ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 1 เด็กไร้บ้าน

ชื่อตอน : CHAPTER 1 เด็กไร้บ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2559 19:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 1 เด็กไร้บ้าน
แบบอักษร

 


 

CHAPTER 1

เด็กไร้บ้าน

 

 

               “ฮือๆๆ…”

               …พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยกรีนด้วย

               เขาอยู่ที่ไหน

               นั่นคือคำถามที่ผุดขึ้นมากลางใจของเด็กชายกำพร้าวัยกำลังโตคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินสะเปะสะปะไปตามทางลาดชันของถนนลาดยางในตอนกลางคืน โดยมีท่าทางระแวดระวังภัยอย่างเห็นได้ชัด

               เด็กชายสองคนที่เดินจับจูงมือกันมาอย่างเหนียวแน่น หนึ่งเด็กชายตัวเล็กกว่าเกณฑ์มาตรฐานและอีกหนึ่งเด็กชาย ที่ถึงแม้ตัวจะสูงแต่ก็พบเพียงแค่กระดูกเท่านั้น ไร้ซึ่งเนื้อหนังมังสาผิดเด็กทั่วๆไปอยู่มากโข พวกเขาสะพายเป้เก่าๆไว้บนหลังคนละใบ ในนั้นบรรจุของกินไว้เพียงน้อยนิดกับน้ำเปล่าขวดเล็กๆที่เหลือไม่ถึงครึ่งไว้ให้ดูต่างหน้า แต่ถึงมันจะมีอยู่น้อยมันก็เปรียบเสมือนขุมทองแล้วสำหรับพวกเขา

               เด็กชายทั้งสองเพิ่งหนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

               สถานที่ที่เปรียบดั่งขุมนรกของพวกเขา ด้วยเพราะฉากหน้าและฉากหลังที่แสนจะแตกต่างกันราวฟ้าและเหวลึก โรงตึกขนาดยาวที่บรรจุเด็กไร้พ่อไร้แม่เอาไว้ร่วมร้อย มีครูสาวและผู้ดูแลที่ดูใจดีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มาขอบริจาคทรัพย์สิน เด็กๆมากมายถูกปล่อยทิ้งขว้าง พวกเราอยู่กันอย่างประหยัด นานๆครั้งผู้ดูแลจะเจียดเงินมาซื้อของเล่นและอาหารมาเพิ่มเติมให้ในบางครั้ง เพื่อเอาไว้รับหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ที่เข้ามาดูสถานที่แห่งนี้

               หลายครั้งที่ถูกไต่ถามความเป็นอยู่ เด็กน้อยได้แต่ก้มหน้าก้มตาพูดสิ่งโกหกออกไปตามที่ผู้ดูแลบังคับ มันสะดวกสบายมากๆเลยครับทั้งๆที่ความจริง มันยิ่งกว่าขุมนรกเสียอีก

               ที่ไหนบนโลกบ้างที่จะเปิดรับรับเด็กกำพร้าโดยไร้ข้ออ้างหรือมีสิ่งเบื้องหลัง ทุกคนรับเอาเด็กๆไร้เดียงสาเข้ามาไว้กักกันเพียงเพื่อผลประโยชน์และเงินบริจาคทั้งนั้น ไม่มีใครรักพวกเราจริงๆ ไม่มีเลย

               “อย่าร้องไห้เลยนะกรีน เชื่อเราซิ เดี๋ยวมันก็จบแล้ว

               “แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะลูกแก้วเราไม่มีบ้านนะ

               เด็กชายที่ชื่อกรีนพูดกับเพื่อนเสียงสั่น เขาพยายามกลั้นเสียงร้องของตนเอาไว้ขณะที่มือหนึ่งยังไม่ยอมละทิ้งมือผอมๆของเพื่อนตน เด็กชายลูกแก้วผู้มีร่างกายผ่ายผอม เขาเช็ดน้ำตาให้เพื่อนแม้ตัวเองจะรู้สึกอยากร้องไห้ไม่แพ้กัน

               ตอนนี้มืดมากแล้ว ร้านรวงต่างๆก็ปิด ไม่มีแม้แต่ผู้คนออกมาเดินขวักไขว่เพราะอากาศในเดือนธันวาคมของประเทศไทยอยู่ในสภาวะค่อนข้างหนาว ยิ่งในจุดเหนือสุดของประเทศอย่างจังหวัดเชียงใหม่ ยิ่งเย็นจัดผิดจังหวัดอื่นๆจนอยู่ในขั้นติดลบ

               “ลูกแก้วไม่รู้…”เขาทำเสียงหงอยๆพลางมองไปที่ใบหน้าเผือดสีของเพื่อนข้างกาย กรีนเคยเป็นลูกคุณหนู เคยเป็นจนกระทั่งพ่อและแม่เสียชีวิตทางอุบัติเหตุจนหมด ทรัพย์สินที่มีเองก็ถูกมือมืดที่เรียกว่าญาติพี่น้องลิดรอนไปจนหมด เหลือเพียงแค่ตัวและเอกสารบางอย่างไม่กี่ชิ้น เขาถูกพาตัวมาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเมื่อสองปีก่อน ผิดกับลูกแก้วที่มาอยู่ที่นี่นับตั้งแต่ลืมตาตื่นใหม่ๆ

               ‘ชื่อกรีนฮะ…’

               น้องที่อายุน้อยกว่าลูกแก้วแต่เขากับให้เรียกกันอย่างเพื่อนสนิท ลูกแก้วหลงรักเจ้าเด็กตาโตคนนี้ทันทีตั้งแต่เห็นหน้าเป็นครั้งแรก กรีนตาโต ตัวเล็ก และขาวจัด ท่าทางซื่อและไร้เดียงสา เขาตามติดลูกแก้วเป็นเงาหลังจากที่หลวมตัวไปถามชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าตัว

               เขาไม่อยากให้กรีนต้องเข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้เลยสถานที่ที่มีแต่คนเอารัดเอาเปรียบ หลายครั้งที่ผู้ดูแลตีเด็กชาย เพราะน้องมักจะไม่โกหกคนอื่นตามที่พวกเธอสอน ลูกแก้วรู้ว่ากรีนโกหกคนอื่นไม่เป็น เขาบริสุทธิ์และเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองเสมอ

               ‘ไอ้เด็กบ้าทีนี้แกจะทำยังไงห๊ะ!’

               ‘ทำไมแกถึงไม่พูดตามที่ฉันสอนแก ทำไมไม่ทำตัวให้ดูน่าสงสาร!’

               เสียงของผู้ดูแลดังขึ้นมาในห้วงความคิดของลูกแก้ว เธอดุด่ากรีนอย่างรุนแรงและตบตีลงไปที่เนื้อตัวขาวๆของน้องด้วยความไม่พอใจ เด็กชายที่เอาแต่ยืนนิ่งและร้องไห้ด้วยความเสียขวัญ ซบลงกับอกของลูกแก้วที่เอาตัวเข้าบังให้ด้วยความสงสาร

               ‘ถ้าปกป้องกันมากนักพวกแกก็ไสหัวออกไปอยู่ด้วยกันเสียเลยไปไอ้พวกเหลือขอ!’

               ลูกแก้วพากรีนหนีออกไปจริงๆ

               หนีให้พ้นจากขุมนรก

               “อยู่ที่นี่กันก่อนเนอะ…”เขาพูดขณะดึงตัวของกรีนให้มานั่งข้างๆกัน ในโรงเก็บของแห่งหนึ่งของชาวบ้าน

               “อยู่ไหนก็ได้ กรีนจะอยู่กับลูกแก้วเด็กน้อยหัวเราะ แม้อากาศจะหนาวแต่ก็มีมืออุ่นๆของลูกแก้วเกาะกุมเอาไว้ให้คลายลง เด็กทั้งสองหัวเราะคิกคักให้กันในความมืดมิด มิตรภาพที่สั่งสมกันมากว่าสองปีพอกพูนขึ้นจนกลายเป็นกำแพงสูงลิ่วยากที่จะพังทลายลง พวกเขาหลับตาเอาหัวพิงแอบกันแล้วกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้แนบแน่น ต่อให้ไม่มีใครต้องการเราก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีอีกฝ่ายยืนอยู่ข้างๆกันก็พอแล้ว

 

 

 

               “ลูกแก้วกรีนหิว…”

               “อดทนหน่อยนะกรีน เดี๋ยวลูกแก้วจะไปหาอะไรมาให้กินเด็กชายยิ้มเครียดๆมองดูกรีนที่เอามือกุมท้องของตนเอาไว้ด้วยความสงสาร เจ้าตัวหิวมากแต่ก็ยอมกัดฟันอดทนไม่ยอมบอกเขา ขนมและน้ำที่มีติดอยู่ในกระเป๋าถูกกินหมดไปตั้งแต่เมื่อวาน พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามถนนจนกระทั่งมาถึงปลายทางที่เริ่มไร้ผู้คน ที่นี่คือเขตบ่มเพาะเมล็ดกาแฟแห่งหนึ่งของจังหวัด ทั้งคู่แอบซุกกายอยู่ในโรงเก็บของได้สองวันกว่าๆแล้ว

                    ยังดีที่แถวนี้มีก๊อกน้ำ กรีนและลูกแก้วอาศัยก๊อกอันนั้นดื่มกินน้ำแก้ความกระหาย และอาศัยขนมไม่กี่อันกินประทังชีวิตแก้หิว แต่วันนี้มันหมดไปแล้วกรีนน้อยที่ยังไม่รู้จักความอดทนเริ่มแสบท้องด้วยความหิวโหย เขาไม่ยอมปริปากบอกลูกแก้วเพราะกลัวว่าตัวเองจะสร้างความลำบากให้อีกฝ่าย จึงได้แต่อดทนและเก็บงำอาการปวดท้องเอาไว้ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก จนลูกแก้วสังเกตเห็นและคาดคั้นจนต้องสารภาพออกมา

               “ลูกแก้วจะไปไหน

               “ไปหาของกินไง กรีนรออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวลูกแก้วกลับมา

               “แต่มันอันตรายนะ ที่นี่ที่ไหนก็ไม่รู้ ลูกแก้วอย่าไปเลยนะ กรีนไม่หิวแล้ว

               “เจ้าเด็กขี้โกหก ปวดท้องมากเลยใช่ไหมล่ะนิ้วเล็กๆจิ้มจึกๆหยอกล้อเพื่อนตัวเล็กที่นั่งคู้ตัวอยู่ข้างๆแผ่นไม้สูง เขาแกะเอามือที่ยึดชายเสื้อขาดๆของเขาออกและเดินออกไปทางประตูไม้ กรีนไม่มีแรงจะขัดขืนหรือเปล่งเสียงพูดอะไรได้อีกต่อไป เขาปวดท้อง และแสบไปหมดจากการที่ต้องกินอย่างมัธยัสถ์ แม้หัวใจจะร่ำร้องบอกว่าอย่าปล่อยคนที่สูงกว่าออกไปแต่จะทำอะไรได้ กรีนไม่มีแรง

               “อย่าไปเลยฝนจะตกแล้วด้วย

               “แค่แป๊บเดียวเอง แถวๆนี้มีแปลงสวนครัวอยู่ เดี๋ยวลูกแก้วไปแอบเด็ดมาให้

               “ลูกแก้ว…”

               “รอลูกแก้วนะ…”เขาย้ำอีกครั้งพลางกระชับมือเล็กของกรีนแน่นๆ เจ้าตัวมองดูอากาศภายนอกที่มืดครึ้มคล้ายฝนจะตกทั้งๆที่ยังอยู่ในฤดูหนาว ก่อนจะถอดเสื้อแขนยาวที่ใส่ติดตัวมาห่มกายให้เพื่อนตัวเล็กซึ่งมีอาการตัวอุ่นๆเริ่มจะมีไข้ของกรีน

               “ลูกแก้วจะรีบกลับใช่ไหม

               “อื้อ ลูกแก้วจะรีบกลับไม่ต้องกลัวนะกรีน อ่ะ เอานี่ไปเป็นตัวประกันก่อนแล้วกันนะ

               “ลูกแก้ว?ของที่ลูกแก้วยัดใส่มือของกรีนคือลูกแก้วเม็ดเล็กๆที่มีขายตามท้องตลาด เม็ดเล็กๆที่มีสีเขียวขีดๆอยู่ข้างในเหมือนชื่อของเขาทั้งสองคน ลูกแก้วกับกรีน

               ของเล่นของลูกแก้วเอง ลูกแก้วให้กรีนเก็บไว้นะ เอาไว้ลูกแก้วจะกลับมาเอามันคืน

               สัญญานะ

               อื้อ สัญญา รอลูกแก้วนะ…”

               อื้อกรีนพยักหน้ารับ มองดูร่างนั้นเร้นกายหายออกไปด้วยดวงตาที่เอ่อร้นหยดน้ำสีใสๆ ลูกแก้วหันมายิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหายไป

               กลับมาหากรีนเร็วๆนะลูกแก้ว

               โดยไม่รู้เลยว่ามันไม่มีโอกาสอีกแล้ว

 

 

 

               ไอ้เด็กขี้ขโมย!!”

               เสียงสบถบริภาษอย่างรุนแรงดังขึ้นท่ามกลางอากาศที่มืดครึ้มคล้ายเม็ดฝนจะตกลงมาจากแผ่นฟ้า จากหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งในมือถือด้ามไม้กวาดเอาไว้และกำลังไล่ตะเพิดเด็กชายตัวผอมราวกับสัตว์ ไอ้เด็กขี้ขโมยที่ลักลอบเข้ามาขโมยของๆเธอในสวน ในอกของมันมีหลักฐานอย่างลูกมะเขือเทศลูกโตสีแดงสดกอดเอาไว้ มันกำลังขโมยของๆเธอ!

               ผะ ผมขอสองลูกนะฮะ น้องผมกำลังปวดท้องมาก เขาไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน นะฮะ

               ไอ้เด็กเหลือขอฉันจะจับแกส่งตำรวจ!”

               เมื่อได้ยินคำว่าตำรวจ ลูกแก้วก็ถึงกับเบิกตากว้าง เขากอดกระชับลูกมะเขือเทศในอกเอาไว้แน่นก่อนจะรีบตะกุยฝีเท้าหนีเอาตัวรอด หญิงคนนั้นที่ถือด้ามไม้กวาดไล่ทุบตีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย กรีนกำลังรอเขาอยู่และเขาต้องกลับไป ไม่มีเวลาแล้วเพราะฝนกำลังตกและกรีนก็ปวดท้องหนัก

               หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!”

               รอก่อนนะกรีนรอลูกแก้วก่อนนะเขากล่าวกับตัวเองเบาๆก่อนจะผงะร่างไปยังด้านหน้าเมื่อถูกก้อนอะไรซักอย่างปาใส่หลัง เขาสะดุดล้มจนเข่าถลอก ผลมะเขือเทศกระเด็นหายไปจากอก

               ไม่นะ…”เด็กชายตะกายร่างไปหยิบมันขึ้นมาอีกครั้งและหันไปมองยังด้านหลัง หญิงเจ้าของสวนกำลังจะมาถึงตัวเขา เธอขว้างหินอันเล็กๆใส่เขาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาหลบพ้นและพาร่างมอมๆลุกขึ้นวิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด แม้ที่ศีรษะจะเจ็บและความรู้สึกหิวที่ปะทุขึ้นมาจะทำให้เขาไม่มีแรงเลยก็ตาม

               หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้เด็กนรกฉันบอกให้แกหยุด!”บางครั้งลูกแก้วก็ไม่เข้าใจเพียงแค่ผักสวนครัวไม่กี่ชิ้น คนเราถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยเหรอ

               กรีน

               ฉันจะตีแกให้ตาย!”เด็กชายไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมาจนไกลถึงขนาดไหนเขารู้สึกเหนื่อยจัดจนเจ็บไปหมดที่ซี่โครงและหน้ามืดเป็นพักๆ เหนื่อยจนจะล้มลงไปกระแทกพื้นได้ทุกเมื่อ แต่พอคิดถึงใบหน้าของเด็กอีกคนที่คงจะนอนกุมท้องรอเขา นั่นก็เป็นแรงจูงใจมากพอที่จะให้ลูกแก้วมีกำลังใจวิ่งหนี

               แต่สวรรค์

               หึหมดทางหนีแล้วซินะแก ไปหาตำรวจกับฉันเดี๋ยวนี้!!”

               เขาหมดทางที่จะหนีแล้วเขาหมดแรงเต็มที

               ร่างของลูกแก้วไถลไปกับพื้นเมื่อขาที่ไร้แรงสะดุดล้มลง เขาพยายามเอื้อมมือไปคว้าของที่เขาลักขโมยของคนอื่นมาไว้ในอ้อมกอด พยายามอย่างยิ่งแต่ก็โดนฝ่าเท้าของผู้หญิงวัยกลางคนเตะกระเด็นไปไกลจนถึงกลางถนน

               โอ๊ย!”เขาร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเส้นผมยุ่งๆเหนียวๆของตนถูกกระชากให้ใบหน้าเชิดหงาย แรงตบที่มีมากจนหน้าหันถูกกระทบลงบนใบหน้าซีกหนึ่งของลูกแก้ว เด็กชายกัดปากแน่นด้วยความเจ็บ  เขาใช้แขนเล็กๆที่มีแต่กระดูกปัดป้องไปตามร่างกายของตนอย่างรวดร้าว แต่ก็ไม่อาจลดทอนความเจ็บลงไปได้มากนักเมื่อของที่ฟาดลงมาคือด้ามไม้กวาด

               เดี๋ยวมันก็จบ

               ถ้าเธอตีเขาจนพอใจเดี๋ยวเธอก็คงจะหยุดเอง

               ตายซะไอ้เด็กบ้าไอ้ขี้ขโมย ไอ้เด็กเหลือขอ!”

               เขากอดตัวเองแน่น รับรู้ได้ถึงกลิ่นแปลกๆคาวๆเหมือนเลือดอยู่ตรงจมูกและน้ำอุ่นๆที่กำลังไหลย้อยลงมาจนฉ่ำชื้นแถวๆเส้นผม แขนของเขาชาดิกและร้าวไปหมดที่สันหลัง ลูกแก้วได้แต่กัดฟันแน่นเมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง หญิงเจ้าของสวนระบายลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด เตะที่แผ่นท้องของเขาหนึ่งทีแล้วกระทืบเท้าเดินจากไป

               “…กรีน…”

               ริมฝีปากที่บอบช้ำเรียกแผ่วถึงอีกคนที่รออยู่ เขานอนตะแคงแหงนมองลูกกลมๆที่ถูกเตะจนกระเด็นไปถึงถนนด้วยดวงตาที่วาววับ ยังดีที่มันไม่เละเขาจะได้เอามันกลับไป

               ฮึบ!...”เขารวบรวมแรงฮึดที่มีอยู่ข่มความเจ็บลงและพาร่างไปยังลูกมะเขือเทศกลางถนนทั้งสองลูกและกอบกุมมันขึ้นมากอดเอาไว้ด้วยความหวงแหน ดวงตากลมๆมองลูกที่อยู่ในมือด้วยดวงตาที่หม่นแสงลงก่อนที่หยดน้ำจะตกกระทบแปะๆใส่มันด้วยความเศร้า

               มีแค่นี้เอง…”มีอยู่แค่นี้เองแล้วพรุ่งนี้เขาจะไปหาของกินที่ไหนอีกนะ

               แต่ก็เอาเถอะ…”พรุ่งนี้ค่อยคิดก็แล้วกัน

               ปรี๊นนนนนนน!!!!

               !!!! โครม!

               อึก!”ริมฝีปากของลูกแก้วเผยออ้าด้วยความเจ็บเขาเห็นรถคันหนึ่งวิ่งฝ่าความมืดยามพลบค่ำตรงมายังเขา ความเร็วของมันไม่ได้ชะลอลงและตรงดิ่งมาราวกับพายุ เด็กชายเบิกตากว้างก่อนที่ภาพทั้งหมดจะพล่าเบลอลง เขาเห็นต้นไม้เอียงๆ พื้นดินเอียงๆและสีแดงเอียงๆที่ชโลมไปทั่วทั้งผืนพสุธาเหมือนๆกับลูกมะเขือเทศในมือของเขาที่ถูกย้อมด้วยสีบางอย่างจนเลอะไปหมดทั้งสองผล

               “…กะกรีกรีนกรีน…”

               นะ นายครับ เด็ก เขาคือเด็ก

               เสียงพูดคุยกันที่ฟังดูแล้วไม่เข้าใจ ลูกแก้วเจ็บมากจนน้ำตาไหล เขาขยับตัวไม่ได้เลย

               “…ไม่ทันแล้วเขากำลังจะตาย…”ตัวของลูกแก้วถูกพยุงขึ้น คนที่ช้อนตัวของเขาขึ้นมาจากพื้นถนนจับแตะไปตามร่างกายของเขาราวกับตนนั้นเป็นหมอ เขาพึมพำกับตัวเอง และเป็นสิ่งที่ลูกแก้วไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้น

               ตายไม่ได้นะกรีนรอเขาอยู่กรีนรออยู่

               ขอโทษนะฉันขอโทษ…”เสียงนุ่มๆพูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมาให้แก่เด็กชายในอ้อมกอด ผู้ซึ่งเอาแต่อ้าปากที่สำลักลิ่มเลือดออกมาอย่างน่าใจหาย เขานอนน้ำตาไหลและใช้ดวงตากลับกลอกกลิ้งไปมาราวกับมองหาอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา

               ได้โปรดเถอะพระเจ้าได้โปรดฟังคำขอร้องของเขาซักครั้ง ได้โปรด

               ลมหายใจแผ่วลงทุกที…”

               ลูกแก้วหลับตาลง เขาเห็นแต่ความมืดมิดที่โอบล้อมกายของเขาและความเจ็บเหมือนร่างจะสลาย เด็กชายหายใจไม่ออกและทรมานไปทั่วทั้งร่าง เขากำลังจะตาย

               ลูกแก้วจะรีบกลับใช่ไหม

               สัญญานะ

               รีบกลับมานะลูกแก้ว

               ขอโทษนะกรีนลูกแก้วขอโทษ

               เด็กตายแล้วว่ะมึง…”

               ไม่นะ…!!”

               พระเจ้าไม่เคยเข้าข้างเขาเลย

 

 

 

               เปรี้ยง!!

               อึก!”เด็กชายอีกคนที่ยังคงอยู่ในโรงเก็บของคู้กายกอดตัวเองเอาไว้แน่น เขามองไปที่ประตูบ่อยๆและแทบจะตลอดเวลาจนเผลอหลับ กรีนรู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อตอนที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องด้านนอก พร้อมๆกับเม็ดฝนที่ตกกระจายลงมาเกลื่อนฟ้า

               ลูกแก้วยังไม่กลับมาเลย

               เขาพึมพำในใจและชันกายลุกขึ้น ผลจากการอดข้าวของเขาทำให้ท้องของเขาปวดร้าวอย่างรุนแรง มันเพิ่งจะหายปวดแต่ก็ยังหน่วงๆอยู่จนไม่อยากลุก เสียงเหมือนคนพูดคุยและสบถด่าดังขึ้นมาเบาๆ กรีนเอื้อมมือไปเก็บสิ่งของของพวกเขาที่อยู่รอบๆกายมากอดและเบียดร่างมุดเข้าไปในซอกไม้เล็กๆตามที่ลูกแก้วสอน

               เมื่อมีคนมาให้เขาเข้าไปแอบในนี้ กรีนตัวเล็กพอและช่องแคบๆก็ไม่มีใครทันสังเกต

               ฝนมันจะตกทำบ้าอะไรตอนหน้าหนาววะ!”เสียงของชายแก่ดังขึ้นใกล้ๆที่ซ่อนของกรีน เขาตลบฟางที่กรีนและลูกแก้วใช้หนุนนอนขึ้นไปยังด้านบน แล้วเก็บของต่างๆไว้ในอีกที่เพื่อกันเม็ดฝนที่หล่นลงมาจากหลังคารั่วๆ ชายแก่ตะโกนเรียกผู้เป็นภรรยาของเขา เธอวิ่งเข้ามาด้านในและช่วยสามีของตนเก็บของให้เร็วที่สุด

               เมื่อตะกี้นี้มีเด็กถูกรถชนตายด้วยนะรู้หรือยัง

               กรีนรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาแปลกๆเมื่อหญิงผู้เป็นภรรยาพูดเรื่องหนึ่งให้สามีของเธอฟัง เด็กชายคิดถึงลูกแก้วที่ยังไม่กลับมา เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันน่าสนใจ

               เด็กที่ถูกชนเห็นว่าเป็นขโมย

               ขโมยเหรอ

               อืม แม่ขวัญเขาบอกมา เห็นว่าเจ้าเด็กนั่นไปขโมยมะเขือเทศ แต่ยายปิงที่อยู่บ้านข้างๆเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้ บอกว่าเขาต้องการเอาไปให้น้องชายของเขาที่ปวดท้อง แม่ขวัญเขาไม่พอใจเลยถือไม้กวาดไปไล่ตี เด็กคนนั้นวิ่งหนีและเรื่องก็มาจบลงที่เขาถูกรถชนนั่นแหละ

               น่าสงสารจริง

               อืม ฉันเองก็เพิ่งไปดูกับเขามา เห็นตะโกนบอกต่อๆกันว่าเด็กตายแล้วแต่มือยังถือมะเขือเทศไม่ปล่อยเลย แถมยังเรียกหาใครอยู่ตลอดเอ ชื่ออะไรนะ…”

               ใจของกรีนร่วงไปยันตาตุ่ม ร่างชาไปหมดจนไร้ความรู้สึกเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอเล่าชัดๆเต็มสองหู เอาไปให้น้องชายที่ปวดท้องเขาตายแล้วไม่นะลูกแก้ว

               อ้อ ใช่ กรีน เขาเรียกว่ากรีนๆอะไรเนี่ยแหละ

               !!!!

               ไม่ลูกแก้วไม่นะ เขาต้องไม่ตายซิ เธอคงฟังไม่ค่อยถนัดเลยพูดผิดงั้นซินะ เด็กชายกัดริมฝีปากตัวเองแน่นทั้งๆที่น้ำตารินไหลลงมาช้าๆอาบแก้มสกปรกมอมแมมทั้งสองจนเลอะเทอะ สมองเขาสั่นและร่างกายก็สั่นไปด้วยจนยากจะควบคุม กรีนรอจนกระทั่งร่างของสามีภรรยาเดินออกไป จึงออกมาจากที่ซ่อนและวิ่งฝ่าสายฝนไปตามหาเพื่อนรักของเขา

               ลูกแก้ว!! ลูกแก้วอยู่ที่ไหนน่ะ ตอบกรีนหน่อย ลูกแก้ว!”

               เด็กชายตะโกนเรียกซ้ำๆผ่านสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาจนมองอะไรไม่เห็น ร่างเล็กๆวิ่งไปมาทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลยซักอย่าง เขาตะกุยและแหวกพงหญ้าหาทุกสิ่งที่เขาวิ่งผ่านราวกับคนบ้า พร้อมกับตะโกนเรียกเพื่อนรักจนคอแทบแตก ดวงตาของกรีนร้อนผ่าว เด็กชายตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวและหวาดผวา ลูกแก้วต้องไม่ตาย เขายังไม่ตาย

               ลูกแก้ว!”

               ตอบกรีนหน่อยได้โปรด ตอบกรีนหน่อย

               อย่าทิ้งกรีนฮือๆๆๆ…”

               เนิ่นนานเหลือเกินที่เขาเอาแต่วิ่งวนอยู่แบบนั้น เด็กชายทรุดตัวลงนั่งกับพื้นและตะเบ็งเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างเสียขวัญ ไม่เหลือแล้วสำหรับเพื่อนเพียงหนึ่งเดียว ไม่เหลือแล้วกับที่พึ่งทางใจของเขา ลูกแก้วไม่อยู่แล้ว

               ลูกแก้ว!! ลูกแก้ว!! ฮือๆๆ

               ได้โปรดกลับมานะกลับมาหากรีนกลับมา

               เด็กที่ไหนน่ะ?

               ท่ามกลางความมืดของราตรีที่บาดขั้วหัวใจของเด็กชาย เขาเห็นแสงไฟจากไฟฉายและไฟสปอร์ตสาดส่องมายังร่างของเขา รอบกายของเด็กชายคือรั้วที่สูงท่วมหัว เขาไม่มีแรงแม้แต่จะนึกคิดว่าเขาควรจะกลัวเกรง เด็กชายกรีนนั่งนิ่งกับพื้นและตะเบ็งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างไม่หยุดพัก

               ถ้าไม่มีลูกแก้ว กรีนก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม

               นี่!! เฮ้ ฟังรู้เรื่องหรือเปล่าวะออกไปให้พ้น เดี๋ยวนายเห็นเข้าล่ะยุ่งเลย!”

               เสียงที่ตะคอกอยู่เหนือหัวและแรงกระชากที่ต้นแขนจนทำให้เด็กชายตัวปลิว เขาร้องไห้และไม่ขัดขืน นั่งนิ่งๆจนคนพวกนั้นหงุดหงิดเป็นสองเท่า ชายชุดดำที่มีกันอยู่สองคน พวกเขาผลักเด็กชายจนกระเด็นพ้นทางและพูดคล้ายกับกลัวว่าใครจะมาเห็น

               กรีนจะหาลูกแก้ว น้ากรีนจะหาลูกแก้ว…”

               ลูกแก้วอะไรของมึง ออกไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากตายออกไปเลย!”ผู้ชายทั้งสองไล่ตะเพิดเด็กน้อยทั้งๆที่รอบกายฝนยังเทกระหน่ำ พวกมันไม่มีความสงสารเห็นใจพอๆกับที่กลัวว่าใครคนนั้นจะมาเห็น เจ้านายของพวกมันกำลังจะกลับมา พวกเขากำลังมาและจะต้องไม่มีสิ่งระคายตาเพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของพวกมันที่ถูกปลิดลง

               จะหาลูกแก้วจะหาลูกแก้ว…”

               กูบอกให้ออกไป!!!...”

               อะไรน่ะ?

               !!!

 

 

 

               ลี่ เว่ยหวงกำลังหงุดหงิด

               เขาและลูกชายกำลังนั่งมองเม็ดฝนเม็ดใหญ่เทกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าผ่านกระจกรถคันหรู ประเทศไทยคือเมืองร้อน ร้อนจนบางครั้งเขาเองก็รู้สึกหงุดหงิดกับแสงแดดที่แผดเผา ลี่เว่ยหวงชอบประเทศนี้ เขาชอบมากแต่ก็ไม่อาจชินชากับแสงแดดของมันได้ จึงเลือกที่จะมาเฉพาะฤดูหนาว ฤดูที่จะหนาวจัดเฉพาะบางจังหวัด อย่างเช่นจังหวัดนี้

               มองอะไรเจ้าซานเขาหันไปหาเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่เคียงกัน เด็กชายวันรุ่นที่อายุดูจะห่างจากเขาไม่กี่มากน้อย ซึ่งมีรัศมีที่ไม่น่าเข้าใกล้และมีเพียงใบหน้านิ่งเรียบตามแบบของเจ้าตัวที่ชอบแสดงออก

               เขาคือลูกชายของลี่ เว่ยหวง

               ลี่ ซาน

               คนพวกนั้นกำลังทำอะไร

               ไหน

               หน้าบ้านเด็กหนุ่มพูดนิ่งๆขณะมองตรงไปยังเบื้องหน้า ขบวนรถที่ยาวหลายสิบคันชะงักอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไปไหน ด้วยเพราะมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้นตรงถนน ขวางการเข้าไปยังเขตพื้นที่ส่วนตัวของเขาอยู่

คนของเราเองครับท่านเหวินหยา ผู้เป็นมือขวาของเว่ยหวงกล่าวขึ้น ดวงตาคมกริบของเขาปราดมองไปยังจุดนั้น แม้ว่าฝนที่ยังตกกระหน่ำจะบดบังทัศนียภาพไปบ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะพวกเขานั้นชาชินเสียแล้วกับความมืดมิด

               น่าจะเป็นเด็กครับนาย

               เด็ก?

               ดูเหมือนเขาจะร้องไห้แล้วคนของเราพยายามจะพาตัวเขาไปไหนซักที่

               “…ทำไมถึงมีเด็กมาเดินเพ่นพ่านอยู่แถวนี้เสียงเย็นๆที่ส่อเค้าถึงความไม่พอใจเริ่มทำให้เหวินหยาที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามสองพ่อลูกในรถคันหรูเริ่มใจไม่ดีขึ้นมาตงิดๆ นายใหญ่นั้นยังหนุ่มแน่นเพราะมีลูกตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบแปดกับหญิงสาวรุ่นพี่ เขาไม่ชอบเด็กตัวเล็กๆนักเพราะมันสร้างความน่ารำคาญให้กับเขา

               ผมจะลงไปดู

               ซาน

               มันน่ารำคาญนะครับที่ต้องรอ

               ตามใจ พ่อไปด้วย

               นายครับ!”เหวินหยาร้องขัด แต่ก็ทำอะไรขัดใจสองพ่อลูกมากนักไม่ได้ พวกเขาไม่เคยฟังใครและตอนนี้ก็เปิดประตูรถลงไปยังจุดเกิดเหตุเสียแล้ว ท่ามกลางความตกใจของลูกน้องที่พากันวิ่งตามหลังแทบไม่ทัน

               คุณเหวินหยานายท่าน!”

               ใจเย็นๆ ท่านแค่ลงไปดูเฉยๆร่างสูงของหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดพูดเบาๆกับลูกน้องหลายนาย เมื่อเห็นว่าพวกมันหน้าซีดเผือดกลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาดหรืออะไรที่ไม่ถูกใจสองพ่อลูกคู่นั้น

               รีบตามท่านไป

               ครับ!”

 

 

 

               อะไรน่ะ?

               !!!

               นะ นายท่าน!”ร่างสูงของผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูด่านแรกร้องขึ้นอย่างตกใจ มันมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัวและคาดไม่ถึงว่าผู้ที่พวกตนรอต้อนรับจะมาถึงเร็วกว่ากำหนดแบบนี้

               ฉันถามว่าทำอะไรกัน

               คะ คือทั้งสองได้แต่ก้มหน้าลงมองพื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้า เมื่อชายที่มีศักดิ์เป็นถึงนายใหญ่ของตระกูลลี่พร้อมด้วยลูกชายยืนอยู่เบื้องหน้าของตน มีลูกน้องตำแหน่งผู้ติดตามนับสิบๆยืนล้อมอยู่ด้วยสภาพที่เปียกโชก เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มีโอกาสเห็นนายได้อย่างใกล้ชิด ความรู้สึกขาสั่นที่ไม่เคยมีจึงบังเกิด

               ทำอะไรเสียงหนักๆที่เน้นย้ำทำให้ชายทั้งสองรีบคุกเข่าลงกับพื้นตอบเสียงสั่น

               พะ พาเด็กไปให้พ้นขบวนรถครับ

               เด็กเหรอ

               ลี่ซานก้มลงมองสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าแล้วทำหน้าสงสัยเด็กอย่างที่พวกมันว่าจริงๆ ตัวเล็กๆ ผิวขาว แต่สกปรก อายุไม่น่าเกินเจ็ดขวบ แถมตัวยังเปียกโชนราวกับเพิ่งไปตกน้ำมาจากไหน ผิวแก้มของเด็กนั่นซีดขาวอาจจะซีดจัดไปทั้งตัวเลยก็ได้ถ้าสังเกตเห็น

               “…ร้องไห้ทำไม

               “…เจ้าซานเว่ยหวงกล่าวเบาๆด้วยความแปลกใจ เมื่ออยู่ๆลูกชายที่เอาแต่ยืนเงียบมานานของเขากำลังเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเด็กน้อย แถมยังพูดคุยด้วยราวกับเจ้าหนูฟังรู้เรื่อง

              นายน้อยอึก!”ทุกคนหุบปากฉับแล้วก้มหน้ามองพื้นโดยพร้อมเพรียง หลังจากที่เอ่ยปากประท้วงถึงสิ่งที่เด็กหนุ่มกำลังทำ แล้วเจอเข้ากับสายตาเย็นเฉียบเกินวัยปรายหางตาตอบ วงแขนของเขากำลังช้อนร่างที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้นขึ้นมากอดกระชับ เจ้าหนูตัวเปียกที่เนื้อตัวมีแต่คราบดินโคลนเลอะๆ

               อย่าร้องนะเสียงนุ่มๆที่เอ่ยอย่างปลอบโยนยิ่งทำให้เว่ยหวงเลิกคิ้วขึ้น เขาไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มผู้เป็นลูกชายแสดงท่าทางแบบนี้มาก่อน แสดงอาการปลอบโยนคนอื่น แถมคนอื่นที่ว่ายังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆซึ่งร้องไห้งอแงไม่ยอมหยุดตามสิ่งที่เจ้าตัวไม่ชอบ

               ลี่ซานกดหัวของเด็กตัวเล็กให้ซุกลงกับบ่า กรีนร้องไห้ไม่ยอมหยุด เขาไม่ทันรู้สึกอะไรเมื่อใครต่อใครเอาแต่ไต่ถาม ในหัวของเขามีแต่เรื่องของลูกแก้ว มีแต่เรื่องของลูกแก้วเต็มไปหมด

               กรีนจะหาลูกแก้ว…”ภาษาไทยที่ลี่ซานฟังไม่ค่อยรู้เรื่องถูกเปล่งออกมาจากลำคอเล็ก เสียงสั่นๆแหบๆด้วยเพราะอุณภูมิในร่างกายที่เพิ่มขึ้นสูงตามสภาพของเจ้าตัวที่ได้ไปผจญมาเมื่อครู่นี้ เด็กชายตัวร้อนผ่าวซุกร่างเข้าหาความอบอุ่นที่อีกคนมอบให้ แม้จะไม่รู้จักกันก็ตาม

               นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

               ลูกแก้ว…”ในเมื่อเขาฟังไม่ออกลี่ซานจึงเลิกถาม และรับผ้าขนหนูที่ลูกน้องยื่นให้เช็ดไปตามใบหน้าเลอะเทอะ คราบดินที่ติดอยู่บนแก้มถูกกำจัดออกไปจนแทบหมด ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม แม้มันจะแดงช้ำ แต่ลี่ซานรู้สึกว่ามันสวยอย่างบอกไม่ถูก จึงรีบใช้มือเช็ดเร็วๆไปทั่วใบหน้านั้นที่ร้องไห้งอแงจนดวงตาแดงช้ำ

               “…”เป็นครั้งแรกที่หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นกระหน่ำราวกับรัวกลอง เขากวาดมองสิ่งที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยตาเรียบเฉยขัดกับความนึกคิดที่วนกระจายไม่เป็นระเบียบยุ่งเหยิง ลี่ซานกำลังคิดอะไรบางอย่าง ในจิตใจของเขากำลังประมวลผลอะไรบางอย่าง

               เหวินหยาเห็นทุกอย่างที่นายน้อยของตนกำลังปฏิบัติ เขารู้สึกวูบๆอยู่ในห้วงจิตเมื่อเห็นท่าทางไม่เดียงสาของเด็กชายตัวเล็ก กับท่าทีที่เอาใจใส่ผิดปกติของเด็กหนุ่ม เขากำลังรู้สึกไม่มั่นใจในสัญชาตญาณของตนจนต้องสาวเท้าเดินเข้าไปยังสองร่างนั้น แต่ก็มีมือแข็งแรงพอๆกันคู่หนึ่งมาจับไหล่เอาไว้

               ปล่อยเขาเหวินหยา

               แต่นาย…”

               ดูดวงตาของเจ้าซานซิเหวินหยาเว่ยหวงกล่าวเบาๆขณะที่เหวินหยามองตามสายตาของนายตน

               “…นายรู้ไหมว่าเขากำลังซ่อนความคิดอะไรเอาไว้อยู่

               “…ไม่ทราบซิครับ นายน้อยเดาความคิดยากอยู่เสมอ…”เหวินหยาไม่รู้จริงๆว่าเด็กหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ พอๆกับที่เขาเองก็เดาไม่ออกว่าเจ้านายข้างตัวของเขามีอะไรร้ายกาจซ่อนอยู่ในหัวสมอง พวกเขาเหมือนกันมากเหมือนกันมากจริงๆ เหมือนจนเขาหวาดหวั่นแทนเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนั้น

               ฉันจะรับเขาเป็นลูกบุญธรรม

               “…”

               “…เจ้าซานคงอยากให้เป็นแบบนั้น

               ไม่จริงเสียหน่อยนายท่านขัดขวางความต้องการของนายน้อยอีกแล้วซิน่า

 

 

 

               มาหาปาป๊าซิกรีน

               เด็กชายกรีนหรือชื่อจริงๆคือกรพินธุ์หันควับไปตามเสียง เขามองมือที่กวักไปมาในอากาศด้วยดวงตาที่ไม่แน่ใจนัก สลับกับเสี้ยวหน้าของเด็กหนุ่มที่นิ่งเรียบเสียจนเขาไม่กล้าขยับไปไหน พี่ชายซึ่งนั่งอยู่ข้างๆและเป็นคนที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบเป็นคนแรกที่นั่งอยู่ข้างๆเตียง

               พี่ซาน

               มาซิครับน้องกรีน

               ตะ แต่ว่า

               มาหาปาป๊านะครับ

               ดวงตากลมๆเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาแบบฉับพลัน เมื่อพี่ซานยังเอาแต่เปิดหนังสือในมือไปมาไม่หันมาพูดอนุญาตให้เขาก้าวเข้าไปหาปาป๊า

               กรพินธุ์เคยชินกับการต้องขออนุญาตจากพวกผู้ดูแล พวกเธอเหล่านั้นใช้วิธีการบังคับและมักจะให้เด็กพูดขออนุญาตพวกเธอก่อนเสมอๆแม้แต่การจะทานอาหารซักมื้อหนึ่ง

               ราวๆสามอาทิตย์ที่เด็กชายได้เข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ บ้านไม้สักหลังโต เสื้อผ้าอุ่นๆ อาหารดีๆ และเตียงนอนกว้างๆที่ไม่ต้องนอนแบบเบียดๆเหมือนอย่างทุกครั้ง  พี่ชายที่อุ้มเขาขึ้นกอดปลอบพาเข้ามาและจับอาบน้ำลอกเอาสิ่งสกปรกออกไป พร้อมๆกันนั้นเขาก็ต้องนอนซมเพราะพิษไข้จากการตากฝนและอดอาหารร่วมอาทิตย์ กรพินธุ์ยังเด็กเกินกว่าจะมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ เขาคิดตามสิ่งที่ลูกแก้วเคยสอน ลูกแก้วมักจะบอกเขาเสมอว่าวันหนึ่งจะมีผู้ใหญ่ใจดีพาตัวพวกเขาไป ให้อยู่ในที่ดีๆ ได้กินดีๆ ได้ของเล่นดีๆ

               กรพินธุ์คิดอย่างนั้น มันเป็นอย่างที่ลูกแก้วเพื่อนรักบอกจริงๆ

               เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของเขากรพินธุ์ไม่เคยลืม

               แถมยังมีน้าใจดีที่บอกให้กรพินธุ์เรียกตัวเองว่าปาป๊า เด็กชายฟังไม่รู้เรื่องแต่ยังดีที่มีล่ามแปลภาษาให้และเป็นโชคดีอีกอย่างที่เด็กชายมีมาตั้งแต่เกิด เขาเป็นพวกช่างจำ จำและใช้เวลาไม่นานเรียนรู้สิ่งๆนั้น จึงไม่แปลกที่เขาจะเริ่มเข้าใจในบางประโยคและสื่อสารกลับไป ซึ่งอาจจะผิดๆถูกๆจนดูน่าขันในบางคำ

               “…”กรพินธ์ไม่ใช่เด็กช่างกล้า เขาหวาดกลัวและอ่อนแอ เด็กชายติดเด็กหนุ่มที่โตกว่าจนกลายเป็นเงา ด้วยเหตุผลเพราะว่าเขาเป็นคนเข้ามาถามไถ่ตนเป็นคนแรก กรพินธุ์กลัวว่าจะถูกทิ้งอย่างคราวของลูกแก้ว จึงพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุดตามความคิดของตน

               กลัวเจ้าซานมันเหรอไอ้ซาน!”

               อะไรครับเด็กหนุ่มปิดหนังสือฉับเมื่อผู้เป็นพ่อเรียกตัวเองเสียงเย็นเฉียบน่าขนลุก ชายวัยสามสิบกว่าๆที่ราวกับเป็นพี่ชายมากกว่าพ่อ

               บอกให้น้องกรีนมาหาฉันเขาสั่งเสียงเรียบจนทำให้ลี่ซานต้องก้มลงมอง

               น้องกรีนไม่ยอมมาหาฉันเพราะแก

               เพราะพ่อไม่มีปัญญาเรียกเขามากกว่า

               ไอ้ซาน!”หนุ่มหล่อมากอายุกว่าสบถเสียงเขียว เขาตรงรี่เข้าไปชกไหล่เด็กหนุ่มดังพลั๊วะก่อนจะฉวยเอาร่างเล็กๆของเด็กน้อยมาอุ้มเอาไว้ในวงแขน น้องกรีนที่เขารู้สึกรักมากกว่าลูกอย่างมันเสียอีก เฮอะ!

               น้องกรีนติดแกจะตาย จะให้ฉันทำยังไง!”เว่ยหวงตะคอกอย่างโกรธๆ เขารับรู้ได้ถึงแรงสั่นๆที่อยู่ในอ้อมแขนแต่ไม่สนใจ ก่นด่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่มองมาอย่างเรียบเฉยจนหมดแรงจึงได้หันมามอง

               ฮือๆๆ

               อะ อ้าวเฮ้ย!”เว่ยหวงตกใจจนตัวชาเมื่อหันมามองแล้วพบว่าใบหน้าของเด็กชายเลอะเทอะไปด้วยน้ำตาที่รินไหล แขนแข็งแรงกอดกระชับร่างที่อยู่กับอกให้แน่นขึ้นอีกนิด ด้วยความที่ตกใจและขวัญผวากับเสียงร้องไห้ของเด็ก ผู้เป็นพ่อตั้งแต่อายุยังน้อยจึงหันไปก่นด่าลูกชายระบายอารมณ์เสียงเขียว

               แกทำน้องกรีนร้องไห้เลยเห็นไหมหน้าตาเหี้ยมๆของแกกำลังให้เด็กกลัว!”

               “…”

               ดวงตาเรียวของลี่ซานฉายแววเบื่อหน่าย เขากวาดมองสารรูปของพ่อตนแล้วนำมาเปรียบกับตัวเองเงียบๆในใจอย่างครุ่นคิด พ่อบอกเขาว่าหน้าเหี้ยมทำให้เด็กกลัว แล้วพ่อเคยย้อนดูหนังหน้าตัวเองหรือเปล่าว่าโขกพิมพ์เดียวกันกับเขาถึงขนาดไหนแถมเจ้าตัวยังรูปร่างสูงใหญ่กว่าเขาที่ยังเด็ก เสื้อผ้านั้นก็ยังหลุดลุ่ยราวกับกุ๊ยข้างถนน ไม่นับรวมถึงทรงผมยุ่งๆและหนวดเคราหลอมแหลมตรงแก้มกับคางเสียอีก

               ใครน่ากลัวกว่ากันให้พูดอีกที

               ร้องไห้ทำไมกรีนภาษาอังกฤษถูกเปล่งออกจากลำคอของเด็กหนุ่ม เขาเพียงแค่ปรายตามองและถามเท่านั้น ไม่ได้สนใจดวงตากลมๆที่มองมาอย่างอ้อนวอนเลยซักนิด และก็ไม่สนด้วยว่าเด็กชายจะฟังเขาออกไหม

               ทะเลาะทะเลาะกัน…”ภาษาเดียวกันแต่ฟังดูแล้วแทบไม่เป็นประโยคพูดตอบ มือเล็กเอื้อมออกมาหวังจะโผเขาหาคนที่ตนไว้ใจที่นั่งอยู่ข้างล่าง แต่ลี่ซานกลับเบี่ยงตัวหนีท่ามกลางสายตาแปลกใจของเหวินหยาและเว่ยหวงที่มองอยู่

               โตแล้วนะกรีน เด็กผู้ชายอะไรชอบร้องไห้

               ฮึกๆฮืออออสำหรับกรพินธุ์แล้ว การที่ใครมาห้ามไม่ให้เขาร้องไห้จะเหมือนเป็นการยุยงชนิดหนึ่งที่ได้ผลอย่างชะงัด เขาร้องไห้หนักกว่าเก่าและจะยิ่งวิ่งเข้าหาที่ซุกกอดเพื่อหลบภัยตามความคิดของเด็กๆที่มีแต่ความกลัวฝังลึกอยู่ในสมอง

               แต่ก่อนนั้นเขามีลูกแก้ว แต่ตอนนี้ไม่มี คนที่เขาวิ่งเข้าหานั้นจะเป็นใครได้ นอกจากคนที่กอดเขาเอาไว้หลังจากฟื้นไข้และเสียขวัญจากเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน

               ฮือๆๆมือเล็กๆยิ่งไขว่คว้าเข้าหาหนักกว่าเก่า จนเว่ยหวงต้องดึงตัวเอาไว้เพื่อกันตกจากอ้อมแขน เขาหันมาดุลูกชายตัวเองด้วยสายตาขวางๆแต่ลี่ซานไม่ได้สนใจ

               ปล่อยเขาลงเถอะครับนาย

               ก็ไอ้ซานมันไม่สนใจน้องกรีน!”

               เดี๋ยวน้องกรีนก็จัดการกับเขาเองหล่ะครับ

               เอางั้นเหรอวะ

               ครับเหวินหยาพยักหน้า เว่ยหวงจึงต้องปล่อยตัวของกรพินธุ์ลง เขารู้สึกริษยาไอ้ลูกชายขี้เก๊กเล็กๆที่พอปล่อยตัวลง น้องกรีนก็วิ่งเข้าหามันอย่างกับกลัวว่ามันจะหนีหายไปไหน ร่างเล็กๆเริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนตัวของเด็กหนุ่ม ก่อนจะใช้วงแขนของตนโอบรอบคอของคนที่โตกว่าเอาไว้แน่นอย่างหวงแหน

               พี่ซานใช้เวลาซักพักกว่าเด็กตัวเล็กจะหยุดเสียงร้องไห้ของตนเองลง ลี่ซานยิ้มออกมาเล็กๆแล้วโอบตัวเล็กๆของกรพินธุ์มากอดเอาไว้ตอบ

               นายโตแล้วนะกรีน

               ฮึกๆ

               ถ้านายร้องไห้ให้ฉันได้ยินอีกก็เชิญไปอยู่คนเดียวได้เลย

 

 

 

               คุณหนูขา ใกล้เวลาทานข้าวเช้าแล้วนะคะ เสร็จหรือยังเอ่ย

               ใกล้แล้วฮะเสียงเล็กๆตะโกนตอบ ก่อนที่ประตูห้องแต่งตัวจะถูกเลื่อนออกโดยมือเล็กๆของเด็กชายกรพินธุ์ เด็กน้อยในวัยแปดขวบ เจ้านายคนใหม่ของเธอ

               เสร็จแล้วครับ

               เก่งจัง น้องกรีนแต่งตัวเองก็เป็นด้วย

               ลูกแก้วสอนฮะ

               ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวปาป๊ากับพี่ชายจะรอนะคะเหลียงเจียง หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆพูด เธอถูกเลือกจากนายใหญ่หรือก็คือเว่ยหวงให้มาทำหน้าที่ดูแลเด็กชายตัวเล็ก ลูกชายคนใหม่ของนายเมื่อหนึ่งปีก่อน เด็กน้อยที่ดูตื่นกลัวไปเสียหมดและเกาะติดอยู่แต่กับนายน้อยลี่ซานเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอนึกเอ็นดูกับดวงหน้าเล็กๆน่ารักพอๆกับนิสัยที่เรียบร้อยราวกับผ้าผืนเล็กสีขาวบริสุทธิ์

               หนูน้อยช่างอดทนและขยันผิดเด็กทั่วๆไป เจ้าตัวมักจะมุมานะอ่านและเรียนหนังสือเกี่ยวกับภาษาจีนเพื่อที่จะได้พูดกับทุกคนได้รู้เรื่อง เพียงไม่นานก็เริ่มเข้าใจ แม้จะมีติดขัดอยู่บ้างก็ตาม

               พี่ซาน

               อืม ว่าไงเด็กหนุ่มตอบรับคำเรียกขานก่อนจะอ้าแขนออกเพื่อรอรับแรงถาโถมเล็กๆที่พุ่งเข้าใส่จากกรพินธุ์ เขาอยู่ในชุดไปรเวทธรรมดาเนื่องจากสถานที่เรียนของเขาคือประเทศอังกฤษไม่ใช่ที่ฮ่องกงบ้านเกิด ช่วงเวลาจึงต่างกัน เขาปิดเทอม แต่น้องกรีนเปิดเทอม

               กรีนแต่งตัวเสร็จแล้วฮะ วันนี้พี่ซานจะไปส่งกรีนใช่ไหม

               อืม

               กรีน มาหาปาป๊ามั่งซิหนุ่มใหญ่วัยสามสิบกว่าพูดขึ้นบ้างอย่างน้อยใจ แม้ตัวนั้นจะได้อยู่กับเด็กน้อยมากกว่าลูกชายของตน แต่กรพินธุ์ก็ยังรักลี่ซานมากกว่าเขาเสียอีก

               เป็นเด็กดีนะกรีน

               ครับเสียงใสตอบรับอ่อยๆก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดลง เด็กชายชะเง้อมองพี่ซานของเจ้าตัวจนลับตา ก่อนจะหันกลับมานั่งหงอยๆเช่นเดิมจนเหลียงเจียงนึกสงสาร ในเมื่อนายน้อยลี่ซานสัญญาเอาไว้แล้วว่าวันนี้จะไปส่งแต่ก็มีเรื่องด่วนเข้ามาจนไปไม่ได้ คุณหนูน้อยของเธอเลยซึมไปตามระเบียบ แต่ก็ไม่ได้งอแงออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะกลัวว่าจะถูกดุ

               ยิ้มหน่อยนะคะเดี๋ยวก็ได้เจอเพื่อนๆแล้วเธอพยายามบอกกับกรพินธุ์เสียงอ่อน ซึ่งเจ้าตัวก็พยายามยิ้มเท่าที่สามารถจะยิ้มได้ออกมา จนกระทั่งรถคันหรูจอดเทียบประตูโรงเรียนประถมขนาดใหญ่ ร่างเล็กๆจึงเปิดประตูลงมาเองก่อนจะโบกมือล่ำลากับพี่เลี้ยงสาวที่ยืนอยู่

               ตอนเย็นพี่เจียงจะมารับนะคะ

               ฮะกรพินธุ์โบกมือตอบรับก่อนจะวิ่งเข้าโรงเรียนไป

 

               พี่เจียงไม่ได้มาด้วยกันเหรอฮะคุณลุง

               ขึ้นรถเถอะครับคุณหนู

               พี่เจียง…”

               เธอไม่ได้มาด้วยครับขึ้นรถเถอะ

               ครับ

 

 

               อะไรนะ!! น้องกรีนถูกลักพาตัวไป!”

               พวกแกดูน้องกรีนกันประสาอะไรวะ!”เสียงโวยวายด้วยความกราดเกรี้ยวดังลั่นไปทั่วทั้งคฤหาสน์หรูแถบชานเมือง เมื่อลูกน้องคนสนิทรายงานเข้ามาว่าเด็กน้อยที่ตนรับเป็นลูกบุญธรรมถูกใครก็ไม่รู้ฉกชิงตัวไป เว่ยหวงตบหน้าลูกน้องดังฉาดด้วยความหงุดหงิด เจ้าตัวยกโทรศัพท์และต่อสายตรงหาลูกชายที่ป่านนี้คงได้ยินข่าวแล้วจากลูกน้อง

               ผมกำลังจะไปพาตัวเขากลับมาเสียงเย็นๆที่ตอบกลับทำให้เว่ยหวงเงียบเสียงลง เขาไม่ได้ยินเสียงของลูกชายอีกเลยหลังจากที่เจ้าตัวพูดประโยคนั้นจบ จะมีก็เพียงสัญญาณที่ถูกตัดทิ้งเท่านั้น ร่างสูงทรุดนั่งลงกับเก้าอี้ทำงาน สมองครุ่นคิดแต่สิ่งที่ลูกของตนแสดงออกตั้งแต่กรพินธุ์ปรากฏตัว

               นายคิดเหมือนฉันไหม เหวินหยาเขาหันไปหาอีกร่างที่ยืนอยู่ใกล้ๆกัน เหวินหยาเพียงสบตาก่อนจะก้มศีรษะลง เป็นการตอบรับคำของนายที่ถามคำถามที่รู้กันเพียงแค่สองคนนายบ่าว

               ครับ

               ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ไปมันจะทำอะไรกับน้องกรีนบ้าง…”

               คงไม่ร้ายแรงหรอกครับ

               ใครว่า ไอ้ซานมันนิสัยเหมือนชาวบ้านเขาที่ไหน กลับมาคราวนี้มันคงได้สั่งให้น้องกรีนอยู่แต่กับบ้านแน่ๆ

               “…”

               ฉันเป็นพ่อมันนะ ทำไมจะไม่รู้เล่า

……………………………………….

คนหายคอมเม้นต์หด มันไม่ได้ดราม่าขนาดนั้นนะแกกกก๊

 

ง่วงนอนเลยขี้เกียจพิมพ์หาคนอ่าน ฝากเพจฝากนิยายด้วยนะจ๊ะ ราตรีสวัดิ์ทุกท่าน จุ๊บ

ความคิดเห็น