ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 37

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 319

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 37
แบบอักษร

00 37 

 

“เพื่อนกลับไปแล้วงั้นหรือ” 

คุณพฤกษ์ถามเขาทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง ดูท่าจะเข้ามารออยู่สักพักแล้ว อินทรชิตตกใจเล็กน้อยก่อนจะแสร้งยิ้มกลบเกลื่อน ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นท่าทางร้อนรนกระสับกระส่ายจนผิดสังเกตของคุณเขาแต่ทว่าภายในใจก็กลับหวาดหวั่นขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

“กลับไปแล้วครับ” เขาว่าพลางเดินเข้าไปใกล้ ทว่าก็ต้องหยุดชะงักเพราะคำพูดต่อมาที่มันเสียดแทงเข้าไปในอก 

“แกน่าจะชวนให้อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน” 

“พวกมันมีธุระ” ไม่ใช่ เขาเป็นคนไล่ตะเพิดกลับไปเองทันทีที่คุยธุระจบ จะปล่อยให้มันมาระเกะระกะสายตาไม่ได้ เขาไม่ยอมให้อัคราได้เข้าใกล้คุณพฤกษ์หรอก 

“แล้วคุยอะไรกัน” 

ชายหนุ่มยืนพิงโต๊ะทำงานเพราะเก้าอี้ถูกคุณเขายึดครองไปเสียแล้ว 

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่มาเยี่ยมแล้วก็คุยกันเรื่องงานแสดง” 

“หืม” คุณพฤกษ์เลิกคิ้ว มือเรียวยกขึ้นมาลูบปลายคาง ดูให้ความสนอกสนใจ “นิทรรศการแสดงผลงานนักเรียนที่แกชวนฉันวันก่อนน่ะหรือ? ” 

อินทรชิตพยักหน้า 

“ตอนนั้นคุณพฤกษ์บอกว่าขอดูก่อน” 

“งั้นฉันไป” คุณเขาตอบทันควัน “ศิษย์เก่าไปได้ใช่ไหม” 

“เข้างานได้ทุกคนครับ” เขายิ้มร่าก่อนจะโน้มตัวเท้ามือลงกับที่พักแขนเก้าอี้ ดวงตาเฉี่ยวคมหลังเลนส์ใสช้อนสายตาขึ้นมองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าคุณพฤกษ์ไม่ได้มีท่าทางปฏิเสธหรือขัดขืนจึงถามออกไปว่า 

“มารอผมถึงในห้องแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่าง” 

ริมฝีปากแดงเรื่อเชิดขึ้น “ฉันมีบางอย่างจะถามแก” 

“ได้ทุกอย่างทูนหัว” พูดจบก็ก้มลงจูบบนริมฝีปากนั้นเบา ๆ หนึ่งครั้งตามด้วยจมูกเรื่อยไปจนถึงหน้าผากมนที่มีผมสีดำปรกอยู่ ต่อเมื่อเขาจูบจนหนำใจคุณพฤกษ์จึงเอ่ยปาก 

“เด็กคนนั้นเป็นใคร ไปรู้จักกันได้ยังไง” 

“คนไหนครับ” 

“คนที่ผมแดง มารยาทเลว ชื่อนายอัคราคนนั้น” 

อินทรชิตหายใจกระฟัดกระเฟียดทันทีที่ได้ยินชื่อเพื่อนสนิทออกมาจากริมฝีปากสวย 

“ไม่ใช่ว่ารู้จักกันอยู่แล้วหรือครับ” เขาตอบคำถามด้วยการย้อนถามคุณพฤกษ์ 

“ทำไมแกถึงคิดว่าฉันรู้จักเขา” 

“มันบอกว่ารู้จักคุณพฤกษ์” 

“ถ้าอย่างนั้นแกก็คงได้ยินที่เขาบอกว่าเพิ่งเคยเจอฉันครั้งนี้เป็นครั้งแรก” 

“จริงหรือครับ” 

“ทำไมจะไม่จริง” คุณพฤกษ์เป็นคนฉลาด เลือกที่จะสบตาทั้งที่ปากกำลังพูดโกหกได้อย่างแนบเนียน และแม้จะเจ็บสุดหัวใจ แต่เขาก็ทำเพียงยิ้มแย้มราวกับมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

คุณเขาจะไม่รู้จักได้อย่างไร คนที่คุณรักและเพ้อถึงอยู่ตลอดไม่ใช่อัคราคนนี้หรือไง 

“แกไม่เชื่อฉัน” 

“ผมเชื่อคุณพฤกษ์อยู่แล้ว” อินทรชิตยิ้มทว่าดวงตากลับว่างเปล่า หลังมือใหญ่ถูกยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มขาวก่อนจะถูกปัดทิ้งลงอย่างนุ่มนวล 

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” เสียงนุ่มว่า “แกยังไม่ตอบคำถามเลยนะ” 

“อ้อ” อินทรชิตร้องในคอ เปลี่ยนมากอดอกทิ้งสะโพกพิงขอบโต๊ะทำงาน 

“ไอ้อัคร ..มันเป็นเพื่อนผมเองแหละ เจอกันตอนเกรดสิบ” 

คุณพฤกษ์หรี่ตาสงสัย “สนิทกันมากเลยหรือ” 

“สนิท ..มากครับ” 

“นายคนนั้นไม่ได้ทำอะไรแกหรือ หาเรื่องแกหรือเปล่า ดูอันธพาลนะ” 

“ก็ไม่นี่ครับ” เขาตอบเสียงเรียบ “เห็นมันดูกร่าง ๆ ไปบ้างแต่จริง ๆ ก็นิสัยดีใช้ได้” 

“งั้นหรือ ..แล้ว ..ตอนอยู่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง” 

ดวงตาคู่สวยเป็นประกายระยิบระยับเสียจนเขานึกริษยาอยู่ในอก 

“เรียนเก่ง เข้ากับคนอื่นได้ดี เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลแล้วก็ ..สาวตรึม 

“สาวตรึม? ” คุณเขาทวนคำ “มีแฟนแล้วงั้นหรือ” 

“เปลี่ยนผู้หญิงอาทิตย์ละไม่ซ้ำหน้า ไม่ซ้ำโรงเรียน” 

“...” ถึงจะดูใจร้ายไปหน่อย แต่ทุกสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับอัคราล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งนั้น ในกาลก่อน สันดานมันเจ้าชู้รักสนุกอย่างไร ในกาลนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด เขาอยากให้คุณพฤกษ์สำนึกรู้ถึงเรื่องนี้ให้ขึ้นใจ จดจำเอาไว้ให้ดีว่าตนเองเคยช้ำอกช้ำใจและร้องไห้ไปแล้วกี่สิบครั้งเพราะผู้ชายสันดานมักมาก 

‘ผมกำลังเตือนคุณทางอ้อมอยู่นะ หวังว่าคุณจะรู้สึกตัวและไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีก ผมไม่อยากเห็นคุณต้องร้องไห้เพราะมัน’ 

คุณพฤกษ์กัดริมฝีปากแน่น สีหน้าดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ชอบให้คุณพฤกษ์เป็นแบบนี้เลย แต่ถ้าไม่พูดสะกิดหรือทำอะไรให้รู้สึกรู้สาบ้างก็น่ากลัวว่าคุณเขาจะกลับไปเจ็บตัวปวดใจเหมือนเดิม 

“แล้วยังไงต่อ” 

“คุณพฤกษ์หมายถึง? ” อินทรชิตเหวอ นึกไม่ถึงว่าคุณเขายังมีกะใจถามความถึงคนรักเก่าต่อ 

“อะไรก็ได้เล่ามาเถอะ” 

“คุณพฤกษ์สนใจอะไรมันนักหรือครับ” 

เขากลั้วหัวเราะ แต่ท่าทีเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ 

“เปล่าสนใจ” โกหก แววตาท่าทีคุณมันฟ้องว่ายิ่งกว่าสนใจเสียอีก 

“ฉันก็แค่อยากรู้ว่านายคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร” 

“เลิศบดินทร์” เขาตอบ “คุณรู้จัก” 

“อ้อ เลิศบดินทร์ เชื้อเจ้าเชื้อผู้ดีเก่า” คุณพฤกษ์ว่า แสร้งทำเป็นนึกออก 

“ก็พอรู้จักอยู่บ้าง คนบ้านนั้นเคยเป็นเพื่อนของคุณพ่อ” 

และหลานชายบ้านนั้นคนหนึ่งก็เป็นคนรักของคุณ ส่วนอีกคนก็แอบรักคุณอยู่ตรงหน้านี้ไง 

“มีคำถามอีกไหมครับ” 

“ไม่มี” ร่างโปร่งลุกขึ้นยืน “ฉันหมดธุระแล้ว—นี่! ” 

คุณพฤกษ์โวยขึ้นเพราะถูกเขาอุ้มจนตัวลอยหวืดก่อนจะค่อย ๆ วางลงบนโต๊ะ อินทรชิตใช้แขนแข็งแรงทั้งสองเท้าไว้กับพื้นโต๊ะ ใช้ร่างกายของตนเป็นกรงทอง กักขังและเหนี่ยวรั้งไม่ให้นกน้อยแสนงามได้โบยบินออกไปหาอิสระที่ไหนอีก 

“เป็นอะไร” เสียงนุ่มเอ่ย “หืม” 

“ผมอยากจูบคุณพฤกษ์” ชายหนุ่มหน้าแดง 

“นึกว่าอะไรเสียอีก” คุณเขาเอ่ยราวกับเป็นเรื่องปกติ อินทรชิตคิดว่าคงเพราะความเจนจัดที่สั่งสมมานานจึงทำให้อีกฝ่ายไม่กระดากอายเวลาพาวกเข้าเรื่องพวกนี้ 

“จูบอย่างเดียวนะ” 

คุณพฤกษ์พูดจบ ท่อนแขนเรียวยาวก็ยกขึ้นคล้องรอบลำคอหนาก่อนจะดึงร่างสูงใหญ่ให้โน้มลงต่ำ เราสองสบตากันหวานเยิ้ม ไม่มีใครพูดอะไรแต่ย่อมรู้ความนัยกันดี คุณเขาเป็นฝ่ายรุกเริ่ม ริมฝีปากสวยอ้าออกและขบหยอกเบา ๆ ที่ริมฝีปากหนาให้ชายหนุ่มตื่นเต้นก่อนจะผละออก 

ร่างโปร่งทิ้งตัวนอนราบไปกับโต๊ะทำงาน ใช้ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยถูไถไปมากับส่วนท้องที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม 

“มาสิ” อินทรชิตทำตามราวกับถูกมอมเมา ชายหนุ่มวางมือลงข้อเท้าสะอาดและลูบไล้ขึ้นไปตามเรียวขา เขาโผตัวเข้าหาคุณพฤกษ์ที่นอนรออยู่ก่อนหน้า ริมฝีปากหนาครอบทับและดูดดึงกลีบปากนิ่มจนแดงช้ำ พอชำเราจนสมใจก็แทรกลิ้นร้อนจัดเข้าไปในโพรง จัดการลามเลียและไล่ต้อนเรียวลิ้นเล็กจนเพลี่ยงพล้ำ เขาละจากมาเพื่อสูดอากาศหายใจเข้าปอดและให้คุณเขาได้พักรบ ก่อนจะโน้มลงไปใหม่ ใช้ปากดูดลิ้นเล็กที่แลบโผล่ออกมาราวกับเด็กน้อยที่ชื่นชอบเยลลี่ก็ไม่ปาน 

“อา..” คุณพฤกษ์ครวญร้อง ขณะที่เรียวลิ้นไล้เลียจากปลายคางลงไปจนถึงลำคอ ชายหนุ่มฝังจมูกสูดดมเอาความหอมกรุ่นจากผิวนุ่มอุ่น ๆ มากักเก็บไว้ก่อนจะอ้าปากขบเม้มและดูดดึงจนเกิดรอยช้ำจาง ๆ 

“เขี้ยว.. อื้ม” 

เขาถดตัวลงต่ำ ใช้มือข้างหนึ่งเลิกเสื้อคุณเขาขึ้นไปกองไว้ที่คอ 

“กัดเสื้อไว้สิครับ” 

คุณพฤกษ์กระพริบตามองและงับเสื้อที่ถูกเลิกขึ้นมาเอาไว้โดยไม่อิดออด อินทรชิตเห็นโอกาสนั้นจึงก้มตัวต่ำ ริมฝีปากร้อนจัดครอบลงบนยอดอกสีหวานที่ล่อลวงอยู่ตรงหน้า ลิ้นร้อนร้ายกาจตวัดเลียเน้นไปมาสลับกับใช้ริมฝีปากดูดดุนยอดติ่งที่แข็งชูชันราวกับทารกกระหายนมแม่ 

ทว่าเขาตะกละตะกลามเสียยิ่งกว่านั้น 

“อ๊ะ! ” คุณพฤกษ์ร้องเจ็บด้วยเพราะฟันคมที่กัดลงมาบนยอดอกอย่างรุนแรงจนสะดุ้ง ฝ่ามือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นมาขยุ้มศีรษะชายหนุ่ม ในขณะที่อีกข้างตวัดกอดแผ่นหลังกว้าง ทั้งจิกกำ ขีดข่วนและส่งเสียงครางกระเส่าเพื่อระบายความเสียวกำหนัดที่เอ่อล้นออกมา 

อินทรชิตยืดตัวขึ้นหลังจากที่ชำเราร่างกายนั้นจนพอใจ ดวงตาคมกริบกวาดตามองทั่วทั้งเนื้อตัวขาวผุดผ่องที่เต็มไปด้วยคราบน้ำลายประปราย รอยแดงจ้ำจากการดูดเม้มไปจนถึงร่องรอยขบกัดจากฟันคม 

“ผมหึง” เสียงทุ้มเอ่ยขณะที่ซบใบหน้าลงกับซอกคอ 

“ตอนนี้คุณพฤกษ์มีผมแล้ว อย่ามองหาคนอื่นอีกเลยนะครับ” 

 

“เฮ้ย อัคร มีสมาธิหน่อยสิวะ! ” 

เสียงห้าวสำเนียงไทยแปร่งหูของชายร่างสูงดังขึ้นพร้อมกับลูกบาสเกตบอลแข็ง ๆ ที่พุ่งเข้ามาอัดหน้าท้องอย่างแรง อัคราเอาแต่เหม่อ เขารับลูกไว้ไม่ทันจึงทรุดฮวบลงไปนั่งบนพื้นเพราะอาการจุก ผู้เล่นทั้งสนามหยุดชะงักก่อนจะพากันมาล้อมรอบตัวเขาเพื่อถามไถ่อาการและช่วยพยุงขึ้นมา 

“I’m OK” เขาลุกขึ้นยืนเซ ๆ “take a break พวกมึงซ้อมกันไปก่อนนะ” 

ชายหนุ่มโบกมือลาเพื่อนในทีมก่อนจะเดินลูบท้องออกไปจากสนาม กำลังจะหยิบผ้าเย็นมาซับหน้าแต่ดวงตาดันหันไปเห็นอินทรชิตถือไม้กลองเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่บนขอบฟุตบาท คาดว่าอีกคนคงจะไปซ้อมดนตรีเหมือนอย่างทุกวันนั่นแหละ 

“ไอ้อินทร์! ” อัคราตะโกนเรียกเพื่อนด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น ทว่าก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะหยุดเดินอยู่สักครู่แล้วก็รีบจ้ำอ้าวต่อไปทันที 

ไอ้เหี้ยนี่.. 

“กูรู้ว่ามึงได้ยิน! ” ชายหนุ่มเดินตาม คราวนี้อีกฝ่ายเหมือนจะรู้ตัวเลยเปลี่ยนจากก้าวเร็ว ๆ เป็นโกยแน่บแทน อัคราถึงกับฉุนขาด ตะโกนไล่หลังไปเอามือกุมท้องไปวิ่งกวดอีกฝ่ายไป อลหม่านวุ่นวายกันไปหมด 

กระทั่งวิ่งไล่กันจนเหนื่อย อินทรชิตเป็นฝ่ายยอมแพ้และหันหลังกลับมา 

“มึงตามกูมาทำไมเนี่ย” 

“โธ่ ไอ้ควาย” อัคราหอบ “มึงนั่นแหละวิ่งหนีกูทำไม” 

“กูรีบไปซ้อม” อินทรชิตชูไม้กลองที่อยู่ในมือขึ้น 

“ที่นี่ cafeteria โว้ย! มึงวิ่งเลยตึกกิจกรรมมาแล้ว! ” 

ชายหนุ่มหันขวับไปมองด้านหลัง เป็นจริงอย่างที่อัคราว่า พวกเขาหลับหูหลับตาวิ่งมาจนถึงโรงอาหารโดยไม่รู้สึกตัวสักนิด! ทีนี้จะทำอย่างไรดี อินทรชิตยกมือขึ้นเกาท้ายทอย แสร้งทำเป็นมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงธรรมชาติ 

“กูหิวน้ำ” และเดินไปที่ตู้จำหน่ายอัตโนมัติ 

“ตึกกิจกรรมก็มี มึงจะถ่อมานี่ทำไม” 

“ที่นี่ของเยอะกว่า มีสแน็คด้วย” 

อัคราหรี่ตามอง เมื่อเห็นท่าทีเป็นธรรมชาติของเพื่อนรักก็เลิกสงสัย ชายหนุ่มเดินไปหยิบถุงกระดาษขึ้นมาก่อนจะช่วยอินทรชิตลำเลียงเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวใส่เอาไว้ข้างใน ก่อนจะอาสาถือให้ ชั่วขณะหนึ่งเขาทั้งคู่สบสายตาและเขารู้ดีว่ามีความนัยบางอย่างแฝงอยู่ข้างใน 

“กูมีเรื่องจะถาม” อัคราเป็นฝ่ายเฉลย ทว่านั่นเป็นคำตอบที่อินทรชิตรู้อยู่เต็มอก ชายหนุ่มเสียบไม้กลองไว้ในกางเกงด้านหลัง ตอบว่า 

“มึงถามเรื่องเขามาทั้งอาทิตย์แล้ว” 

“แต่กูยังสงสัย” 

“มึงไม่ได้สงสัย มึงกำลังสนใจเขา” 

อัคราก้าวมาดักด้านหน้า ร่างสูงเอามือยันกับผนังเอาไว้เพื่อขวางทางเดิน 

“อะไรอีก” 

“มึงกับเขาเป็นอะไรกัน? ” 

อินทรชิตยืนนิ่ง อีกฝ่ายจึงไล่ถามต่อ 

“พี่น้อง? หรือว่าญาติ? ” 

“ไม่ใช่” เสียงเข้มตอบ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่เพื่อนสนิทนิ่ง ๆ 

“เขาเป็นลูกชายคนโตของคุณลุง” 

“งั้นก็แสดงว่าเขาเป็นพี่ชายบุญธรรมของมึง” 

“เปล่า กูไม่ได้อยู่ในฐานะแบบนั้น” เพราะคุณพฤกษ์เคยกีดกันเรื่องที่คุณลุงอยากจะรับเขาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ไม่ยอมให้ใช้นามสกุลร่วมจึงทำให้ทุกวันนี้เขายังต้องใช้นามสกุลของผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์แทน 

แต่ก็ดีแล้วล่ะ ..เขาเองก็ไม่เคยทัดทานถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง ถ้าหากต้องใช้นามสกุลเดียวกันและอยู่ในฐานะพี่น้องเหมือนพงพีและมาลีวัลย์ ดอกฟ้าอย่างคุณพฤกษ์คงอยู่ไกลจนเขาปีนขึ้นไปไม่ถึงแน่ ๆ 

“สรุปคือยังไงวะ? ” 

“ทำไม” คราวนี้อินทรชิตเป็นฝ่ายตั้งคำถาม “มึงชอบผู้ชายหรือไง” 

“เฮ้ย” อัคราเหว “ชะ ชอบเชิ้บอะไร! กูแค่รู้สึกแปลก ๆ กับเขา” 

“ก็ดี” ชายหนุ่มคิ้วกระตุก “เพราะกูชอบผู้ชาย” 

“ห๊ะ” อัคราหน้าเหวอ อินทรชิตจึงยื่นหน้าเข้าใกล้ หายใจรดรินและตอกย้ำชัดเจน 

“กูเป็นเกย์” 

ตุ้บ.. 

สิ่งที่ถืออยู่ในมือร่วงลงไปกับพื้น กระป๋องน้ำอัดลมกลิ้งออกมาจากถุงกระดาษเกลื่อนกลาดไปทั่ว อัคราผงะออกห่างก่อนจะยกมือลูบแขนเพราะอาการขนลุกขนชัน 

“จะรังเกียจกูก็ได้นะ” อินทรชิตว่าพลางนั่งลง มือยาวไล่ตามเก็บกระป๋องน้ำอัดลมที่กลิ้งอยู่ตามพื้นใส่ในถุงกระดาษ 

“มันไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจเว้ย” อัคราโบกมือก่อนจะย่อตัวลงและช่วยเพื่อนอีกแรง “กูแค่ตั้งรับไม่ทัน ไม่คิดว่ามึงจะบอกกันโต้ง ๆ แบบนี้” 

“เซอร์ไพรส์? ” 

“แหงสิ ..แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้” 

“แล้วมึงจำสัญญาของเราเมื่อตอนเกรดสิบได้ไหมวะ? ” 

ชายหนุ่มทำหน้าฉงน “สัญญาอะไรวะ” 

อินทรชิตรวบถุงกระดาษมาถือไว้เองก่อนจะลุกขึ้นยืนและพูด 

“มึงเคยบอกว่ามึงจะไม่แย่งของของกู” 

“อ๋อ ใช่” อัคราร้อง “แล้วมันเกี่ยวข้องกันยังไงอะ” 

ชายหนุ่มหันกลับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้อัครารู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง เพื่อนรักของเขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ก่อนจะวางมือลงบนบ่า 

เขาเป็นของของกู ไม่ใช่ของของมึงอีกแล้ว” 

อัคราแข็งทื่อไปกับคำพูดนั้น ประโยคแรกเขาเหมือนจะเข้าใจ แต่ประโยคต่อมามันคืออะไร? 

“อัครเพื่อนรัก” อินทรชิตตบลงบนแก้มข้างหนึ่งเบา ๆ พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติว่า 

“กูรู้ว่ามึงเป็นคนฉลาด กูคงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าเขาที่กูหมายถึงคือใคร” 

“...” 

“เฮ้ย! ” อัคราอุทานเมื่อร่างกายที่กำยำและสูงกว่าเกือบห้าเซนติเมตรพลักเขากระเด็นติดผนังด้วยมือข้างเดียว ก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะตรงเข้ามาบีบสันกรามไว้แน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปนขึ้นมาจนน่าขนลุก ไหนจะดวงตาคมกริบจับจ้องมาที่เขาด้วยความชิงชังอย่างไม่ปกปิด บรรยากาศบางอย่างที่แผ่ออกมาจากท่าทีคุกคามนั่นทำให้เขารู้สึกว่าคนตรงหน้านี้ไม่เหมือนอินทรชิตที่เขาเคยรู้จักมาตลอดสามปี 

“มึง ..ใจเย็นก่อนเพื่อน” 

“กูทนหงุดหงิดมาทั้งอาทิตย์ก็เพราะมึง แต่ไหน ๆ ก็พูดแล้วกูก็อยากจะเตือนมึงสักอย่าง ไม่ว่ามึงกำลังคิดอะไรอยู่ กูขอให้เลิกคิดทั้งหมด อย่า! แม้แต่จะคิดด้วย มึงคงไม่อยากแตกคอกับกูเพราะเรื่องแบบนี้หรอกเนาะ? หืม ใช่ไหม? เราเป็นเพื่อนรักกันนี่ไอ้อัคร” 

 

 

 

วันนี้เป็นวันที่พฤกษ์รอคอยมาตลอดหลายวัน มันคือวันจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สมัยที่เขาเรียนอยู่ที่นั่นก็เคยต้องขึ้นไปพูดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษเพื่อเปิดงานอยู่หนึ่งครั้งในฐานะกรรมการนักเรียน พอเรียนจบก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเยียนในฐานะศิษย์เก่าเลยสักครั้ง จะมีบ้างที่ขับรถผ่านหน้าโรงเรียนเพราะต้องไปส่งอินทรชิตอยู่ช่วงหนึ่ง สรุปแล้ววันนี้คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เขาจะได้กลับไปที่นั่นอีก 

อินทรชิตเข้ามาหาเขาที่ห้องนอนตั้งแต่ตีห้า กอดหอมนัวเนียจนเกือบจะเลยเถิดกันอยู่พักใหญ่ อีกฝ่ายจึงยกมือไหว้ลาเพื่อที่จะล่วงหน้าไปช่วยคนอื่นจัดสถานที่โดยไม่ลืมกำชับให้เขามาให้ทันในตอนสิบโมง 

ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงครึ่งแล้วทว่าเขายังคงเอื่อยเฉื่อยไปกับการอาบน้ำและการประทินผิว ขัดตรงนั้นทีทาตรงนี้ทีอย่างเอาใจใส่มากกว่าปกติ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็เป็นคราวที่ต้องตัดสินใจเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่อย่างเหมาะสม จะใส่ชุดนักศึกษาไปก็กลัวจะซ้ำซาก ใส่สูทเต็มยศก็กลัวจะเป็นทางการเกินไป หรือจะใส่แค่เชิ้ตสีสุภาพกับกางเกงยาวปกติก็พอ 

“จะว่าไปแล้ว..” พฤกษ์เหมือนจะคิดอะไรออก เขาดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดของตู้เสื้อผ้าออกและหยิบกล่องใบใหญ่สำหรับใส่เสื้อออกมา มันเป็นยูนิฟอร์มสมัยมัธยมที่เขาเคยใส่ หากนับจากเวลาในกาลนี้คงผ่านไปไม่ถึงห้าหรือหกปีเท่านั้นผนวกกับการเก็บรักษาเป็นอย่างดีจึงทำให้สภาพยังดีเหมือนของใหม่ 

พฤกษ์ตัดสินใจใส่ชุดนี้แหละไปงาน อินทรชิตคงต้องตกใจแน่ ๆ หากเห็นเขาอยู่ในชุดแบบนี้ แล้วอัคราล่ะ ผู้ชายคนนั้นจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเจอกันอีกครั้ง 

“จริงด้วยสิ เราจะทำยังไงกับอัครดีล่ะทีนี้” 

เขากลับมานั่งคิดอีกครั้ง หลังจากวันนั้นมาจิตใจของเขาก็สับสนอย่างรุนแรง พฤกษ์ไม่คาดคิดว่าจะได้คนรักเก่าอีกครั้ง เดิมทีเขาแอบนึกอยู่ลึก ๆ ว่าการที่ฉัตรตะวันยังไม่ตายอาจจะเป็นมีความเกี่ยวข้องกับอัคราก็ได้ บางครั้งเขาก็คิดไปไกลถึงขนาดที่ว่าฉัตรตะวันเป็นตัวตายตัวแทนของอัครา บ้างก็คิดว่าการมีตัวตนของฉัตรตะวันในกาลนี้ทำให้อัคราไม่มีตัวตน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เขาถึงไม่เคยคิดที่จะตามหาหรือพยายามสืบเสาะถึงความเป็นไปของอัคราเลยสักครั้ง 

ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าเขาคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แถมที่น่าประหลาดใจไปมากกว่านั้นคือการที่อินทรชิตและอัครายังเป็นเพื่อนสนิทกัน พฤกษ์เริ่มหวั่นใจ ความหวาดกลัวเริ่มรุกรานขึ้นมาทีละน้อย ศัตรูกลายมาเป็นมิตร มิตรก็อาจจะกลายมาเป็นศัตรู ไม่แน่ว่าในอนาคตต่อจากนี้ทั้งสองจะห้ำหั่นทำร้ายกันเหมือนในกาลก่อนอีกก็เป็นได้ 

มันจะกลับซ้ำรอยเดิมอย่างนั้นหรือ..!? ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เขาสู้อุตส่าห์พยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวและรอบข้างทั้งหมดมันจะสูญเปล่าไปจริง ๆ น่ะหรือ อินทรชิตจะเติบโตขึ้นเพื่อทวงทุกอย่างคืนโดยมีพ่อของเขาหนุนหลัง ส่วนอัคราก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีแต่ความชิงชังเคียดแค้นโดยมีแม่ของตนคอยเสี้ยมสอน จากเพื่อนรักกลายเป็นลูกพี่ลูกน้องที่จองล้างจองผลาญกันไม่รู้จักจบจักสิ้น อัคราและแม่คงไม่หยุดจนกว่าจะมีใครตายกันไปข้างหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นแล้วตัวเขาล่ะ? 

นั่นสิ ..แล้วตัวเขาล่ะ 

จะเลือกกลับไปเป็นตัวแปรของโศกนาฏกรรมอีกครั้งหรือจะพยายามเปลี่ยนแปลงมันเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด 

“หวังว่าการเจอคุณในครั้งนี้ผมจะให้คำตอบตัวเองได้นะ ..อัคร” 

 

 

 

“ไอ้อินทร์โว้ย” 

อินทรชิตที่ยืนเช็กความเรียบร้อยของเครื่องดนตรีบนเวทีอยู่ก็ต้องตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นอัคราในชุดบาสเกตบอลเดินมาหา มันยิ้มแฉ่งพร้อมกับโบกมือให้ 

ชายหนุ่มกระโดดลงจากเวทีทันทีก่อนจะพุ่งเข้าไปหาอย่างตื่นตระหนก 

“ทำไมมึงยังอยู่ที่นี่” เขาถาม “ล้อหมุนตั้งแต่แปดโมงแล้วไม่ใช่หรือไง? ” 

ที่เขาต้องถามเป็นเพราะกังวลเรื่องคุณพฤกษ์นั่นแหละ อุตส่าห์มั่นใจเสียดิบดีว่าหากคุณเขามางานได้จะไม่เจอกับอัคราแน่นอนเพราะอีกฝ่ายมีการแข่งขันนัดชิงแชมป์ที่ต้องไปใช้สนามของสถาบันคู่แข่งแต่ทั้งที่ควรเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมมันยังโผล่หัวมายืนอยู่ตรงหน้าเขาได้! 

“การแข่งเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้ว่ะ” อัครายักไหล่ “กูอาจจะไม่ได้มาดูมึงเล่นนะ” 

“มึงจะไปไหน? ” 

“กูนัดเด็กเอาไว้ว่าจะพาเที่ยวงาน” 

“แฟนคนไหนวะเพื่อน” อินทรชิตเสียงอ่อนลงทันทีเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีธุระติดพันกับหญิงอื่นตลอดทั้งวันจนไม่สามารถปลีกตัวไปเกาะแกะกับคุณพฤกษ์ได้ 

“ลินดา” ชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม “ตัวท็อปฝั่งนู่นอยู่แหละ” 

“ฟาดแต่ตัวท็อปทั้งนั้นนะมึง” 

อัครายักไหล่ “แล้วมึงอะ ไม่มีมาเปิดตัวบ้างหรือไง” 

“หมายความว่าไง” 

“โหย ถามจริง” ชายหนุ่มทำหน้าละเหี่ยใจ 

“กูจะบอกให้นะเว้ย ใครที่พาเด็กโรงเรียนอื่นมาเดินงานโรงเรียนตัวเองก็เท่ากับว่าเปิดตัวแล้วเปล่าวะ ห้องเราแม่งก็พาแฟนมาเที่ยวกันทั้งนั้นแหละไอ้ห่า นู่น มึงดูไอ้คาเตอร์ดิ ควงน้องหมวยที่ไหนมาวะนั่น” 

อินทรชิตหันไปตามคำบอกของเพื่อน เขาเห็นคาเตอร์เดินมากับสาวสวยผิวขาวคนหนึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล และเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นพอดีเลยตรงดิ่งมาหา 

“ใครวะ” อัคราทำเป็นกระทบไหล่ถามก่อนจะทำท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยใส่หญิงสาวโดยการกวาดสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แถมยังจงใจค้างสายตาเอาไว้ที่บริเวณชายกระโปรงที่สั้นกุดนาน ๆ 

“ไอ้อัคร” อินทรชิตแอบหยิกเอวเพื่อนก่อนจะกระซิบเสียงเบาที่สุด 

“ไอ้ทุเรศเอ๊ย อย่าทำแบบนี้ มันอุบาทว์” 

“ห๊ะ” เหมือนชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าเผลอแสดงท่าทีคุกคามออกไป เขาจึงแสร้งทำเป็นเบนสายตามองไปที่อื่นบ้าง แสร้งยิ้มขึ้นมาบ้าง ท่าทางเหมือนคนอัธยาศัยดีสุด ๆ คนหนึ่ง 

“ใครเนี่ย แนะนำบ้างสิ” อินทรชิตเป็นฝ่ายออกปาก คาเตอร์ที่คุยกับหญิงสาวอยู่จึงหันมายืดอกตอบ 

“นี่ซินเจีย แฟนกูเอง” ชายหนุ่มหันมายิ้ม “ซินเจีย นี่เพื่อนไอ หน้าหล่อ ๆ สูง ๆ นี่ชื่ออินทร์ ส่วนไอ้หัวแดงนี่ชื่ออัคร” 

“หนีห่าว” อัคราทัก ซินเจียที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพูดว่า 

“เพื่อนยูเก่งจัง” 

“โธ่ ไม่เอาน่า” ชายหนุ่มยักไหล่ “มันก็แค่ของเบสิค” 

เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะขยับออกห่าง อินทรชิตรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นการหัวเราะที่ฝืนมาก กลุ่มของพวกเขายืนทักทายกันอยู่สักพักก่อนที่อัคราจะขอตัวออกไปรับแฟนสาว (คนใหม่) ส่วนคาเตอร์ก็ถูกเรียกให้ไปช่วยงานบนเวที ทิ้งให้ซินเจียอยู่กับเขาตามลำพัง 

“เมื่อกี้ขอโทษแทนอัครมันด้วยนะ ไอ้นี่มันจัญไรเรื่องแบบนี้ตลอด” 

“ยูเห็นด้วย? ” ซินเจียทำหน้าตกใจ “โอ๊ยกลัวแทบแย่เลย เพื่อนยูคนนั้นแย่มาก แต่ไอไม่กล้าพูดหรอกนะเพราะกลัวทำทุกคนกร่อย” 

ระหว่างที่พูดหญิงสาวก็เอามือรวบกระโปรงด้านหลังไว้เพราะลมกำลังพัดมา อินทรชิตจึงแสร้งแหงนหน้าขึ้นมองบนเวที โบกมือให้คาเตอร์ที่ยืนเช็กเครื่องเสียงอยู่ไม่ไกล 

“ช่างเถอะ มันคงเป็นปกติของผู้ชายล่ะมั้ง อีกอย่างไอก็ใส่กระโปรงสั้นด้วย ไม่แปลกที่จะเป็นจุดเด่น” 

อินทรชิตบอกปัด “เธอกำลังทำให้มันเป็นเรื่องปกติต่างหาก” 

“ดีจริง” ซินเจียเกิดความประทับใจ “เจนเทิลแมนมาก” 

“เราเข้าใจนะเพราะเราก็มีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ถ้ามัวแต่กังวลสายตาคนอื่นก็คงไม่ได้แต่งตัวสวยกันพอดีจริงมั้ย อีกอย่างปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัวของเธอเสียหน่อย” 

หญิงสาวยักคิ้วเป็นการเห็นด้วย “ก็จริง ..แต่มันก็พูดยากอีกนั่นแหละ ส่วนมากสังคมมักจะโยนปัญหามาที่ผู้หญิงอย่างเรา ๆ ซึ่งมันน่าเบื่อมากกกก มาก มากกก มากจนขี้เกียจจะพูดละ คนบางคนก็ดักดานเกินกว่าจะขุด พวก ..อะไรนะ อ๋อ บัวใต้โคลนตมอะไรแบบนี้” 

เขาหัวเราะกับคำเปรียบเปรย 

“แต่คาเตอร์ก็ดีนะ มันนิสัยดี” 

“อือฮึ เขาน่ารัก แต่ค่อนข้างขี้อายหน่อย ๆ ” 

“คบกันนานแล้วหรือ” 

“ไม่ถึงสามเดือน ไอจีบเขาก่อน เป็นไง? เท่ใช่ไหม? ” 

“เท่มาก” อินทรชิตชูนิ้วโป้ง 

“แล้วแฟนยูไม่มาด้วยหรือ คาเตอร์บอกไอว่าคนอื่นชอบพาแฟนมาอวดเวลามีงานแบบนี้” 

ชายหนุ่มยิ้มมุมปากก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาที่ใส่อยู่บนข้อมือ เขาตอบเสียงระรื่น 

“เดี๋ยวก็คงมาแล้วล่ะ” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว