ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
00 08

00 08

 

ณ ตึกระฟ้า ภายในห้องชุดหรูหราที่มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่าหกสิบตารางเมตร บนพรมขนนุ่มสีดำเมี่ยมใจกลางห้องรับแขก ปรากฏร่างสูงกำยำของชายหนุ่มกำลังนั่งพิงโซฟาอยู่อย่างผ่อนคลาย ดวงตาสีเข้มจ้องมองกระป๋องเบียร์ยี่ห้อดังในมือก่อนจะยกขึ้นชิดริมฝีปากและดื่มเอาของเหลวเข้าสู่ร่างกาย 

เบียร์กระป๋องที่เท่าไหร่เขาไม่อาจทราบได้ ..บนโต๊ะคงมีไม่ต่ำกว่าสิบหากนับรวมกระป๋องที่กลิ้งอยู่บนพื้น หรือมากกว่า 

เขาแหงนหน้าขึ้นพิงโซฟา หลับตาและหวนคิดถึงใบหน้างดงามนุ่มนวลในชุดคลุมนอนตัวบางของใครบางคน ก้อนเนื้อในอกของชายหนุ่มก็พลันเด้งเร่าอย่างไม่ปรานี ..ทว่าภาพเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายตีรวนขึ้นมาในหัวจนรู้สึกหงุดหงิด 

ฉัตรตะวันบีบกระป๋องอลูมิเนียมจนเสียรูปทรงไปเล็กน้อย 

ความรู้สึกพ่ายแพ้เป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ 

เขาแพ้ให้กับเด็ก ..ซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบห้า เด็กที่พฤกษ์เคยบอกว่าเกลียดแสนเกลียด ที่น่าเจ็บใจไม่ใช่เรื่องน้องชายบุญธรรมของพฤกษ์หรอก แต่เขาเจ็บใจที่อีกฝ่ายสนใจคนอื่นมากกว่าต่างหาก วินาทีที่เห็นความลังเลปรากฏชัดในสายตาคู่นั้น ฉัตรตะวันก็ราวกับว่าไม่ใช่คนสำคัญของคุณพฤกษ์อีกต่อไป 

“มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณ..” 

เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเอาสติที่หลุดลอยไปกลับคืนมา ฉัตรตะวันหยิบโทรศัพท์ที่วางทิ้งเอาไว้บนพื้นขึ้นมาดู ผู้ที่โทรเข้ามาคือแม่ของเขา ชายหนุ่มกดรับทันทีโดยเลี่ยงทำเป็นไม่เห็นมิสคอลของพฤกษ์ที่โทรเข้ามาหาตั้งแต่เย็น 

ต้องเล่นตัวเสียบ้าง ..จะได้รู้ว่าผมสำคัญ 

“คุณแม่” ฉัตรตะวันทักทายไปเพียงแค่คำเดียว ทว่าปลายสายกลับตอบมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน 

(คุณฉัตรอยู่ไหนคะ?) 

“คอนโดครับ” 

เขาได้ยินเสียงถอนหายใจยาวเหยียด 

“มีอะไรหรือครับ? ” 

(คุณพฤกษ์มาหา) 

ฉัตรตะวันสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินชื่อนั้น ร่างสูงพลันดีดตัวขึ้นมานั่งหลังตรง กระแอมกระไอก่อนพูดไปว่า 

“เขามาหาผมหรือ” 

ผู้เป็นแม่ครางฮื้อรับในคอ ตอบว่า 

(บอกแม่ว่าโทรศัพท์หาหลายครั้งแล้วแต่คุณฉัตรไม่รับเลย อะไรกันสองคนนี้ ทะเลาะอะไรกันคะ?) 

“เอ่อ..” ฉัตรตะวันอ้ำอึ้ง 

(แล้วจะให้แม่บอกว่าไงคะ คุณพฤกษ์เขานั่งรออยู่สักพักแล้ว แม่เอ็นดู ท่าทางคงอยากคุย) 

เขากดมุมปากยิ้ม ดวงตาพราวระยับ 

“บอกให้คุณพฤกษ์กลับไปก่อนเถอะ ผมอยู่คอนโด คืนนี้คงไม่กลับบ้าน” 

ก่อนจะปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง 

“ขี้เกียจขับรถด้วย” 

 

“เขาว่ามาแบบนี้แหละ” 

อรดีวางสายลูกชายก่อนจะหันมายิ้มบางกับร่างโปร่งที่นั่งหน้าอึมครึมอยู่ข้าง ๆ ด้วยเพราะเมื่อครู่เธอกดเปิดลำโพงจึงทำให้พฤกษ์ได้ยินทุกบทสนทนาอย่างชัดเจน 

..ถูกงอนอย่างชัดเจน 

“หรือครับ แย่จัง” พฤกษ์ทำหน้าเจื่อน 

“ทะเลาะกันยังไงคะเนี่ย แปลก แม่ไม่เคยเห็นคุณฉัตรตึงใส่ขนาดนี้มาก่อน” 

พฤกษ์ถอนใจ พูดไปว่า 

“คุณฉัตรงอนผมครับ” ยกมือขึ้นมาเกาแก้มอย่างเก้อเขิน “งอนเป็นเด็กเล็กเลย” 

“หื้ออออคุณฉัตรตัวจริงใช่ไหม” 

“โอ๊ย! ” เขาโอดครวญทำหน้ายู่ “ลูกชายคุณแม่เอาแต่ใจจะตายไป เห็นนิ่ง ๆ แบบนั้นในใจคิดไปร้อยแปด” 

อรดีหัวเราะร่วนอย่างชอบใจก่อนจะยื่นฝ่ามือเรียวไปขยี้กลางศีรษะพฤกษ์ด้วยความหมั่นเขี้ยว ชายหนุ่มทำปากยื่น สีหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาเมื่อนึกถึงต้นเหตุที่ทำให้เขาขับรถมาถึงที่นี่ 

“คุณแม่ว่าคุณฉัตรเขาประสาทไหม” 

พฤกษ์เริ่มระบาย อรดีเอียงหน้ามองใบหน้านุ่มนวลของเพื่อนสนิทลูกชายด้วยความเอ็นดูก่อนจะพยักหน้า 

“วันนี้เขามาหาที่บ้าน ชวนผมไปดูคอนโดใหม่ ผมก็ตกลงเสร็จสรรพ เอาซี่ไปกัน แต่เด็กที่บ้านมีธุระจะคุย ผมก็เออ มันคงธุระด่วนของมันต้องคุยให้ได้ ก็เลยบอกคุณฉัตรให้รอก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณฉัตรเขาไปเข้าใจอีท่าไหน จู่ ๆ ก็งอน งอนไม่พอสะบัดหน้าขับรถออกไปไม่แลผมเลยสักนิด! ” 

พฤกษ์เล่าไปหัวฟัดหัวเหวี่ยงไป อรดีที่นั่งฟังอยู่ก็อ่อนอกอ่อนใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น เธอส่ายหน้าที หัวเราะที เอ็นดูท่าทีของพฤกษ์จนคันยุบยิบในใจ 

“แม่ว่าคุณฉัตรคงหวงเพื่อนมั้งคะ” 

“ผมบอกให้รอเอง รอนิดเดียวจะตายเอาหรือครับ” 

เธอหัวเราะลั่น เพิ่งจะเคยเห็นพฤกษ์พูดถึงลูกชายของตนด้วยคำพูดคำจาเช่นนี้เป็นครั้งแรก 

“คุณฉัตรเขาก็มีแต่คุณพฤกษ์เป็นเพื่อนคนเดียว ตัวติดกันตลอด พอเพื่อนไปสนใจอย่างอื่นคงจะน้อยใจเอา ดูซิเนี่ย งอนไม่ยอมกลับมาบ้านเลย” 

“เฮ้อ” พฤกษ์ถอนใจยาว คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกและก็คงไม่อยากคิดอะไรต่ออีก วันนี้เขามีเรื่องปวดหัวมากเรื่องแล้ว เรื่องของฉัตรตะวันเอาไว้หาทางแก้เอาพรุ่งนี้ก็แล้วกัน นึกได้อย่างนั้น พฤกษ์จึงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ตอนนี้ย่ำสองทุ่มเข้าไปแล้ว 

“ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนดีกว่า ตั้งใจจะมาคุยแต่เจ้าตัวดันหนีหน้าแบบนี้เล่นเอาปวดใจจริง ๆ ” 

ร่างโปร่งลุกขึ้นยืน อรดีจึงยืนตาม ชายหนุ่มสำรวจกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงและหยิบโทรศัพท์ที่ตั้งไว้บนโต๊ะกระจกใสขึ้นมาเตรียมพร้อมกลับ 

“ผมลานะครับ ฝากลาคุณพ่อด้วย ไว้วันหลังจะมาเยี่ยมอีก” พฤกษ์ยกมือขึ้นไหว้ก่อนจะโอบกอดร่างของเธอเอาไว้และผละจากมา อรดียิ้มส่งพลางยืนมองแผ่นหลังเหยียดตรงที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ 

ความคิดหนึ่งจุดวาบขึ้นมา ..เธอโพล่งออกไป 

“คุณพฤกษ์! เดี๋ยวลูก! ” 

 

“พี่อินทร์ทำอะไรอยู่ รอดูละครหรือ” พงพีถามขึ้นพลางกระโดดโหยงขึ้นมาบนโซฟาหลุยส์ตัวเดียวกับที่อินทรชิตนั่งอยู่ 

“เปล่า ไม่ได้รอละครหรอก” อินทรชิตส่ายหน้า สายตายังคงชะเง้อมองออกไปนอกบ้านอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ช่วงเย็น เด็กหนุ่มถอนใจ หันขวาทีหันซ้ายที ท่าทีกระสับกระส่ายไม่วายที่จะสอดส่องสายตาไปนอกประตูอีกรอบ 

กระนั้นคุณพฤกษ์ก็ยังคงไม่กลับมา.. 

“เฮ้อ.. ” ในที่สุดเด็กหนุ่มก็อดทนไม่ไหว พูดออกไปด้วยใจที่ร้อนรน “ไปไหนของเขานะ” 

“ใครไปไหนหรือพี่อินทร์” พงพีคลานเข้ามาใกล้ผู้เป็นพี่ก่อนจะล้มตัวลงแหมะที่หมอนอิงบนตักอินทรชิต เด็กหนุ่มก้มลงมองน้องชายพลางถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

“ ..พีร์รู้ไหมว่าคุณพฤกษ์ไปไหน” 

“ฮื่ออออ” พงพีส่ายหัวดิก ๆ พร้อมลุกขึ้นนั่ง 

“พีร์จะไปรู้ได้ไง” เด็กชายเบ้ปากพร้อมหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดโทรทัศน์ดูแก้เบื่อ 

อินทรชิตถอนสายตาออกจากประตูหน้าบ้านที่ไร้วี่แววของคนที่รอคอยกลับมามองน้องชาย เด็กหนุ่มพูดขึ้นว่า 

“จะว่าไป ..พีร์ไปคุยกับน้องบ้างหรือยังวันนี้” 

“อื้อ! ” พงพีร้อง สายตายังคงจับจ้องหน้าจอโทรทัศน์ “เพิ่งขึ้นไปคุยที่ห้องเมื่อกี้เลย ดีกันแล้วล่ะ พีร์สงสาร กลัวมะลิหงอยอีก” 

“ดีแล้ว” อินทรชิตยิ้มอ่อนโยนพลางโยกศีรษะของเด็กชายไปมาอย่างเอ็นดู 

“อย่าโกรธกันนานเลย มีกันอยู่แค่นี้” 

“เอ้อ ..” พงพีคล้ายนึกอะไรออก เด็กชายหันขวับมามองอย่างสงสัย 

“ที่บอกว่าเทอมหน้าจะให้มะลิย้ายโรงเรียนนี่จริงหรือเปล่า คุณพฤกษ์บอกหรือพี่อินทร์ แล้วทำไมต้องย้ายด้วยล่ะ” 

อินทรชิตนั่งตรึกตรองอยู่สักพักจึงค่อยบอกให้น้องฟังอย่างใจเย็น 

“เพราะที่เก่ามันไม่ดีอย่างไรล่ะพีร์ ถ้าดีก็คงไม่ย้ายหรอกจริงไหม นึกถึงตอนมะลิขึ้นมอหนึ่งสิ ถ้าไม่ย้ายก็คงต้องเจอเพื่อนห้องเดิมอีก ถูกบอยคอตอีก ที่คุณพฤกษ์ทำแบบนี้คงเพราะมีเหตุผล ..ไม่แน่นะ อาจจะอยากให้มะลิหลุดพ้นจากตรงนั้นแล้วไปเริ่มต้นใหม่ที่โรงเรียนใหม่ก็ได้” 

พงพีโคลงศีรษะมองพลางเกาแก้มแกรก ๆ 

“เข้าใจยากจัง สงสัยพีร์สมองทึบแน่เลย” อินทรชิตหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะเขกหัวพงพีไปหนึ่งครั้งอย่างแรง 

“นี่แหน่ะ เคาะขี้เลื่อยออก” 

เด็กชายลูบหัวตัวเองป้อย ๆ พลางน้ำตาเล็ด อูย.. พี่อินทร์รุนแรงใส่อีกแล้ว รักกันด้วยลำแข้งจริง ๆ 

“คุณพฤกษ์นี่ก็แปลกเนอะ ..รู้สึกจะใจดีขึ้นหรือเปล่า” 

“พีร์ก็รู้สึกหรือ” 

พงพีพยักหน้าหงึกหงัก 

“ช่วงนี้ไม่โดนตีเลย รู้สึกไม่ชินยังไงก็ม่ายยรู้! ” 

“ชอบถูกตีหรือไงเรา” 

“หื๊อออออ! ” เด็กชายร้องเสียงหลง 

“ใครจะไปชอบ!! ” 

อินทรชิตแสร้งหรี่ตาคล้ายจะจับผิด 

“มันจะจริงเร้อ” 

“จริง! ” เด็กชายไม่ลดละ เชิดคอขึ้นพร้อมพูดทับถมพี่ชายต่อไปว่า 

“ไม่เหมือนพี่อินทร์หรอก! พี่อินทร์ชอบถูกคุณพฤกษ์ตี! พีร์รู้! ” 

คิ้วขวาของอินทรชิตกระตุก เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปปิดปากน้องชายเอาไว้ไม่ให้พูดอะไรไปมากกว่านี้ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ ห้องโถง เมื่อเห็นว่าบริเวณโดยรอบไม่มีใครอยู่จึงค่อยลดมือลงและจับเด็กชายหันมาประจันหน้า 

“พีร์รู้อะไร? ” อินทรชิตกดเสียงต่ำ จับไหล่น้องไว้มั่น พร้อมทำท่าทีระแวงหน้าระวังหลังจนเสียจริต แต่พงพีหรือจะเข้าใจความหมายและบริบทที่พี่ชายถาม เด็กชายกระพริบตาปริบ ๆ มองอย่างไม่ประสีประสา พูดว่า 

“รู้อะไรหรือครับ” 

“ก็เมื่อกี้พีร์บอกว่าพีร์รู้” 

“อ๋อ” พงพีลากเสียง “หรือไม่จริง พี่อินทร์ชอบทำหน้ามีความสุขเวลาถูกคุณพฤกษ์ตี พีร์เห็นบ่อยจะตาย วันไหนถูกตีก็ยิ้มระรื่นไปทั้งวัน ตอนแรกก็สงสัยอยู่ว่าถูกตีเจ็บขนาดนั้นทำไมต้องยิ้มด้วย แปลกจังเลย แต่พีร์ก็คิดไม่ออกหรอก สงสัยไม่ฉลาด แต่ก็เข้าใจแหละว่าพี่อินทร์คงชอบคุณพฤกษ์ล่ะมั้ง ..ชอบถูกคุณพฤกษ์ตีอะ” 

อินทรชิตแข็งค้างก่อนจะปล่อยมือจากไหล่โดยไม่รู้ตัวหลังจากได้ยินคำตอบนั้นออกจากปากน้องชาย เด็กหนุ่มไม่พูดไม่จาค่อย ๆ หยิบหมอนอิงสีเข้มขึ้นมากอดแน่นและซบหน้าลงไปอย่างเงียบเชียบ 

พงพีกระพริบตาปริบมองพี่ชายด้วยความงุนงง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นใบหูของอีกฝ่ายขึ้นสีแดงจัด 

“พี่อินทร์ ..ทำไมหูพี่” 

“ไม่รู้!!!! ” 

อินทรชิตอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียเดี๋ยวนี้ 

 ‘ฉิบหาย จริงหรือเนี่ย ไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำตัวแบบนั้นตอนถูกคุณพฤกษ์ตี’ 

 

เวลาราวสี่ทุ่ม หลังจากที่ฝ่ารถติดอันวินาศสันตะโรของคืนวันเสาร์มาได้ ตอนนี้พฤกษ์ยืนอยู่หน้าห้องของฉัตรตะวัน ยืนมองคีย์การ์ดในมือสลับกับประตูสีดำด้านตรงหน้า เกือบห้านาทีแล้วที่ร่างโปร่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหนจากตรงนั้น เขาชักไม่แน่ใจว่าตนเองควรเข้าไปดีหรือไม่ หรือเขาอาจจะลองโทรศัพท์ไปไกล่เกลี่ยเจ้าตัวอีกทีซึ่งผลลัพธ์คงจะดีกว่าการที่เขาถือวิสาสะใช้คีย์การ์ดสำรองบุกรุกเข้าไปแบบนี้ 

พฤกษ์ไม่รอช้า ยกโทรศัพท์ขึ้นกดโทรหาเจ้าของห้องทันที 

คุณฉัตรจะรับไหมนะ 

(ครับ..) เพียงไม่นาน ปลายสายก็รับ ดูเหมือนน้ำเสียงของอีกฝ่ายจะอยู่ในอาการผิดแผกไปจากปกติ พฤกษ์ย่นคิ้ว ไม่คิดว่านี่คืออาการงัวเงียของคนถูกปลุกให้ตื่นมารับโทรศัพท์อย่างแน่นอน 

เมา? 

(ฮัลโหล.. ใคร อืม.. ใครครับ) ฉัตรตะวันเงียบไปเดี๋ยวเดียวก็พูดขึ้นต่อ 

(คุณพฤกษ์หรือ?) 

“ครับ” 

(บ้าจริง..) ชายหนุ่มสบถ (เผลอรับสายจนได้) 

“คุยกันหน่อยสิ ผมอยู่หน้าห้อง” 

พฤกษ์ได้ยินเสียงขยับตัวและเสียงของเพลงสากลที่ดังลอดออกมา 

(...) 

“อุตส่าห์ขับรถมาตั้งไกลคุณฉัตรยังจะใจร้ายกับผมลงอีกหรือ” 

(...) 

“คุณจะงอนผมด้วยเรื่องแค่นั้นจริงหรือ” 

(...) 

“ถ้าผมเห็นคนอื่นดีกว่าก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้” 

(...) 

“คุณฉัตร” น้ำเสียงนุ่มออดอ้อนลองหว่านล้อมไป เพียงชั่วเดียวพฤกษ์ก็ได้ยินเสียงฉัตรตะวันถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะหัวเราะในคอ 

(ผมยอมแพ้) 

 

สิ้นเสียงนั้น ประตูสีดำด้านก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงกำยำที่โถมทิ้งตัวลงมาหาอย่างรวดเร็ว พฤกษ์ยกมือโอบร่างนั้นไว้ในวงแขนอย่างหละหลวม ใบหน้าร้อนจัดซบลงที่ไหล่ลาดข้างหนึ่งพร้อมกลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งกำจายออกมาแตะจมูก พฤกษ์เบ้หน้า ดูท่าอีกฝ่ายคงกำลังกรึ่มได้ที่เชียวล่ะ 

“คุณฉัตร” เขาเรียกพลางตบปุ ๆ ที่ต้นแขนแกร่ง 

“ขอโทษ” เสียงทุ้มแหบดังขึ้นที่ซอกคอ “ผมควบคุมตัวเองไม่ได้” 

ฉัตรตะวันยกมือขึ้นกอดรัดแผ่นหลังเพรียวบางเอาไว้แนบอกพร้อมกับเกลือกหน้าตนเองลงบนกลุ่มผมนุ่มลื่นสีดำขลับ 

พฤกษ์ถอนหายใจ ยกมือกางขึ้นพร้อมกับดันใบหน้าหล่อเหลานั้นออกห่างจากตัว 

“ให้ตายเถอะ” เขาสบถ “เมาแล้วเรื้อนแบบนี้ตลอดเลยหรือ” 

พฤกษ์บ่นอุบเพราะเพิ่งรู้จักอีกฝ่ายในวัยผู้ใหญ่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ อีกทั้งฉัตรตะวันในกาลก่อนที่พฤกษ์คุ้นชินนั้นตายไปก่อนที่จะได้รู้จักกับคำว่าเมาเสียอีก 

คนเมาป้อแป้ตรงหน้านี้คือใครกันนะ พฤกษ์เหม่อลอยถึงความทรงจำอันเลือนลาง มองอย่างไรก็เป็นเพื่อนสนิทของเขาไม่ผิดเพี้ยน ทว่าเป็นเพื่อนสนิทที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย.. 

“อืออออ” ร่างสูงครางตอบ ไม่วายกระชับร่างเขาแน่นขึ้นอีก 

“เรื้อน หมาขี้เรื้อนเลย” 

“เลอะเทอะ” พฤกษ์แงะแขนแกร่งทั้งสองข้างออกจากเอวได้สำเร็จก่อนจะค่อย ๆ พยุงอีกฝ่ายกลับเข้าไปในห้อง 

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องชุดสุดหรู พฤกษ์ก็ต้องอุทานเบา ๆ เพราะความกว้างขวางสะดวกสบายพรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์แพงระยับ 

เขาถอดรองเท้าออกใกล้กับประตู ดูท่าจะไม่มีสลีปเปอร์เพียงพอสำหรับแขก แค่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรสนใจ พฤกษ์หันมาสำรวจห้อง กะจากสายตาคงราว ๆ ห้าสิบหกสิบตารางเมตรได้แถมจะมีกระจกมองวิวติดไปไว้เกือบครึ่งของพื้นที่ 

แพงและหรูหราสมฐานะเจ้าตัวดี.. 

“คุณฉัตรเดินดี ๆ เอามือออกจากไหล่ด้วย ผมหนัก” พฤกษ์เห็นห้องรับแขกและพรมขนนุ่มสีดำที่อยู่ส่วนกลางเป็นอย่างแรก เขาเดินตรงไปทันทีก่อนจะปล่อยร่างของฉัตรตะวันลงกับโซฟาและใช้ปลายเท้าขาวจัดเขี่ยเศษซากกระป๋องเบียร์นับสิบที่ถูกดื่มทิ้งไว้จนเกลื่อน 

“คุณพฤกษ์ อึ่ก..” พฤกษ์นั่งลงตามอีกฝ่ายไปได้ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงสะอึกดังขึ้น ฉัตรตะวันปรือตาขึ้นอย่างมึนเบลอก่อนมือเรียวหนาจะยื่นมาตะปบแก้มนุ่มของพฤกษ์ไว้ทั้งสองข้าง ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้าใกล้ ดวงตาสีเข้มที่บัดนี้หยาดเยิ้มไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จ้องมองเขาอย่างร้อนแรง 

“คุณพฤกษ์ตัวจริงหรือผมกำลังฝัน” ฉัตรตะวันพูดจบก็ทำปากขมุบขมิบคนเดียว 

“เมาแน่ ๆ ภาพหลอนแน่ ๆ ” 

พฤกษ์ยกฝ่ามือขึ้นทาบหลังมือของอีกฝ่ายที่กอบกุมแก้มตนเอาไว้ 

“เห็นกระถางนั่นหรือเปล่า” 

ฉัตรตะวันกระพริบตาปริบ ๆ มองไปยังกระถางเซรามิกทรงกลมสีขาวที่เขาใช้ปลูกกุหลาบหินต้นเล็กจิ๋ว ชายหนุ่มหันกลับมาทำตาปริบ ๆ มองอีกรอบ 

ริมฝีปากสวยพูดขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย 

“ผมตีหัวเรียกสติให้เอาไหม” 

“....” 

ฉัตรตะวันขยับตัวหนี นั่งตัวลีบกอดเข่าชิดโซฟาอีกด้านทันที พฤกษ์ขยับตามไปใกล้ หัวเราะใส่ก่อนพูดว่า 

“กลัวหรือครับ? หรือเมาเลยเป็นอย่างนี้? ” 

ชายหนุ่มหลบสายตาคมกริบนั่นและซบหน้าลงบนเข่า พฤกษ์โคลงศีรษะมองตาม ดูท่าคนเมาจะเมาแล้วไม่ยอมพูด เขาเองก็จนปัญหาจะเร้าหรืออะไรเพราะจุดประสงค์ที่มาถึงนี่ก็เพื่อง้อเพื่อน แต่ถ้าหากเพื่อนไม่ยอมคุยเขาก็รอจนกว่าฉัตรตะวันจะยอม 

ทว่าผ่านไปสิบห้านาที ฉัตรตะวันดูเหมือนจะนั่งนิ่งไม่ไหวติงมาพักใหญ่ พฤกษ์ขยับตัวเข้าใกล้ก็พบว่าอีกฝ่ายได้ไปเฝ้าพระอินทร์เป็นที่เรียบร้อยเสียแล้ว 

อะไรเนี่ย ..เสียเที่ยวอีกแล้วหรือ 

พฤกษ์คิ้วขมวดเป็นปม เขยิบตัวกลับมานั่งหลังตรงพลางตรึกตรองในหัวว่าควรเอาอย่างไรต่อดี 

ในตอนที่คิดว่าจะทำอย่างไรต่อ พฤกษ์ก็เหลือบไปเห็นเบียร์กระป๋องที่ยังไม่ได้เปิดดื่มวางอยู่บนโต๊ะ จู่ ๆ ลำคอก็แห้งผากขึ้นมาเสียดื้อ ๆ พฤกษ์เลียริมฝีปาก เขาเองก็เป็นคนขี้เหล้าเมายามาตั้งแต่ชีวิตก่อน ทว่าคืนนี้เขายังคงต้องขับรถกลับ ความคิดที่อยากจะดื่มจึงถูกจิตสำนึกส่วนดีหักห้ามเอาไว้ได้ทัน 

“คอชักแห้ง ผมขอหาน้ำดื่มหน่อย คุณฉัตรคงไม่ว่าอะไรนะถ้าผมจะถือวิสาสะ” 

พฤกษ์พูดก่อนจะเดินหาห้องครัว แต่ด้วยที่พื้นที่ค่อนข้างกว้างจึงใช้เวลาเดินอยู่หลายนาทีกว่าจะเจอ ร่างโปร่งเปิดตู้เย็นออก สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นไล่หาน้ำเปล่าเพื่อดับกระหาย ทว่าก็ต้องสะดุดและตกใจกับจำนวนแอลกอฮอล์มากมายที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลัก พฤกษ์ผงะ ตู้เย็นทั้งตู้ไม่มีอย่างอื่นนอกจากแอลกอฮอล์!! ย้ำ! ไม่! – มี! 

“เวรกรรม” พฤกษ์ยกมือขึ้นคลึงขมับก่อนจะชั่งใจหยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งติดมือกลับมา 

ดวงตาสีเข้มจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือ กระป๋องอะลูมิเนียมที่บรรจุของเหลวเย็นเฉียบ ไหนจะไอน้ำที่เกาะอยู่โดยรอบ พฤกษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว 

เอาน่า.. กระป๋องเดียวไม่เมาหรอก 

 

ฉัตรตะวันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีในตอนเกือบเที่ยงคืน ความจำสุดท้ายคือเห็นคุณพฤกษ์อยู่ตรงหน้าประตูห้อง ทว่ารู้ตัวอีกทีภาพก็ตัดไปเสียแล้ว เขาลุกขึ้นนั่ง ลูบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติก่อนจะมองไปรอบ ๆ 

ไม่มีใครอยู่นอกจากตัวเขา ..หรือทุกอย่างมันคือภาพหลอนกันแน่ 

“โทรศัพท์ ..ของคุณพฤกษ์? ” ดวงตาที่หมดหวังไปจุดประกายพราวเพริด ร่างสูงกำยำลุกขึ้นพรึ่บก่อนจะซวนเซไปเล็กน้อยเพราะยังคงมึนอยู่ ฉัตรตะวันสะบัดไปทีก่อนจะพาร่างของตนเองเดินไปทั่วเพื่อหาใครอีกคน 

กระทั่งเดินมาหยุดตรงหน้าตู้เย็น ฉัตรตะวันเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อพบว่าคนที่ตามหากำลังนั่งพิงเคาน์เตอร์พร้อมกับกำกระป๋องในมือแน่นด้วยท่าทีเลื่อนลอย ซ้ำบนพื้นข้างตัวนั้นยังมีกระป๋องเบียร์ที่กินหมดไปแล้วอยู่อีกจำนวนหนึ่ง 

สิบ ..สิบสอง ฉัตรตะวันคาดคะเนจากสายตา ไม่สิ สิบสี่กระป๋องต่างหาก! 

เขาแย่งเบียร์ในมือพฤกษ์ออกก่อนที่เจ้าตัวจะดื่มไปมากกว่า 

“คุณพฤกษ์” ฉัตรตะวันตบเบา ๆ ที่แก้มเนียนนุ่ม 

“มาหาผมไม่ใช่หรือ ไหงมาเมาอยู่ตรงนี้ได้” 

“อ้อ ..ใช่” 

ชายหนุ่มสะอึก “ผมมาหาคุณ อึก..” 

พฤกษ์ทำทีจะลุกแต่ก็ทรุดฮวบลงไปที่เดิม ฉัตรตะวันปราดเข้าชาร์จทันทีราวกับรู้หน้าที่ ในตอนนั้น กว่าจะรู้ตัวก็ถูกท่อนแขนเรียวของอีกฝ่ายโอบรอบคอเสียแล้ว 

“เดินไม่ไหวแล้วครับ อุ้มหน่อย” น้ำเสียงนุ่มบอกก่อนที่ดวงตาฉ่ำวาวภายใต้กรอบแว่นสายตาจะช้อนขึ้นมามอง ฉัตรตะวันแทบคลั่ง เขาหายใจระส่ำระสาย ไม่รู้ว่าควรทำตามที่อีกฝ่ายออดอ้อนดีหรือไม่ 

“ปวดหัว ง่วงด้วย.. เดินเองคงหัวทิ่มแน่ ๆ” 

บอกแล้วใช่ไหม ..ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็มักยอมพ่ายแพ้ให้แก่พฤกษ์อยู่เสมอ ครั้งนี้มีหรือจะรอด ยิ่งในตอนที่อีกฝ่ายอยู่ในสภาพเมามาย ยิ่งเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของเขา พฤกษ์เวลาเมาใช่ย่อยเสียทีไหน นิสัยหรือก็เปลี่ยนไปราวคนละคน ทั้งทำตัวอ่อน ทำตัวเหลวเป็นก้อนอะไรสักอย่าง ทั้งออดทั้งอ้อน ส่งยิ้มเรี่ยรายแถมยังชอบปล่อยตัวอีกต่างหาก เขาถึงได้ห่วงอยู่ทุกครั้งเวลาที่อีกฝ่ายเริ่มจับแอลกอฮอล์เข้าปาก 

ฉัตรตะวันช้อนแขนยกตัวของเพื่อนสนิทขึ้นแนบอก พฤกษ์ตัวไหวเอนซบหน้าอยู่ตรงลำคอแกร่ง ลมหายใจและริมฝีปากร้อนจัดเฉียดผิวเนื้อไปมาจนรู้สึกวูบวาบไปทั่วร่าง เขาเดินตรงไปยังห้องนอน 

“ตอนนี้ ..เวลา อึ่ก! ” 

“เที่ยงคืนได้มั้ง คุณค้างที่นี่เถอะ” 

ฉัตรตะวันวางร่างของพฤกษ์ลงบนเตียงนอนนุ่ม อีกฝ่ายปรือตาขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะหลับลงไปอีกรอบ เขาจัดการถอดแว่นสายตาออกพร้อมกับกวาดตามองเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ก็พบว่ามันเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงขายาวซึ่งอาจจะทำให้นอนหลับได้ไม่สบายตัวนัก 

เขายื่นมือแตะกระดุมเม็ดแรกก่อนจะปลดมันออก แผ่นอกขาวเนียนของพฤกษ์ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า เขาหยุดหายใจไปชั่วครู่ ความรู้สึกดำมืดบางอย่างที่กักเก็บเอาไว้ภายในตีรวนขึ้นมาจนทรมาน กระนั้นฉัตรตะวันก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อเพื่อน แม้ความต้องการชั่วร้ายจะคร่ำครวญหาสักเท่าใด สิ่งที่เขาพึงกระทำคือการเปลี่ยนให้พฤกษ์มาใส่เสื้อตัวใหม่เพื่อที่จะนอนหลับได้อย่างสบายตัว 

เสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกถอดออกไปจากตัว เขาหันกลับมามองร่างกายขาวผ่องของพฤกษ์ที่ทอดร่างนอนอยู่ตรงหน้า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤกษ์มีรูปร่างที่น่าดึงดูดสายตามากแค่ไหน อีกฝ่ายไม่ได้ตัวใหญ่กำยำเหมือนเขา แต่ทว่าก็ตัวสูงแถมยังเพรียวบางสะโอดสะอง ไม่ผอมไม่หนาเกินไป มีกล้ามเนื้อหน้าท้องเล็กน้อยบ่งบอกว่าเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ 

ยั่วกันเกินไปแล้ว.. 

ในระหว่างที่ชื่นชมเรือนร่างของคนนอนหลับ สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ตรงอกซ้าย 

“แผลนี่.. มาจากไหน” 

คิ้วเข้มขมวดแน่นด้วยความวิตกจริต.. ตั้งแต่เด็ก เขากับพฤกษ์ตัวติดกันตลอดจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือเรื่องอะไรเขาย่อมรู้ความเป็นไปทุกอย่าง ฉัตรตะวันรีดเค้นทุกความทรงจำที่มีร่วมกันมานับสิบปี แต่กระนั้นกลับไม่มีเหตุการณ์ไหนเลยที่ใช้อ้างอิงความเป็นไปได้จากการเกิดแผลเป็นตรงอกของอีกฝ่าย 

ฉัตรตะวันหน้าครึ้มลง นิ้วมือเรียวแตะที่รอยแผลเป็นก่อนจะลูบวนไปมาเพียงแผ่วเบา 

พฤกษ์รู้สึกถึงสัมผัสตรงอกจึงปรือตาขึ้นมามอง แม้จะเบือนลางเพราะไม่ได้สวมแว่นสายตาแต่ตรงหน้าเขาคือฉัตรตะวันไม่ผิดแน่ ทว่าทำไม ทั้งที่เป็นฉัตรตะวัน พฤกษ์กลับคล้ายจะเห็นภาพหลอนของคนรักเก่าอย่างอัคราซ้อนทับอยู่ 

ภาพหลอนนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนมันทำให้เขาคิดว่านั่นคือคนรักจากกาลก่อนจริง ๆ 

“อัค คุณ..” เสียงที่เปล่งออกมาเบาหวิวจนตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ยิน พฤกษ์ยื่นมือออกไปคว้าใบหน้านั้นไว้ด้วยสองฝ่ามือ ความโหยหาที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจเด้งเร่าขึ้นมาจนเจ็บเสียดไปทั่วทั้งทรวงอก 

“คุณพฤกษ์? ” ฉัตรตะวันเรียกด้วยน้ำเสียงมึนงงเพราะประหลาดใจที่ถูกดึงให้โน้มหน้าไปใกล้ขนาดนี้ แต่ก่อนจะได้รู้หรือได้ถามอะไร ริมฝีปากอุ่นร้อนของอีกฝ่ายก็ทาบปิดลงมาอย่างรวดเร็ว 

ชายหนุ่มนิ่งค้าง... ไม่กล้าแม้แต่หายใจยามที่เรียวลิ้นร้อนจัดชำแรกเข้ามาในโพรงปาก เขาทำได้เพียงแค่นั่งนิ่งราวกับท่อนไม้ปล่อยให้พฤกษ์ทำตามใจ ไม่ใช่เพราะเขาจูบไม่เป็น เขาค่อนข้างเชี่ยวเลยเชียวล่ะ แต่เพราะเขากำลังตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูกต่างหาก 

กว่าจะรู้ตัวว่าเขาทั้งสองจูบกันนานเท่าไหร่ก็เห็นจะเป็นตอนที่พฤกษ์ผละริมฝีปากออกและล้มตัวลงนอนไปแล้ว 

ฉัตรตะวันหัวใจเต้นระส่ำจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขายกมือขึ้นจับริมฝีปากของตนเอง 

..กลิ่นเบียร์และสัมผัสเปียกชื้นจากน้ำลายยังคงติดอยู่ไม่จางหายไปไหน 

“อันตรายจริง ๆ ..” 

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น