ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 : เริ่มต้นการผจญภัย (1)

ชื่อตอน : บทที่ 9 : เริ่มต้นการผจญภัย (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2564 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 : เริ่มต้นการผจญภัย (1)
แบบอักษร

สิ่งนี้คงจะเป็นสิ่งที่พวกเขาฝันมาตลอด การได้โลนแล่นอยู่ในโลกเสมือนจริงที่ไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรเลย ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาอาบน้ำไปโรงเรียน ไม่ต้องเรียนพิเศษหรือท่องหนังสือหนาเป็นตันๆเพื่อเตรียมตัวสอบ ได้ยินแต่เสียงโห่ฮา… โอ้โห... อ๊าหา... ของพวกเพื่อนๆ  

แน่นอนล่ะเป็นใครก็ต้องอิจฉาพวกเขากันทั้งนั้น ยิ่งได้เห็นภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของแต่ละคนแล้วยิ่งน่าหมั่นไส้ ถึงตัวจะนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงแต่ตาพริ้มๆหยาดเยิ้มกับลักยิ้มพิมพ์ใจของสายรุ้ง ก็เล่นเอาเด็ดเดี่ยวใจละลายไปเหมือนกัน 

 

จะต่างจากเพื่อนคนอื่นเขาหน่อยก็ตรงพี่บัวขุ่นนี่แหละ ไม่รู้ว่าพี่แกจะจริงจังไปไหน ขนาดนอนหลับอยู่นะตัวนี่เกร็งเชียว กำหมัดแน่นเหวี่ยงไปเหวี่ยงมากลางอากาศ มองในจอมอนิเตอร์บนแผงควบคุมก็ไม่เห็นแกซะด้วย ดอกเตอร์เฟืองฟูบอกว่าเครือง Visual รุ่นนี้เป็นแค่เครื่องต้นแบบ ก็เลยจับภาพทุกมุมในโลกฝั่งโน้นไม่ได้ต้องอาศัยข้อมูลจากที่นี่ช่วย คาดว่าน่าจะสัก 5-6 ปี ถึงจะสมบูรณ์  

. 

ทุกคนที่ยืนอยู่รอบๆ จึงได้แต่เดาเอาว่าพี่บัวขุ่นคงกำลังมีเรื่องวิวาทกับใครสักคนตามสไตล์แกอยู่นั่นแหล่ะ เพราะผ่านไปสัก 20 นาทีก็เริ่มเห็นรอยช้ำปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า พร้อมกับเลือดซิบๆที่ไหลออกมาจากมุมปาก 

. 

“ด็อกเตอร์ครับ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ไม่เห็นด็อกเตอร์เคยบอกเลยว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นกับเด็กของผมแบบนี้”  

อาจารย์ตะโกนขึ้นพลางวิ่งเข้าไปดูอาการพี่บัวขุ่นด้วยความเป็นห่วง ทว่าพี่บัวขุ่นกลับหัวเราะร่าด้วยความพอใจ 

. 

“โฮะๆๆๆ....ไม่เป็นไรหรอกอย่าห่วงไปเลยอาจารย์ ดูท่าทางเจ้าตัวเขาก็ชอบนะ ดูสิหัวเราะชอบใจใหญ่เลย ดอกเตอร์เรียกมันว่า “ความสมจริง” หมวกที่ใส่อยู่จะเป็นตัวบันทึกความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นให้พุ่งตรงไปยังสมอง หากเกิดอะไรขึ้นที่โลกฝั่งโน้นแม้จะเป็นแค่เรื่องปลอมๆ แต่ความเจ็บปวดจะถูกส่งมาที่นี่แทนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว... เห็นไหมเพราะแบบนี้ไงเด็กๆทั่วโลกถึงได้ชอบงานของฉัน โฮะๆ...โฮะๆ...” 

. 

พอได้ยินอย่างนั้นเสียงปรบมือ กู่ร้องก็ดังระงมขึ้น เป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าเด็กนักเรียนที่สังเกตการณ์อยู่นัก ดวงตาเป็นประกายจ้องมองไปยังเพื่อนผู้โชคดีทั้งสาม พวกเขาทุกคนต่างก็อยากจะลองนั่งเก้าอี้ตัวนั้นดูบ้างสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ก็ทำไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้ก็แค่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป แล้วแชร์ต่อๆกันไปเพื่อให้เพื่อนจากโรงเรียนอื่นได้อิจฉาแทน  

สันนิษฐานว่านี่คือการแก้ปัญหาของเด็กสมัยนี้ หากทำอะไรไม่ได้ก็แค่แชร์ความรู้สึกอัดอั้นออกไปให้คนอื่นเป็นคนแบกรับไว้แทน แล้วยิ่งเห็นคนรับมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยแล้วยิ่งถูกอกถูกใจไปกันใหญ่ 

. 

เด็ดเดี่ยวของเราได้แต่ส่ายหน้า เขาไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย คงจะมีแต่เขาเพียงคนเดียวแล้วมั้งที่รู้สึกว่าไอ้เจ้าเครือง Visual นี้มันน่ากลัว! เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่าเราไม่รู้ถึงความเจ็บปวดน่ะสิ แล้วร่างกายของพวกเขาจะทนได้สักเท่าไหร่กัน ทั้งที่นอนหน้ายิ้มอย่างมีความสุขแต่ร่างกายกับต้องมาแบกรับภาระแทน เขาจึงรวบรวมความกล้าแล้วตั้งคำถามกลับไปยังด็อกเตอร์เฟื่องฟูว่า... 

. 

“แล้วเพื่อนๆผมเขาจะตื่นกันเมื่อไหร่ครับ?”  

น้ำเสียงเขาเอาจริง ฟังดูมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก 

. 

ดร.เฟื่องฟูถึงกับสะดุ้ง!... ประการแรกเพราะตั้งแต่ทำมาไม่เคยมีใครถามคำถามแบบนี้มาก่อน ประการที่สองคือ แกก็ไม่รู้! โดยสถิติไม่ถึง 10 นาที หากเป็นเด็กจากประเทศอื่นก็ตื่นขึ้นมาเองแล้ว แต่นี่ผ่านไปร่วม 30 นาที เด็กนักเรียนจากเมืองอุดมรักยังไม่มีที่ท่าจะขยับตัวตื่นขึ้นมาเลยสักคน นั่นเป็นสิ่งยืนยันว่าหากเทียบกับประเทศอื่นแล้วประเทศไทยคือประเทศที่ติดเฟสบุ๊คเข้าขั้นโคม่า ชนิดที่ไม่มีเบื่อกันเลย ซึ่งนี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ 

. 

ดร.เฟื่องฟูจึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามของเด็ดเดี่ยวแต่หันไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับคุณครูแทน แกบอกให้คุณครูทำการเรียกผู้ปกครองของทั้งสามคนและรถพยาบาลมาที่นี่เพื่อเตรียมความพร้อมเอาไว้ แกไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง! สีหน้าคุณครูเปลี่ยนไปทันที นี่อาจจะเป็นการสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของเมืองอุดมรักเลยก็ได้ เพราะหากจะมองในแง่ร้ายแล้ว คนที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใคร นอกจากตัวของคุณครูเองที่ติดต่อดร.เฟื่องฟูมาแสดงผลงาน 

. 

ผ่านไป 5 ชั่วโมง 

 

ตอนนี้เวลา 4 โมงเย็นแล้ว ดวงตะวันเริ่มจะหมดแสง สายรุ้ง สตางค์ และพี่บัวขุ่นยังคงนอนแน่นิ่ง บรรดาเด็กนักเรียนเพื่อนๆทั้งหลายเริ่มทยอยกลับบ้านด้วยความเบื่อหน่าย ตามธรรมดาของเด็กจะมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดๆ ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงอยู่แล้ว ครั้นจะมาตั้งหน้าตั้งตาดูเพื่อนนอนหลับเฉยๆหลายต่อหลายชั่วโมงก็เห็นจะไม่ไหว มิหนำซ้ำตอนนี้ก็ได้เวลาเลิกเรียนแล้วด้วย บางส่วนก็ขอลาคุณครูไปเก็บเต็นท์เคลียร์สถานที่ในงานวิทยาศาสตร์ก็มี 

 

ตอนนี้ที่เหลืออยู่ในห้องก็แค่คุณครู ดร.เฟื่องฟู เจ้าหน้าที่พยาบาล พ่อแม่ผู้ปกครองของทั้งสาม แล้วก็เด็ดเดี่ยว สถานการณ์วิกฤตแล้วเมื่อพวกเขาไม่ยอมตื่นขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น พวกเขาหลงมัวเมาอยู่ในโลก Visual เสมือนจริงอย่างไม่มีวันถอน ให้พ่อแม่ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น จะเขย่าตัวจนสุดแรงก็เงียบสนิท อย่าว่าแต่ทำอย่างงั้นเลย ณ ตอนนี้ต่อให้ฟ้าผ่าลงมาใส่กลางห้องสักสามเปรี๊ยงพวกเขายังไม่รู้เรื่องเลย 

. 

ปัญหาจริงๆ ในตอนนี้คือไม่รู้ว่าพวกเขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเขาไม่ได้กินข้าว ไม่ได้กินน้ำ ไม่มี่การตอบสนองใดๆจากโลกภายนอกเลย มิหนำซ้ำยังมีรอยแผล รอยฟกช้ำเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีความสมจริงของด็อกเตอร์อีก เมื่อคนเราไม่ได้รับสารอาหารใดๆเข้าสู่ร่างกาย จะเป็นอะไรต่อไปได้ล่ะนอกเสียจากตายแล้วก็กลายเป็นศพ 

. 

“ถอดปลั๊กสิครับ!”  

ผู้ปกครองท่านหนึ่งเสนอ 

. 

“ไม่ได้หรอก...เพราะขืนทำอย่างนั้นเซลล์สมองจะถูกกระชากด้วยศักย์ไฟฟ้า ลูกของพวกคุณอาจจะพิการได้”  

ด็อกเตอร์ตอบ  

. 

“ถ้างั้นก็ให้อาหารทางสายยาง หรือให้น้ำเกลือก็ได้ค่ะ ลูกดิฉันทั้งคนนะคะช่วยลูกดิฉันด้วย คุณพยาบาลก็อยู่น่าจะทำได้ไม่ใช่เหรอคะ อย่างน้อยแค่เยื้อชีวิตไว้แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าไปก่อนก็ยังดี....ฮือๆ ”  

คุณแม่ของสายรุ้งร้องไห้คร่ำครวญ หลังจากอาละวาดใส่พวกคุณครูและด็อกเตอร์เป็นการใหญ่เมื่อตอนมาถึง  

. 

คุณพยาบาลกำลังจะแทงเข็มน้ำเกลือให้ตามคำขออยู่แล้ว แต่ถูกดร.เฟื่องฟูห้ามเอาไว้ แกบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะจะทำให้ร่างจริงและร่างในโลก Visual ไม่สอดคล้องกัน สายสัญญาณแต่ละเส้นถูกแทนค่าเป็นตัวเลขดิจิตอลเอาไว้แล้ว การให้อาหารหรือน้ำจะทำให้ตัวเลขพวกนี้เปลี่ยนไป ทำให้การดึงพวกเขากลับมาเกิดความผิดเพี้ยน และพวกเขาจะกลับมาแบบไม่สมบูรณ์ 

. 

*** 

. 

ปล. เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว