ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 19 || The important thing

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17k

ความคิดเห็น : 52

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2564 22:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 19 || The important thing
แบบอักษร

#19 

The important thing 

 

“เสร็จแล้วว ในที่สุด~”

ผมยืดแขนขึ้นจนสุดเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า กดเซฟไฟล์งานที่เพิ่งทำเสร็จให้เรียบร้อยป้องกันการสูญหาย มันคือวิชาที่ผมต้องทำงานกลุ่มนั่นแหละ ซึ่งหัวหน้ากลุ่มได้แบ่งหน้าที่ให้พวกเราไปหาหัวข้องานที่สนใจกันมาคนละหนึ่งหัวข้อ รวมทั้งให้รวบรวมข้อมูลทำสรุปมาด้วยเพื่อจะได้ให้เพื่อนๆ ในกลุ่มตัดสินใจร่วมกันอีกทีหนึ่ง

และในฐานะรองหัวหน้าผมก็ได้รับผิดชอบงานเพิ่มอีกอย่างคือคอยรวบรวมไฟล์งานจากทุกคนเอาไว้ แล้วส่งต่อให้หัวหน้ากลุ่มที่เป็นรุ่นพี่เป็นคนไปจัดเรียงไฟล์ให้เรียบร้อยและส่งให้อาจารย์ก็เป็นอันเสร็จ

“สองทุ่มรึยังนะ”

ผมเหลือบมองนาฬิกาตัวเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหนังสือ เพราะกลุ่มเราตกลงกันไว้ว่าทุกคนต้องส่งงานมาให้ผมภายในสองทุ่มวันนี้ จริงๆ ของผมผมทำเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่รู้สึกว่าอยากเพิ่มข้อมูลเข้าไปหน่อยเลยเพิ่งจะเสร็จสมบูรณ์แบบเฉียดฉิว แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นซะก่อน

“อะ…พี่ขุนนี่เอง”

ผมหลุดยิ้มออกมาเต็มแก้มเพราะเป็นพี่ขุนคนเท่นี่เอง

“ต้นรักคนหล่อรับสายครับ~”

[หึ อยากบีบแก้มว่ะ]

“พี่ขุนห้ามคิดอะไรกับแก้มรักนะครับ!”

[รอเป็นแฟนก่อน กูจะฟัดให้ช้ำ…แล้วทำอะไรอยู่]

ผมเอนหลังพิงกับเบาะเก้าอี้ ตีขาไปมาเบาๆ อย่างสบายอารมณ์เพราะได้คุยกับพี่ขุน

“รักเพิ่งทำงานเสร็จครับ กำลังรวบรวมงานของเพื่อนๆ เลย”

[มีปัญหาอะไรไหม]

“ตอนนี้ยังไม่มีนะครับ แต่ถ้ามีครั้งนี้รักจะจัดการให้เด็ดขาดเลยครับ!”

วันนั้นที่เล่าให้พี่ขุนฟังถึงเรื่องในอดีตของผม…มันก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวขนาดนั้นของพี่ขุน เขาเหมือนไฟร้อนๆ ที่กำลังปะทุเดือด แต่นอกจากความโกรธแล้วมันก็ยังมีอีกหลายความรู้สึกปะปนอยู่ในนั้น

 

‘ครั้งนี้…พี่ขุนให้รักลองสู้ด้วยตัวเองอีกสักครั้งนะครับ’  

‘…’  

‘ขอให้รักได้กล้าที่จะปกป้องตัวเองจริงๆ …แล้วถ้ามันเหนือการควบคุมไปมากกว่านั้นก็อยู่ที่พี่ขุนจะตัดสินใจแทนรักเลยนะครับ’  

‘…ถ้ามึงไม่ขอเอาไว้ กูคงออกไปลากคอมันมาตอนนี้เลย แต่กูก็รู้ว่ามึงต้องเติบโตขึ้น ต้องเรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง’  

‘ขอบคุณนะครับที่เข้าใจรัก’  

‘กูพร้อมเข้าใจมึงทุกเรื่อง…แต่รู้ไว้นะรัก ถ้ามันล้ำเส้นมากเกินไปกูเอามันตายทันที’  

 

ประโยคคำพูดของเราในวันนั้นวกกลับเข้ามาในความคิดของผมอีกครั้ง…ใช่แล้ว ครั้งนี้ขอให้ผมได้กล้าที่จะปกป้องตัวเองจริงๆ สักครั้ง

[หึ โหดฉิบหาย]

“ใช่แล้ว เห็นแบบนี้แล้วพี่ขุนห้ามดื้อกับรักรู้ไหมครับ เพราะรักตีเจ็บมาก!”

คล้ายกับได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอดังขึ้นกว่าเดิม ผมเลยต้องย่นจมูกน้อยๆ …นี่พี่ขุนไม่ได้กลัวกันจริงๆ สินะ

“แล้วพี่ขุนล่ะครับ ตอนนี้อยู่ที่อู่รึเปล่า”

[ใช่ กำลังไปฝั่งสนามแข่ง]

“อ๋ออ กว่าจะทำงานเสร็จก็ดึกๆ เลยใช่ไหมครับ”

[ใช่ แต่ถ้ามึงมีอะไรก็โทรมาหากูได้ตลอด]

“ได้เลยครับ พี่ขุนสู้ๆ น้าา รักเป็นกำลังใจให้!”

ผมคุยกับพี่ขุนต่ออีกสักพักก่อนอีกฝ่ายจะขอวางสายไปเพราะต้องไปดูความเรียบร้อยในสนามแล้ว ผมเหลือบตามองนาฬิกาอีกครั้งก่อนจะพบว่ามันเลยสองทุ่มมาได้ห้านาทีแล้ว ผมกดเปิดไลน์เพื่อดูว่าทุกๆ คนส่งงานมาให้ผมครบรึยัง

…และมันก็เป็นอย่างที่คิดเลย โทนกับจินนี่เป็นเพียงแค่สองคนที่ไม่ส่งงานมาให้ผม

ผมเผลอขมวดคิ้วน้อยๆ เพราะไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทั้งสองคนยังเป็นแบบนี้อยู่…แต่ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมง่ายๆ หรอกนะ! พี่ขุนอุตส่าห์ให้พื้นที่ผมได้เติบโตด้วยตัวเองแล้วนี่นา ผมพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ แล้วเลือกส่งข้อความส่วนตัวไปหาทั้งสองคน

t.♥ : ส่งงานให้เราด้วยนะ

: ตอนนี้เลยสองทุ่มมาแล้ว

ผมมองกล่องข้อความนิ่ง ไม่นานนักช่องแชตของโทนก็ขึ้นว่าอ่านแล้วและเจ้าตัวก็ตอบผมกลับมา พาให้ผมขมวดคิ้วเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม

Torn : ยังไม่ทำ

t.♥ : แต่เรานัดกันส่งวันนี้ไม่เกินสองทุ่มนะ

Torn : แล้วจะทำไม

: มึงว่างมาทวงนักก็ไปทำให้ซะสิ

: เมื่อก่อนก็เห็นขยันทำให้กูออก

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วแจ้งเตือนของแชตจินนี่ก็เด้งขึ้นมาเหมือนกัน ผมเปลี่ยนไปอ่านข้อความของอีกคนบ้างก่อนจะได้รู้สึกฉุนมากกว่าเดิมซะอีก

jiny : กูไม่ทำ

“ทำไมแย่แบบนี้นะ”

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเลือกพิมพ์ข้อความที่เด็ดขาดบอกทั้งสองคนไป

t.♥ : ถ้าไม่ส่งงานมาให้เรา

: เราจะไม่ใส่ชื่อในงานให้นะ

: เราไม่ได้ขู่ เราทำจริงด้วย

ผมกดออกจากแชตของทั้งสองคนด้วยหัวใจที่แอบเต้นแรงหน่อยๆ …ใช่แล้ว ครั้งนี้จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบเราไม่ได้อีก ที่สำคัญไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่จะเดือดร้อน แต่สมาชิกทั้งกลุ่มที่ตั้งใจทำงานกันอย่างดีด้วยเช่นกัน ผมก้มลงมองโทรศัพท์อีกครั้งแล้วก็เห็นว่าครั้งนี้เป็นพี่เอ หัวกลุ่มนั่นเองที่ทักมา

A : รัก งานครบทุกคนรึยัง เรียบร้อยดีไหม

t.♥ : ทุกคนส่งงานมาให้รักครบหมดแล้วครับพี่เอ เหลือแค่โทนกับจินนี่

A : อ้าว ก็ตกลงกันแล้วนี่ว่าไม่เกินสองทุ่ม

: ได้ทักไปทวงรึยังครับ

t.♥ : ถามแล้วครับ แต่ทั้งสองคนบอกว่ายังไม่ทำครับ

A : เห้ย ได้เหรอแบบนี้

: ไม่เป็นไร ขอบใจมาก

: เดี๋ยวพี่ทักไปทวงในกลุ่มรวมเลยแล้วกัน เผื่อจะสนใจงานขึ้นมาบ้าง

t.♥ : โอเคครับพี่เอ งั้นรักจะส่งไฟล์ของเพื่อนๆ คนอื่นให้เลยนะครับ

A : โอเคครับ ขอบใจมากรัก

ผมวางโทรศัพท์ลงแล้วเปลี่ยนมาจับโน้ตบุ๊กแทน ทำการรวบรวมไฟล์ทั้งหมดให้เรียบร้อยแล้วส่งไปให้พี่เอ เสร็จแล้วผมถึงได้มาเห็นข้อความในไลน์อีกครั้ง เป็นในไลน์กลุ่มงานนั่นเอง

A : @Torn @Jiny

: ทั้งสองคนยังไม่ส่งงานใช่ไหมครับ

RUN : เดี๋ยวนะ เราต้องส่งงานให้อาจารย์ภายในเที่ยงคืนวันนี้ไม่ใช่เหรอ

s. : นั่นสิ แล้วจะส่งทันไหมเนี่ย

A : นี่งานกลุ่มนะครับ

: มีความรับผิดชอบกันหน่อย

โห…พี่เอพูดตรงไม่มีอ้อมค้อมสุดๆ ไปเลย ดูไว้เลยนะต้นรัก แบบพี่เอนี่แหละคนจริง!

 

 

 

 

 

 

 

สรุปได้ว่าเมื่อคืนนี้โทนกับจินนี่ส่งงานมาเกือบไม่ทันส่ง ทุกคนต่างเครียดกันหมดแต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี วันนี้ก็วนมาถึงวิชางานกลุ่มนี้อีกครั้งแล้ว

และที่สำคัญเลยนะทุกคน…รอบนี้ผมมีผู้พิทักษ์มาด้วยล่ะ!

“โห นึกว่ามีบอดี้การ์ดประจำตัวแหนะ” ผมว่าขณะหันซ้ายขวา ทางแก้วใจที่ทางกัลป์ที

“ไม่ได้เลย ปล่อยให้มึงอยู่คนเดียวกับพวกนั้นตามลำพังอีกไม่ได้เด็ดขาด!” ไอ้แก้วว่าเสียงขึงขัง มันเองก็รู้แล้วเหมือนกันว่าผมได้กลับมาเจอคนที่ทำให้ผมเก็บตัวตอนที่เรารู้จักกันใหม่ๆ

“เออ กูพร้อมปล่อยหมัดมากจังหวะนี้ ถ้ามันทำอะไรมึงละก็”

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่รักคนนี้เข้มแข็งจะตาย~~”

ผมว่าจบก็เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี ตรงไปทางห้องเรียนประจำของเรา ยกเว้นแก้วใจที่มาส่งผมด้วยเท่านั้น เสร็จแล้วมันถึงค่อยกลับไปห้องตัวเอง

น่ารักกันจริงๆ เลยเจ้าพวกนี้!

“พวกพี่ขุนก็เรียนตึกนี้พอดีด้วย ถ้ามันแกล้งมึงตายจมตีนแน่”

“แบบนั้นไม่ดีหรอก ตอนพี่ขุนโมโหน่ะน่ากลัวมากๆ เลยนะ”

“อ๋อออ เป็นห่วงพี่มันว่างั้น?” ไอ้กัลป์เลิกคิ้วทำหน้ากวนผมทันที ผมหน้าร้อนวูบวาบ เอ่ยตอบมันกลับเสียงตะกุกตะกัก

“กะ..ก็ใช่น่ะสิ”

“เป็นแฟนกันไปเลยไหมจบๆ ชัดเจนกันทั้งคู่ขนาดนี้”

“ใช่ๆ แต่กูว่าเข้าพิธีวิวาห์เลยดีกว่า ดูแลกันได้น่ารักขนาดนี้”

ผมหน้าร้อนผ่าวขึ้นมากกว่าเดิม ได้แต่ทำปากอ้าๆ หุบๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี…เข้าพิธีวิวาห์อะไรกันเล่าา ฮึ่ยย คนอยากต้นรักต้องได้แต่งงานกับคุณอาหารเท่านั้นแหละ!

เราเดินเลี้ยวเข้ามาทางห้องเรียน แต่แล้วก็ต้องเผลอชะงักไปเล็กน้อยเพราะโทนกับจินนี่กำลังยืนคุยกันอยู่หน้าประตูทางเข้าพอดี ทั้งสองคนหันมาเห็นผมก่อนสายตาจะเปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที ร่างสูงกว่าจ้องมองมาที่ผมนิ่ง ในมือถือแก้วน้ำเอาไว้ส่วนอีกข้างก็ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงท่าทางสบายๆ ผมไม่ได้หลบตาอดีตเพื่อนเลยแม้แต่น้อยแม้หัวใจจะเริ่มเต้นแรงไม่เป็นส่ำ…ต่อให้บอกว่าเข้มแข็งมากขึ้นยังไง แต่ความกลัวในใจผมก็ยังหลงเหลืออยู่มากเช่นกัน

โทนละสายตาจากผมไปมองกัลป์ แววตาหาเรื่องชัดเจนแต่ก็ยังไม่มีท่าทีคุกคามใดๆ

“เห้ยคนเก่งมาแล้วว่ะ…ไง ได้ข่าวเดี๋ยวนี้เก่งขนาดที่จะตัดชื่อพวกกูออกจากกลุ่มเลยนะ”

“นั่นดิ เมื่อก่อนยังหงิมๆ อยู่เลย แค้นจากครั้งนั้นเหรอมึง”

“เห่าเก่งฉิบหาย ดีแต่เห่าด้วยนะ”

ผมรั้งแขนกัลป์ไว้เมื่อมันกำลังจะโดนเข้าไปใกล้คนทั้งคู่ ผมรู้ว่าไอ้กัลป์เป็นคนรักเพื่อนมากและไม่ยอมคนอยู่แล้ว แต่ผมไม่อยากให้มันต้องเดือดร้อนเพราะที่นี่คือในมหาวิทยาลัย

“คนพวกนี้เองเหรอ ที่ทำให้มึงเก็บตัวแบบนั้น” แก้วใจว่าขึ้นบ้างด้วยสีหน้าเจ็บใจไม่น้อย ผมจับแขนเพื่อนทั้งสองคนเอาไว้เพื่อประคองสถานการณ์ตรงหน้า

“กัลป์ ไอ้แก้วเข้าห้องกันเถอะ อย่าไปสนใจเลย”

“…แม่ง”

ถึงจะอารมณ์ร้อนไม่น้อยแต่ไอ้กัลป์ก็ยอมพาผมเข้าห้องแต่โดยดี โทนกับจินนี่ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพียงยืนมองพวกเราเดินสวนผ่านเข้าห้องเรียนไปเท่านั้น

…แต่ในวินาทีต่อมาสัมผัสแสบร้อนก็เกิดขึ้นทั่วแผ่นหลังผมอย่างไม่ทันคาดคิด

ซ่าา 

ภาพที่หันไปเห็นคือโทนกำลังคว่ำแก้วกาแฟร้อนๆ ลงเพื่อยืนยันให้รู้ว่าเขาได้ราดของเหลวร้อนพวกนั้นลงกับหลังผมไปเมื่อครู่

“โทษทีว่ะ หมั่นไส้เลยมือลื่น”

“ไอ้สัดเอ๊ย!”

ผมได้แต่ยืนนิ่งค้างอย่างตกใจในขณะที่ไอ้กัลป์โกรธเลือดขึ้นหน้าเตรียมพุ่งไปเอาเรื่องกับอีกฝ่ายทันที ดวงตาเริ่มแสบร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะไม่คิดว่าอีกคนจะทำร้ายกันรุนแรงขนาดนี้อีก

พลั่ก! ตุ้บ! 

แต่ยังไม่ทันที่ไอ้กัลป์จะได้ทำอะไร ร่างสูงคุ้นตากลับพุ่งเข้ามาต่อยโทนก่อนจนล้มลงกับพื้นอย่างแรง หัวใจผมเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงมากขึ้นเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที ผมมองแผ่นหลังกว้างของพี่ขุนอย่างตกใจ…เห็นเพียงแค่แผ่นหลังเท่านั้นแต่มันกลับแผ่ความโกรธออกมาได้อย่างชัดเจน

“ไปตายไอ้สัด”  

“โอ๊ย! ไอ้เหี้ยจมูกกู”

“เห้ย ปล่อยโทนนะ!…อึก”

“อย่าเสือก”

พี่ขุนกระชากแขนจินนี่อย่างแรงจนอีกฝ่ายมีท่าทีหวาดผวา แววตาคมกริบของพี่เขาดูโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิมจนจินนี่ตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัวก่อนจะโดนผลักออกไปไกล มือผมสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้เพราะกลัวว่าพี่ขุนจะเดือดร้อนถ้าทางมหาวิทยาลัยรู้เข้า

…แม้จะยังเช้าอยู่มาก แต่นักศึกษารอบบริเวณก็มีเยอะพอสมควร และทุกคนต่างจับจ้องมาทางพวกเราด้วยความตกใจ

“ร้อนมากไหมไอ้รัก เหี้ยเอ๊ย”

“ทำไมแย่ได้ขนาดนี้นะ แสบมากไหมมึง”

กัลป์ถอดเสื้อกันหนาวออกมาเช็ดแผ่นหลังที่โดนน้ำร้อนลวกให้ผม ไอ้แก้วเองก็ยืนถามผมอย่างเป็นห่วงจนน้ำตาคลอ

“มะ..ไม่เป็นไร ไม่แสบมากเท่าไหร่หรอก ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

“ตอนนี้มันยังไม่เท่าไหร่หรอก แต่อีกสักพักแสบหนักแน่ หมาลอบกัดฉิบหายไอ้สัด”

ผมหันกลับมามองภาพตรงหน้าอีกครั้ง ตอนนี้โทนมีสภาพแย่มาก ทั้งเลือดไหลออกจากจมูก จากปากที่แตก และมีแผลบนใบหน้าเต็มไปหมด ดวงตาช้ำม่วงน่ากลัว…แต่ถึงอย่างนั้นพี่ขุนก็ยังไม่มีท่าทางจะหยุดลงง่ายๆ

พี่่ขุนในเวลานี้น่ะ…ไม่คิดปรานีอีกฝ่ายเลยสักนิด

“เก่งมากนักมึงลุกมา”

“…แค่กๆ”

“กูบอกให้ลุก!”

“อั๊ก”

เท้าหนักๆ ฟาดเข้าที่ซีกแก้มอีกฝ่ายจนหันเข้ากับพื้น พี่ขุนเตะเข้าที่แผ่นท้องของคนที่นอนทรุดอยู่อย่างแรงจนตัวงอด้วยความจุก ผมพูดอะไรไม่ออกเพราะก้อนบางอย่างพุ่งขึ้นมาติดอยู่ที่ลำคอ อยากบอกให้พี่ขุนพอแล้ว…ไม่เอา ไม่อยากให้พี่ขุนโดนทางมหาลัยลงโทษนะ

“รัก รักเป็นยังไงบ้าง” ผมละสายตากลับมายังข้างกาย ดาววิ่งเข้ามาหาสีหน้าเป็นห่วง ผมมองเลยไปทางด้านหลังก็เห็นพวกพี่ไฟมากันครบทุกคนเลย

“ทะ..ทำไมเป็นแบบนี้ คนนั้นเหรอที่ทำรัก”

“ใช่ ถ้าไม่ใช่พี่ขุนที่มากระทืบมันแทน กูบอกเลยว่าจะเอาให้ตายคาตีนกูแน่”

พวกพี่ไฟเริ่มเดินเข้าไปห้ามพี่ขุนไว้ ร่างสูงไม่ได้ดูลดความโกรธลงเลยด้วยซ้ำ ใบหน้าติดดุในตอนนี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พี่ขุนเสยผมอย่างหงุดหงิดก่อนจะหันมาสบตากับผมนิ่ง

…ผมส่ายหัวเพื่อบอกให้เขาพอแล้ว ผมเป็นห่วงพี่ขุนมาก มากกว่าตัวเองไปตั้งเยอะ

พี่ขุนช่วยเข้าใจรักทีนะครับ…

เหมือนว่าสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อได้ส่งไปถึงพี่ขุนเป็นอย่างดี เขาละสายตาออกจากผมแล้วก้มลงไปมองร่างที่ร้องโอดโอยอยู่บนพื้นอีกครั้ง แล้วขายาวๆ ก็ฟาดปากโทนอีกเป็นครั้งสุดท้าย

ผัวะ!

“อั่ก”

“มึงไม่ได้ตายง่ายๆ ขนาดนี้หรอกไอ้สัด”  

พี่ขุนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครสักคนก่อนจะเอ่ยบอกน้ำเสียงเฉียบขาด

“มาลากหมาไปใส่กรงให้กู…แล้วก็ล่ามโซ่มันให้ดีด้วย”  

 

 

 

 

 

 

“หมอว่ายังไงบ้าง”

“หมอบอกว่าแผลไม่หนักเท่าไหร่ครับ ทายาอีกสักพักก็หายดีแล้วครับ”

“แสบมากไหม”

“นิดหน่อยเท่านั้นครับ แค่นี้ต้นรักไม่สะเทือนหร้อกก~”

พี่ขุนก้มลงมามองผมเล็กน้อยก่อนจะจูงมือพาไปที่รถเพื่อเดินทางกลับ ผมต้องลาเรียนมาทำแผลที่โรงพยาบาลและพี่ขุนไม่อนุญาตให้ผมกลับไปเรียนต่อจนกว่าแผลจะหายดี ผมก้าวขึ้นมานั่งบนรถอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แผ่นหลังครูดกับอะไรแรงๆ ดีที่เสื้อคลุมที่พี่ให้มาใส่มันตัวใหญ่เลยไม่แนบไปกับผิวเนื้อนัก พี่ขุนปิดประตูรถให้ผมเสร็จก็อ้อมไปขึ้นทางฝั่งคนขับบ้าง ผมมองคนข้างกายตาปริบๆ เพราะเขากำลังมองผมนิ่งอยู่

“พะ..พี่ขุนครับ”

ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่ออยู่ๆ ทั้งร่างก็ถูกท่อนแขนหนายกขึ้นไปนั่งพาดอยู่บนตักแกร่ง ใบหน้าผมเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที เขินมากจนไม่กล้าขยับตัวไปไหนเลย…เราไม่เคยใกล้ชิดไปทั้งตัวกันขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ._.

มือใหญ่ดันใบหน้าผมให้แนบกับซอกคอแกร่งเขาก่อนจะกอดผมเอาไว้ทั้งตัว…วินาทีนี้ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งร่างและหัวใจ พาให้ผมต้องเบียดกายเข้าหาร่างหนาแสนอบอุ่นของพี่ขุนมากขึ้น

ท่ามกลางพวกเราเงียบงันไร้คำพูดใดๆ แต่ความรู้สึกมากมายกลับอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด ผมค่อยๆ ยื่นมือทั้งสองข้างไปกอดเอวสอบเอาไว้ตอนที่ใบหน้าคมคายซบลงมาบนไหล่กัน

“พี่ขุน”

“อืม ว่าไง”

“พี่ขุนจะโดนทางมหาลัยลงโทษหนักไหมครับ…รักไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลย”

ผมเบียดแก้มลงกับไหล่กว้างยิ่งกว่าเก่าเพราะความเป็นห่วงมันตีตื้นขึ้นมาจนล้นอก คิดไปมากมายว่าพี่เขาจะโดนอะไรบ้าง และเมื่อคิดไปถึงทางที่เลวร้ายมากที่สุดอย่างโดนไล่ออกผมก็ใจระบมไปหมดจนเริ่มกลายเป็นต้นรักเด็กขี้แย

“ไม่ต้องห่วง พ่อกูใหญ่”

“…”

“พ่อไอ้ไฟก็ใหญ่ กูไม่โดนไรหรอก”

จากที่กังวลจนใจเจ็บไปหมดในตอนแรกก็ต้องหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ …พี่ขุนนี่จริงๆ เลย ไม่เคยกลัวอะไรเลยสินะ

…ผมนึกย้อนไปถึงสิ่งที่พี่ขุนและทุกคนปกป้องผมก็อุ่นวาบที่ใจไปหมด ไม่รู้จะพูดอะไรตอบแทนทุกคนเลยด้วยซ้ำที่ใจดีกับผมมากขนาดนี้ ผมกอดพี่ขุนแน่นขึ้นก่อนจะเอ่ยบอกเขาจากใจจริง

“รักขอบคุณมากนะครับพี่ขุน…ขอบคุณมากจริงๆ”

“กูขอโทษนะรัก ที่ปล่อยให้มึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก”

“ไม่ ไม่เลยครับ มันไม่ใช่ความผิดของพี่ขุนซะหน่อย พี่ขุนห้ามโทษตัวเองเด็ดขาดเลยนะครับ” ผมมุ่ยปากว่าอยู่กับซอกคออุ่น

“…เจ็บว่ะ เห็นมึงเจ็บแล้วกูทรมานฉิบหายเลย”

“พี่ขุน”

“อย่าเป็นอะไรอีกนะรัก กูเป็นห่วงมึงจะตายอยู่แล้ว”

 

 

 

 

 

 

“ครับคุณพ่อ แค่นี้เองรักสบายมากเลยครับ!”

[กลับบ้านเราไหมลูก พ่อกับแม่เป็นห่วงรักมากเลยนะครับ]

“รักมีคุณหมอส่วนตัวคุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ แถมคุณหมอของรักยังดุมากๆ ด้วย ถ้ารักดูแลแผลไม่ดีต้องโดนตีๆ แน่นอน”

[ตัวเล็กของพ่อนี่คึกคักดีจริงๆ เลย]

ผมหลุดหัวเราะร่า เมื่อกี้ก็เพิ่งคุยกับคุณแม่จบไป ตอนนี้ก็เลยเป็นคิวของคุณพ่อสุดหล่อบ้าง…ผมเหลือบตามองร่างสูงของพี่ขุนที่เปลี่ยนจากชุดนักศึกษามาเป็นชุดธรรมดา เขาหันมามองผมนิ่งๆ ก่อนจะตรงเข้ามาใกล้แล้วอุ้มผมไปนั่งอยู่กลางระหว่างขา

…มะ มันไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวหรอกเหรอ TT

[แล้วนี่รักกินข้าวรึยังครับ]

“รักกินแล้วค้าบบ พี่่ขุนพารักไปกินมาเมื่อกี้เลย”

พี่ขุนพาผมกลับมาที่คอนโดของพี่เขา โดยให้เหตุผลว่าจะไม่ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวเด็ดขาดเพราะเป็นห่วงแผล…พี่ขุนลืมไปรึเปล่านะว่าผมก็เรียนหมออยู่น่ะ U_U

[คืนนี้รักค้างกับพี่เขาใช่ไหมครับ]

“ใช่ค้าบ อย่างที่รักบอกว่าคุณหมอของรักดุมาก”

[ไม่ให้คลาดสายตาเลยสินะลูก]

“แหะๆ ประมาณนั้นเลยครับ”

[โอเค งั้นพ่อขอคุยกับพี่เขาหน่อยได้ไหมครับ]

เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็เงยหน้าขึ้นถามพี่ขุน และเจ้าตัวก็พยักหน้ารับง่ายๆ ก่อนจะรับโทรศัพท์ไปจากผม ขณะที่พี่ขุนคุยกับคุณพ่ออยู่ผมก็พยายามจะลุกขึ้นจากตักพี่ขุนเพราะตอนนี้ผมเขินจนแก้มร้อนจี๋ไปหมดแล้ว

“ไม่ให้ลุก”

แต่พี่ขุนกลับรู้ทันกันเลยก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูแถมยังจับเอวกันไว้แน่นอีกต่างหาก

“ฮึ่ยย ทำไมพี่ขุนเกเรขนาดนี้เนี่ย”

ผมว่าเสียงเบาเพราะกลัวว่าเสียงจะไปเข้าโทรศัพท์ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่แบบนั้นฟังเสียงทุ้มคุยโทรศัพท์กับคุณพ่อต่อ และไม่รู้ว่าเพราะตัวพี่ขุนอุ่นเกินไปหรือแอร์ในห้องมันเย็นฉ่ำแสนสบาย ดวงตาผมถึงเริ่มปรือปรอยได้ขนาดนี้

“หาวว~~” ผมหาวหวอดใหญ่จนน้ำตาซึม พิงแก้มลงกับอกพี่ขุนเพราะมือใหญ่จับดันให้ซบ

“ง่วงก็นอน”

“…ค้าบบ”

ผมบอกเสียงอ่อยแล้วไม่นานนักต้นรักร่างง่วงนอนก็เข้าครอบงำจนผมค่อยๆ ปิดเปลือกลงแล้วหลับสนิทคาอกพี่ขุนไป…ตื่นมาค่อยหาอะไรกินใหม่เนอะ งืมๆ

 

 

 

 

 

 

ผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้าไปแล้ว…โห นอนไปหลายชั่วโมงเลยนะเนี่ย ผมเริ่มมองไปรอบๆ ตัวเพื่อมองหาร่างสูงของพี่ขุน แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ผมอยู่บนเตียงนุ่มเพียงคนเดียวเท่านั้น

“พี่ขุนน”

เผลอเรียกชื่อเจ้าตัวออกมาอย่างไม่รู้ตัว เห็นรอยยับข้างเตียงก็ทำให้รู้ว่าก่อนหน้านี้พี่ขุนก็คงจะมาอยู่ข้างๆ กัน แต่ตอนนี้นี่สิไม่รู้หายไปไหนซะแล้ว ในตอนที่ผมเตรียมลุกขึ้นจากเตียงกว้างประตูหน้าห้องนอนก็ถูกเปิดเข้ามาพอดี

“ตื่นแล้วเหรอ”

“ใช่ครับ ต้นรักได้ตื่นขึ้นแล้วว~~”

“ตื่นมาก็อารมณ์ดีเลยรึไง”

ผมส่งยิ้มแป้นไปให้พี่ขุน ที่อารมณ์ดีมากๆ ก็เพราะได้นอนอย่างเต็มอิ่มยังไงล่ะ ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้แล้วทรุดตัวลงนั่งที่ข้างเตียง

“กูไปคุยโทรศัพท์เรื่องงานมา”

“อ๋อ แบบนี้นี่เอง”

มือใหญ่ยกขึ้นมาตรงหน้า ช่วยจัดเส้นผมของผมให้อย่างใจดี ผมก็เลยนั่งนิ่งๆ ยอมให้พี่ขุนเสริมหล่อให้

“พี่ขุน รักหิวแล้วค้าบบ”

“อยากกินอะไร”

“อืมม…รักอยากกินหลายอย่างมากๆ งั้นเราไปเดินตลาดกันดีไหมครับ มีตลาดข้างมอที่ไอ้กัลป์ชอบมาบอกรักว่าของกินเยอะมาก แต่รักก็ไม่ได้ไปสักทีเลย”

“ได้”

“พี่ขุนเป็นกู๊ดบอยยเหรอ”

“หึ วันนั้นยังบอกว่ากูเป็นแบดบอยอยู่เลย”

“ฮะๆ รักจะเปลี่ยนตำแหน่งให้พี่ขุนตามใจรักเอง~”

“อารมณ์ดีจริงด้วยว่ะ”

“รักไม่โกหกหร้อกก…งั้นรักขอไปล้างหน้าก่อนนะครับๆ พี่ขุนเตรียมหยิบกุญแจรอรักได้เลย!”

“อืม ไม่รีบ เดินระวังๆ ในห้องน้ำมันลื่น”

“รับทราบครับ!”

ผมรีบลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้กินของอร่อยเยอะๆ …วันนี้แหละ! ต้นรักจะเหมาของทั้งตลาดไปเลย! ผมเปลี่ยนชุดที่ใส่อยู่ด้วยเสื้อผ้าพี่ขุนจนกลายเป็นต้นรักร่างเด็กโค่งอีกแล้ว

“พี่ขุนไปกันครับ รักพร้อมแล้ว”

“…แป๊บหนึ่ง”

ผมมองร่างสูงที่หายเข้าไปในห้องแต่งตัวอีกครั้งแล้วกลับออกมาพร้อมเสื้อฮู้ดสีดำในมือ

“ยกแขนขึ้นหน่อย”

“พี่ขุนจะใส่ให้รักเหรอครับ”

“ใช่ กูจะขับบิ๊กไบค์ไป ใกล้มืดแล้วมึงจะหนาว”

“รักเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณนะครับ” ผมส่งยิ้มเต็มแก้มไปให้คนที่ตัวสูงกว่ามาก เสร็จแล้วเราถึงได้ลงมาจากคอนโดพี่เขาจริงๆ ซะที

พี่ขุนยังคงใจดีสวมหมวกกันน็อกให้ผมเหมือนเดิม รถคันใหญ่วิ่งอยู่บนถนนด้วยความเร็วคงที่ ไม่นานเลยพวกเราก็มาถึงตลาดนัดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยของกินมากมาย ผมกับพี่ขุนจับมือกันไว้แน่นเพราะคนเยอะอาจทำให้เราหลงกันก็ได้

“โห สายไหมน่ากินจัง”

“ก็ซื้อ”

“แต่เราควรกินของคาวก่อนไม่ใช่เหรอครับ ‘_’ ”

“ก็ซื้อมาก่อน แล้วค่อยกินทีหลัง กูถือให้เอง”

“พี่ขุนคนเท่จะถือสายไหมให้รักเหรอครับ~”

“อะไรที่เป็นของมึงกูแบกได้ทั้งโลกนั่นแหละ”

คราวนี้เป็นผมเองที่เขินขึ้นมาจนหน้าร้อนวาบไปหมด รีบเฉไฉพาพี่ขุนเดินไปซื้อสายไหม ผมเลือกสายไหมไม้ที่เป็นสีฟ้าขึ้นมาตาวาววับ แค่นึกถึงความหวานของมันก็อยากจะกัดคำใหญ่ๆ มันซะเลยตอนนี้

“อะ…พี่ขุนจ่ายแล้วเหรอครับ”

“ใช่ มึงอยากกินอะไรอีก เหมาทั้งตลาดเลยก็ได้ถ้ามึงอยากกิน”

“มะ..มากเกินไปแล้วครับ”

พี่ขุนกำลังจากกลายเป็นเสี่ยขุนหมื่นแล้วสินะ ไม่ใช่พี่ขุนทำไม่ได้นะเนี่ยย

“รักอยากกินไก่ทอดดครับ”

“ได้”

พี่ขุนพาผมเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน แถมยังช่วยผมถือของกินทุกอย่างเลยด้วย ผมก็เลยได้รับหน้าที่สำคัญเป็นคนป้อนของอร่อยๆ ให้พี่ขุนด้วยตัวเอง

เราใช้เวลาอยู่ในตลาดนานมากแล้วผมก็รู้สึกดีจริงๆ ที่ได้ออกมาใช้เวลากับพี่ขุนแบบนี้…ชอบมากๆ เลยล่ะ

“รักว่าแค่นี้ก็พอแล้วครับ แถมเรายังเดินครบหมดทั้งตลาดแล้วด้วย”

พี่ขุนหยักหน้ารับแล้วพาผมเดินออกจากตลาดไปทางลานจอดรถ เราจะเอาของกินที่เหลือทั้งหมดไปกินที่คอนโดพี่ขุนกันล่ะ~ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แสงจากดวงอาทิตย์ก็ถูกทดแทนด้วยแสงไฟน้อยใหญ่จากข้างทางและตามบ้านเรือนเต็มไปหมด ผมกดเอวพี่ขุนแน่นขึ้นเพราะตัวรถกำลังขับขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ ภาพวิวข้างทางเป็นอะไรที่สวยงามมากจนชวนให้ทิ้งสายตาเอาไว้…และรู้ตัวอีกทีบิ๊กไบค์คันใหญ่ก็จอดลงที่ริมสะพานซะแล้ว ผมมองรอบกายอย่างงุนงงและพบว่ามันเป็นจุดชมวิวที่สามารถจอดรถได้

มุมตรงนี้ยิ่งสวยกว่าเดิมอีก…

“พากระต่ายมาชมวิว”

ร่างสูงที่ลงไปยืนบนพื้นหันกลับมาบอกผม พี่ขุนเท้าข้อศอกกับราวสะพานพร้อมส่งยิ้มบางมาให้ผม ภาพพี่ขุนตรงหน้าไม่มีตรงไหนที่ชวนมองแพ้วิวรอบด้านเลยสักนิด ใบหน้าคมคายโดนแสงไฟตกกระทบทำให้เกิดเงาไปครึ่งซีก สายลมเอื่อยๆ พัดพาให้เส้นผมสีน้ำเงินเข้มปลิวไสวเบาๆ ต่างหูสีเงินรอบใบหูสะท้อนเล่นกับแสงไฟวิบวับอย่างน่าดูชม

…ทำไมพี่ขุนถึงได้ดูดีมากขนาดนี้กันนะ

“รัก…รักไม่ใช้คุณกระต่ายซะหน่อย”

ผมยกแก้วโอวันตินเย็นขึ้นมาดูดแก้เก้อแทนการสบสายตากับพี่ขุน หัวใจเต้นแรงตึกตักเพราะภายในแววตาคู่นั้นมันไม่ได้ปกปิดอะไรไว้เลย

พี่ขุนแสดงความรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมาสมกับเป็นพี่ขุนจริงๆ นั่นแหละ

ส่วนผมเอง…ตัวผมเองมันก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันหรอกนะ

ผมค่อยๆ วางแก้วน้ำไว้บนเบาะข้างกาย เงยหน้าขึ้นไปหาคนที่มองกันอยู่แล้ว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เก็บกลั้นอาการเขินเอาไว้แล้วเอ่ยบอกสิ่งสำคัญกับพี่ขุนออกไป

สิ่งสำคัญจากจริงๆ ของต้นรัก

“พี่ขุนครับ”

เสียงทุ้มขานรับผมในลำคอ…นิ่งเงียบเฝ้ารอผมอย่างใจเย็น

“ตอนนี้รักชอบพี่ขุนมากเท่านี้แล้วนะครับ”  

ผมวาดแขนทั้งสองข้างออกเป็นครึ่งวงกลม หลุดยิ้มกว้างเมื่อจะเอ่ยบอกประโยคต่อไป

“และรักรู้ว่าอีกไม่นานมันจะเป็นเท่านี้”  

พร้อมกับวาดแขนเป็นวงกลมเต็มวง

“…”

“ซึ่งหมายถึงว่ารักกำลังจะชอบพี่ขุนไปทั้งใจแล้วครับ”  

ผมไม่รู้เลยว่ามันเป็นเสี้ยววินาทีหรือเท่าไหรกันแน่ แต่ทันทีที่ผมว่าจบคนที่ยืนพิงสะพานอยู่ในตอนแรกกลับก้าวเข้ามาชิดโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว มือใหญ่ทั้งสองข้างประคองข้างแก้มของผมขึ้นก่อนจะแนบริมฝีปากรุ่มร้อนลงมา

…หัวใจผมเต้นรัวแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก พี่ขุนแนบเรียวปากลงมาลึกซึ้งมากขึ้นจนผิวแก้มผมสุกแทบไหม้ ริมฝีปากร้อนจัดกดคลึงปากผมอย่างหนักหน่วงพาให้หวิววาบในท้อง ผมได้แต่หลับตาแน่นในขณะที่เรียวปากโดนดูดดึงจนเกิดเสียงดังน่าอาย พี่ขุนขบกัดริมฝีปากล่างของผมก่อนจะค่อยๆ ส่งลิ้นร้อนออกมาเล็มเลียจนเรียวปากของเราฉ่ำวาวกันทั้งคู่

ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดผิวแก้มผมยิ่งเป็นตัวเร่งชั้นดีให้แก้มผมร้อนจัด นิ้วโป้งใหญ่ลูบข้างแก้มผมช้าๆ หลอกล่อให้เปิดปากออกโดยไม่ทันตั้งตัว พี่ขุนสอดแทรกลิ้นร้อนเข้ามาทันทียิ่งทำให้ลมหายใจผมขาดห้วงยิ่งกว่าเดิม เขาแสดงความร้ายกาจช่ำชองด้วยกันไล่ต้อนลิ้นผมไปเกี่ยวดึงหนักหน่วง แล้วก็เหมือนกับจะให้ผมได้พักเอาแรงถึงได้เปลี่ยนไปใช้ลิ้นไล่เล็มตามแนวไรฟันและเพดานปากผมแทน

“อึก…อื้มม”

ปากร้อนผละออกไปชั่ววินาทีก่อนจะกดย้ำลงมาอีกครั้งแนบแน่น ผมเพิ่งเข้าถึงคำว่าจูบดูดดื่มเป็นครั้วแรกก็ในตอนนี้ ริมฝีปากผมเริ่มชาหนึบแต่พี่ขุนก็ยังคงไม่มีท่าทีจะผละออกจากกันไปง่ายๆ ลิ้นชื้นไล่เก็บเกี่ยวทุกสิ่งราวกับโหยหาอย่างหนัก เรียวลิ้นเราเกี่ยวกวัดกันเป็นจังหวะชวนให้ทั้งร่างผมสั่นสะท้าน

กะ..เกินไปแล้ว พี่ขุนเกินไปแล้วจริงๆ T___T

หัวใจจะวายตายอยู่แล้ว

“อื้อออ!”

ผมเริ่มระดมทุบแผ่นอกกว้างเพราะเริ่มหมดอากาศหายใจไปทุกที พี่ขุนกดริมฝีปากเข้าหากันแน่นมากกว่าเดิมก่อนจะค่อยๆ ผละออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ผมหอบหายใจหน้าแดงก่ำไปหมด สบดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกมากมายชวนให้แววตาผมวูบไหว

ใบหน้าเราอยู่ห่างกันแค่คืบ และผมมองเห็นริมฝีปากที่แดงจัดของพี่ขุนได้อย่างชัดเจน

“แต่กูรักมึงแล้วรัก”  

“…”

“เป็นเมียกูไหม ทั้งชีวิตต่อจากนี้กูพร้อมดูแลมึงอย่างดีเลยนะ”  

“…”

“สัญญาด้วยใจทั้งหมดที่มีเลย”  

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………………..

คู่นี้เขาไม่เหมาะกับความเศร้านานๆ หรอกค่าา ฮ่าา

แม่ๆ เตรียมเรียกสินสอดแน่เลย พี่ขุนกินปากน้องไปแล้วแหละฮิ้วว~~

 

 

Twitter : @Themoonthere 

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ♥

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว