื่นไปไกลจนติดอันดับหนึ่งพูดง่ายๆก็คือเป็นห้องที่รวมเหล่าเด็ก(เกือบๆจะ)มีปัญหานั่นเอง

           ทุกๆเดือนจะมีเด็กย้ายเข้าใหม่มาอยู่ที่ห้องนี้ประจำ แต่ทุกๆครั้งก็มักจะทำเรื่องขอย้ายห้องออกไปอยู่เสมอ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อนๆรุมรังแกเขาอย่างโหดร้าย

             ห่าวซินรู้ ว่าที่เจ้าพวกนี้ทำคือการต้อนรับน้องใหม่’ แต่เพราะแกล้งแรงเกินไปและเด็กที่ย้ายเข้ามามันอ่อนด๋อยเกินทน เลยไม่มีใครสามารถทนอยู่ได้เกินสองอาทิตย์เลยแม้แต่คนเดียว

          โถ่ อาจารย์ ห้องนี้มันห้องเน้นเรียนกีฬานะคร้าบ ต้องต้อนรับแบบเข้มแข็งซี่ไม่งั้นจะแข่งกับห้องอื่นได้ยังไง

            เหตุผลฟังดูแล้วไม่ค่อยเข้าหูแต่ลึกๆในใจของห่าวซิน

          มันก็ดีเหมือนกัน…’เพราะแค่พวกมันสามสิบชีวิตนี่เธอก็แทบจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวแล้ว ต้องคอยเช็คคอยส่องอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีเจ้าแสบตัวไหนแหกคอกวิ่งเข้าไปหาเรื่องหรือขี้ทิ้งไว้ที่ไหนให้เธอไปเก็บกวาด และอุดรูรั่วไม่ให้ผู้อำนวยรู้เรื่องต้องมาเฉ่งเธอทีหลัง ห่าวซินยอมรับว่าปวดหัวจริงๆที่ได้รับผิดชอบไอ้พวกเด็กเกรียนพวกนี้

               เข้ามาเลยจ๊ะเด็กใหม่

              ครืดดดดดดด!

               “…”

              ความเงียบเข้าครอบคลุมไปทั่วชั้นเรียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เมื่อเรียวขาเล็กในชุดนักเรียนพอดีตัวก้าวเข้ามาช้าๆด้วยท่าทางประหม่าจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าชั้นเรียนข้างๆคุณครูสาว

                    เขาเป็นผู้ชายตัวเล็กๆที่มองเผินๆคล้ายเด็กประถมแม้จะสูงกว่าเด็กอยู่เล็กน้อย แต่มันก็ดูเล็กมากอยู่ดีเมื่อมายืนอยู่กลางฝูงของบรรดาเด็กกีฬาห้องสอง ร่างนั้นอยู่ในชุดนักเรียนเต็มยศเพราะเพิ่งเข้าเรียนพร้อมรายงานตัวกับผู้อำนวยการเป็นวันแรก ผิดกับคนอื่นๆที่หลุดลุ่ยได้ไม่มีชิ้นดีไม่เว้นแม้แต่นักเรียนหญิงหน้าตาสวยหวาน สะพายกระเป๋าเป้สีน้ำเงินเข้ม สวมแว่น และท่าทางเด็กเรียนสุดๆ

                    หลงห้องหรือเปล่าวะนั่น

                    แนะนำตัวเลยจ๊ะ

                    คะ คือ…”

                    กรพินธุ์ได้แต่อึกอักพลางก้มใบหน้ามองพื้น มือของเขาเย็นเฉียบและหัวใจเต้นแรงแทบจะชาไปทั้งอกด้วยความประหม่าและตื่นเต้น เขาไม่ยอมเงยขึ้นสบตาใครๆและวาดหวังเหลือเกินว่าเพื่อนๆในห้องจะไม่ยิงคำถามที่ตอบยากมาให้เขาเพราะเขาจะตอบไม่ได้และไม่กล้าพูด

                    พูดซิจ๊ะ ไม่ต้องตื่นเต้น เพื่อนๆรอฟังอยู่จ๊ะ สู้ๆ

                    ผะ ผมชื่อชื่อกรพินธุ์…”เสียงแผ่วๆเอ่ยช้าๆ

                    ไม่ได้ยินอ้ะ พูดดังๆหน่อยดิ

                    ใช่ๆ เราอยู่ข้างหลังไม่ค่อยได้ยินเลย นายพูดว่าอะไรนะ

                    เพื่อนใหม่เป็นผู้ชายว่ะ นึกว่าเป็นทอมซะอีก

                    เงยหน้าหน่อยได้ไหม เรามองไม่เห็นหน้านายเลย

                    เด็กหนุ่มยิ่งตัวสั่น เมื่อเพื่อนๆเริ่มเสียงดังและเรียกร้องให้เขาแนะนำตัวใหม่ เขาไม่คุ้นชินเลยซักนิดกับการที่ต้องมาอยู่กลางหมู่คนเยอะๆ เขาชินที่จะอยู่กับเหลียงเจียงพี่เลี้ยงแค่สองคนและมีเพียงบรรดาบอดี้การ์ดคอยติดตามห่างๆอยู่ภายในบ้านเท่านั้น กรพินธุ์ลืมความรู้สึกยามที่ต้องยืนอยู่กับคนอื่นๆไปเสียแล้ว เขาลืมไปหมดแล้วว่าต้องทำตัวยังไงยามที่ต้องยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน

                    เขาไม่รู้เลย!

                    เอ้า เงียบๆ อย่ากดดันเพื่อน!”

                    ผะ ผมชื่อกรพินธุ์!”

                    น้ำเสียงเล็กๆพูดดังขึ้นมาหน่อยพอให้ทั้งห้องเงียบลงไปนิด กรพินธุ์ตอนนี้รู้สึกหน้ามืดชะมัดและมวนในช่องท้องไปหมดจนแทบจะวืดล้ม ให้ตายเถอะ เขาทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ

                    ชื่อแปลกจัง นายมาจากประเทศไหนน่ะ

                    ทะ ไทย ผมมาจากประเทศไทย

                    พวงแก้มขาวๆเริ่มมีสีแดงขึ้นมานิดๆ ห่าวซินที่ยืนอยู่ใกล้ๆยกมือขึ้นปิดปากแล้วเกิดความรู้สึกว่าอยากให้เจ้าพวกนั้นเห็นสีหน้านี้จริงๆ เด็กหนุ่มตัวเล็กที่เหมือนจะอยู่กันคนละโลกกับเด็กในห้อง เหมือนแสงสว่างกับก้นเหว(-_-)ยังไงยังงั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้มาอยู่ห้องนี้ทั้งๆที่บุคลิกน่าจะให้เข้าไปอยู่ห้องหนึ่งเสียมากกว่า

ไม่เข้าใจผู้อำนวยการเลยจริงๆ

                    เอาล่ะๆ เงียบๆก่อน เลิกถามเพื่อนเถอะ เอาไว้ว่างๆค่อยมาถามไถ่กันใหม่กรพินธุ์เธอมีชื่อจีนไหม?

                    เอ่อ มะ มีครับ

                    งั้นชื่ออะไรจ๊ะ คือครูออกเสียงไม่ค่อยได้อ่ะ ชื่อเธอเรียกยากชะมัด

                    ชื่อเหลยอู่ครับ จะเรียกว่าเหลยเหลยก็ได้…”

                    เหลยอู่อืม ชื่อแปลกจัง คนตั้งชื่อเขาตั้งแบบมั่วๆป่ะเนี่ย

                    คุณครูสาวยกมือขึ้นกุมคางพลางทำหน้าขบคิดกรพินธุ์ได้แต่ยิ้มแหยๆในคำวิจารณ์นั้นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าชื่อเขาทำไมถึงต้องเป็นเหลยอู่

                    เหลยคือชื่อที่พี่ซานเป็นคนตั้งแปลว่า ฟ้าร้อง

                    อู่คือชื่อที่ปาป๊าเป็นคนตั้งแผลงมาจากคำว่าอู่เย่ที่แปลว่า เที่ยงคืน

                    เมื่อเขาลองๆเอามารวมกันมันน่าจะได้ความหมายว่าฟ้าร้องในตอนเที่ยงคืน

                    คุณอาเหวินหยาบอกว่าที่ชื่อเขาฟังดูแปลกๆมันก็มีเหตุมาจากสองพ่อลูกนั่นก็คือลี่ซานและลี่เว่ยหวง พวกเขามีความเห็นไม่ตรงกัน ตัวลี่ซานตั้งใจจะให้ชื่อเหลยเฉยๆเอาพยางค์เดียวแบบเจ้าตัว แต่คนพ่อเขาไม่พอใจหาว่ามันไม่ไพเราะเลยคัดค้านสุดตัวบอกให้ชื่ออู่เย่แทน เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน การทุ่มเถียงกันของสองพ่อลูกจึงเกิดขึ้นอย่างน่ารำคาญ ร้อนถึงเหวินหยาที่จำเป็นต้องตัดปัญหาทิ้งโดยการนำเอาชื่อมารวมๆกันอย่างยุติธรรมแทน

                    เลยกลายเป็นชื่อแปลกๆอย่างที่เห็น

                    ปัญหาต่างๆก็คลี่คลาย

                    งั้นเธอไปนั่งตรงนู้นนะจ๊ะ แถวๆด้านหลังใกล้กับหน้าต่าง…”

                    อาจารย์นั่นมันข้างๆที่นั่งของหมอนั่นนะ เดี๋ยวเด็กใหม่ก็ได้วิ่งร้องไห้กลับบ้านตั้งแต่วันแรกหรอก!”

                    ใช่ครับหมอนั่นยิ่งอารมณ์ร้ายๆอยู่ด้วย

                    เปลี่ยนที่เถอะค่า!”

                    ครืดดด!!!

                    “…”ทั้งห้องเงียบเสียงของตนลงอีกครั้งจนแทบจะกลายเป็นห้องรกร้างในความรู้สึกของกรพินธุ์ เขาก้มหน้าลงและไม่ยอมเงยหน้ามองผู้มาใหม่เลยซักนิด จวบจนกระทั่งเสียงปังดังๆซึ่งก็คือเสียงกระแทกประตูปิดจะจบลง เสียงตึกๆจากการย่ำเท้าเดินค่อยๆก้าวเข้ามาใกล้กับกรพินธุ์

                    สายโด่งเลยนะยะแอชเชอร์ นี่ถ้านายจะสายขนาดนี้ทีหลังอย่ามาเลยย่ะ!”

เสียงตวาดแหลมของอาจารย์และการเรียกชื่อที่ฟังดูคุ้นๆทำให้เด็กหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาแอบมองคนที่เดินผ่านไปนิดๆ เพื่อนทั้งห้องกำลังทำสีหน้าแหยงๆ บางคนหน้าซีดเผือดและบางคนก็แทบจะซุกหลังเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ แผ่นหลังสูงๆกว้างๆนั่นช่างคุ้นตาเขาอย่างประหลาด แถมข้อมือยังมีสายรัดผ้าสีดำใส่ไว้เสียอีกเหมือนกับใครคนนั้น ยิ่งท่าเอามือซุกกระเป๋าเดินแบบนั้นอีก

                    เหมือนกับเพื่อนคนนั้นเลย

                    อ้อเอาเพื่อนใหม่ไปนั่งด้วยคนซิ เขาเพิ่งย้ายมาและมีที่นั่งตรงนั้นเหลืออยู่ที่เดียวพอดี

                    “…”

                    ทำไมต้องข้างผม

                    แอชเชอร์เดี๋ยวเถอะเจ้าเด็กคนนี้นี่!”

                    เด็กหนุ่มร่างสูงเอี้ยวตัวกลับมา เขาปรายตามองร่างเล็กๆที่ยืนกุมสายเป้ตัวเองแน่นก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมคล้ายไอ้เด็กปัญญานิ่มนั่นชะมัด

                    ตัวเล็ก ผิวขาว แต่ยังไม่เห็นหน้าเพราะเจ้าตัวเอาแต่ก้มหลบ

                    เดินไปกับเพื่อนเลยจ๊ะเหลยอู่แอชเชอร์ดูแลเพื่อนด้วย!”

                    แอชเชอร์…”

                    หือ?เจ้าของชื่อมุ่นคิ้วหนักเมื่อคนที่ถูกผลักจนปลิวถลามาหาเขาเอ่ยรียกแผ่วๆ เสียงคุ้นๆกลิ่นหอมๆ คุ้นโคตรๆ เหมือนกับนี่อย่าบอกนะว่า!

                    กรีน!”

                    เอช!! ~”

 

 

 

                    ติ๊งหน่องงงงง

                    เวลาพักกลางวันของเด็กวัยรุ่นหมุนเวียนมาอย่างเชื่องช้าในความรู้สึก กลุ่มคนมากมายในแต่ละห้องกรูออกไปจากประตูหรูราวกับน้ำป่าที่ไหลทะลัก วิ่งหน้าเริดตึงๆไปยังจุดหมายคือโรงอาหาร แหล่งรวมของกินที่ขึ้นชื่อว่าเด็ดประจำโรงเรียน เว้นเสียแต่ห้องๆหนึ่งที่ยังนิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหน แต่ละคนหิวโหยใจแทบขาด แต่ความอยากรู้นั้นมันมีมากกว่าจึงได้แต่อดทนพยายามทำทีเป็นเก็บของเชื่องช้าราวกับเต่าและคอยชำเลืองหางตาไปยังโต๊ะของเพื่อนใหม่กับเพื่อนร่วมห้องอย่างเนียนๆไร้รอยพิรุธ

                    นายมาที่นี่จริงๆด้วยแหะแอชเชอร์ยกมือขึ้นเท้าคางตะแคงใบหน้ามองคนข้างๆที่กำลังเก็บของลงใต้โต๊ะของตนอย่างมีระเบียบ

                    ก็ ก็อยากมีเพื่อนอ่ะ แหะๆ

                    พี่ชายขี้หวงของนายให้มาด้วยงั้นเหรอ นึกว่าจะโดนจับล่ามขังไว้ในหอคอยเสียอีก

                    ก็เกือบล่ะ…”เด็กหนุ่มพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วหันไปมองเด็กอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆกันผมเอาสายรัดมาคืนนายด้วย เดี๋ยวนะ ขอผมหาก่อนว่ามันอยู่ตรงไหน

                    ร่างเล็กก้มหน้าลงแล้วเปิดกระเป๋าเป้หาของที่ตนเก็บไว้อย่างดีนำมายื่นให้ตรงหน้าของเด็กหนุ่มที่ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขน

                    นี่ไง เอช นายดูซิ ผมเอามาคืนนายแล้วนี่ไง

                    อืมมมม

                    ดูซี่ ลุกขึ้นมาดูมือเล็กเขย่าไหล่เด็กหนุ่มเบาๆจนใบหน้าคมต้องตะแคงหันกลับมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาอมยิ้มนิดๆมองดูคนที่นั่งอยู่ข้างๆอวดโน่นอวดนี่ให้ดูราวกับรู้จักกันมานานเป็นชาติเศษ

                    ทีนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหมเสียงเล็กๆถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักผมเอามาคืนนายได้แล้ว นี่ไง

                    “…ก็ไม่รู้ซิ

                    แอชเชอร์…”กรพินธุ์รู้สึกหมดกำลังใจเล็กๆเมื่อได้ยินเสียงเรียบๆพูดใส่เหมือนไม่ค่อยยี่หระ เขาก้มหน้าลงกำมือเข้าหากันแน่น กลั้นน้ำตาที่แข่งกันขึ้นมาคลอหน่วยให้จางหายไป โดยไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มขี้แกล้งของคนที่ซุกหน้าอยู่กับแขนเลยซักนิด

                    จะเป็นก็เป็น

                    จริงอ่ะ!”

                    เออ เลิกทำหน้าปัญญานิ่มแบบนั้นได้ล่ะ ลุกๆไปกินข้าวมือใหญ่วางแปะลงบนกลุ่มผมนุ่มพร้อมกับขยี้ไปมาจนพองฟูเล็กน้อย กรพินธุ์จึงปัดมือนั้นออกเบาๆ

                    ผมยุ่งหมด…”

                    หึ ปัดแบบนั้นชาตินี้มันก็ไม่เข้าที่ให้นายหรอก เงยหน้าขึ้นดิ เดี๋ยวปัดให้แอชเชอร์จับปลายคางเล็กพลางดันให้เงยเชิดขึ้นเล็กน้อย ผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มนิ่มหยักศกตรงปลายเล็กๆแถมยังยาวจนปรกหน้าและเคลียไหล่บางๆราวกับเด็กผู้หญิง แอชเชอร์ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบกิ๊บสีดำเล็กๆออกมาไว้ในมือ ก่อนจะจับเส้นผมส่วนหน้าของกรพินธุ์ตลบไปไว้ทางด้านซ้ายของศีรษะ อวดเรียวหน้าเล็กๆและหน้าผากกลมนูนอย่างน่ารักให้ทุกคนเห็น

                    แอชเชอร์ยอมรับว่าเจ้านี่มันน่ารักจริงๆ โครงหน้าก็เรียวเล็กราวกับไข่ ปากนิดจมูกหน่อย ดวงตาเรียวๆกลมๆโดดเด่นเสียยิ่งกว่าตัวการ์ตูนในโทรทัศน์ ผิวหรือก็ขาวผ่องไปหมดราวกับชีวิตนี้ถูกเลี้ยงดูด้วยกลูต้า เขายังอดนึกไม่ได้เลยว่าหมอนี่ทำไมไม่เกิดมาเป็นเด็กผู้หญิงให้มันรู้แล้วรู้รอดไปแต่ก็นะ

                    มันเป็นผู้ชายก็สมตัวมันแล้วล่ะ ไม่ต่างกันเลย จะอยู่เพศไหนมันก็น่ารัก

                    ไม่เจอกันนานนายก็ยังปัญญานิ่มเหมือนเดิม เสื้อนอกเนี่ยจะใส่ทำไม ไม่อึดอัดเหรอ

                    อึดอัดนิดๆมือเล็กขยับเสื้อที่ตนสวมอยู่เล็กน้อย

                    งั้นก็ถอดออก มานี่ แต่งแบบนี้มันจะได้กลมกลืนกับชาวบ้านเขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือมาปลดรังดุมออกทั้งหมด เสื้อตัวนอกที่คล้ายกับโอเวอร์โค๊ทหกรังดุมสีเทาเข้มเกือบดำ ปกเสื้อสีตัดกันอย่างสีเขียวขี้ม้า มีกระเป๋าอยู่ตรงอกและมีตราโรงเรียนสีทองอยู่ตรงอกข้างซ้าย ความยาวของมันคุมสะโพก เข้ากับสีของกางเกงขายาวที่เป็นสีดำได้อย่างดี แบบเสื้อตัวนอกของนักเรียนชายกระชับช่วงลำตัวเล็กน้อยขับเน้นให้ผู้สวมดูสง่าและสวยงามราวกับเป็นชุดเดินแบบหาใช่ชุดนักเรียนไม่ แอชเชอร์คิดว่าเมื่อมันมาอยู่บนตัวของกรพินธุ์มันไม่ได้ส่งให้เจ้าตัวดูหล่อเหลา

                    มันน่ารักมากกว่า

                    ยิ่งเมื่อปกเสื้อมันยกสูงเล็กน้อย มีเส้นเนกไทสีนำเงินตัดแดงโผล่ออกมา กรพินธุ์ยิ่งดูน่ารัก

                    เหวี่ยงไว้แถวๆนี้แหละ ไม่หายหรอกมือใหญ่ลูบจัดทรงผมให้คนตัวเล็กอีกครั้งพร้อมกับเหวี่ยงเสื้อตัวนอกของกรพินธุ์พาดไว้บนเก้าอี้ เอื้อมมาคลายเส้นเนกไทปลดกระดุมออกและพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นสองสามทบ ก็เป็นอันพอใจแล้วสำหรับแอชเชอร์

                    ป่ะ ลุกขึ้น ไปกินข้าวได้แล้ว

                    อะ อืม

                    ร่างสูงผุดลุกขึ้นพร้อมกับเดินล้วงกระเป๋านำไปก่อน ปล่อยให้คนตัวเล็กลุกและวิ่งตามหลังไปช้าๆ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมห้องมากกว่าสิบชีวิตที่นั่งเกร็งตัวเงี่ยหูและตาฟังกันเป็นแถว

                    ภาพเมื่อครู่ทำเอาพวกเขาแทบอุทานด้วยความตกตะลึง คนอย่างแอชเชอร์เนี่ยนะจะจัดทรงผมให้ใคร แถมยังดูแลปานเป็นคนรักเสียจนน่าอิจฉา ถ้าไม่เห็นกับตาพวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ หมอนั่นอารมณ์ร้ายจะตายแถมยังรักสันโดษเสียจนเกินพอดี ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หนุ่มหล่อเพราะกลัวเจ้าตัวจะเกิดอาการหงุดหงิดและบันดาลโทสะกระทืบม้ามแตก แถมยังเกลียดการเซ้าซี้สุดชีวิต

                    ถ้าไม่เจ๋งจริงถูกรุมกระทืบหมู่ยกโรงเรียนไปแล้ว แต่ที่มันยังลอยหน้าลอยตาทำตัวหล่อๆได้อยู่ก็เพราะไม่เคยมีใครสามารถกระทืบมันได้น่ะซิคนอะไรจะเก่งรอบด้านขนาดนั้น

                    หมอนั่นรู้จักเหลยเหลยเหรอวะ

                    ดูท่าจะสนิทกันมากว่ะ เหลยเหลยรียกชื่อเล่นของมันด้วย!”

                    แม่งโคตรน่าอิจฉา เหลยเหลยน่ารักฉิบหาย!”

                    แล้วเรื่องเด็กใหม่ที่ย้ายเข้ามากลางเทอมสองและเป็นคนสนิทแนบชิดของแอชเชอร์ หนุ่มหล่อของโรงเรียนนานาชาติ ก็ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟราวทุ่งก็ไม่ปาน กลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโรงเรียนไปโดยปริยายเพราะต่างคนต่างก็รู้ถึงกิตติศัพท์ความบ้าบิ่นของแอชเชอร์ดี

                    ใส่ไว้ ฉันให้

                    เหมือนของนายเลยนะเอชกรพินธุ์ยกข้อมือข้างขวาที่มีสายรัดผ้าสีดำสวมอยู่ขึ้นมาดู มันเหมือนกับของอีกคนผิดตรงที่แอชเชอร์สวมข้างซ้าย

                    นั่งรออยู่นี่แหละเดี๋ยวฉันมา

                    นายจะไปไหน

                    ไปซื้อข้าวหรือนายซื้อเป็นล่ะศีรษะเล็กส่ายยิกๆก่อนจะทำตัวว่านอนสอนง่ายนั่งรออีกฝ่ายเงียบๆตามคำสั่ง เขารู้สึกดีสุดๆที่ตอนนี้ได้ก้าวเท้าเข้ามาในโรงเรียน ได้ร่ำเรียนร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆอย่างที่ใฝ่ฝัน แม้จะเกร็งแต่ก็สนุกสุดๆไปเลย กรพินธุ์แย้มยิ้มแทบจะตลอดเวลา นี่ซินะชีวิตของเด็กวัยรุ่นอย่างที่แอชเชอร์บอก

                    ครืดดดด ครืดดดดด

                    อ้ะ!”ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของตนสั่น เจ้าหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความดีใจ

                    พี่ซาน!”

                    […]

                    พี่ซานฮะ!”เขาร้องใส่โทรศัพท์ด้วยความดีใจ ลี่ซานยอมโทรมาหาเขาแล้ว

                    พี่

                    [เลิกเรียกเสียที กรีน]

                    คะ ครับ…”ใบหน้าเล็กหงอยลงเมื่อถูกดุ เจ้าตัวขยับแว่นที่สวมเล็กน้อยก่อนจะรอฟังสิ่งที่ลี่ซานกำลังจะพูดต่อไป หนึ่งอาทิตย์ที่แทบจะไม่ได้คุยกัน เขาเสียดายเวลาที่เสียไปเหลือเกิน อีกอาทิตย์เดียวเท่านั้นพี่ชายของเขาก็จะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ถึงจะได้เจอกัน

                    [เลิกเรียนกี่โมง]

                    สี่โมงครับ

                    [รออยู่ในโรงเรียนนั่นแหละอย่าออกไปไหน เข้าใจไหม]

                    ทำไม…”

                    [ฉันถามว่าเข้าใจไหม]

                    คะ ครับ

                    [ดีแล้วเป็นยังไง]

                    หมายถึงอะไรครับ

                    [เรียนน่ะ เป็นยังไง]

                    ดีครับ สนุกดีเจ้าตัวหน้าซีดเล็กน้อยเมื่อถูกน้ำเสียงเรียบๆคล้ายจะหงุดหงิดพูดใส่ ก่อนจะเอ่ยปากเล่าเรื่องในช่วงเช้าให้อีกคนฟังด้วยน้ำเสียงเริงร่า

                    กรีนมีเพื่อนใหม่ด้วยนะฮะ เขาชื่อแอชเชอร์!”

                    […]

                    พี่ซานก็เคยเจอด้วยนะฮะ คนนั้นไง คนที่ทำแผลให้กรีนที่จิมซาโจ่ย

                    [อืม…]

                    พี่ซาน

                    [อือ]

                    ตั้งใจทำงานนะฮะ กรีนจะรอพี่ซานมารับ

                    [อืม ตั้งใจเรียนล่ะ จำไว้ว่าเลิกเรียนแล้วให้รออยู่แต่ในโรงเรียน]

                    ครับมือเล็กกดปิดโทรศัพท์ก่อนจะเอียงใบหน้ามองดูคนตรงข้ามที่เท้าคางมองเขาเช่นกันด้วยความงุนงง

                    อะไรเหรอ?

                    กรพินธุ์เอ่ยถามแอชเชอร์ที่เอียงคอฟังด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ ตรงหน้ามีจานอาหารสองจานวางตรงหน้าเขาและเจ้าตัวมองหน้าผมทำไมเหรอ

                    นายรายงานทุกอย่างให้พี่ตัวเองฟังทุกวันหรือเปล่า

                    ก็อืม ทุกวัน

                    ให้ตายเถอะ!”

                    อะ อะไร!”กรพินธุ์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อแอชเชอร์สบถคำหยาบคายออกมา เขาเอามือเสยผมอย่างหงุดหงิด ขมวดคิ้วและจ้องกรพินธุ์ตาขวางราวกับไม่พอใจ

                    ฉันชักจะสงสัยแล้วนะว่าไอ้หมอนั่นมันเลี้ยงดูนายมายังไงกันแน่ มันเป็นเจ้าชีวิตของนายเหรอกรีน ถึงได้บอกทุกอย่างให้มันฟัง นายมีอะไรเป็นหลักยืนให้ตัวเองมั่งป่ะเนี่ย!”

                    “…”

                    ออกมาจากโลกแคบๆของนายได้แล้วกรีนนายก็คือนาย เป็นตัวของตัวเองน่ะทำเป็นไหมอย่าให้ใครมาคอยบงการชีวิตของตัวเองซิไอ้ปัญญานิ่ม!”

                    “!!!”

                    แม่งเกิดมากูก็เพิ่งจะเคยเจอแอชเชอร์กระแทกเสียงด้วยความหงุดหงิด ไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่กรพินธุ์แสดงออกเลยซักนิด

                    ฮือออฮือออ…”กว่าร่างสูงจะรู้ตัวและหยุดพูด กรพินธุ์ก็โชว์ความอ่อนแอของตัวเองออกมาเป็นสายเต็มใบหน้าซะแล้ว

                    เฮ้ยร้องไห้ทำไมแอชเชอร์ทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นดังนั้น เขากอดอกและไม่ยอมปลอบหรือพูดอะไรที่บรรเทาอาการน้อยใจของกรพินธุ์ออกมาเลยซักนิด แม้ลึกๆจะรู้สึกว่าตนพูดแรงไป แต่มีหรือที่คนอย่างแอชเชอร์จะเป็นฝ่ายไปปลอบคนอื่นก่อน ไม่มีซะล่ะ

                    ฮึกฮึกๆมือเล็กปาดซ้ายปาดขวาเช็ดน้ำตาให้ตัวเองแล้วก้มหน้าลง ไม่มีใครแตะอาหารตรงหน้าเลยซักนิด บรรยากาศดีๆเมื่อครู่ถูกทำลายลง กรพินธุ์กลืนอะไรไม่ลงแม้แต่อย่างเดียว

                    ผมขึ้นห้องแล้วนะ…”น้ำเสียงสั่นเอ่ยพูดพร้อมกับร่างกายเล็กบางจะลุกขึ้นก้าวจ้ำๆไปตามทางที่ตนเคยเดินผ่านมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ทิ้งไว้แต่เพียงร่างสูงที่ยังนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ดวงตาเรียวมองจานสองจานที่วางอยู่ตรงหน้าของตนนิ่ง เมินหนีและไม่สนใจจะกินมันเลยแม้แต่นิด ทั้งๆที่เมื่อครู่อุตส่าห์ไปต่อแถวซื้อมาให้หวังว่าจะให้อีกคนได้กินของโปรดของตนเอง

                    ปากหมาตลอดเลยกู…”

                    ตกเย็นวันนั้น

                    วันนี้ทั้งวันทั้งกรพินธุ์และแอชเชอร์ต่างอยู่ในโลกของตัวเองจนเป็นที่น่าอึดอัดแทนสำหรับผู้มอง เด็กใหม่ตาแดงก่ำ แม้จะนั่งอยู่ข้างๆแอชเชอร์แต่ก็ไม่เหลียวหันไปมองเลยแม้แต่นิด เช่นเดียวกับแอชเชอร์ที่ฟุบใบหน้าลงกับท่อนแขนตลอดเวลาจนกระทั่งหมดคาบเรียนลง

                    เอ่อ เหลยเหลย…”

                    คะ ครับ!”เด็กหนุ่มตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาทัก เธอคือหัวหน้าห้องนี้ซินะถ้าจำไม่ผิด

                    จับคู่ทำรายงานได้หรือยัง

                    รายงาน?

                    ขอโทษที นายคงจะงง คืออาจารย์เขาให้จับคู่ทำรายงานสองคนน่ะ นายเพิ่งเข้าเลยยังไม่ค่อยเข้าใจ

                    เอ่อ…”กรพินธุ์หน้าเสียไปเล็กน้อย แม้ตัวจะเรียนตามคนอื่นรู้เรื่องเพราะตอนอยู่ที่บ้านก็ได้เรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ที่ถูกจ้างมาสอน แต่ทำรายงานต้องจับคู่ทำ แล้วเขาจะไปคู่กับใคร ทุกคนดูมีคู่กันหมดเลย!

                    คู่กับเราไหมจ๊ะ เดี๋ยวเราไปบอกอาจารย์เองว่าจะขอเพิ่มกลุ่มเราเป็นสามคน

                    ดะ ได้เหรอ!”

                    ได้ซิ

                    ขอบ…”

                    นี่!”ทั้งเด็กสาวและกรพินธุ์สะดุ้งโหยงเมื่อแอชเชอร์ที่นอนซุกกับแขนอยู่ผงกหัวขึ้นมาแล้วตวาดเสียงดัง ดวงตาของเขาส่อแววไม่พอใจอย่างชัดเจน

                    อะไรของนายแอชเชอร์

                    เธอจะบ้าเหรอไงที่คิดจะจับคู่ทำสามคน ก็รู้อยู่ว่าห้องนี้มีสามสิบครบคู่พอดี จะเสนอหน้าไปให้เขาด่ากลับมาเหรอวะ

                    ก็ปกตินายทำเดี่ยวนี่นาหญิงสาวเท้าเอวตอกกลับเพื่อนร่วมชั้นที่ทำหน้าเหมือนจะงับหัวอยู่มะรอมมะร่อใครจะคิดว่าคนอย่างนายจะจับคู่กับคนอื่นเป็น

                    ก็จับแล้วนี่ไง!”

                    ใครอ่ะ เหลยเหลยเหรอ?

                    เออ!”

                    ไม่เอาอ่ะ

                    กรีน!”เด็กหนุ่มกดเสียงต่ำๆเป็นเชิงบังคับ เขาทำสีหน้าไม่พอใจใส่กรพินธุ์ก่อนจะหันไปโบกมือไล่เด็กสาวที่ยืนอยู่ให้ออกไปให้พ้นๆ เธอทำตาขวางใส่แวบหนึ่งแต่ก็ยอมเดินออกไปเสียแต่โดยดี บนโต๊ะจึงเหลือแต่ทั้งสองคนเท่านั้นที่มองตากันอย่างเคืองๆ

                    คู่กับฉัน

                    ไม่เอา

                    อย่ามาทำตัวไร้สาระ ไม่คู่กับฉันแล้วนายจะคู่กับใครมิทราบ

                    คู่กับหัวหน้าห้อง

                    เขามีคู่กันหมดแล้วเถอะ!”

                    ก็ผมไม่อยากคู่กับนายนี่

                    ปัง!

                    เฮือกเด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อแอชเชอร์ตบโต๊ะดังปัง แล้วเขาก็แทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบเมื่อดวงตาของเจ้าตัวนั้นช่างดูดุดันไม่ได้ต่างไปจากลี่ซานตอนเริ่มโกรธเลยซักนิด

                    จะคู่ไหม!”เขาตะคอกถามอีกครั้งด้วยเสียงขุ่นๆ แล้วกรพินธุ์นั้นจะตอบเป็นอย่างอื่นได้ยังไงนอกเสียจาก

                    คะ ครับ

..................................................

                    100% ครบจ้ะ

                    ในที่สุด น้องก็ได้ไปโรงเรียนเสียที มีเพื่อนหล่อๆมาดูแลเป็นใครก็ฟินใช่มะ เรื่องนี้ไรต์ว่าเราจะทำไม่กี่ตอนจบเนื่องจากว่าเรานั้นเขียนฉากให้มันหวานไม่ค่อยจะเป็นนั่นเอง แต่เรื่องทำร้ายตัวละครนี่ล่ะถนัดนัก หวานก็หวานเกินไป ดราม่าก็เศร้าเกินไป กลุ้มใจ -__-

 

                    ปล.เรื่องนี้มันมีคนอ่านหรือเปล่านะ เห็นวิวมันน้อยๆเม้นไม่ค่อยจะมี หรือจะต้องเลือดสาดแบบพี่โซชิดี ฮ่าๆๆ

ความคิดเห็น