email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

บทที่ 11 

“แต่ผมไม่ใช่สิ่งของ” 

“แล้วผมเคยพูดหรอว่าคุณเป็นสิ่งของ” เขาตอบกลับ ถึงไม่เคยพูดแต่การกระทำมันก็ย้ำชัดเสียยิ่งกว่าอะไร 

“เมื่อไหร่เรื่องของเรามันจะจบ” ผมถามเขาด้วยความรู้สึกที่อ่อนล้าเต็มที แม้มันจะเจ็บแต่ก็ยังดีกว่าทนอยู่กันแบบนี้ 

“งานนี้มันเหนื่อยเกินกว่าผมจะรับไหว” การควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นยังคงเป็นเรื่องยากเสมอ ผมหันหน้าหนีไปยังอีกฝั่งของเตียงเพราะไม่อยากจะให้เขาเห็นความอ่อนแอภายในดวงตา 

“คุณพูดอะไร” เขาจับให้ผมหันไปหาดังเดิมก่อนจะกางแขนออกแล้วก้มลงมาคร่อมตัวผมไว้ทั้งตัว จนดวงตาของเราประสานกันลึกซึ้ง 

ผมไม่เข้าใจการกระทำของเขาเลย ไม่เคยเข้าใจแม้แต่นิดเดียว 

“บอกแล้วไงว่าผมไม่มีทางปล่อยให้คุณไปไหน” คุณภคินเอ่ยด้วยดวงตาเด็ดเดี่ยว มันทำให้ผมคิดถึงอดีตอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

“คุณขาดผมไม่ได้หรอกคุณกัมปนาท” 

“ไม่จริง อื้อออ” ผมเอ่ยสวนแต่กลับโดนเขาประกบจูบปิดปากในที่สุด คุณภคินใช้สองมือสอดลงไปใต้แผ่นหลังของผมคล้ายจะตระกองกอด ก่อนจะใช้ริมฝีปากและปลายลิ้นร้อนไล้เลียดช่วงชิงทุกลมหายใจของผมจนแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง กลิ่นหอมของเขาทำให้หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะระเบิด 

เขายังคงมีอิทธิพลเหนือผมเสมอ ทั้งร่างกายและจิตใจ 

“อื้มมม” คนเบื้องบนครางในลำคอเมื่อผมเริ่มห้ามตัวเองไม่อยู่ ผมเผลอบดเบียดริมฝีปากบางๆของเขากลับคืน แถมยังแอบสอดปลายลิ้นเข้าไปคว้านหาความหอมรัญจวนบ้างอีกต่างหาก 

“เห็นมั้ย” เขาเอ่ยหลังจากละใบหน้าออกมาด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ 

ถึงจะโดนทำร้ายจนเจ็บปางตายแต่พอได้รับสัมผัสอ่อนโยน..ผมก็ยอมเขาแล้วหรอ? 

“ฮึก” ผมยกมือปิดใบหน้าแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่มีอดกลั้น 

“คุณร้องไห้ทำไม” คนตรงหน้าดูตกใจก่อนจะเอื้อมมือมาดึงแขนผมออก 

“ผมเกลียดตัวเอง” ผมบอกเขา แล้วพยายามชักมือหนี 

“ทำไม” 

“คุณไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่วะ!” ผมขึ้นเสียงใส่ด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี 

“งั้นคุณเป็นบ้าอะไรละ” เขาจับข้อมือทั้งสองข้างของผมกดลงบนที่นอน 

“คุณ อึก ใจร้ายมา ฮึก” ผมเริ่มจะคุมน้ำเสียงไม่อยู่ แววตาก็เช่นกัน 

“คุณทำผมเจ็บไปหมด แต่ผมกลับเป็นแบบนี้” 

“ผมยังต้องการคุณ ฮึก แม่ง!” เมื่อจบประโยคสุดท้ายผมก็ไม่อาจทนมองดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้าได้อีกต่อไป ผมละอายใจและรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชเหลือเกิน 

“เก็ต” น้ำเสียงที่อ่อนลงและสัมผัสที่ปลายคางทำให้หัวใจผมเต้นระรัว เขาปล่อยมือออกแล้วจับหน้าผมให้หันกลับดังเก่า ก่อนจะเอ่ยออกมา 

“เข้าใจแล้ว” 

“ฮึก” พอได้ยินดังนั้นก่อนสะอื้นมันก็ตีขึ้นมาจนจุกคออย่างไม่มีสาเหตุ เขามองผมด้วยความอ่อนโยนซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมเฝ้าฝันมาตลอด 

“ผมขอโทษนะ” เขาเอ่ยแล้วจูบลงมาที่เปลือกตาขณะที่ผมกำลังยกมือขึ้นโอบรอบคอเขากลับ 

“คุณภคิน” แค่คำขอโทษเบาๆจากริมฝีปากของเขาก็ทำให้ผมมีความสุขอย่างน่าประหลาด ผมยอมยกโทษให้อย่างไม่คิดติดใจเรื่องก่อนหน้านี่เลยสักนิด 

ช่างอ่อนแอและโง่เง่าอะไรอย่างนี้… 

“หยุดร้องไห้ได้แล้ว คุณกลายเป็นคนขี้แงตั้งแต่เมื่อไหร่” เขายิ้มนิดๆก่อนจะค่อยๆมุดตัวเข้ามานอนกอดผมใต้ผ้าห่ม 

“ไม่รู้” ผมกระซิบอยู่แนบอกกว้าง ใครจะไปยอมบอกวะ ว่าที่ร้องไห้เป็นางเอกละครอยู่เนี่ยก็เพราะเขาทั้งนั้น 

“ใจคุณเต้นแรงดีเนอะ” นี่จะพูดให้ผมรู้สึกอายไปไหน ไม่อยากบอกหรอกนะว่าตัวเองก็ใจเต้นเหมือนกันเหอะ 

“ก็เพราะผมชอบให้กอดต่างหาก” ผมแก้ตัว แต่ดูเหมือนว่าจะแก้ตรงไปหน่อยว่ะ 

“หรอ ชอบให้ผมกอดหรอ” เขาขำแล้วพูดเย้าแหย่ ผมบอกตอนไหนว่าชอบให้เขากอด 

“อือ” แต่แทนที่จะเถียงกลับ ผมดันเงียบแล้วซุกเข้าอกเขาแทน 

ร่างกายเสือกไม่ทำตามสมองซะงั้น เบื่อแม่งงง 

“งั้นผมกอดคุณทุกคืนดีมั้ย” ผมเบิกตากว้างแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อหู 

“หมายถึงคืนที่เราอยู่ด้วยกันน่ะ” คนตรงหน้าพูดเสริมอีกที 

“คุณจะไม่นอนแยกห้องอีกแล้วใช่มั้ย” ผมถาม เพราะมันก็มีบางคืนที่เราไม่ได้มีอะไรกัน คุณภคินจะมาอยู่กับผมเฉยๆ กินข้าว ดูหนัง และนั่งเล่นเรื่อยเปื่อย อารมณ์เหมือนมาเยี่ยมเพราะกลัวผมจะเหงาตายเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เราต่างคนต่างก็แยกห้องนอน บอกตามตรงเลยว่านั่นทำให้ผมโคตรน้อยใจ 

“คุณต้องการอย่างนั้นรึเปล่าล่ะ” เขาถามกลับ ผมไม่ตอบเพียงแต่…เขยิบขึ้นไปประกบจูบลงที่ริมฝีปากของเขาเพียงบางเบา นี่เราจูบเขาทำไมอ่ะ? 

ผมละใบหน้าออกมาเพราะกำลังงงตัวเอง แถมใจยังเต้นแรงมากจนแทบจะทะลุออกมาจาอก คนโดนจูบยิ้มร่าขนาดที่ทำให้ใบหน้าหล่อๆของเขาดูน่ามองเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยเท่าตัว 

“พูดก็ได้นิ” เขาบอกแล้วจูบลงที่หน้าผากของผม ความรู้สึกถูกทะนุถนอมมันเป็นอย่างนี้นี่เอง อุ่นวาบไปทั้งหัวใจเลยล่ะ 

“คุณทำดีกับผมบ้างได้มั้ย” ผมยกขาขึ้นเกี่ยวตัวเขาไว้ก่อนจะพูดออกมา ไม่รู้คิดไงถึงกล้าถาม 

คงเป็นเพราะเขาเริ่มใจดีแล้วก็น่ารักกับผมสินะ 

“ผมจะให้คุณเท่าที่ให้ได้ละกัน ตกลงมั้ย” เขาเอ่ยออกมาแล้วก้มลงจูบผมอีกครั้งเพื่อหยุดการสนทนา ผมรู้ว่ามันไม่มีทางมากไปกว่านี้และเราสองคนต่างก็รู้กันดี สำหรับคนที่มีสถานะอย่างผม ได้รับความอ่อนโยนจากเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว ผมควรจะยอมรับ....ในจุดยืนของตัวเอง 

“อือออ อ๊ะ” เขากัดลงที่ปากล่างแล้วดูดดึงจนความรู้สึกวูบวาบไหลแล่นไปทั่วร่างกาย ปลายลิ้นร้อนกวาดเข้ามาภายในโพรงปากของผมอย่างเร่าร้อน และผมเองก็ตอบโต้คนเบื้องบนกลับไปไม่แพ้กัน ผมอยากให้เขาจดจำทุกๆรอยจูบ ทุกๆสัมผัส ที่ผมเป็นคนมอบให้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขาโหยหาและเรียกร้องเรื่องแบบนี้จากผมเพียงคนเดียว ด้วยซ้ำ 

เราน่าจะพยายามได้ดีกว่านี้นะ แต่ทว่า 

“อ๊ะ คุณ อะ ภคิน” ผมยกมือดันไหล่เขาขณะกำลังถูกลูบไล้แถวๆบั้นท้ายและสะโพก 

“ทำไม” เขาตอบเสียงสั่น ตาปรือ เซ็กซี่ว่ะ 

“ผม ยะ ยังเจ็บ” ผมเอ่ยด้วยใบหน้าร้อนผ่าวๆ จะมาโวยกันไม่ได้นะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขาคนเดียวนั้นแหละ ไม่ยังงั้นป่านนี้เราคงจะ…เอ่อ.. 

“ก็ได้” ร่างสูงซุกไซ้ลงที่หน้าอกของผมเป็นการทิ้งท้าย นี่เราโดนแกะกระดุมชุดนอนออกไปตอนไหนวะ 

“คุณนอนพักไปเถอะ” เขาบอกแล้วทำท่าจะลุกออกจากเตียง ซึ่งผมไม่ยอมเลยคว้าแขนไว้ก่อน 

“คุณบอกว่าจะนอนกับผม” นี่เป็นคนรักษาสิทธินะครับ ใครสัญญาอะไรไว้แล้วไม่ทำตามก็ต้องมีทวงบ้าง 

“ไม่ต้องห่วงหรอกหน่า ผมไม่โกหกคุณหรอก” เขาตอบท่าทางน่าสงสัย แถมยังดูอายๆชอบกล 

“งั้นคุณก็มาสิ” ผมเร่งแล้วดึงมือเขาเบาๆ 

“คุณจะให้ผมนอนกับคุณทั้งที่เป็นแบบนี้หรอ” เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด แล้วก้มลงมองส่วนล่างของตัวเองเสมือนเป็นภาษากายเพื่อที่จะสื่อให้ผมเข้าใจ 

“ผมจะไปเข้าห้องน้ำ คุณก็นอนรอไปก่อน” คุณภคินเอ่ยแล้วค่อยๆแกะมือผมออก แต่ผมก็ยังจับไว้เหมือนเดิมนั่นแหละ 

“ถึงจะเจ็บ แต่มันก็ยังมีบางส่วนที่ใช้แทนได้นะครับ” เสนอความต้องการให้แบบไม่อ้อมค้อมเลยละกัน ไหนๆก็ยอมมาถึงตรงนี้แล้ว 

“ฮึ นึกอยากจะทำงานชดเชยความผิดสินะ” เขายิ้มร้ายๆอย่างรู้ทันก่อนจะคุกเข่าลงบนเตียงตรงหน้าผม 

“แล้วผมทำได้มั้ยละ” พูดเสร็จก็ยิ้มยั่วแล้วเลียริมฝีปาก ผมอยากให้เขาทนไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว 

“ถ้าทำดีก็ได้ เผลอๆผมจะให้รางวัลเพิ่ม” เขาตอบแล้วลูบปลายคางผมไปมา 

“คุณหมดตัวแน่” ผมเอ่ยท้าทายก่อนจะเขยิบตัวเข้าหาเขาเพื่อเริ่มทำหน้าที่ให้สมกับที่โม้ไว้ในทันที 

Rrrrrr Rrrrrrrr 

เสียงสั่นของโทรศัพท์ปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คุณภคินยังคงหลับสนิทผมจึงค่อยๆขยับตัวหันไปอีกฝั่งเพื่อมองหาเครื่องมือสื่อสารเจ้ากรรม 

“อื้อ” เขาครางแล้วกระชับอ้อมแขนกอดผมจากด้านหลัง ผมเลยก้มลงจุ๊บหลังมือเขาไปทีก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบไอโฟนจากลิ้นชักข้าง เตียงมาดู 

N’PIM 

ใช่แล้วครับ มันไม่ใช่โทรศัพท์ของผม 

ควรจะปลุกเขาให้ตื่นมารับดีมั้ย ผมคิดในใจขณะที่สายตาก็จ้องไปยังสายเรียกเข้าที่ยังดังไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงไปง่ายๆ 

Rrrrrr ….. 

นิ้วผมมันไวกว่าสมองเสียอีก ผมกดตัดสายแล้วปิดเครื่องก่อนจะวางมันกลับลงไปที่เดิม 

เขากลับมาหาผม นั่นหมายถึงว่านี่คือเวลาของผม 

ดังนั้นทำแบบนี้ก็ไม่เห็นผิด… 

.................. 

“ไม่เอา คุณภคิน” 

ผมพูดแล้วห่อไหล่เล็กน้อยเมื่อกำลังถูกพรมจูบไปทั่วจากด้านหลัง 

“ขัดใจผมหรอ” เขากอดเอวผมหลวมๆแล้วกดจูบลงที่ใบหูและซอกคอหนักๆ 

“ผมกำลังทำอาหารอยู่นะครับ” อยู่ดีๆก็เดินเข้ามาทำแบบนี้ ถ้าเกิดบ้าจี้ปล่อยกระทะร่วงใส่ขาจะว่าไง 

“ก็ทำไปสิ” ดูพูดเข้า ผมเบ้ปากน้อยๆแล้วกลับแพนเค้กในกระทะก่อนจะเอนตัวไปพิงร่างสูง ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องยืนเมื่อย 

“คุณใส่นี่แปลกดี” เขาพูดแล้วดึงผ้ากันเปื้อนผมเบาๆ 

“คิดทะลึ่งอยู่ละสิ” ผู้ชายด้วยกันทำไมผมจะดูไม่ออก 

“ฮึ” เขายิ้มมุมปากก่อนจะจับหัวผมให้หันไปรับจูบเน้นๆ จะได้กินมั้ยข้าวเช้าเนี่ย? 

“เย็นนี้คุณจะมามั้ย” 

ผมถามเขาหลังจากเราเสร็จจากโต๊ะอาหาร 

“ดูก่อน” เขาตอบแล้วหยิบสูทขึ้นสวม 

“โทรหาผมด้วยนะ” ผมบอกเขาแล้วเดินไปปัดๆตรงปกเสื้อให้เหมือนช่วยตรวจความเรียบร้อย 

“อือ” เขาพูดก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกจากห้อง 

สิ่งเดียวที่ผมต้องทำต่อจากนี้ก็คือรอเขาเหมือนเดิมสินะ 

ผมทำความสะอาดห้อง อ่านตำราอาหารเรื่อยเปื่อยจนนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้โทรหาพี่สาวเลยกดโทรไป หวังว่าจะอยู่บ้านนะ 

“พี่เกรซ” ผมพูดเมื่อปลายสายกดรับ 

“เกรซเข้าห้องน้ำอยู่ครับ” แต่พอได้ยินเสียงผู้ชาย รอยยิ้มมันก็หุบลงทันที 

“งั้นเดี๋ยวผมโทรมาใหม่” เขารับสายแทนพี่ผมได้ยังไง คิดแล้วหงุดหงิดเป็นบ้า 

จากนั้นผมก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่นข้างนอก พอไปเจอกับคอร์สเรียนภาษาเลยลงสมัครเอาไว้แก้เบื่อ แวะเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อของสดสองสามอย่างแล้วก็กลับเข้าคอนโด ไม่นานก็มีสายเข้า 

“ครับ” ผมกรอกเสียงลงไปมือก็ไขกุญแจเข้าห้อง 

“เย็นนี้ผมมาหานะ” เขาตอบดูท่าจะอารมณ์ดีมากด้วย 

“อยากกินอะไรมั้ยครับ” 

“ไม่ต้องทำอ่ะ ถ้าคุณหิวก็กินไปก่อน” เขาบอกยังงั้นแล้วก็วางสาย ถามว่างงมั้ย ก็งงนะ แต่จากการที่อยู่กับเขามามันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแปลกใจอะไรเท่าไหร่ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายที่เหลือลงไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส ว่ายน้ำ(อย่าให้เขารู้ละ) แล้วก็กินอาหารญี่ปุ่นที่ร้านอาหารชั้นล่าง ร้านเดียวกับที่ไอ้โดมมันสั่งขึ้นไปให้กินแหละครับ แฮมเบิร์กเนื้อของเขาเด็ดจริงอะไรจริง 

“อ่าว พี่เก็ต” พอนึกถึงก็มาทันที นี่มันมีญานทิพย์หรืออะไรรึเปล่าวะ 

“เออ” ผมพยักหน้า มันก็นั่งลงตรงข้ามผมทันที 

“อร่อยใช่ป่ะ” 

“เออ กูชอบเนื้อเขา นี่เพิ่งเลิกเรียนหรอ” ผมตอบมันแล้วถามต่อ 

“อ่อ ใช่พี่แต่เดี๋ยวอาบน้ำออกไปข้างนอกต่อ” วัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ 

“เที่ยวละสิ” ผมแซวมัน 

“นิดหน่อยๆ พอดีเพื่อนมันกลับมาไทย” ไอ้โดมตอบแล้วยิ้มละมุน 

“น้องแว่นนั่นน่ะหรอ” ผมจี้ต่อ สนุกดีว่ะ 

“พี่รู้ได้ไงเนี่ย” มันถามแล้วทำท่าประหลาดใจ 

“เดา” ผมบอกมันไปงั้นแล้วตักเนื้อเข้าปากต่อ อ๊า ฟินนนน 

“ฮ่าๆ ใช่แล้วพี่ งั้นเดี๋ยวผมไปก่อนนะ” มันว่าแล้วลุกออกไปด้วยความเริงร่า ส่วนผมก็นั่งกินข้าวต่อ จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีคนมานั่งอยู่ตรงกันข้ามน่ะแหละ 

“ลืมไรล่ะมึง” ผมถามทั้งที่หน้ายังก้มลง ปากก็ซู้ดเส้นโซบะ 

“ผมเอง” 

พรวด 

งานนี้มีสำลักครับ พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมองแทบไม่ทัน คุณภคินจ้องมายังผมด้วยสายตาอ่านยากชอบกล ที่สำคัญคือมันทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ 

“คุณมาได้ไง หมายถึงรู้ได้ไงว่าผมอยู่นี่” มือถือมันก็ไม่ได้ดังนิหน่า ผมพลาดอะไรไปหรอ 

หรือว่าเขาจะเห็นผมคุยกับไอ้โดม แล้วโกรธ โอ้ไม่! ผมยังไม่พร้อมกับเรื่องแบบนั้น เกินจะรับไหวจริงๆ 

“ก็คุณนั่งริมกระจก ผมเลยเห็น” เขาตอบเสียงนิ่ง 

“เด็กนั่นไปแล้วหรอ” เอาแล้วไง เขาเห็นจริงๆด้วย อาหารตรงหน้ากลายเป็นของไม่อร่อยภายในพริบตาเลย 

“ใช่ครับ” ผมตอบแล้วหยิบน้ำขึ้นดื่มก่อนจะยกมือเรียกให้คิดตังค์ 

“เดี๋ยวผมจ่ายเอง” เขาบอกแล้วควักแบงค์พันให้พนักงานตัดหน้าผม 

“ไปได้แล้ว” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะลุกขึ้น 

“คือ...” ผมอยากจะพูดนะ แต่ไม่รู้จะพูดอะไร คุณภคินมองผมแว่บนึงก่อนจะเดินนำออกไปจากร้าน จนเมื่อเข้ามาในห้อง 

“ไปเก็บของ” เขาพูดขณะถอดสูทออก 

“ฮะ” ผมอุทานด้วยความตกใจ 

“งงอะไร ผมบอกให้ไปเก็บของ” เขาบอกอีกครั้งด้วยท่าทางหงุดหงิดนิดๆ แต่ใจผมนี่หล่นวูบหายไปไกลแล้วครับ 

“คุณจะให้ผมไปไหน!” เมื่อวานกับเมื่อเช้ายังดีๆกันอยู่เลย นี่ผมกำลังจะโดนเด้งแล้วหรอ 

“ถามมากจริง ผม..” 

“ไม่ไป!” 

เควี้ยงหมอนใส่อกแม่ง ไล่กันได้ยังไงวะ ไหนบอกว่าไม่เคยเห็นกูเป็นสิ่งของไง แล้วนี่อะไร ทำไมเขาต้องทำกับผมแบบนี้ด้วย 

“คุณไม่มีเหตุผลอ่ะ แค่คุยกับคนอื่นนิดๆหน่อยๆทำไมถึงต้องไล่ผมด้วย” ผมพูดไปสั่นไป แถมใต้ตาก็เริ่มจะร้อนผ่าวๆ 

“คุณคิดอะไรกับมันรึเปล่า?” เขาถามขึ้นหลังจากยืนนิ่งอยู่นาน 

“เปล่า!” 

ผมบอกเขา เสียงดังฟังชัดด้วย 

“ก็ดี ไปเก็บของได้แล้ว” เขายิ้มนิดๆก่อนกลับไปตีหน้านิ่งเหมือนเดิม นี่ยังไม่เข้าใจอีกหรอ จะให้อธิบายไปถึงไหน 

“ไม่ไป! ไม่เก็บ!” ผมนั่งลงบนโซฟาแล้วหยิบรีโมทขึ้นเปิดทีวีไม่สนใจ 

“คุณอย่าไร้สาระได้มั้ย” เขาถอนหายใจแล้วเดินมาแย่งรีโมทผมไปแล้วกดปิดทีวีดังเดิม 

“คุณแหละไร้สาระ!” ผมลุกขึ้นยืนประจันหน้า เขากลับหัวเราะขำซะงั้น อะไรวะ? 

“ผมจะพาคุณไปเที่ยวนี่ไร้สาระตรงไหน” 

หา?! 

“อะไรนะ” ผมถามย้ำเพราะไม่มั่นใจว่าเมื่อกี้หูฝาดหรือเปล่า 

“ไปเก็บของเดี๋ยวนี้ถ้าอยากเที่ยว” เขาพูดอีกครั้ง พอได้ยินมันก็อดยิ้มกว้างไม่ได้อ่ะ 

“เที่ยวไหน” ผมถามลิ้นก็เริ่มจะพันกัน เขาจะพาผมไปเที่ยว! ไปเที่ยวกับเขา!! นี่กูฝันอยู่รึเปล่า?!! 

“ทะเล ภูเก็ต” 

“ผมไม่ได้กลับไทยนานเป็นสิบปีแล้วเลยคิดถึงทะเลใต้ จะไปมั้ย” คราวนี้กูพยักหน้าแบบไม่ปฎิเสธแล้วครับ ว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันที 

“อยากไปก็ไปเก็บของเพราะผมจองตั๋วเครื่องบินไว้ตอนสองทุ่ม” ฮะ! ผมเหลือบไปมองนาฬิกาก็เห็นว่าหกโมงกว่าแล้ว โอ้ยยยย ฉิบหาย 

“ทำไมคุณไม่บอกผมตั้งแต่แรก” ผมวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องแล้วหยิบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแบบไม่ต้องเลือกให้มันมาก เมื่อกี้ก็ปล่อยให้โวยวายเป็นบ้าอยู่ได้เสียเวลาเปล่าเลยเห็นมั้ย 

“ก็คุณตลกดี” เขาเดินมากอดอกพิงประตูอยู่หน้าห้องแล้วมองผมยิ้มๆ 

“คุณ!” หมันไส้เลยโยนหมวกใส่ไปที แต่เขาหลบได้นะ 

“เดี๋ยวเถอะ จะไปมั้ยฮะ” 

“ไป!” 

ตอบไปแบบตรงๆ ตอบไปแบบแมนๆ เขาอุตส่าห์ลาหยุดเพื่อพาจะผมไปเที่ยว ดังนั้นงานนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆอีกต่อไปแล้วละครับ 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว