facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 18

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 51.8k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18
แบบอักษร

บทที่ 18 

  

             “วันนี้ตื่นมาครัวเองแต่เช้าเลยนะคะคุณคับฟ้า จะทำอะไรคะเนี่ย มาค่ะเดี๋ยวหวานช่วย” 

  

             แสงแรกของเช้าวันอาทิตย์สุดสัปดาห์ แดดยามเช้ารับอรุณวันแห่งครอบครัว ผมตื่นนอนค่อนข้างเร็วกว่าปรกติเพราะตั้งใจอยากจะเข้าครัวทำกับข้าวมื้อเช้าด้วยตัวเองหลังจากเมื่อวานได้เห็นสีหน้าซีดเซียวของขุนศึกจากการทำงาน ผมก็อดไม่ได้ที่อยากจะลุกขึ้นมาทำอาหารบำรุงร่างกายให้ถือซะว่าเช้าวันนี้เป็นการฝึกฝนการเข้าครัวเพื่อให้ขุนศึกลองชิมก็แล้วกัน  

  

             “วันนี้ผมอยากลองทำแกงพะแนงหมู พี่หวานต้องยืนเฝ้าผมทำนะ” 

  

             “ได้เลยค่ะ หวานยินดีช่วยคุณคับฟ้าเต็มที่ เดี๋ยวผักพวกนี้หวานล้างให้เองนะคะ” 

  

             ผมที่ยืนหันหมูสามชั้นชิ้นยาวเงยหน้าส่งยิ้มให้พี่หวานก่อนจะก้มลงหั่นต่อ ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเข้าให้ผมใช้เวลาในการทำน่าจะไม่เกินหนึ่งชั่วโมงคงเสร็จและทันเวลาที่ขุนศึกตื่นนอนพอดี ปรกติขุนศึกจะตื่นไม่เกินเก้าโมงหรือวันนี้อาจจะตื่นสายก็เป็นไปได้เพราะเมื่อคืนกว่าทุกคนจะกลับก็เกือบเที่ยงคืนมัวแต่ติดลมดูศิลปินเกาหลีกันเพลินไปเสียหน่อยพอมารู้ตัวอีกทีก็ไร้ร่างของขุนศึกเสียแล้ว หากให้ผมเดาเจ้าตัวคงจะขึ้นไปเคลียร์งานต่ออีกตามเคย 

  

             “ขั้นตอนแรกต้องเคี่ยวกะทิก่อนใช่ไหมพี่หวาน” 

  

             เมื่อหั่นหมูเสร็จผมจึงเดินไปที่เตาไฟฟ้าเพื่อตั้งกระทะโดยใช้ไฟกลาง ๆ ให้ได้ที่แล้วเอี้ยวตัวหันหน้าถามพี่หวานผู้เป็นแม่บ้านประจำตัว  

  

             “ใช่แล้วค่ะ คุณคับฟ้าต้องเคี่ยวหัวกะทิด้วยไฟไม่ต้องแรงมากนะคะ ให้หัวกะทิมันแตกมันแกงพะแนงจะได้ออกมาหอม ๆ ค่ะ” 

  

             ผมพยักหน้าให้กับคำบอกกล่าวของแม่บ้านคนสนิทแล้วหันกลับมาลงมือทำเมนูแกงพะแนงด้วยความตั้งใจ เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมทำอาหารจัดหนักจัดเต็มมากกว่าครั้งไหน ๆ  ส่วนเรื่องรสชาติคงต้องมาดูกันอีกทีว่าจะอร่อยตามความตั้งใจของตัวเองหรือเปล่า 

  

             การทำอาหารของผมดำเนินไปด้วยดีโดยมีลูกมืออย่างพี่หวานคอยแนะนำอยู่ตลอดเวลาจนในที่สุดอาหารที่ตั้งใจทำก็ออกมาสมบูรณ์แบบ สองมือถือถ้วยแกงพะแนงหมูสามชั้นเดินตรงไปวางบนโต๊ะอาหารที่มีเมนูอีกสามอย่างถูกยกมาเสิร์ฟก่อนหน้านี้เป็นที่เรียบร้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มของตัวเองผุดขึ้นเมื่อภารกิจสำหรับมื้อเช้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเกินคาด 

  

             “น่าทานมากเลยค่ะ แบบนี้คุณขุนศึกต้องอึ้งในฝีมือการทำอาหารของศรีภรรยาแบบคุณคับฟ้าของหวานแน่นอนเลยค่ะ” 

  

             ประโยคของพี่หวานเอ่ยแซวอย่างตั้งใจจนทำให้อาการเก้อเขินเกิดขึ้นบนใบหน้าของตัวเอง หากบอกว่าผมลุกขึ้นมาแต่เช้าเพราะอยากจะเอาใจขุนศึกมันก็คงจะไม่ใช่เสียหมดเพราะผมแค่อยากลองหัดทำกับข้าวและแบ่งปันอาหารมื้อเช้าในฐานะคนอยู่อาศัยภายใต้หลังคาบ้านเดียวกันก็เท่านั้น 

  

             “ให้หวานตักข้าวใส่จานเลยไหมคะ” 

  

             เมื่อแม่บ้านสาวเห็นผมยืนนิ่งแสดงอาการที่ไม่เป็นตัวเองออกไปจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้อาการของผมกลับมาเป็นปรกติ เมื่อพี่หวานเอ่ยถามผมจึงพยักหน้าเป็นคำตอบพร้อมกับใช้มือสองข้างปลดผ้ากันเปื้อนออกไปจากตัว แต่ในขณะนั้นเองสายตาผมดันเหลือบไปเห็นศิลป์ที่เดินลงมาจากบันไดของตัวบ้าน ใบหน้าผมฉายแววสงสัยขึ้นทันทีว่าทำไมศิลป์ถึงมาอยู่ที่นี่แต่เช้าเพราะปรกติวันอาทิตย์เป็นวันหยุดพักผ่อนไร้ซึ่งการทำงานใด ๆ ไม่ใช่หรือ 

  

             หรือว่างานที่ขุนศึกทำอยู่มันเยอะเสียจนต้องให้ศิลป์มาช่วยแต่เช้ากันนะ… 

  

             “อรุณสวัสดิ์ครับคุณคับฟ้า” 

  

             “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้เข้ามาทำงานแต่เช้าเลยนะครับ” 

  

             ร่างของศิลป์เดินตรงเข้ามาหาผมเพื่อเอ่ยคำทักทายอย่างให้เกียรติและในจังหวะที่พูดถึงเรื่องงานดูเหมือนคนตรงหน้าจะนิ่งชะงักไปเล็กน้อย  

  

             “เอ่อ ผมอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับท่านประธานต้องเคลียร์งานค่อนข้างเยอะผมเลยต้องอยู่ช่วยท่านประธานน่ะครับคุณคับฟ้า” 

  

             หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันเมื่อได้ฟังประโยคลูกน้องคนสนิทของขุนศึกก็อดที่ผมจะเริ่มเป็นห่วงไม่ได้ ในหัวตอนนี้มันมุ่งตรงไปแค่คำเดียวนั่นคืองาน งานเยอะขนาดที่ต้องอยู่ข้ามวันข้ามคืนกันเชียวหรือ…สีหน้าที่ดูจะเป็นกังวลใจฉายแววขึ้นพร้อม ๆ กับตวัดสายตาไปมองยังด้านบนเป็นระยะ 

  

             “ตอนนี้ขุนศึกยังทำงานอยู่หรือเปล่าครับ” 

  

             ผมเอ่ยถามออกไปโดยที่ตัวเองหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อจัดการกับอาหารเช้าในมื้อนี้เพียงลำพัง แต่ทว่าเมื่อทรุดตัวนั่งลงสายตาดันไปมองจานข้าวเปล่าที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อยแต่ผมก็พยายามสลัดความรู้สึกนั้นออกไปจากหัวตัวเอง 

  

             “เอ่อ ครับ ท่านประธานยังนั่งทำงานอยู่ครับ” 

  

             ในระหว่างเอื้อมมือไปตักแกงพะแนงหมูใส่จานหวังจะนั่งกินต่อไปคนเดียวโดยพยายามไม่สนใจความรู้สึกลึก ๆ ที่มันกำลังเป็นห่วงใครบางคนที่อยู่ภายในห้องทำงานชั้นบนของบ้าน แต่ถึงจะพยายามไม่สนใจความอยากอาหารของผมแทบจะเป็นศูนย์จนต้องวางช้อนลงและถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างไม่ชอบใจตัวเองเท่าไหร่นัก 

  

             ไม่ชอบใจที่ตัวเองดันรู้สึกเป็นห่วงผู้ชายพรรค์นั้น… 

  

             เมื่อความเป็นห่วงฉายแววออกมามากขึ้นผมจึงตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะหวังเดินตรงขึ้นไปด้านบนเพื่อเรียกขุนศึกลงมากินข้าวเพราะการที่นั่งทำงานทั้งคืนขนาดนั้นผมรู้สึกว่ามันหักโหมร่างกายจนเกินไป ยิ่งเมื่อวานผมเห็นสภาพของขุนศึกที่นั่งหลับก็ยิ่งเป็นห่วงสุขภาพเข้าไปใหญ่ แต่นี่เจ้าตัวเล่นนั่งทำทั้งคืนแบบนี้ผมกลับมองว่ามันดูจะเกินลิมิตของร่างกายที่จะรับไหวไปเสียหน่อย  

  

             “คุณคับฟ้าครับ เอ่อ ท่านประธานสั่งไว้ไม่ให้ใครขึ้นไปรบกวนขณะทำงานครับ ห้ามให้ใครเข้าจนกว่าท่านประธานจะเคลียร์งานเสร็จครับ” 

  

             ขาที่กำลังก้าวขึ้นไปในแต่ละขั้นถึงกับหยุดก้าวลงทันทีเมื่อศิลป์เอ่ยปากบอกตามหลังมาแถมปฏิกิริยาค่อนข้างจะลุกลี้ลุกลนเกินกว่าเหตุ มันยิ่งทำให้ผมสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าขุนศึกนั่งทำงานอะไรอยู่กันแน่ ทำไมลูกน้องของเจ้าตัวถึงทำท่ามีพิรุธขนาดนี้และความคิดเจ้ากรรมที่อยู่ในหัวดันคิดไปถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์  

  

             หรือว่าขุนศึกพาผู้หญิงเข้ามาในบ้าน… 

  

           “คงไม่กล้าห้ามเมียตัวเองเข้าไปหรอกมั้งครับ” 

  

             ผมเอี้ยวใบหน้าตอบกลับด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังห้องทำงานต่อโดยมีศิลป์เดินตามหลังมาติด ๆ เมื่อตัวผมเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูบานเดิมหัวใจที่เต้นรัวราวกับกำลังตีกลองดังสนั่นเชียร์ในงานกีฬาก็ปะทุขึ้น  

  

             “เอ่อ คุณคับฟ้าครับ…” 

  

             เสียงของศิลป์ตอนนี้ราวกับเป็นแค่อากาศธาตุที่ผมไม่แม้แต่สนใจ แน่นอนว่าผมไม่รอช้ามือขวารีบเอื้อมไปบิดกลอนประตูแล้วเปิดออกเพื่อที่จะได้รู้เสียทีว่าขุนศึกนั่งทำงานหรือนั่งทำอย่างอื่นกันแน่ 

  

             “ซี้ด!....” 

  

             หากแต่ภาพตรงหน้าทำเอาผมยืนนิ่งค้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าขุนศึกกำลังนอนอยู่บนเตียงเปล่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบา ๆ สายตาของคนที่นอนอยู่มุมห้องเหมือนจะรับรู้ได้ว่ามีแขกเข้ามาเยือนจึงโผล่หัวขึ้นมอง เมื่อเจ้าตัวรู้ว่าใครคือแขกที่เข้ามาก็ถึงกับทำสีหน้าเหวอด้วยความตกใจเล็กน้อย 

  

             “ทำอะไรของมึงเนี่ยขุนศึก!” 

  

             ผมรีบเดินปรี่เข้าไปใกล้กับเตียงสักที่ช่างกำลังละเลงวาดอยู่บนท่อนแขนโดยมีขุนศึกนอนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตัวผมยืนกอดอกคิ้วขมวดกับเหตุการณ์ตรงหน้าและอยากจะรู้เสียเหลือเกินว่าอะไรเข้าสิงร่างสูงทำให้ตัดสินใจทำแบบนี้ 

  

             “สองสามวันก่อนไปดูดวงมา ซินแสบอกว่าถ้าอยากจะเปิดโหงวเฮ้งมันต้องสักที่แขนเพราะถ้าสักแล้วมันจะช่วยเสริมดวงให้หน้าที่การงานราบรื่นไม่มีอุปสรรค กูเลยทำตามคำแนะนำของซินแส” 

  

             ผมยืนฟังเหตุและผลที่ทำให้คนตรงหน้าตัดสินใจสักแขนแบบนี้และดูเหมือนสิ่งที่ขุนศึกนอนพูดอธิบายกับผมนั้นมันเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อได้ ตั้งแต่ผมเกิดและโตมาจนอายุยี่สิบสามปีผมไม่เคยเห็นซินแสที่ไหนให้คำแนะนำเหมือนที่ขุนศึกบอกสักคน  

  

             “ทำไมยืนหน้านิ่งไม่พูดไม่จา มันไม่สวยหรือไง” 

  

             เสียงทุ้มต่ำปนเสียงสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อช่างกำลังก้มลงจัดการละเลงบนเนื้อผิวบนแขนต่อ ดูจากสภาพแล้วเจ้าตัวคงจะนอนทนเจ็บมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง ส่วนลายที่ช่างกำลังละเลงดูเหมือนจะยาวมาถึงบริเวณฝ่ามือ งานใหญ่แบบนี้คงใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเสร็จแล้วคนรักในหน้าที่แบบขุนศึกจะทำอย่างไรแล้วเจ้าตัวจะเข้าบริษัทไปทำงานได้หรือ 

  

             “ก็สวยดี แต่กว่าจะเสร็จคงอีกหลายวัน” 

  

             ผมยืนมองดูช่างที่กำลังละเลงปลายเข็มลงบนแขนและเหมือนจะเริ่มลงมาถึงบริเวณส่วนฝ่ามือด้านขวา สายตาของผมที่ตั้งใจดูลวดลายนั้นไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าหน้าของขุนศึกไม่ค่อยจะพอใจผมเสียเท่าไหร่ มันเลยทำให้สายตาผมตวัดขึ้นไปมองด้วยความสงสัยและมึนงงว่าทำไมเจ้าตัวถึงเอาแต่นอนจ้องหน้าผมไม่วางตา  

  

             “ไม่เห็นจะกรี๊ดเหมือนเมื่อคืน…” 

  

             เมื่อความสนใจของผมจับจ้องไปกับลายสักที่ช่างกำลังทำเสียงบ่นพึมพำของขุนศึกก็เล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเบา ๆ ผมเบือนหน้าหันกลับไปมองและเลิกคิ้วใส่เพราะเมื่อครู่นี้ผมฟังไม่ทันบวกกับเสียงทุ้มนั้นออกจะเบาเกินกว่าที่ผมจะจับใจความได้ 

  

             “เมื่อกี้ว่าอะไรนะ?” 

  

             ข้อมือผมถูกรั้งให้ถลาเข้าไปชิดกับตัวเตียงโดยแรงดึงของขุนศึก สายตาคมเข้มนั้นเอาแต่จ้องมาที่ผมแล้วเลื่อนมือตัวเองที่รั้งข้อมือผมไว้เปลี่ยนมาเป็นลูบไล้บริเวณเอวผมเบา ๆ ต่อหน้าลูกน้องอย่างศิลป์และช่างสัก โดยที่ไม่สนใจสักนิดว่าผมจะเขินอายหรือเปล่า  

  

             “ทำไมมึงไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนที่เห็นรอยสักของไอ้ผู้ชายเมื่อคืน…” 

  

             น้ำเสียงออกแนวขุ่นเคืองปนน้อยใจอยู่มากที่ผมไม่เคยได้สัมผัสและพบเจอในตัวของผู้ชายคนนี้เลยตั้งแต่ถูกจับหมั้นกัน ยิ่งขุนศึกเอ่ยถึงผู้ชายเมื่อคืนผมก็ยิ่งไม่เข้าใจที่เจ้าตัวกำลังจะสื่อเพราะเมื่อคืนอยู่แต่บ้านแล้วผมจะไปเจอผู้ชายคนไหนอีกนอกจากเพื่อนตัวเองกับร่างที่นอนอยู่ตรงหน้าผม  

  

             “ผู้ชาย? ผู้ชายที่ไหนเมื่อคืนก็มีแต่เพื่อนกูกับมึงนะ อ๋อ ศิลป์อีกคน ถ้านอกนั้นก็ไม่มีคนอื่นที่เจอ” 

  

             ผมโต้กลับขุนศึกอย่างมั่นอกมั่นใจเพราะผู้ชายคนอื่นที่ขุนศึกกำลังพูดถึงดูเหมือนจะไม่มีตัวตนจริง เมื่อถูกถามหาผู้ชายที่ไม่มีตัวตนผมจึงกำลังคิดไปว่าขุนศึกกำลังกุเรื่องขึ้นมาเพื่ออยากจะชวนผมทะเลาะอีกหรือเปล่า  

  

             “ผู้ชายในทีวีไง! ทำไมตอนที่เห็นรอยสักของกูมึงไม่กรี๊ดออกมาเหมือนเมื่อคืนบ้างล่ะวะ!” 

  

             เสียงเข้มของขุนศึกดูจะหงุดหงิดใจไม่น้อยจนช่างที่กำลังก้มหน้าก้มตาสักให้ถึงกับเงยขึ้นลอบมองด้วยรอยยิ้ม แต่ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์แค่ไหนฝ่ามือหนาก็ยังคงลูบไล้บริเวณช่วงเอวผมเล่นอย่างเพลิดเพลินราวกับมันช่วยบรรเทาความเจ็บบนท่อนแขนขวาตัวเองได้ดี ส่วนผมก็ได้แต่หน้าเหวอเมื่อรับรู้สาเหตุที่แท้จริงของการสักในครั้งนี้ว่าขุนศึกสักเพราะอะไร 

  

             ขุนศึกลงทุนขนาดนี้มันก็น่ารักดีไม่น้อย… 

  

           หื้อ….น่ารัก?... 

  

           นี่ผมกำลังมองผู้ชายที่ทำตัวแย่ ๆ ใส่ว่าน่ารักหรือ… 

  

           คิดอะไรของมึงอยู่คับฟ้า… 

  

             “เดี๋ยวเก็บกับข้าวไว้ให้ วันนี้ลองทำพะแนงหมูถ้าเสร็จแล้วลงไปกินซะ” 

  

             ผมเลือกจะไม่ตอบในประเด็นของขุนศึกที่กำลังเพ้อราวกับน้อยใจ สายตาดุดันยังมองมาด้วยอาการตัดพ้อแต่ผมไม่ได้สนใจและเตรียมหันหลังกลับแต่ทว่าตัวผมดันถูกรั้งด้วยแรงนิ้วมือทั้งห้าที่จับยึดเหนี่ยวเอวผมไม่ให้เดินหนีไปไหน ยิ่งขุนศึกแสดงอาการออกแบบนี้ความเขินอายต่อหน้าช่างสักและศิลป์ยิ่งทวีคูณขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า 

  

             “ตอบกูก่อนว่าทำไมมึงไม่คลั่งเหมือนเวลาเห็นผู้ชายในทีวีเมื่อคืนบ้าง!” 

  

             “อะไรของมึงเนี่ย! ปล่อย! กูจะไปข้าว!” 

  

             สีหน้าคมเข้มของขุนศึกเริ่มตึงขึ้นมาเมื่อผมไม่มีคำตอบใด ๆ ให้เจ้าตัว อาการเริ่มเอาแต่ใจอย่างกับเด็กเวลาไม่ได้ของเล่นตามที่ต้องการแสดงออกมาให้เห็น นับวันยิ่งอยู่ด้วยกันผมยิ่งเห็นนิสัยอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงหรือเขียนลงในชีวประวัติบนสื่อออนไลน์ เมื่อได้มาสัมผัสจึงทำให้ผมเห็นเพียงแค่ผู้ชายที่เอาแต่ใจและขี้หงุดหงิดเท่านั้น 

  

             “ก็ตอบกูมาก่อน ถ้าตอบแล้วจะปล่อย” 

  

             ขุนศึกไม่พูดเปล่ายังเลื่อนแขนมาคว้ามือผมไปดมต่อหน้าช่างอีกต่างหาก จมูกที่สูดดมกลิ่นกายตรงฝ่ามือทำเอาตัวผมขนลุกซู่ จากสูดดมแปรเปลี่ยนมาเป็นฝังริมฝีปากลงบนอุ้งมือของผมเบา ๆ สองสามทีโดยสายตาคมเข้มคู่ตรงหน้าก็ช้อนขึ้นมองผมตลอดเวลา  

  

             “ตะ ตอบอะไร…” 

  

             ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงเบาหวิวเพราะร่างกายรู้สึกตื่นตัวทุกครั้งเมื่อริมฝีปากหนาทาบลงบนอุ้งมือของตัวเอง มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่รู้สึกดี  

  

             ดีงั้นหรือ… 

  

           เอาอีกแล้ว … 

  

           บอกว่าน่ารักไม่พอผมดันรู้สึกดีอีกหรือไง… 

  

             “รอยสักบนแขนกู…” 

  

             “ทำไม…” 

  

             “ทำเมียอย่างมึงคลั่งได้หรือยัง ได้มากกว่าผู้ชายในทีวีนั่นไหม…” 

  

             แววตาที่สื่อออกมาทำให้ใบหน้าของผมถึงกับร้อนผ่าวเมื่อได้ฟังประโยคคำถามที่นุ่มนวลกว่าครั้งไหน ๆ ความรู้สึกผมตอนนี้มีแต่คำว่าเขินเต็มไปหมด เขินสายตาที่สื่อออกมาราวกับเป็นเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาผมไปทั่วร่าง ฝ่ามือผมยังคงถูกบรรจงรอยยิ้มจูบไม่ห่าง การกระทำที่แสดงออกจะโจ่งแจ้งจนผมอดคิดไม่ได้ว่าขุนศึกไม่เคอะเขินคนอื่นบ้างหรือไงกัน  

  

             ส่วนผมเขินจนร่างแทบไหม้แล้ว…. 

. 

. 

. 

. 

  

             ‘มึงอยู่ไหนกันแน่ไอ้เนม กูอยู่ตรงทางเข้าแล้วเนี่ย’ 

  

           มื้อค่ำของครอบครัวในช่วงวันอาทิตย์ถูกยกเลิกเพราะสาเหตุที่ว่าขุนศึกหอบสังขารตัวเองไปไม่ไหวเพราะอาการเจ็บจากแผลสดหลังสักได้วันแรกเริ่มแสดงอาการ ผมจึงต้องโทรไปบอกทั้งม๊าผมและม๊าขุนศึกว่าไปร่วมทานอาหารมื้อค่ำด้วยไม่ได้ ส่วนสาเหตุที่ผมบอกไปคือขุนศึกไม่สบายเพราะมันเป็นเหตุผลที่ง่ายและไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว 

  

           ‘เออ ๆ จะถึงแล้วมึงยืนรออีกแป๊บเดียว แต่ลูกพี่ลูกน้องกูถึงแล้วนะกำลังเดินไปหามึง’ 

  

           ‘ลูกพี่ลูกน้อง? มึงไม่เห็นบอกกูเลยว่าจะมีคนอื่นมาด้วย’ 

  

           ‘มันเป็นเหตุสุดวิสัย ลูกพี่ลูกน้องกูถึงล่ะเสื้อสีเทาหมวกสีดำมึงคอยมองไว้ ถ้าเจอกันแล้วก็เดินเข้างานก่อนเลย แค่นี้ก่อนกูขับรถอยู่’ 

  

           ผมส่ายหัวให้กับคนตรงต่อเวลาอย่างไอ้เนมสุดแสนจะเอือมระอานัดบ่ายโมงแต่พอมาจริงสายไปอีกชั่วโมง ส่วนผมจะทำอะไรได้คงต้องเดินเข้าไปในงานกับลูกพี่ลูกน้องอย่างที่คนปลายสายบอก  

  

             วันนี้มีงานเทศกาลดอกไม้ใจกลางเมืองในช่วงวันหยุดคนอย่างผมไม่เคยพลาดเพราะทุกปีผมจะต้องควงเพื่อนในกลุ่มไม่คนใดก็คนหนึ่งมาเดินหรืออาจจะยกโขยงมาครบแก๊งถ้าเกิดว่าง แต่วันนี้ไอ้เนมดันว่างคนเดียวผมเลยคะยั้นคะยอให้มันออกมาเป็นเพื่อนเพราะนาน ๆ ทีผมจะได้มีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเอง 

  

             หลังจากที่วางสายของเพื่อนรักลงตัวผมก็ชะเง้อมองดูรอบงานเพื่อมองหาใครบางคนที่ไอ้เนมบอก สายตาผมเริ่มสอดส่องหาผู้ชายเสื้อเทาหมวกดำที่อยู่หน้างานแต่หาเท่าไหร่ผมก็หาไม่เจอสักที ไม่เจอผู้ชายที่แต่งตัวลักษณะที่ไอ้เนมบอกเลยแม้แต่คนเดียว 

  

           “ไง มองหาผมอยู่เหรอ” 

  

             เสียงนุ่มของคนที่อยู่ด้านหลังทำเอาผมรีบหันกลับไปมองแต่พอหันมาถึงกับตกใจเพราะลูกพี่ลูกน้องของไอ้เนมที่ว่าคือ ธาม เพื่อนร่วมงานของผมนั่นเอง  

  

             “อ้าว! นี่อย่าบอกนะว่าธามเป็นญาติกับเพื่อนผม” 

  

             ร่างสูงโปร่งรอยยิ้มเคลื่อนที่พยักหน้ามาให้ผมเชิงเป็นคำตอบ มันยิ่งสร้างความประหลาดในความบังเอิญที่เกิดขึ้นเพราะตั้งแต่คบกับไอ้เนมมาผมไม่รู้เลยว่าเพื่อนผมคนนี้มีลูกพี่ลูกน้องด้วย 

  

             “ผมก็ตกใจที่รู้ว่าเป็นคับฟ้าเพราะที่มางานนี้ผมก็หาเพื่อนเหมือนกัน พอรู้ว่าเนมจะมาผมก็รีบขอมาด้วยคาดไม่ถึงเลยว่าคับฟ้าจะเป็นเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องตัวเอง” 

  

             “รู้แบบนี้แล้วผมคงต้องเรียกธามว่าพี่แล้วมั้ง” 

  

             ผมบอกปนขำไปหน่อย ๆ ส่วนธามก็ยิ้มส่งมาให้ จะว่าไปพลังของรอยยิ้มนั่นไม่เคยแผ่วลงเลยจริง ๆ… 

  

             “เรียกธามเหมือนเดิมดีแล้วดูสนิทมากกว่าอีก เราเดินเข้าไปในงานกันก่อนไหมกว่าเนมจะถึงคงอีกสักพักใหญ่ ๆ” 

  

             ผมพยักแล้วหันตัวเดินเข้าไปในงานพร้อมกับร่างของธามที่มีสายตาของผู้หญิงและผู้ชายต่างเหลียวมองอย่างสนใจ ดูเหมือนธามจะรู้ตัวเลยขยับมาเดินใกล้ผมแถมยกมือขึ้นมาโอบไหล่อย่างถือวิสาสะแต่การกระทำที่ธามแสดงออกมานั้นมันทำผมรู้สึกแปลกประหลาดใจและตกใจไม่น้อย 

  

             “ขอยืมตัวหน่อยนะ พอดีผมไม่ค่อยชินกับสายตาที่มองมามันรู้สึกเขิน ๆ ยังไงไม่รู้” 

  

             เมื่อเราทั้งคู่เดินเข้ามายังภายในงานแขนที่เคยโอบไหล่ผมก็ถูกเลื่อนออก เราทั้งคู่ต่างตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองและเหตุการณ์เมื่อครู่มันทำให้ผมทำตัวไม่ถูกแถมรู้สึกอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอยู่มากโข 

  

             “เอ่อ เราไปดูโซนดอกไม้กันก่อนไหม เห็นทางเพจลงรูปแล้วมีแต่พรรณไม้สวย ๆ คับฟ้าอาจจะชอบ” 

  

             “อะ อื้อ ไปสิ” 

  

             ผมพยายามเก็บอาการอึดอัดนั้นไว้ในใจแล้วปั้นยิ้มเหมือนทุกครั้งส่งกลับไปให้เพื่อนร่วมงานในทีม เราสองคนเดินตรงไปยังโซนพรรณไม้ตามที่คนข้างกายบอกและเมื่อผมเข้ามาในอาณาจักรดอกไม้ความรู้สึกเมื่อครู่หายวับไปกับตาเพราะความสนใจทั้งหมดที่ผมมีนั้นจับจ้องไปยังเมืองดอกไม้ตรงหน้าเสียหมด 

  

             เมื่อตัวผมเดินตรงมายังดอกไม้หลากสีอย่างเช่นดอกทิวลิปที่ถูกจัดวางเรียงรายเป็นมุมถ่ายรูปให้แก่ผู้คนภายในงาน ในระหว่างที่ผมกำลังก้มตัวลงดูดอกทิวลิปใกล้ ๆ เสียงกดชัตเตอร์ของกล้องตัวใหญ่ก็ดังขึ้น ยิ่งใบหน้าผมเงยขึ้นไปมองเสียงกดชัตเตอร์ก็ยิ่งรัวอย่างกับถูกปาปารัสซีแอบถ่าย รอยยิ้มกว้างของผมฉายแววออกมาเมื่อโดนเล่นงานด้วยกล้องถ่ายรูป ส่วนธามก็ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของผมแม้แต่น้อยแถมยังกดถ่ายรูปผมตามอำเภอใจอีกต่างหาก  

  

             “คับฟ้าชอบดอกทิวลิปเหรอ” 

  

             ตัวผมที่รู้สึกว่าคงยากที่จะบอกให้คนตรงหน้าหยุดจึงหันตัวกลับมาเสพความสุขจากดอกไม้แทน เมื่อธามถ่ายรูปผมจนหนำใจจึงเดินเข้ามายืนขนาบข้างแล้วเอ่ยถามผมด้วยเสียงเรียบ  

  

             “อื้ม เป็นหนึ่งในดอกไม้ที่ผมชอบ แล้วธามล่ะชอบดอกไม้อะไร” 

  

             ริมฝีปากผมเอื้อนเอ่ยถามแต่สายตายังคงจ้องมองไปยังดอกทิวลิปตรงหน้า ทิวลิปสีแดงที่เปรียบเสมือนกับความรักของผม หากวันข้างหน้าผมต้องเลือกดอกไม้ให้กับคนที่ผมรักผมขอเลือกดอกทิวลิปสีแดงเพราะผมอยากจะบอกกับคนรักของผมไปว่าความรักที่ผมมีให้มันช่างเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และรักอย่างหมดใจ 

  

             หมดใจที่มีคนคนนึงจะมีให้ได้… 

  

             “ผมชอบทิวลิปสีขาว…” 

  

             “…” 

  

             “เพราะผมยอมเสียสละทุกอย่างได้เพื่อคนที่ผมรัก ถึงแม้มันต้องแลกด้วยอะไรผมก็ยอม…” 

  

             ตัวผมนิ่งค้างทันทีเมื่อประโยคของธามคล้ายกับกำลังสื่อออกมาเป็นนัย ๆ ให้ผมได้รับรู้ แน่นอนว่าคนอย่างผมไม่ได้โง่พอที่จะดูไม่ออกว่าคนข้างกายรู้สึกกับผมอย่างไร แต่ความรู้สึกที่ธามกำลังมีให้ผมคงจะรับไว้ไม่ได้เพราะผมไม่ใช่หนุ่มโสดอย่างแต่ก่อนตัวผมมีพันธะและไร้ซึ่งความบริสุทธิ์   

  

             ธามไม่ควรมารู้สึกกับผมแบบนี้… 

  

           เพราะมันมีแต่เสียเวลาเปล่า… 

  

           “ถ้าแลกมาแล้วมันไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ผมว่าธามอย่าแลกเลย มันไม่คุ้มเสียหรอก…” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว