ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 2 กรงที่มองไม่เห็น

ชื่อตอน : CHAPTER 2 กรงที่มองไม่เห็น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2559 19:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 2 กรงที่มองไม่เห็น
แบบอักษร

 

CHAPTER 

กรงที่มองไม่เห็น

 

 

 

                    “…ใช่ทำตามที่ฉันบอกรับนัดไปบอกมิสเตอร์เอวารอฟว่าฉันว่างให้ได้แค่วันนั้นเท่านั้น อืม

                    เช้าวันหนึ่งในแถบชานเมืองที่ห่างไกลจากผู้คน ในคฤหาสน์หลังโตสไตล์ยุโรปผสมผสานกับวัฒนธรรมของจีนได้อย่างลงตัวและสวยงาม ซึ่งกินเนื้อที่ไปมากกว่าร้อยไร่เพียงเพื่อตั้งตัวคฤหาสน์ให้ตระหง่านน่าเกรงขาม ไม่นับรวมพื้นที่ยิบย่อยอีกหลายร้อยที่ใช้ปลูกสร้างส่วนต่างๆและสิ่งสวยงามอย่างสวนดอกไม้มากมาย รวมถึงแอ่งน้ำขนาดกว้างที่มีศาลาเล็กๆตั้งอยู่ริมบ่อ

                    มีไว้เพื่อเอาใจใครบางคนที่ซึมเศร้าทุกครั้งยามคล้อยหลังจากทายาทตระกูลลี่

                    “…อีกสองอาทิตย์ฉันจะกลับ

                    และในขณะเดียวกัน ภายในคฤหาสน์หลังโตหรูหราที่ประดับตกแต่งอย่างตระการตาเต็มไปด้วยสิ่งสวยงามมากมายล้ำค่าที่ใครๆเห็นก็พากันชวนตะลึง ยังมีร่างสูงแกร่งของบุรุษผู้หนึ่งยืนทอดกายอยู่เพียงลำพัง

                    ในมือถือโทรศัพท์แนบกับใบหูหันกายออกไปยังทิศทางนอกหน้าต่างบานโตที่สูงจรดเพดาน เหมือนๆกับผ้าม่านสีเข้มที่เปิดแง้มเอาไว้เพียงนิดตามเจตนาของเจ้าของร่างสูง เขากดปิดโทรศัพท์เมื่อเห็นว่าการพูดคุยธุระเสร็จสิ้น พลางทอดสายตามองเบื้องล่างด้วยทีท่าที่อ่อนลง

                    ปีนี้กรพินธุ์อายุสิบห้าแล้วใช่ไหมเสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบรอบตัวลง ลี่ซานจงใจพูดขึ้นลอยๆออกมาก่อนที่เงาของบุรุษสองนายจะค่อยๆโผล่ออกมาจากเงามืดเบื้องหลัง

                    ครับนาย ปีนี้คุณหนูอายุสิบห้าแล้วเอเลน ลูกน้องคนสนิทของลี่ซานเป็นผู้เอ่ยตอบ ชายผู้ที่มีรูปร่างสูงหนากว่าชาวฮ่องกงทั่วไปด้วยเพราะมีเชื้อสายของชาวออสซี่อยู่ในตัวถึงหนึ่งส่วนสี่ เป็นเหตุให้ดวงตาคู่นี้กลายเป็นสีเขียวมรกตผิดกับเค้าโครงใบหน้าที่เป็นเอเชีย

                    แต่วันเกิดของคุณหนูเมื่ออาทิตย์ก่อน นายไม่ได้มาอวยพรให้เขานะครับ อย่าลืมซะล่ะแอเรียล พี่ชายฝาแฝดของเอเลนเป็นผู้เอ่ยประโยคขึ้นมาต่อจากน้องชายของตน เขาลอยหน้าลอยตาไปมาเมื่อเห็นดวงตาคมๆของน้องชายมองมาอย่างดุๆในความสอดรู้ไม่เข้าเรื่องของเขา แอเรียลเตี้ยกว่าน้องชายตัวเองถึงสิบสี่เซ็นต์ เขารู้สึกหมั่นไส้เอเลนไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อส่องกระจกแล้วพบว่าใบหน้าของตนนั้นหวานกว่าเอเลนถึงขนาดไหน

                    เป็นฝาแฝดกันแท้ๆ!

                    งั้นฉันควรจะทำยังไงล่ะ เดินไปอวยพรให้เขาทั้งๆที่มันผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วอย่างนั้นเหรอ

                    อย่าประชดซิครับเจ้านาย ท่านใช้วิธีนี้มาทุกปีจนคุณหนูเขาจำได้แล้วครับแอเรียลพูดอย่างเคืองๆ พลางมองดูเจ้านายของตนผินใบหน้ากลับมาจากการมองสิ่งเบื้องล่าง

                    ลี่ซานในวัยยี่สิบสี่ ประธานสูงสุดในเครือของ R.TT กรุ๊ปในปัจจุบัน เจ้าของอสังหาริมทรัพย์และแบรนด์ดังต่างๆมากมายที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วทุกที่ในโลกของการค้า ฉากหน้าคือการเป็นนักธุรกิจทรงอิทธิพลและเป็นเบื้องหลังของนักการเมืองและวงการเหล่าสีของกองทัพ เขามีงานและเป็นเจ้าของทั้งในโลกของแสงสว่างและด้านมืด ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา นักค้าอาวุธที่เป็นใหญ่ในแดนเอเชีย รวมถึงในเขตยุโรปบางพื้นที่

                    เพราะมีหลายตระกูลและหลายแก๊งเหลือเกินที่ติดต่อทำธุรกิจกับเขา

                    เจ้าเด็กนั่นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่

                    เย็นชาจริงๆเลยนะครับเจ้านายแอเรียลส่ายศีรษะไปมา ขณะเดินมาประชิดที่บานหน้าต่างอีกบานแล้วมองลงไปเบื้องล่าง ที่ที่มีร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งนั่งพรวนดินอยู่กับพี่เลี้ยงตรงนั้น

                    เด็กหนุ่มที่ขนาดมองจากที่สูงๆอย่างชั้นสอง ยังสามารถมองเห็นได้ว่ามีใบหน้าหมดจดถึงขนาดไหน

                    คุณกรีนคงเหงาเนอะเอเลน

                    เงียบเดี๋ยวนี้เลยแอเรียล อย่าก่อหวอด!”เอเลนกระซิบเสียงลอดไรฟันหลังจากที่ได้ฟังน้ำเสียงยียวนกวนประสาทจากพี่ชายของตน

                    พวกเขาอายุน้อยกว่าลี่ซานเพียงแค่หนึ่งปีจึงนับได้ว่าสนิทสนมจนสามารถเล่นหัวกันได้อย่างไร้ข้อกังขา แต่มันก็แค่ตอนที่อยู่กันตามลำพังเท่านั้น หาใช่ตอนที่อยู่ต่อหน้าเหล่าลูกน้องระดับล่างไม่ แอเรียลนั้นไม่ค่อยจะเกรงกลัวเจ้านายของตนมากนัก เขามักจะพูดและทำอะไรตรงๆอยู่เสมอ จนบางครั้งเอเลนก็มองว่ามันเป็นการกวนประสาทเจ้านายดีๆนี่เอง

                    ไปตามกรพินธุ์ขึ้นมาพบฉันเดี๋ยวนี้

                    ครับนายเอเลนรับคำก่อนจะโค้งตัวลงและลากฝาแฝดของตนที่โวยวายไม่พอใจออกไป

 

 

 

                    ก๊อกๆๆ

                    พี่ซานนนน

                    เข้ามาซิกรีนทันทีที่เสียงตอบรับจบลง ประตูห้องนั่งเล่นก็เปิดผลัวะออกด้วยเรี่ยวแรงที่มากจนเกือบจะทำประตูพัง แล้วร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งก็ถลาวิ่งเข้ามากระโดดกอดร่างที่สูงกว่าอย่างคิดถึง

                    พี่กลับมาตอนไหนอ่ะ กรีนไม่เห็นจะรู้เลยครับว่าพี่กลับมาแล้วน้ำเสียงร่าเริงสมกับเป็นเด็กผู้ชายแต่ทว่าอ่อนหวานกว่าเป็นกองพูดขึ้น เจ้าตัวโอบกอดรอบลำคอของพี่ชายที่ตนรักแน่นแล้วซบใบหน้าลงกับอกแกร่งประจบประแจงอย่างที่เคยทำจนอีกฝ่ายกระตุกยิ้ม

                    กลับมาเมื่อคืนตอนตีสี่นายไม่รู้หรอกกรีน ฉันเข้าไปดูนายเห็นเอาแต่นอนอยู่เลยไม่อยากกวน

                    กรีนตื่นได้อยู่แล้วครับ!”เด็กหนุ่มพูดอย่างงอนๆรีบๆตื่นจะได้มาอยู่กับพี่ซานไง

                    เด็กหนุ่มทำหน้าหงอยลงก่อนจะหลุบตาลงต่ำอย่างทำตัวไม่ถูก เมื่อสบสายตากับคนที่มากอายุกว่าเข้าโดยบังเอิญนานๆทีกว่าที่คนทั้งคู่จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามประสาพี่น้องทั่วไป พี่ซานนั้นงานยุ่งอยู่ตลอด ยุ่งจนแม้บางครั้งหนึ่งปี กรพินธุ์จะได้เจอกับลี่ซานแค่ครั้งเดียว

                    เด็กหนุ่มไม่กล้าบอกใครๆว่าตนนั้นรู้สึกเหงา เขาติดพี่ชายคนนี้มากจนไม่ยอมห่างกายไปไหน หลังจากที่ถูกลักพาตัวไปโดยคนที่แอบแฝงเข้ามาในตระกูลคราวนั้น กรพินธุ์กลายเป็นเด็กที่ขี้กลัวมากกว่าเดิม เขาถูกสั่งให้งดไปโรงเรียนและอยู่แต่กับบ้าน ห้ามออกไปไหนและย้ายที่อยู่อย่างไม่มีเหตุผล เขารู้สึกเหมือนตนเองนั้นไม่มีตัวตน แม้จะได้อยู่แต่ในที่ดีๆมีแต่สิ่งดีๆและสวยงามมาประเคนให้ถึงที่ก็ตามแต่มันก็ไร้ความหมาย

                    ตอนนั้นเขายังเด็กและตามใครไม่ทัน เว่ยหวงและลี่ซานสั่งอะไร กรพินธุ์ก็ทำตามทุกอย่างโดยไม่มีข้อโต้แย้งอะไรเลย ให้ทำอะไรก็ทำ กว่าจะรู้ตัวว่าโดนขังมันก็ผ่านมาหลายปีเสียแล้ว

                    นานจนเขาเริ่มชินกับการมีชีวิตอยู่แต่กับคนหน้าเดิมๆและวิถีการดำรงอยู่แบบเดิมๆ

                    ปาป๊าไม่เท่าไหร่เพราะเขายังกล้าที่จะเข้าไปออดอ้อนและเล่นด้วยอย่างคุ้นเคย บางครั้งก็รู้สึกว่าท่านนั้นคือพ่อแท้ๆของตัวหาใช่เพียงแค่พ่อบุญธรรม แต่กลับกันกับลี่ซานกรพินธุ์ไม่ค่อยกล้าซักเท่าไหร่นัก แม้จะอยากอยู่ใกล้กับพี่ชายคนนี้มากกว่าปาป๊า แต่อะไรบางอย่างที่เขารู้สึกกลับฉุดรั้งให้เด็กหนุ่มถอยห่างออกมาอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

                    เขารู้สึกว่ามันแปลกๆเวลาที่เดินเข้าไปกอดร่างที่สูงกว่าอย่างคิดถึง รู้สึกว่าทำตัวไม่ถูกยามที่สบตากับดวงตาเรียวรีสีนิลคู่นั้น กรพินธุ์อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร แต่เขารู้ว่าตนนั้นรู้สึกเกรงกลัวอย่างหนัก หากว่าเขาเล่าว่าตัวเองนั้นได้พูดคุยกับใครบ้างในวันนี้ให้พี่ชายฟัง

                    โดยเฉพาะหากเล่าว่าคุยกับคนงานในสวนที่เป็นลุงผู้ชายหรือบอดี้การ์ดคนอื่นๆที่เพศเดียวกับตน ดวงตาของพี่ซานจะเย็นเยียบลงจนน่ากลัว พลอยทำให้เขาหวั่นในอกไปด้วยจนไม่กล้าพูดคุย

                    และในที่สุด เขาก็ไม่เคยสบตาหรือทำอะไรอย่างการเข้าใกล้ร่างของพี่ชายแบบประชิดตัวอีกเลย นอกจากกอดบ้างในบางครั้งเท่านั้นกรพินธุ์ไม่อยากให้ลี่ซานเหินห่างจากตัว เพราะถึงยังไง เขาก็รักพี่ชายคนนี้มากอยู่ดี

                    แล้วพี่จะอยู่กับกรีนนานไหมครับเขาถามขณะที่พาร่างของตัวเองลงนั่งเรียบร้อยอยู่ข้างๆ

                    สองอาทิตย์

                    ว้าว ตั้งสองอาทิตย์แน่ะไม่อยากจะเชื่อเลย!”เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง เพราะปกติหากว่าลี่ซานมาหาเขา ร่างสูงจะอยู่ได้ไม่เกินสามวันแท้ๆ

                    พี่พาผมไปจิมซาโจ่ยได้ไหมฮะ นะครับนะมือบางเกาะหมับที่ท่อนแขนหนาพร้อมทั้งเขย่าด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เขาไม่ค่อยได้ออกไปไหนไกลๆมากนัก กว่าจะได้ออกไปทีก็ต้องโทรมาขออนุญาตจากลี่ซานเสียก่อนถึงจะได้ไปในแต่ละครั้ง บางทีก็ถูกห้ามไม่ให้ไป และถึงแม้เขาจะอนุญาตกรพินธุ์ก็ไม่เคยได้ออกไปจากบ้านเกินห้าชั่วโมงเลยซักครั้ง แล้วออกไปทีก็เหมือนกับว่าเขาเป็นนักโทษคดีร้ายแรงก็ไม่ปาน เมื่อคนของพี่ซานล้อมหน้าล้อมหลังเขาเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็เห็นแต่ชุดดำๆและร่างหนาๆเยี่ยงตึกของบรรดาบอดี้การ์ดหน้าร้ายๆเดินล้อม

                    อันตราย

                    “…กรีนอยากไปดวงตาสีน้ำตาลเข้มหม่นลง แค่คำสองคำที่เอ่ยออกมาเขาก็รู้แล้วว่าไม่มีทางที่ลี่ซานจะพาเขาไปพี่ซานพากรีนไปหน่อยไม่ได้เหรอ…”

                    มันอันตราย

                    “…”กรพินธุ์เงียบอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆอีกต่อไป เขารู้ว่าหากดึงดันขอร้องต่อไป ลี่ซานจะเริ่มอารมณ์เสียและพาลหงุดหงิดไปทั้งวัน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเงียบ

                    “…แล้วเรียนเป็นยังไงบ้างล่ะร่างสูงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคนข้างๆตัวเงียบเสียงของตัวเองไป

                    ดีครับไม่มีปัญหาอะไร

                    ดีแล้ว

                    “…”

                    ไปแต่งตัวไป เดี๋ยวจะพาไปจิมซาโจ่ย

                    !!

                    เร็วๆเข้า

                    ครับ!”ร่างบางเล็กยิ้มกว้างด้วยความยินดีเมื่อลี่ซานบอกว่าจะพาไป เขาผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปจากห้อง เสียงที่ดังตึงๆราวกับตึกจะถล่มเรียกรอยยิ้มของลี่ซานให้จุดตรงมุมปากได้อย่างไม่ยากเย็น เขาหันไปหาลูกน้องคนสนิททั้งสองที่ยืนรออยู่ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเรียบ

                    จัดคนให้พร้อมด้วยล่ะ

                    ครับ

 

 

 

                    ว้าวววว~

                    ท่ามกลางผู้คนที่เดินกันให้ขวักไขว่ มีทั้งชายหญิงวัยรุ่นไปจนถึงวัยชราที่เป็นนักท่องเที่ยวมาเดินดูหาซื้อสิ่งของ สิ่งปลูกสร้างที่ผสมผสานวัฒนธรรมทั้งจากจีนและตะวันออกที่เข้าคู่กันได้อย่างงดงามและลงตัวจนถูกขนานนามว่าเป็นแหล่งดึงดูดและสัญลักษณ์ของเกาะแห่งนี้

                    จิมซาโจ่ย คือสถานที่แหล่งท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยสถานที่อันหลากหลาย มีทั้งการเดินทางแบบรถเมล์ เรือเฟอร์รี่ หรือรถไฟให้เลือกเดินทางได้ทุกๆระดับ มีร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง และพิพิธภัณฑ์ รวมถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆให้ได้เดินดูกันอย่างไม่รู้จบ อีกทั้งเป็นแหล่งการคมนาคมที่นักลงทุนมักจะไม่มองข้าม กรพินธุ์มองทุกอย่างตาโต ตื่นเต้นและดีใจที่ได้เห็นจิมซาโจ่ยของจริง ไม่ใช่จากในโทรทัศน์อย่างทุกที

                    แล้วอย่าเดินไปไหนเองล่ะ เข้าใจไหมน้ำเสียงเรียบๆที่กรพินธุ์คุ้นเคยดังขึ้นแถวศีรษะของเขา กรพินธุ์พยักหน้าแรงๆก่อนจะสอดมือเข้ากับอุ้งมือใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ

                    กรีนไม่เดินหลงแน่ๆครับ!”

                    แล้วมือเล็กๆก็จับจูงมือของลี่ซานให้เดินไปทางโน้นทีทางนี้ทีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เห็นอะไรสวยและถูกใจ เจ้าตัวก็ร้องขอเอาอย่างน่ารัก จนตอนนี้สองมือของเหล่าลูกน้องเต็มไปด้วยสิ่งของแปลกๆในสายตาของกรพินธุ์เสียแล้ว

                    นั่งรอฉันกับเหลียงเจียงตรงนี้ล่ะ อย่าไปไหนเข้าใจไหม

                    ครับใบหน้าอันอ่อนเยาว์พยักขึ้นลง ก่อนจะมองดูร่างสูงสง่าของลี่ซานเดินห่างออกไปหลายสิบก้าวเพื่อคุยโทรศัพท์กับใครซักคน เด็กหนุ่มมองไปรอบกายๆและส่ายหัวไปมาเมื่อเหลียงเจียง พี่เลี้ยงของตนเอาแต่พร่ำถามว่าเหนื่อยหรือหิวน้ำไหมอยู่ทุกๆสามนาที

                    มองอะไรหรือคะคุณหนู

                    มันคือเครื่องกดน้ำอัตโนมัติใช่ไหมฮะ

                    ไหนคะอ้อ ใช่ค่ะ มันคือกดน้ำอัตโนมัติเหลียงเจียงตอบด้วยรอยยิ้ม เมื่อดวงตากลมโตเงยขึ้นถามเธอด้วยความอยากรู้ เด็กหนุ่มตรงหน้าที่ว่ากันตามจริงแทบจะไม่เคยได้ออกไปไหนนอกจากจะอยู่แต่ในคฤหาสน์ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ไม่แปลกเลยซักนิดที่เขาจะแสดงอาการอยากรู้อยากเห็นจนมากเกินพอดีเช่นนี้ออกมา

                    กรพินธุ์ในวัยสิบห้าที่แสนจะโดดเด่นและสวยงามราวกับแก้วล้ำค่าในตู้โชว์ มีทั้งดวงหน้าที่หมดจดลงตัวและอ่อนหวาน ทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบบนใบหน้าของเขาช่างน่าเอ็นดูและให้ความรู้สึกว่าอยากถนอมความสวยงามนั้นไว้ ไม่ให้ใครๆมาทำให้ความงามนั้นหม่นหมอง อีกทั้งดวงตากลมๆนั้นก็ดูซื่อและไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เหมือนกับเด็กเล็กๆที่ไม่เคยออกไปเผชิญกับโลกภายนอกเลยซักครั้ง บวกกับพวงแก้มสีชมพูและริมฝีปากเล็กๆสีแดงเรื่อ เหลียงเจียงก็ยิ่งรักและหลงเมื่อได้เพ่งมอง มองดูสิ่งสวยงามนั้นขยับเจรจา

                    รูปร่างหรือก็เล็กบางเสียยิ่งกว่าเด็กสาวทั่วไป กรพินธุ์เป็นชาวไทยแต่กำเนิด  เฉลี่ยความสูงห่างจากชาวฮ่องกงไปไม่กี่มากน้อย แต่คุณหนูของเธอตัวเล็ก เล็กเสียยิ่งกว่าเธอที่ถือว่าเตี้ยมากแล้วสำหรับหญิงฮ่องกงทั่วไป จึงดูเหมือนเด็กประถมไปบ้างในบ้างครั้งหากมองผ่านๆหรือไม่พินิจพิศดูดีๆ

                    พี่เจียง

                    คะ?

                    กรีนขอลองกดมันหน่อยได้ไหมครับเขาเอ่ยปากขอดวงตาเป็นประกาย แต่พี่เลี้ยงสาวกับส่ายศีรษะไปมา

                    รอท่านซานก่อนดีกว่านะคะ

                    โถ่ เดี๋ยวเดียวเอง นะครับนะ

                    ไม่ได้ค่ะคุณหนูหญิงสาวเปล่งรอยยิ้มยามที่มองดูใบหน้าขาวๆนั่นเบ้ออกเอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวพี่เจียงไปกดมาให้คุณหนูลองดื่มดีไหมคะ?

                    ดีครับดี!”มือเล็กๆจับมือของพี่เลี้ยงแล้วเขย่าๆด้วยความดีใจ รอจนร่างของเธอเดินไปที่ตู้ขายน้ำอัตโนมัติแล้วฉวยจังหวะลุกขึ้นเร้นกายหายออกไปอีกทาง ซึ่งเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนล้อมเขาเป็นวงไม่สามารถมองเห็นได้เลย เนื่องจากเขาตัวเล็กและค่อยๆย่อกายคลานไปตามพื้น

                    โชคอาจจะเข้าข้างด้วยก็ได้ที่เหล่าบอดี้การ์ดพากันยืนหันหลังให้เขา

                    ไปไหนดีน้า~เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นเต้นก่อนจะออกตัววิ่งไปยังทิศทางหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทิ้งไว้แต่เพียงความเกรี้ยวกราดด้านหลังที่แทบจะกลายเป็นแรงหมุนของพายุพัดถล่มจิมซาโจ่ยให้เละเป็นจุล จากอารมณ์อันร้ายกาจของลี่ซานที่หาตัวของเด็กหนุ่มไม่เจอ

                    โอ๊ย!”

                    เดินยังไงของนายเสียงเข้มๆเสียงหนึ่งดังอยู่เหนือหัวของกรพินธุ์ หลังจากที่วิ่งทะเล่อทะล่าไม่ดูทางจนชนเข้าให้เต็มๆกับคนที่เดินสวนกัน เขาแทบจะล้มลงไปกองกับพื้นหากก็ได้มือของใครคนหนึ่งรั้งเอวเอาไว้ไม่ให้หงายหลัง

                    ขะ ขอโทษครับ

                    เดินดูทางหน่อยดิคนตรงหน้าของกรพินธุ์คือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สูงมากกว่าเขาเกือบหนึ่งช่วงแขน แม้ว่าความสูงระดับนี้จะคล้ายๆกับพี่ซาน แต่กรพินธุ์ก็คิดว่าพี่ซานสูงกว่าอยู่ดี อาจจะหนึ่งฝ่ามือหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย

                    เป็นเด็กเป็นเล็กมาเดินคนเดียวได้ยังไง หรือว่าหลงทางกันล่ะ

                    “…”กรพินธุ์ขมวดคิ้ว ไม่พอใจที่เขาทำเหมือนว่าตัวเองนั้นอายุมากกว่า แต่เท่าที่ดูแล้วก็น่าจะเท่าๆกันไม่ใช่หรือไง

                    ถามก็ไม่ตอบ นายเป็นนักท่องเที่ยวหรือเปล่าเด็กหนุ่มส่ายหน้า

                    งั้นก็ตอบดิ เป็นใบ้เหรอเขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจในตัวของเด็กหนุ่มตรงหน้าเล็กๆเมื่ออยู่ๆก็มาหาว่าเขาเป็นใบ้ กรพินธุ์ได้แต่เงยหน้ามองก่อนจะถอยห่างออกมาไม่ยอมตอบอะไรออกไป

                    หยิ่ง!”เด็กหนุ่มตัวสูงสบถลั่นด้วยความไม่พอใจ เขาเดินฉับๆผ่านร่างของกรพินธุ์ไปโดยใช้ไหล่ที่หนากว่าเป็นเท่าตัวกระแทกซีกร่างเล็กๆนั่นจนกระเด็นเท่านั้นเอง เสียงร้องไห้เล็กๆของเด็กวัยสิบห้าก็ดังขึ้นลั่นถนน ผู้คนต่างก็พากันตกใจและชี้ชวนให้ดูร่างของเด็กที่เตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานบนพื้น และมีบางส่วนก็ชี้ไปที่เด็กหนุ่มร่างสูงที่ทำหน้าอึ้งเหวอ ไม่คาดคิดว่าแค่สะกิดมันจะกระเด็นไปไกลและแหกปากร้องไห้ดังถึงขนาดนี้ออกมา

                    ฮือออๆๆ

                    นะ นี่หยุดร้องไห้นะ!”

                    ฮืออออๆๆๆ!”

                    โว๊ย!”

                    แงงงงงง๊!”และดูเหมือนอาการเก่าๆของกรพินธุ์จะกำเริบขึ้นมากะทันหัน เมื่อยิ่งห้ามก็เหมือนจะยิ่งเป็นการยั่วยุขั้นสุดยอดสำหรับเขา เด็กชายกรพินธุ์ยิ่งร้องไห้หนักเมื่อมีคนมาตวาดและพยายามห้ามไม่ให้เขาร้องไห้

                    เงียบดิวะเฮ้ย!”เด็กหนุ่มอีกคนเองก็ทำอะไรไม่ถูก เขาเริ่มอายขึ้นมานิดๆเมื่อมีหลายๆคนเริ่มวิจารณ์ว่าเขาคือคนที่รังแกเด็กตัวเล็กๆให้ร้องไห้กลางถนน สุดท้ายเมื่อทำยังไงร่างตรงหน้าก็ยังไม่หยุด เขาจึงกระชากแขนเล็กๆนั่นให้ลุกขึ้นยืนแล้วจับแบกขึ้นพาดบ่าวิ่งลิ่วหายไปจากผู้คน

                    แฮ่กๆๆ!”

                    เด็กหนุ่มหอบจนตัวโยนก่อนเหวี่ยงร่างที่แบกอยู่ลงพื้นดังตุบ!

                    ฮืออออๆๆๆเจ็บๆ!”กรพินธุ์กรีดร้องไม่เป็นภาษา มือจับก้นของตนที่กระแทกพื้นโดยแรงแล้วเงยหน้ามองคนที่ยืนค้ำอยู่เหนือหัวนิสัยไม่ดี!”

                    เดี๋ยวก็ต่อยปากแตกเสียหรอกอย่าคิดว่าเป็นเด็กแล้วฉันจะไม่กล้านะ!”

                    ผมไม่ใช่เด็ก!”กรพินธุ์ลุกขึ้นเถียงเสียงดัง เขามั่นใจว่ายังไงคนตรงหน้าก็ต้องรุ่นเดียวกันกับเขา ไม่มีทางเสียล่ะที่จะอายุมากกว่า

                    ถอนคำพูดของนายเดี๋ยวนี้!”

                    ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๊ย ถอนบ้าถอนบออะไร นี่นายดูละครมากไปหรือเปล่าวะ!”

                    ไม่มีมารยาท เลว!”นิ้วเล็กๆชี้ใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่มร่างสูง หนุ่มน้อยผิวขาวใบหน้าเรียวดวงตาชั้นเดียวแต่ทว่าเรียวคม สวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนต์สีดำ สายรัดข้อมือผ้าสีเดียวกันและสะพายเป้ใบใหญ่ไว้บนบ่า เขาสะบัดหัวอย่างรำคาญ มองกรพินธุ์ราวกับศัตรูก่อนจะจับกระชับเป้บนหลังแล้วเดินหนีออกไป ร้อนถึงกรพินธุ์ที่ยังไม่ได้รับคำขอโทษ ขาเล็กวิ่งเร็วจี๋ไปดักคนที่สูงกว่าไว้อย่างอาจหาญ พลางตะโกนด่าเสียงดังจนก้องสวนสาธารณะขนาดใหญ่

                    ทำคนอื่นแล้วไม่ยอมขอโทษ!”

                    นี่ไอ้เด็กบ้าฉันไม่ได้มีเวลามาเล่นชี้นิ้วด่ากับแกมากนักหรอกนะ ถอย!”

                    ขอโทษซิ!”

                    ก็บอกให้ถอยไงวะ!”

                    พลั่ก!

                    อึ่ก!”

                    !! เด็กหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจถึงขีดสุด เมื่อเขาเพียงแค่ตั้งใจจะสะบัดแขนให้หลุดพ้น หาใช่จะเหวี่ยงร่างเล็กๆนั้นให้ปลิวกระเด็นซ้ำสอง เขายืนอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ได้แต่มองกรพินธุ์ตะเกียกตะกายพาร่างของตนเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากบนพื้น

                    ฮือๆๆ…”

                    “…”

                    พี่ซานพี่ซาน…”ปากเล็กเรียกหาใครซักคนเสียงสั่น พาลทำให้คนที่ยืนมองอยู่กำมือแน่นด้วยความสงสาร ดวงตาเรียวหลุบต่ำก้มลงมองหัวเข่าสีแดงช้ำที่ไถลครูดไปกับพื้นอย่างใจหาย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันมั่วอยู่ในอก เขากัดฟันแล้วย่อตัวลงกระชากเรียวแขนเล็กๆให้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ออมแรงนักก่อนจะเหวี่ยงคนที่เอาแต่ร้องไห้ขึ้นหลัง พาเดินลับหายไปในทิศทางหนึ่ง

                    ทำไมมันขี้แยอย่างนี้วะ

                    เลิกร้องได้ล่ะ ที่บ้านนายเขาผลิตน้ำตาเทียมขายหรือไง

                    ฮึกๆ!”ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เด็กหนุ่มรู้สึกว่าตอนที่มันสะอื้นจนหน้าแดงแบบนี้มันดูน่าเอ็นดูเขาวางร่างที่เล็กกว่าลงกับม้านั่งก่อนจะเทน้ำเปล่าใส่ผ้าเช็ดหน้าและเช็ดไปทั่วทั้งใบหน้าที่เลอะเทอะไปหมดราวกับลูกแมวที่หนีเจ้าของลงไปนอนคลุกกับฝุ่นมา

                    เจ็บ!”เขาเอียงใบหน้าหนีเล็กน้อยแต่ก็ยอมอยู่นิ่งๆแต่โดยดี เพราะถูกดวงตาคู่นั้นถลึงมอง

                    อยู่นิ่งๆ ฉันจะล้างแผลให้

                    ไม่ต้องทำให้ผมหรอกด้วยเพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กๆว่าอย่าให้ผู้ชายอื่นนอกจากลี่ซานแตะต้อง กรพินธุ์จึงรีบเบี่ยงขาหนี แต่มือที่ใหญ่กว่าก็กระชากขานั้นกลับมาและเริ่มราดน้ำล้างบริเวณที่เจ็บให้อย่างรวดเร็ว

                    แอบหนีออกมาจากวงล้อมบอดี้การ์ดทำไม

                    หือ? นายเห็นงั้นเหรอ

                    เออดิ! ใครๆก็เห็นกันทั้งนั้นแหละไม่ใช่แค่ฉัน ขบวนคนชุดดำเป็นสิบๆล้อมหน้าล้อมหลังผู้ปกครองกับเด็กประถมเพียงคนเดียว แถมยังพากันมาเดินท่อมๆกลางฝูงคนเป็นล้านๆ ใครบ้างวะที่จะจำไม่ได้

                    แต่ผมจำนายไม่ได้นะ

                    ฉันเห็นแกแต่แกไม่เห็นฉันไอ้โง่!”

                    “…ฮึก ฮึกๆ

                    กูว่าแล้วเชียวเด็กหนุ่มตบหน้าผากตัวเองแปะๆอย่างปลงตกที่ซื้อหวยไม่ถูกอย่างความคิดของเขา กรพินธุ์เริ่มน้ำตาคลอมองคนที่นั่งยองๆเช็ดขาให้อย่างเคืองโกรธ

                    ผมไม่ใช่เด็กประถม!”

                    โกหก

                    จริงๆนะ ผมอายุเท่านาย

                    งั้นอายุเท่าไหร่ล่ะ

                    อายุสิบห้าแล้วเสียงเล็กๆเอ่ยอย่างภาคภูมิใจผิดกับอีกคนที่กลั้นขำจนปวดท้อง

                    เท่ากันที่ไหน ฉันย่างสิบเจ็ดแล้วต่างหาก

                    อ้าว

                    ไม่ต้องมาอ้าว รีบๆลุกขึ้นมาได้ล่ะ ฉันจะพาไปหาวงล้อมบอดี้การ์ดของนาย รีบๆไปส่งฉันจะได้หมดภาระเสียทีเขาพูดอย่างรำคาญ แต่กรพินธุ์กลับส่ายหน้ายิกๆ

                    ทำไม!”

                    จะไปซื้อน้ำก่อน

                    “…”

                    น้ำจากตู้กดอัตโนมัติ ผมอยากได้มันซักกระป๋องใบหน้าขาวนวลเงยขึ้นเล่าด้วยน้ำเสียงเริงร่า เขาเกาะชายเสื้อสีขาวแน่นแล้วกระพริบตาปริบๆมองอย่างอ้อนเล็กน้อย

                    พาผมไปนะ

                    เฮ้ออออ

                    และแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองก็ต้องกระเตงมาด้วยกันอย่างช่วยไม่ได้ แอชเชอร์ เด็กหนุ่มที่แบกเขาขึ้นหลังบ่นเป็นหมีมาตลอดทางแต่ก็ไม่ได้เข้ามาสู่รูหูของกรพินธุ์เลยแม้แต่นิดเดียว เขาสนใจแต่ตู้กดสี่เหลี่ยมตรงหน้า ที่พอหยอดเหรียญลงไปมันก็จะมีกระป๋องน้ำอัดลมร่วงลงมามากกว่า

                    นี่เลิกกดมันเล่นได้แล้ว แปดกระป๋องในมือฉันเนี่ยจะกินหมดไหมฮะ!”แอชเชอร์ตะโกนดังลั่นด้วยความหงุดหงิด เขารู้สึกโมโหไม่น้อยที่กรพินธุ์เอาแต่กดเบอร์โน้นเบอร์นี้ให้กระป๋องมันร่วงลงมาแต่ไม่ได้สนใจมันอีกเลยหลังจากที่เจ้าตัวเขาอยากจะได้อันใหม่ แถมเงินที่หยอดมันก็เป็นของเขาทั้งนั้น ไอ้คุณหนูนี่มันไม่มีซักเหรียญ เฮอะ คุณหนูขนานแท้เลยนี่นะ

                    ก็ผมอยากจะได้หลายๆอัน…”น้ำเสียงออดอ่อยทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังถอนหายใจหนักๆ แอชเชอร์แทบจะเหวี่ยงกระป๋องน้ำหลากรสในอ้อมแขนทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากแต่ก็ต้องตัดใจแล้วยืนถืออยู่เช่นนั้นเมื่อมองเห็นท่าทางของเด็กอีกคนที่กำลังสนุกสนาน

                    ไม่เคยกดมันหรือไง

                    ไม่เคย

                    โตจนป่านนี้แล้วเนี่ยนะ!”น้ำเสียงคล้ายกับจะดูถูกของเด็กหนุ่มทำให้กรพินธุ์หันควับ เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นแล้วโต้เถียงออกมาอย่างไม่ยอมแพ้

                    แม้แต่บ้านก็ยังไม่เคยได้ออกแล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาลองกดมันเล่า!”

                    ห๊ะ!”เด็กหนุ่มทำตาโตด้วยความตกตะลึง ไม่เคยออกจากบ้านเนี่ยนะมันล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย โตจนอายุสิบห้าแล้วนะแต่กลับไม่เคยได้ออกจากบ้าน คิดจะโกหกกันหรือไง!

                    พี่ซานห้ามออกน่ะ…”น้ำเสียงซึมๆเปล่งออกมาจากลำคอเล็ก พาลจะทำให้คนที่มองรู้สึกถึงบรรยากาศที่เศร้าลง เด็กหนุ่มจับไหล่ที่เล็กราวกับไหล่เด็กเบาๆ เขายิ้มมุมปากน้อยๆก่อนจะฉุดร่างที่เล็กกว่าให้ออกเดินตามเขาไปยังทิศทางหนึ่ง

                    ไปไหนเหรอ

                    ไปหาที่นั่งคุยกันไงเขาพาเด็กน้อยเข้ามาในร้านขนมแห่งหนึ่งที่ตกแต่งอย่างน่ารักสมกับเป็นร้านที่มีแต่นักเรียนและสาวๆเป็นลูกค้า แอชเชอร์ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร้านนี้แต่เป็นกรพินธุ์เสียเองที่ฉุดมือเขาแล้วหยุดยืนดูอยู่เป็นนาน เขาเลยตัดสินใจพาเข้ามาอย่างช่วยไม่ได้

                    เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ยังมีเมนูที่เขาพอจะกินได้อยู่หรอกน่า

                    อันนี้น่ากินอ่ะ

                    งั้นขอวานิลลาเกรนอมครับส่วนเครื่องดื่ม นายเอาอะไรกรีนแอชเชอร์เรียกซ้ำเมื่ออีกคนเอาแต่มองโน่นมองนี่ไม่สนใจใครๆ แต่ถึงแม้จะหันมาเจ้าเด็กนี่ก็เอาแต่มองหน้าเขาเหมือนจะถามว่าเรียกทำไมด้วยสีหน้าซื่อๆพาลจะทำให้เขากุมขมับ สุดท้ายเลยต้องพึ่งพาพนักงานในร้านที่มองดูอยู่ด้วยรอยยิ้มแทน

                    มี เอ่อ เมนูแนะนำไหมครับ

                    มีค่ะมิลล์พาเบิ้ลเป็นเมนูใหม่ของร้านเราค่ะ เป็นนมสดปั่นผสมผลไม้เหมาะสำหรับเด็กๆ

                    งั้นเอาอันนั้นแหละครับ ส่วนของผมขอแบล็คช็อต

                    ค่ะเธอส่งยิ้มให้อย่างร่าเริงก่อนจะทวนเมนูแล้วก้าวออกไปอีกทาง ทิ้งไว้แต่เด็กประถมในสายตาเธอกับเด็กหนุ่มร่างสูงให้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

                    ทำไมถึงไม่เคยออกจากบ้านล่ะ

                    ก็พี่ซานไม่ให้ออกอ่ะ พี่บอกว่ามันอันตราย

                    ซาน…”เขารู้สึกคุ้นๆกับชื่อนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ก็ปัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคิดได้ว่าคงไม่ได้มีแค่คนที่ชื่อซานอยู่บนโลกแค่คนเดียวเสียหน่อย เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเท้าคางมองคนตรงข้ามที่กระสับกระส่ายไม่อยู่สุขแทบจะพุ่งเข้าไปจับโน่นแตะนี่อย่างกับเด็กสมาธิสั้น

                    แต่เด็กวัยรุ่นทั่วๆไปเขาไม่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านหรอกนะ

                    “…”กรพินธุ์หันมามอง

                    มันน่าเบื่อ แล้วมันก็ทำให้พลาดกับเรื่องสนุกๆหลายๆเรื่อง

                    “…”

                    ยังมีอีกหลายอย่างเลยใช่ไหมล่ะที่นายยังไม่เคยทำแล้วเรื่องโรงเรียนอีก นายมีเพื่อนหรือเปล่าเนี่ยกรพินธุ์ส่ายหน้าไปมาน้อยๆก่อนจะหลุบตาลงต่ำ นอกจากลูกแก้วเขาก็ไม่มีใครตัดเรื่องโรงเรียนทิ้งไปเถอะเพราะเขาไม่เคยไปเหยียบที่สถานที่แบบนั้นมานานมากแล้วครั้งสุดท้ายที่ได้ไปมันก็ผ่านมาหลายปีแล้วด้วย แถมยังเคยได้ไปแค่สี่เดือนก่อนจะหมดสิทธิจนกระทั่งตอนนี้

                    ที่โรงเรียนสนุกไหม

                    สนุกดิ แม้จะน่ารำคาญไปหน่อยที่ต้องทำการบ้านแต่ฉันก็อยากจะไปอยู่ดี เพราะที่นั้นมีอะไรหลายๆอย่างให้ฉันทำ

                    ดีจัง ผมเองก็อยากไปบ้าง…”

                    ก็ลองขอพี่นายดูซิ

                    ไม่ได้…”

                    ทำไม?

                    พี่ไม่ชอบให้ใครไปเซ้าซี้ แล้วก็นานๆครั้งเราถึงจะได้เจอกัน เผลอๆอาจจะเป็นปี

                    ให้ตายเหอะ หมอนั่นเป็นพี่ประสาอะไรวะ แล้วพ่อแม่นายไม่ว่าอะไรเลยเหรอ!”แอชเชอร์พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เกิดมาเขาก็เพิ่งจะเคยเจอเนี่ยล่ะกับสไตล์การเลี้ยงดูแบบนี้

                    ปาป๊าอยู่อีกประเทศอ่ะ

                    ท่านเดินทางไม่ค่อยอยู่ติดกับบ้านเสียเท่าไหร่ อันที่จริง บ้านที่กรพินธุ์อาศัยอยู่มันเป็นคนละหลังกับปาป๊าเว่ยหวงด้วยซ้ำ ท่านจะอยู่อีกหลังที่ใกล้กับตัวเมืองมากกว่า ส่วนกรพินธุ์เด็กหนุ่มถูกพามาอยู่แถบชานเมืองห่างไกลจากผู้คนตั้งแต่แปดขวบกว่าๆแล้วล่ะ นานๆครั้งท่านถึงจะมาหา

                    ฉันปวดหัวว่ะ!”

                    นายเป็นอะไรมากไหม!”

                    ปวดหัวกับบ้านของนายนั่นแหละ!”

                    ปวดหัวทำไม กรีนชินแล้วมุมปากเล็กยกยิ้มกว้างออกมาอย่างอ่อนหวาน

                    แล้วแอชเชอร์เล่นกีต้าร์เป็นไหม?

                    เป็น ถามทำไม

                    เห็นในการ์ตูนน่ะ พวกผู้ชายเท่ๆส่วนมากเขาจะชอบดีดกีต้าร์กันทั้งนั้น

                    หึ ก็เพราะฉันเท่ไงเลยเล่นเป็น

                    แบบนี้ซินะที่เรียกว่าเป็นอาการหลงตัวเองอืมมมม…”

                    พูดมากนักนะแล้วก็เรียกฉันว่าเอชเฉยๆก็พอ เรียกแอชเชอร์แล้วมันฟังดูปัญญาอ่อนยังไงก็ไม่รู้

                    ได้ๆ งั้นเอชเรียกผมว่ากรีนนะ กรีนนน

                    ฉันรู้แล้วเว้ย นายก็บอกชื่อฉันมาตั้งแต่แรกแล้วนี่จะบอกอีกทำไม ปัญญานิ่มจริงๆ

                    แอชเชอร์อย่าว่าเพื่อนว่าปัญญานิ่มซินิสัยไม่ดีกรพินธุ์ทำหน้ามุ่ย นี่มันหลายครั้งแล้วนะที่แอชเชอร์ว่าเขาปัญญานิ่มหรือไม่ก็ปัญญาอ่อน เขาเองก็รู้จักคำนั้นอยู่นะไม่ใช่เด็กโง่

                    ใครเพื่อนนาย

                    “…อ้าว…”เด็กตัวเล็กทำหน้าอึ้งก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อซ่อนดวงตาที่ร้อนผ่าวลืมคิดไปว่าทั้งคู่นั้นเจอกันยังไม่ถึงชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ แต่เขาดันมาตู่เอาเองว่าเป็นเพื่อนกันแย่

                    แค่อยากลองพูดดูบ้างก็เท่านั้นเอง

                    เข้าโรงเรียนก่อนซิจะได้เป็นเพื่อนกัน

                    “…”กรพินธุ์เงยหน้าแดงๆกับดวงตาแดงๆขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง พอดีกับที่ฝ่ามือใหญ่เอื้อมออกมาเพื่อขยี้ศีรษะเล็กๆนั่นอย่างหมั่นเขี้ยว

                     เพิ่งรู้จักกันเองนี่หว่า เข้าโรงเรียนก่อนซิค่อยมาเป็นเพื่อนกัน

                    ตะ แต่…”

                    กล้าๆขอดิ ตื้อๆหน่อยเดี๋ยวพี่ชายนายคงจะใจอ่อนไปเองแหละดวงตากลมๆสั่นระริกด้วยความหวั่นเกรง เขาเองก็ใช่ว่าไม่อยากจะไป กรพินธุ์ก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยากรู้อยากเห็น อยากมีสังคม อยากมีเพื่อน อยากทำอะไรแปลกๆบ้างอย่างที่เคยอ่านในการ์ตูนหรือในโทรทัศน์

                    บอกพี่นายซิว่าอยากเข้าเรียนที่นานาชาติ S…เพราะฉันเองก็เรียนอยู่ที่นั่น

                    นานาชาติ S”

                    ฉันจะรอนายอยู่ที่นั่น

                    อืม!”

 

 

 

 

                    กรีน!”

                    พี่ซาน!”

                    เด็กหนุ่มถลาวิ่งไปหาร่างที่สูงจัดด้วยความดีใจก่อนจะโผกอดเข้าเต็มแรง โดยไม่ทันได้เห็นสีหน้าถมึงทึงของลี่ซานเลยซักนิด

                    หายไปไหนมา!”

                    พะ พี่ซาน…”เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวด้วยความความหวาดหวั่น พร้อมกับเอ่ยเสียงสั่นเมื่อถูกกระชากเรียวแขนเล็กจนตัวปลิวถลา ดวงตาเรียววาววับด้วยความโกรธ ฟันคมกัดขบกันจนสันกรามแกร่งขึ้นเป็นสัน ลี่ซานไม่น่าเข้าใกล้เลยซักนิดในเวลานี้ เขาดูน่ากลัวราวกับปีศาจ น่ากลัวจนกรพินธุ์ตัวสั่นเทาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรืออธิบายเรื่องใดๆให้เขาฟัง

                    เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาได้เห็นด้านมืดของพี่ชาย

                    พี่ถามว่าไปไหนมา!”

                    นายครับ…”

                    หุบปากซะแอเรียล!”

                    “…”ชายหนุ่มหน้าหวานทำได้เพียงก้มหน้าลงแล้วก้าวถอยหลังไปยืนเคียงข้างน้องชายฝาแฝด มองดูเด็กชายตัวเล็กๆที่ทำหน้าราวกับจะร้องไห้ด้วยความสงสาร แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

                    เจ้านายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ตบหน้าหญิงสาวที่มีตำแหน่งเป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูเสียหน้าหัน เลือดสีแดงกบริมฝีปากคู่นั้นจนน่าใจหาย ไม่ต่างอะไรกับชุดคุ้มกันอีกเป็นสิบที่โดนชำระโทษอย่างรุนแรงไม่ต่างกัน ลี่ซานตกใจจนแทบจะอาละวาดให้จิมซาโจ่ยเละเป็นจุล หลังกลับมาแล้วพบว่าน้องชายของตนเองหลุดรอดวงล้อมคนเป็นสิบๆหายไป ลูกน้องที่คุ้มกันอยู่รอบๆถูกกระจายตัวตามหาเด็กคนเดียวกันให้จ้าละหวั่น ค้นหาทุกซอกทุกมุมไม่เว้นแม้แต่ข้างในบ้านเรือนของแม่ค้าพ่อค้าที่อยู่ในละแวกนี้ สร้างความแตกตื่นและหวั่นวิตกให้กับผู้คนเป็นอย่างยิ่ง

                    จิมซาโจ่ยมีพื้นที่เยอะไม่ใช่เล่นและผู้คนก็เดินกันให้ควั่กยิ่งกว่าสวนสนาม แอเรียลวิ่งตามหลังของผู้เป็นนายที่มุดซอกโน้นออกซอกนี้ไม่ได้หยุดจนเหนื่อยหอบ เขาไม่ได้ปริปากบ่นแต่ก็รู้สึกได้ถึงหายนะรางๆที่กำลังจะเกิดเมื่ออยู่ๆ เด็กหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวพร้อมๆกับคุณหนูกรพินธุ์ที่ทุกคนกำลังตามหา

                    ร่างสูงสง่าก้าวเร็วๆจนแทบจะเป็นวิ่งเมื่อเห็นว่าคุณหนูกำลังเดินจูงมือกับใคร เด็กผู้ชายวัยรุ่นที่สะพายเป้ไว้บนบ่า มือหนึ่งล้วงกระเป๋าส่วนอีกมือเอื้อมมาคว้าจับมือเล็กๆของกรพินธุ์ให้เดินไปด้วยกัน เมื่อเห็นถึงท่าทางทางเงอะๆงะๆยามที่ต้องเดินผ่านทางม้าลาย

                    ปืนกำลังจะถูกชักขึ้นมาจากอกเสื้อของเจ้านายหนุ่ม เป้าหมายคือเด็กหนุ่มคนนั้น แต่

                    พี่ซานนนน!’

                    เสียงเล็กๆนั่นสามารถหยุดมือที่กำลังชักอาวุธอันตรายนั้นออกมาได้อย่างชะงัด เมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆนั้นกำลังสะบัดมือของเด็กหนุ่มทิ้งแล้ววิ่งเร็วๆมาทางนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย

                    กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยถ้าเป็นแบบนี้ทีหลังก็ไม่ต้องออกมา!”

                    พี่ซาน ไม่เอานะ!”

                    กรพินธุ์!”

                    !! เด็กน้อยสะดุ้งสุดตัวด้วยความกลัวเมื่อแลเห็นดวงตาเย็นชาคู่นั้นที่ก้มลงมอง กรพินธุ์กัดริมฝีปาก จากที่เคยคิดจะบิดมือหนีออกจากจับกุมก็พลันนิ่งแล้วก้มลงมองพื้นน้ำตาคลอ ซ่อนหยดน้ำใสๆที่ใกล้จะรินหลั่งลงมาให้อีกคนกรุ่นโกรธ ลี่ซานเกลียดและจะโมโหอย่างหนักถ้าเขาร้องไห้ออกมาต่อหน้า เขาไม่กล้า

                    คุณ…”

                    กลับไปในที่ที่แกโผล่มาซะ ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!”น้ำเสียงเยือกเย็นชวนขนลุกกระซิบลอดไรฟัน ก่อนที่ดวงตาคมกริบเย็นชาจะถูกส่งให้แอชเชอร์ที่ยืนนิ่งแข็งอยู่ข้างหลัง เขาชะงักและไม่กล้าย่างกายเดินเข้าไปใกล้และให้ความช่วยเหลือกรพินธุ์เพื่อนใหม่เลยซักนิด เมื่อแลเห็นสายตาเย็นยะเยือกคู่นั้นที่มองเขาราวกับเห็นเป็นศัตรู

                    กรีน…”

                    ฮึกฮึก…”เสียงกลั้นสะอื้นเบาๆที่ได้ยินทำให้เรียวขาของแอชเชอร์ก้าวออกไปหวังจะให้ความช่วยเหลือ แต่มือแข็งแรงของร่างๆหนึ่งก็เข้าประชิดตัวเขาแล้วส่งสายตาเตือนกลายๆไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามเรื่องของภายใน แอชเชอร์จึงได้แต่กัดปากของตัวเองแล้วมองดูกรพินธุ์กลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองจนตัวสั่น

                    กลับบ้าน!!”

                    ลี่ซานตวาดเสียงดังก่อนจะกระชากร่างของกรพินธุ์ให้เดินตามจนตัวปลิว

                    กรีน!!”

                    “…ฮึกฮึก…”

                    เด็กหนุ่มรู้สึกใจกระตุก เมื่อกรพินธุ์เอี้ยวตัวหันกลับมาแล้วพบว่าใบหน้านั้นเลอะเทอะไปด้วยหยดน้ำสีใสๆเต็มสองแก้มเขาชูนิ้วก้อยขึ้นช้าๆเหมือนจะเตือนสัญญาที่เคยบอกเอาไว้ในร้านขนม

                    “…”

                    ริมฝีปากสีแดงคู่นั้นค่อยๆคลี่รอยยิ้มก่อนที่นิ้วเล็กๆจะกำกันแน่นแล้วปล่อยให้นิ้วก้อยเล็กๆนิ้วนั้นชูออกมาน้อยๆ เสมือนว่าตัวนั้นจะไม่ลืมสัญญา

                    แอชเชอร์มองกลุ่มคนตัวโตๆหลายสิบร่างเคลื่อนย้ายหายไปจนลับตา เขามองมือของตนที่ยังไม่คลายออกจากการกำกันแน่นเมื่อครู่ ก่อนจะมองเลยไม่ยังข้อมือของตนที่แต่ก่อนเคยมีสายรัดข้อมือผ้าสีดำอยู่บนนั้นบัดนี้มันว่างเปล่าเพราะถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่บนข้อมือของอีกคนเสียแล้ว

                    ใส่ไปก่อน เดี๋ยวพอเข้ามาเรียนได้แล้วค่อยเอาคืน

                    อืม ผมสัญญา

               เด็กหนุ่มหมุนตัวเดินออกไปอีกทาง ทิ้งไว้แต่กลุ่มคนในจิมซาโจ่ยอันมหาศาลที่มุงดูเหตุการณ์เมื่อครู่กันอย่างสอดรู้สอดเห็น

                    ลักพาตัวลูกมาเฟียล่ะมั้งเธอ

                    ต๊าย เด็กคนนั้นคิดจะรักกับน้องชายมาเฟีย

                    โอ น่าสงสาร

                    เกือบถูกยิงทิ้งแล้วไหมล่ะ

                    ปัญญาอ่อน

…………………………………………………

                    แอชเชอร์คืดลูกรักของเดี๊ยน >V< เขาไม่ใช่ตัวร้ายหรือมือที่สามแน่ๆนอนค่ะฮ่าๆๆ เขาเป็นเพื่อนรักของน้องกรีนต่างหาก จะเป็นคนเดียวที่กล้าล้วงคองูจงอางปีนหน้าต่างเพื่อแอบพาที่รักมาเฟียหนีไปเที่ยวเล่น นางเป็นคนปากร้าย เหมือนคนใกล้ๆตัวอิไรต์เลยเอามาเป็นอิมเมจซะ

อ่านให้สนุกนะทุกคน ^__^

ความคิดเห็น