facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 17

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 53.8k

ความคิดเห็น : 76

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 09:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17
แบบอักษร

บทที่ 17 

  

             ช่วงเย็นในวันเสาร์ที่ตัวผมตั้งใจซื้ออาหารทะเลมาทำกินสำหรับวันหยุดจึงได้โทรนัดกับเหล่าบรรดาเพื่อนตัวเองให้มาเจอะเจอกันที่บ้าน ประจวบเหมาะกับที่น้องสาวตัวป่วนทั้งสองเล่นมาหาถึงรังแบบเซอร์ไพรส์โดยที่ไม่บอกกล่าว ทำให้ตอนนี้ทั้งบ้านอบอวลไปด้วยความวุ่นวายและเสียงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศครื้นเครงแบบนี้มันห่างหายไปจากวงจรชีวิตผมค่อนข้างนานเลยทีเดียว 

  

             “ซ้อมาแล้ว ๆ หยกกับหมวยลองทำน้ำจิ้มซีฟู้ดทะเลเผา ซ้อลองชิมให้พวกเราหน่อยนะ” 

  

             “หื้ม ไหนเอามาชิมสิว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน” 

  

             ในขณะที่ผมกำลังยืนล้างผักอยู่ห้องครัวเสียงสองสาวสุดแสบก็ดังมาแต่ไกลจากห้องนั่งเล่น ผมพลิกตัวหันไปทางเสียงเรียกพร้อมกับถ้วยน้ำจิ้มที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ผมใช้นิ้วก้อยข้างขวาแตะลงแล้วยกขึ้นชิมตามคำเรียกร้องของเหล่าสาวสวย เมื่อน้ำจิ้มสัมผัสเข้ากับปลายลิ้นก็ทำเอาดวงตาผมเบิกกว้างเพราะไม่คิดว่าสองแสบจะทำอร่อยใช้ได้ 

  

             “อร่อยเลยนะเนี่ย ไปหัดทำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ซ้อไม่ยักจะรู้ว่าทำกับข้าวกันเป็น” 

  

             ผมยกนิ้วโป้งให้กับความอร่อยแก่ทั้งสองคนก่อนจะเอี้ยวตัวหันกลับมาล้างผักต่อเพื่อจะได้ยกไปวางไว้ด้านนอก เพราะวันนี้ผมซื้อปลานิลมาเผาสามตัวเครื่องเคียงพวกผักเลยเยอะเป็นพิเศษ ส่วนตัวรู้สึกอยากจะกินของแบบนี้มาได้สักสองสามวันเป็นทุนเดิมและวันนี้ได้ฤกษ์ยามงามดีจึงสบโอกาสจัดเต็มเสียเลย 

  

             “เฮียขุนศึกไงล่ะ หมวยกับหยกแอบไปถามมาเมื่อกี้…เฮียเลยบอกสูตรเด็ดมาให้แต่จะว่าไปพี่เขยหมวยคนนี้หล่อไม่พอแถมทำกับข้าวเก่งอีกต่างหาก ถ้าวันไหนเฮียของหมวยท้องขึ้นมาจะไม่ตัวกลมเป็นลูกบอลเลยหรือไงน๊า” 

  

             “ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วล่ะหมวย ถ้าซ้อท้องเฮียก็ต้องทำกับข้าวบำรุงจนซ้อเดินไม่ไหวเชียวล่ะ ไม่อยากจะบอกเลยนะว่าเฮียของหยกเคยทำอาหารเป็นคอร์สให้ลูกค้าที่กำลังท้องอ่อน ๆ ด้วยนะซ้อเพราะงั้นรับรองได้เลยว่าเฮียรู้เมนูอาหารสำหรับคนท้องได้ดีแน่นอน” 

  

             สองมือที่กำลังล้างผักกาดขาวถึงกับต้องหยุดชะงักลงเพราะบทสนทนาของยัยแสบที่ยืนขนาบข้างกำลังพูดกรอกหูผมราวกับมีความสุขมากเมื่อพูดคุยกันในประเด็นนี้ มือผมจากที่นิ่งกลับมาถูไถล้างผักอีกครั้งก่อนจะยกผักที่ล้างทั้งหมดขึ้นมาสะเด็ดน้ำโดยที่ไม่ต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องที่ดูจะเกินจริงจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ 

  

             “ยกผักออกไปข้างนอกเลยทั้งสองคน จะกินกันไหมปลาเผากับทะเลเผาน่ะ” 

  

             ผมพลิกตัวกลับมาพร้อมถาดผักไซซ์ใหญ่ยื่นให้ทั้งคู่ไปช่วยกันถือด้วยสีหน้านิ่ง แต่ดูท่าทางน้องสาวตัวดีทั้งสองคนจะไม่หยุดพูดง่าย ๆ ดูจากแววตาเลศนัยคู่นั้นที่กำลังมองมาทางผมอย่างหยอกล้อ 

  

             “หมวยเตรียมของรับขวัญหลานแล้วนะเฮีย ขยันทำการบ้านบ่อย ๆ เลย หมวยอยากเห็นหน้าหลานจะแย่แล้ว เฮียรู้ไหมที่บ้านเราทั้งป๊าม๊า อากงอาม่านับวันรอข่าวดีจากเฮียทุกวันเลยนะ ไหนจะอี๊อีกทุกคนเตรียมของรับขวัญหลานกันหมดแล้ว!” 

  

             เสียงตื่นเต้นเกินกว่าเหตุของน้องสาวผมไม่ว่าจะเล่าเรื่องราวอะไรก็ตามยัยหมวยก็มีความสามารถพิเศษใส่น้ำเสียงในขณะที่เล่าได้ดีเกินกว่านักข่าวสายบันเทิงเป็นไหน ๆ  

  

             “ทางนี้ก็ไม่แพ้กันนะซ้อ ล่าสุดม๊าหยกไปดูดวงซ้อกับเฮียมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ม๊าไปดูเรื่องมีลูกกับซินแสโดยเฉพาะเลยนะ ซ้อเห็นไหมว่าทุกคนรอคอยข่าวดีขนาดไหน รู้อย่างนี้ซ้อกับเฮียต้องขยันทำการบ้านแล้วล่ะ!” 

  

             แค่ประโยคของเด็กอายุสิบเจ็ดทำไมผมต้องมายืนหน้าแดงและเขินอายขนาดนี้ ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวราวกับคนจะเป็นไข้ ไหนจะสายตาหยอกล้อของสองสาวที่มองผมด้วยความนึกสนุกเมื่อสามารถทำให้ผมแสดงอาการไม่เป็นตัวเองออกมาได้ จากที่ผมยื่นถาดผักให้เด็กทั้งสองผมจึงแย่งมาถือไว้เสียเองและเดินออกไปยังสวนหน้าบ้านที่ตอนนี้เหล่าบรรดาเพื่อนของผมกำลังจัดเตรียมโต๊ะอาหารไว้รอกันอย่างหน้าตั้ง 

  

             “เป็นอะไรหรือเปล่าไอ้คับฟ้าทำไมหน้ามึงแดง ไม่สบายยังไม่หายป่ะเนี่ย” 

  

             ไอ้หงส์ที่กำลังวางจานอาหารลงบนโต๊ะโดยมีพี่หวานเป็นลูกมือช่วยอยู่ข้างกายหันหน้ามองและเอ่ยถามผมขึ้นด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย แต่เสียงฝีเท้าของสองสาวสุดแสบที่วิ่งตามหลังมาติด ๆ ทำให้เพื่อนผมละความสนใจในคำถามของตัวเองไป  

  

             “ซ้อไม่ได้ป่วยหรือไม่สบายหรอกค่ะพี่หงส์ แต่ซ้อกำลังเขินพวกเราอยู่” 

  

             “เขิน? พวกเราไปทำอะไรให้เพื่อนพี่เขินจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงขนาดนั้น” 

  

             ไอ้ฟองที่ยืนก้มหน้าก้มตาเผาปลาตัวใหญ่อยู่หน้าเตาย่างบาร์บีคิวเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามด้วยแววตายิ้มระรื่น สองแสบรีบดึงเก้าอี้ออกแล้วหย่อนก้นนั่งลงข้างกันก่อนที่จะพูดออกมาเป็นเสียงเดียวอย่างกับนัดกันมาก่อนล่วงหน้า จนทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่บริเวณนี้หลุดขำออกมายกใหญ่ไม่เว้นแม้แต่พี่หวานกับศิลป์ 

  

             “ถามเรื่องท้องค่ะ/ถามเรื่องท้องค่ะ!” 

  

             “หมวยหยุด! หยกด้วยอีกคนนั่งกินไปเงียบ ๆ เลย!” 

  

             ผมที่กำลังยืนจัดผักใส่ถาดเล็กต้องรีบเงยหน้าขึ้นบอกให้ทั้งคู่หยุดพูดถึงเรื่องนั้นเสียทีเพราะอาการเขินของตัวเองดูทีท่าว่าจะไม่ลดลงแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนเห็นว่าผมมีอาการเปลี่ยนไปก็ยิ่งส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ผมตลอดระยะเวลาที่จัดเตรียมมื้อเย็น  

  

             ทุกคนต่างพากันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้นจนในที่สุดอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็น ปลาเผา กุ้งเผา ปลาหมึกย่างและอื่น ๆ อีกมากมายถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะได้น่ากินทุกเมนู  

  

             “แล้วเฮียขุนศึกล่ะ มึงไม่ไปตามผัวมากินข้าวหรือไง” 

  

             ไอ้เนมเอ่ยถามขึ้นกลางโต๊ะในระหว่างที่ทุกคนต่างพากันลงมือกินด้วยความหิวโหยเพราะใช้เวลาในการทำอาหารมื้อนี้ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง จึงไม่ผิดแปลกอะไรที่ความหิวมันจะครอบงำ 

  

             “ท่านประธานยังอยู่ในห้องทำงานอยู่เลยครับ คงจะอีกสักพักกว่าจะเคลียร์งานเสร็จ” 

  

             ศิลป์ที่ยืนเฝ้าอยู่ทางด้านประตูเชื่อมระหว่างภายในตัวบ้านอาสาเป็นคนตอบในระหว่างที่ไอ้เนมพูดขึ้นแต่คำตอบของลูกน้องขุนศึกทำเอาผมยืนนิ่งท่ามกลางความเงียบไร้ซึ่งเสียงพูดคุยใด ๆ นอกจากเครื่องเสียงที่ถูกเปิดเพลงสากลคลอเบา ๆ กุ้งและปลาหมึกถูกวางลงบนจานผมจนล้นด้วยฝีมือของยัยสองแสบ สายตาผมเอาแต่จับจ้องไปที่กุ้งเผาตัวใหญ่ด้วยอาการชั่งใจ เมื่อได้ยินสิ่งที่ศิลป์เอ่ยบอกเมื่อครู่ว่าใครบางคนยังอยู่บนห้องไม่ขยับตัวไปไหนตั้งแต่เช้าจนตอนนี้มันเย็นจนเกือบค่ำแต่ขุนศึกยังนั่งทำงานอยู่อีกหรือ 

  

             จะบ้างานอะไรขนาดนั้น… 

  

           วันหยุดทั้งทีทำไมยังไปขลุกอยู่แต่กับงานอีก… 

  

             ตัวผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินออกจากโต๊ะกินข้าวพร้อมกับสายตาของทุกคนที่หันมามองผมด้วยอมยิ้ม สองขาของตัวเองย่างเท้าเข้าไปในตัวบ้านเพื่อตรงไปยังชั้นสองเพราะห้องทำงานขุนศึกนั้นจะปลีกวิเวกแยกออกไปอีกโซน เหตุที่ต้องแยกเพราะเจ้าตัวสั่งทำห้องนี้ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ  

  

             ใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็พาร่างตัวเองมายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ ผมยืนอยู่สักพักถึงแม้ในใจจะยังโกรธเคืองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อนและมันยังไม่หายไปจากใจ แต่ผมคงไม่ใจจืดใจดำขนาดปล่อยให้คนบ้างานอย่างขุนศึกอดตายหรอก เมื่อตัดสินใจได้แล้วมือขวาตัวเองจึงยกขึ้นเคาะบานประตูตรงหน้าสามทีแล้วง้างเพื่อเปิดออกอย่างถือวิสาสะ ร่างกายผมเดินเข้ามาในห้องก็สะดุดเข้ากับภาพตรงหน้าเพราะร่างที่คุ้นเคยกำลังนั่งเอนกายเงยหน้าหลับตาบนเก้าอี้ทำงานด้วยสีหน้าหมดแรง 

  

             “ทำงานจนหลับคาเก้าอี้ แล้วนอนอย่างนั้นตื่นมาคอจะไม่เคล็ดเหรอวะ” 

  

             ผมยืนกอดอกมองภาพตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะบทจะทุ่มสุดตัวให้กับงานก็จริงจังเอาเรื่อง ผมใช้วิชาตัวเบาเดินเข้าไปใกล้หวังจะปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลเพื่อลงไปกินข้าว แต่เมื่อเดินเข้าใกล้เท่าไหร่ผมยิ่งไม่สามารถละสายตาออกไปจากใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรตรงหน้านี้ได้เลย จมูกที่โด่งเป็นสัน ไหนจะริมฝีปากอมชมพู ตัวผมเหมือนถูกต้องมนต์สะกดให้เท้าตัวเองเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว  

  

             “หลับขนาดนี้ค่อยเหลือไว้ให้กินทีหลังก็ได้มั้ง” 

  

             ผมยืนพึมพำกับตัวเองข้างเก้าอี้สีดำใหญ่ก่อนจะตัดสินใจหันกลับแต่แล้วจังหวะที่หันตัวกลับเอวผมดันโดนคว้าให้ล้มลงไปตามแรงดึงของคนที่ผมนึกว่าหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทรา ความตกใจมีไม่น้อยเมื่อรู้ว่าขุนศึกยังรู้สึกตัวดีทุกอย่าง…ถ้าเป็นอย่างนั้นสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อครู่ก็คงจะได้ยินหมดเลยงั้นสิ 

  

             “เข้ามาแล้วทำไมไม่เรียก จิตใจกะจะให้ผัวคนนี้หิวตายเลยหรือไง” 

  

             ใบหน้าของคนที่หลับตาอยู่เมื่อครู่ได้ฝังลงมากลางหลังแล้วเอื้อนเอ่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอู้อี้จากความเหนื่อยล้า ตัวผมได้แต่นั่งแข็งทื่อเมื่อการกระทำของขุนศึกดูจะแปลกตาไปเสียเหลือเกิน ยิ่งแรงกระชับจากอ้อมกอดที่รัดแน่นบริเวณเอวผมนั้นอีกคล้ายกับเจ้าตัวกำลังออดอ้อน 

  

             อ้อน… 

  

           ขุนศึกกำลังอ้อนผม… 

  

           “หะ เห็นหลับอยู่เลยไม่อยากปลุก ถ้าตื่นแล้วก็ลุกออกไปทุกคนกำลังนั่งกินข้าวอยู่ข้างล่าง” 

  

             ท่อนแขนแกร่งโอบรอบเอวผมกระชับให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าที่ฝังอยู่กลางหลังค่อย ๆ ส่ายหัวไปมาคล้ายกับลูกหมาที่กำลังร้องขอให้เจ้านายเล่นด้วย ไหนจะเอวช่วงล่างที่ขุนศึกตั้งใจกระแทกขึ้นมาเบา ๆ ใส่ผมอย่างตั้งใจทำเอาผมที่นั่งอยู่บนตักเกิดอาการหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอายในการกระทำของผู้ชายคนนี้ 

  

             “ปะ ปล่อย กูหิว…จะลงไปกินข้าว” 

  

             “ขอแป๊บนึงเดี๋ยวลงไปพร้อมกัน” 

  

             เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบา ๆ อย่างขอร้อง สันจมูกโด่งจากที่สิงอยู่กลางหลังได้สักพักใหญ่ตอนนี้ได้เลื่อนขึ้นมาไซ้บริเวณซอกคอผม ริมฝีปากหนาก้มลงมาขบเม้มลงเนื้อผิวผมอย่างเนียน ๆ ความรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวจึงก่อเกิดขึ้น  

              

             ตัวผมเมื่อเริ่มรับรู้ได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะโดนอะไรบ้างจึงพยายามลุกออกจากตักและหดคอหนีจากการรุกล้ำบริเวณต่อมต้องห้ามของตัวเอง เพราะหากมันถูกรุกรานขึ้นมามันไม่เป็นผลดีต่อผมแน่ แต่ทุกอย่างกลับเข้าทางขุนศึกเข้าไปใหญ่เพราะจังหวะที่ผมจะลุกร่างดันถูกผลักให้นอนระนาบไปบนโต๊ะทำงานโดยที่คนตรงหน้าใช้มือกวาดเอกสารทุกอย่างออกจนมันกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง 

  

             “ขะ ขุน อื้อ!...” 

  

             เจ้าตัวไม่ให้โอกาสผมร้องขัดขืนริมฝีปากที่เคยไซ้ซอกคอตอนนี้ได้ก้มลงมาบดขยี้ริมฝีปากผมอย่างดุดัน ลิ้นแฉะไปด้วยน้ำลายสอดเข้ามาในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นก็ไม่อยู่เฉยเลื่อนเข้ามาในเสื้อสีขาวตัวใหญ่แล้วใช้นิ้วมือสะกิดยอดเม็ดบนหน้าอกผมเบา ๆ หวังจะกระตุ้นอารมณ์ให้คล้อยตาม 

  

             “อื้อ! หะ หยุด หยุดเดี๋ยวนี้!” 

  

             “เฉยน่า…” 

  

             เมื่อริมฝีปากถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระสองมือผมจึงเลื่อนเข้ามาจับแขนข้างขุนศึกที่กำลังเขี่ยหัวนมเล่นภายใต้เสื้อยืดตัวโคร่ง สีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยราคะสื่อออกมาให้เห็นว่าเจ้าตัวรู้สึกทรมานไม่น้อย ผมกัดริมฝีปากล่างด้วยความรู้สึกประหม่าแล้วส่ายหน้าให้ขุนศึกคล้ายกับบอกเป็นนัย ๆ ว่ายังไม่พร้อมที่จะให้เจ้าตัวเสพสมร่างกายนี้ ขุนศึกสบตาผมนิ่งและเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่ผมสื่อการกระทำทุกอย่างจึงยุติลงเหลือไว้เพียงแต่นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดเมื่อโดนขัดใจ  

  

             “เมื่อไหร่จะครบอาทิตย์นึงวะ แม่งเอ๊ย!” 

  

             ร่างสูงผลักตัวออกจากผมที่นอนระนาบไปกับโต๊ะ ขุนศึกได้แต่ยืนเสยผมแล้วสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์และเมื่อตัวผมไร้สิ่งพันธนาการจึงรีบลุกขึ้นยันตัวออกจากโต๊ะเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่จะเอาเท้าแตะพื้น ร่างผมก็ถูกขุนศึกอุ้มในท่าเจ้าสาวเหมือนทุกครั้งในรอบหลายวันที่ผ่านมา 

  

             “ทำอะไรของมึง…” 

              

             ผมถามออกไปทั้ง ๆ ที่สายตาก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของวงแขนนี้… 

  

             “อุ้มเมีย…” 

  

             ขุนศึกรีบตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบปนเอาแต่ใจ ผมเมื่อได้ยินคำตอบจึงรีบเงยขึ้นมองหน้าผู้ชายจอมเผด็จการด้วยสีหน้าเหวอไม่น้อย 

  

             “กะ กูเดินเองได้ เพื่อนกูมาบ้านเยอะแยะไหนจะหยกกับหมวยอีก! ปล่อยกูลงเดี๋ยวนี้นะ! ขุนศึก!!” 

  

             ใบหน้าคมเข้มเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มผุดขึ้นเล็กน้อยในระหว่างที่ตัวผมถูกเคลื่อนย้ายลงไปชั้นล่าง ผมดิ้นจนสุดแรงเพราะไม่อยากให้ทุกคนเห็นภาพเหตุการณ์น่าอับอายนี้ แต่ถึงแม้ตัวผมจะดิ้นยังไงก็ไม่ได้ทำให้ขุนศึกเปลี่ยนใจปล่อยผมลงเดินเอง จนในที่สุดเราทั้งคู่ก็เดินมาถึงสวนหน้าบ้านที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา แต่เหมือนบรรยากาศนั้นจะเงียบหายไปเมื่อตัวผมถูกวางลงบนเก้าอี้โดยมีสายตานับสิบกำลังมองมาที่เราทั้งคู่ 

  

             “สวัสดีครับเฮีย นั่งเลยครับพวกเราย่างของไว้เต็มเลย” 

  

             เสียงของไอ้หงส์เอ่ยทักขุนศึกเป็นคนแรกเพราะตั้งแต่พวกมันมาก็ยังไม่ได้เอ่ยทักทายเจ้าของบ้านอย่างเป็นทางการเพราะขุนศึกเอาแต่นั่งขลุกอยู่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมตั้งแต่เช้า เมื่อเจ้าของบ้านถูกเอ่ยทักทายร่างสูงผู้มีสีหน้าที่เรียบเฉยได้แต่พยักตอบกลับโดยปราศจากรอยยิ้มจนคนที่เป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อนอย่างไอ้หงส์ถึงกับทำตัวไม่ถูก 

  

             ผู้ชายอะไรไร้มนุษยสัมพันธ์สิ้นดี… 

. 

. 

. 

. 

. 

              

             ขุนศึก P 

  

             ‘พวกมึงได้ดูเอ็มวีตัวใหม่ของวงเกาหลีที่เราชอบกันยัง แต่ละคนน่ารักมากโคตรพ่อโคตรแม่เท่ เท่แบบไม่บันยะบันยัง!’ 

  

           ‘วงนี้ใช่ไหมพี่เนม หยกดูแล้วเมื่อคืนเอ็มวีออกมายังไม่ถึงชั่วโมงปาเข้าไปเป็นหลายล้านวิว แต่ปล่อยเอ็มวีตัวนี้มาหล่อจริง ตอนที่หยกนั่งดูหยกแทบคลั่งอ่ะดิ้นตายอยู่ในห้องคนเดียว! ฮือออ!’ 

  

             ตัวผมที่กำลังนั่งไขว่ห้างดูดบุหรี่อยู่ด้านนอกโดยมีศิลป์ยืนไล่บอกตารางงานของอาทิตย์หน้าและรายละเอียดงานที่ต้องบินไปคุยงานที่เซี่ยงไฮ้ในวันจันทร์นี้ แน่นอนว่าผมต้องติดสอยห้อยภรรยาตัวเองไปด้วยอย่างแน่นอนเพราะผมคงไม่ปล่อยให้ร่างบางอยู่โดยไร้การสอดส่องจากผมเป็นแน่ ช่วงนี้คนคอยจะงาบภรรยาผมมีไม่น้อยโดยเฉพาะพนักงานในทีมฝ่ายการตลาดคนนั้น 

  

             ธาม… 

  

             “ไปเซี่ยงไฮ้รอบนี้ฉันอาจอยู่นานกว่ากำหนด จัดการตารางงานให้ลลินรู้ซะ ส่วนร้านอาหารสาขาสองที่เซี่ยงไฮ้ห้ามให้พนักงานรู้เด็ดขาดว่าฉันจะไปเพราะถ้ารู้คงไม่ได้เห็นหน้างานจริงว่าจัดการร้านกันแบบไหน” 

  

             “รับทราบครับท่านประธาน” 

  

             ศิลป์ตอบรับคำสั่งของผมโดยที่ไม่ต้องบอกซ้ำหรือลงรายละเอียดให้มากความ แล้วหันกลับมาดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาเป็นเวลานานเพราะก่อนหน้าที่ยังไม่หมั้นชีวิตผมดื่มด่ำกับแสงสีเสียงและผู้หญิงเกือบจะทุกคืน ไม่มีคืนไหนที่ผมจะไร้หญิงสาวข้างกายโดยเฉพาะเรื่องบนเตียง แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปเพราะชายหนุ่มที่ถูกยัดเยียดให้มาเป็นเมียด้วยฝีมือของผู้ใหญ่และผมไม่เต็มใจที่จะอยากได้ หากทว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันกลับไม่เหมือนเดิมเพราะคับฟ้าเริ่มเข้ามาทำให้โลกของผมสั่นคลอน 

  

             ความคิดถูกดิ่งลงสู่ในภวังค์มือซ้ายยกแท่งบุหรี่ขึ้นสูบเข้าปอดเพื่อระบายความเครียดจากงาน ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเจ้าของบริษัทมีลูกน้องและพนักงานมากมายคอยดูแลในทุกส่วนแต่ความรอบคอบของตัวเองที่มีอยู่สูงจนต้องมานั่งเช็กเอกสารโครงการที่อนุมัติอีกรอบ แล้วยิ่งในส่วนของงบการเงินทั้งฝั่งบริษัทและในฝั่งของธุรกิจร้านอาหารผมต้องนั่งไล่เช็กด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้มันเกิดข้อผิดพลาด สักจุดเดียวก็ห้ามมี ดังนั้นจึงไม่ผิดแปลกอะไรที่ผมจะใช้เวลาทั้งวันดูเอกสารในช่วงวันหยุด 

  

           ‘อปป้ากูหล่อมากแต่เดี๋ยวก่อนนะอปป้ากูสักลายมาใหม่เหรอวะ! ขอร้องเถอะนะมึงคือหล่อมาก!’ 

  

           ‘เฮียชอบคนเดียวกันกับหมวยเลยอ่ะ ฮือออ! รอยสักตอนที่หมวยเห็นครั้งแรกก็แทบคลั่งตายเหมือนกัน! เหมาะกับลุคแร็ปเปอร์ของวงจริง ๆ ฮืออออ!’ 

  

             เสียงตื่นเต้นคล้ายกับคนจะร้องไห้ของภรรยาทำเอาผมอดใจที่จะชะเง้อหน้ามองเข้าไปในตัวบ้านไม่ได้ ภายในบ้านที่ตอนนี้บรรดาเหล่าพ้องเพื่อนของร่างบางพ่วงด้วยสาวน้อยอีกสองคนกำลังนั่งกรี๊ดอยู่บริเวณห้องนั่งเล่น เสียงตื่นเต้นสุดแสนจะดังสนั่นจนผมที่นั่งอยู่นอกตัวบ้านยังได้ยินชัดเจน 

  

             หล่อมาก! ตายไปเลยขอสลบก่อนนะครับผม! แล้วคือกูละสายตาจากรอยสักนั่นไม่ได้เลย!” 

  

             ประโยคเอ่ยชมของเสียงที่คุ้นหูดังเล็ดลอดออกมาไม่หยุดหย่อน จากที่ผมไม่คิดอะไรแต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา หงุดหงิดที่คับฟ้าคอยแต่ชื่นชมผู้ชายคนอื่นอย่างออกหน้าออกตาทั้ง ๆ ที่ตัวผมนั่งตัวเป็น ๆ อยู่ตรงนี้ทำไมภรรยาหน้าสวยไม่มาตามกรี๊ดบ้าง อาการไม่สบอารมณ์เริ่มปะทุขึ้นจนต้องอัดบุหรี่เป็นมวนที่สองหวังดับอาการหงุดหงิดให้หายออกไปจากใจ  

  

             “ผู้ชายคนนั้นใคร…” 

  

             สีหน้าคิ้วขมวดนั่งอัดบุหรี่ลงปอดโดยไม่เกรงกลัวว่าจะทำลายอวัยวะภายในมากหรือน้อยเพราะตอนนี้ผมอยากจะรู้นักว่าผู้ชายที่คับฟ้ากำลังดูจะชื่นชอบมากเป็นพิเศษคนนั้นมันเป็นใคร 

  

             “ครับ?” 

  

             “ที่เมียฉันพูดถึงอยู่ตอนนี้มันเป็นใคร! เรื่องแค่นี้ทำไมต้องให้พูดซ้ำวะ!” 

  

             ผมตวัดสายตาขึ้นมองด้วยความโมโหและทันทีที่ศิลป์รับรู้ได้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจึงรีบเดินหายเข้าไปในตัวบ้าน อาการร้อนรนใจ หงุดหงิดทุกอย่างที่เห็นแม้กระทั่งนกที่มันกำลังเดินตามพื้นผมก็หงุดหงิดจนไล่ตะเพิดไม่ให้อยู่รกลูกตา ผมนั่งรอสักพักร่างของเจ้าศิลป์ก็เดินกลับมาหาพร้อมยื่นโทรศัพท์ตัวเองที่ได้เปิดหน้ารูปศิลปินเกาหลีคนนั้นมาให้ผมดู  

  

             สายตาผมก้มลงเพ่งเล็งสิ่งที่ร่างบางเอ่ยปากชมบ่อยครั้งจนพาลทำให้หงุดหงิดใจ นี่หรือคือสิ่งที่สามารถเรียกอาการคลั่งของภรรยาผมได้ขนาดนี้…แล้วถ้าหากผมมีเจ้ารอยสักบนตัวบ้างล่ะ คับฟ้าก็จะเกิดอาการชอบแล้วคลั่งผมอย่างที่ทำเหมือนเมื่อครู่ใช่หรือเปล่า เมื่อความคิดสุดแสนจะบรรเจิดของตัวเองผุดขึ้นมาในหัวก็ถึงกับยกยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิในสติปัญญาอันแหลมคมของตัวเองเสียไม่มีใครเกิน  

  

             ผู้ชายอะไรหน้าตาดีไม่พอแถมฉลาดเป็นกรดอีกต่างหาก… 

  

             “ไปหาช่างสักมาให้ฉัน เอาช่างที่ออกแบบลายให้ฉันได้จะค่าตัวเท่าไหร่ฉันไม่เกี่ยงพร้อมจ่ายไม่อั้น” 

  

             ผมยื่นโทรศัพท์คืนกลับไปให้ลูกน้องตัวเองแล้วเอนกายพิงไปกับพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม นัยน์ตาแห่งความสุขของผมฉายแววขึ้นและลอบมองไปยังในตัวบ้านที่ตอนนี้ภรรยาสุดสวยกำลังนั่งยิ้มพูดคุยกับบรรดาเหล่าพ้องเพื่อนสนุกสนานอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน  

  

             มองไปมองมาภรรยาของคนนี้ก็น่ารักใช่ย่อย… 

  

           “ท่านประธานต้องการให้ผมเรียกมาวันไหนดีครับ” 

  

             ศิลป์เอ่ยถามในขณะที่ผมกำลังนั่งมองภรรยาตัวเองอย่างไม่รู้เบื่อ เสียงของเหล่าบรรดาแฟนคลับที่กำลังคลั่งศิลปินเหมือนที่แฟนคลับของผมคลั่งผมผ่านโลกออนไลน์กลับยิ่งทำให้ตัวผมอยากจะมีเจ้ารอยสักมาอยู่บนตัวให้เร็วที่สุด สายตาหลุบต่ำมองลงมายังนาฬิกาเรือนแพงบนข้อมือที่ตอนนี้บ่งบอกเวลาสองทุ่มตรง ผมตวัดขึ้นมองลูกน้องคนสนิทที่ยืนรอคำตอบอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกาย 

  

             “ตอนนี้ อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมงฉันต้องได้เจอช่างสักและห้ามให้เมียฉันรู้เด็ดขาด” 

  

             “รับทราบครับท่านประธาน” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว