facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Let me be yours : Part 18

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2564 22:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Let me be yours : Part 18
แบบอักษร

Let me be yours 18 

 

นาธานอยู่ในแผนกผู้ป่วยวิกฤติอีกสองวันก่อนคุณหมอจะพิจารณาถอดเครื่องช่วยหายใจและย้ายมายังห้องพักฟื้น อาการโดยรวมดีขึ้นมากอย่างน่าพอใจ แผลที่ลำคอปิดสนิทดีแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นอกจากยาและคุณหมอแล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การฟื้นตัวรวดเร็วขึ้นจนคุณหมอยังออกปากชม 

....กำลังใจดี 

"ฝืนกินเข้าไปอีกหน่อย จะได้กินยา" 

"ไม่เอาแล้ว อย่างกับกินผักเข้าไปทั้งสวน อาหารโรงพยาบาลไม่มีมื้อไหนอร่อยเลยสักมื้อ นี่ฉันจะตายเพราะขาดสารอาหารอยู่แล้วนะ" 

มือที่กำลังป้อนซุปผักข้นเหนียวหนืดหยุดชะงักลงเพราะเจ้าตัวดีหันหนีไปอีกทาง อาหารในโรงพยาบาลไหนบ้างที่จะให้สารอาหารไม่เพียงพอ มีแต่เจ้าตัวนี่ล่ะที่อิดออดไม่ยอมกิน 

สายตาทอดอ่อนมองเจ้าเด็กดื้อด้วยความอ่อนใจ เริ่มงอแงอีกแล้ว 

"แล้วอยากกินอะไร" 

"อยากกินไก่ทอด" 

อืม....โจเซฟไม่แปลกใจสักนิดที่ได้ยิน ในเมื่อนาธานก็ยังคงเป็นนาธานอยู่วันยังค่ำไม่เคยเปลี่ยนเลย 

"เจ็บคอไม่ใช่หรือไง" 

ทั้งที่เสียงยังแหบแห้งแต่ก็มีแรงบ่นหงุงหงิงได้ทั้งวัน เดี๋ยวอยากกินนู่นอยากกินนี่ทั้งที่แค่ดื่มซุปไก่ของโรงพยาบาลก็ยังหน้าเหยเก แต่จนใจที่พอป่วยแล้วยิ่งขี้อ้อนเป็นพิเศษ อย่างโจเซฟจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปขัดใจ 

แต่ไก่ทอดเนี่ยนะ? 

เจ้าเม่นแสบหน้ายุ่ง เถียงอะไรไม่ออกก็ซบหัวทุยลงกับบ่าคนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างเตียง เอียงใบหน้าถูไถไปมาโดยระวังไม่ให้กระทบกระเทือนถึงบาดแผล เป็นเม่นน้อยสลัดหนามออกชั่วคราว 

"ก็ฉันเบื่อนี่ อยากกินอาหารฝีมือนายแล้ว" 

นั่นอย่างไรเล่า แล้วแบบนี้โจเซฟจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปขัดใจ 

คนอายุมากกว่าถอนหายใจทั้งรอยยิ้ม วางชามอาหารมื้อเที่ยงลงกับโต๊ะลากก่อนจะดันออกไปด้านข้าง ยกสองแขนขึ้นโอบเจ้าเม่นแคระพลางลูบแผ่นหลังปลอบโยนเบาๆ 

"อดทนหน่อย เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเราแล้ว ตอนนั้นอยากกินอะไรฉันทำให้ทุกอย่างเลย" ถ้อยคำเอาใจทำให้คนอ้อนรอบยิ้มหวาน ตอนนี้โจเซฟคนดุไม่มีอีกแล้ว เป็นเหตุให้อยากรู้ว่าขอบเขตของการตามใจครั้งนี้จะมีมากแค่ไหน 

"แต่ฉันหิวตอนนี้นี่" 

"งั้นก็กินซุปให้หมดชาม" 

เจ้าเด็กแสบส่งเสียงร้องประท้วงไม่ฟังท่าเดียว ขืนให้เขากินต่อได้อ้วกออกมาเป็นสีเขียวแน่ เพราะแบบนี้แหละที่ทำให้เขาเกลียดโรงพยาบาล คิดว่าคนป่วยลิ้นตายด้านกันหมดหรือไง 

นาธานขอประท้วง 

"ก็เพราะนายเจ็บคอ เขาถึงได้จัดอาหารอ่อนๆ มาให้" 

"ฉันไม่ได้เดือดร้อนที่มันเป็นอาหารอ่อน แต่ฉันเดือดร้อนที่มันไม่มีรสชาตินอกจากเหม็นเขียว! ....แค่กๆ" คนป่วยไม่เจียมสังขารเผลอขึ้นเสียงดังจนแสบคอ เป็นเหตุให้โดนดุเบาๆ 

"อย่าตะเบ็งสิ" 

โจเซฟลุกขึ้นพาคนป่วยกลับไปนั่งพิงหัวเตียงตามเดิม เอื้อมหยิบน้ำมาให้จิบแก้ระคายคอ กลัวว่าไอมากเข้าแล้วแผลจะปริ แต่ถึงปากจะบ่นว่าอย่างไรแต่ดวงตาไม่เคยออกห่างจากความห่วงใยสักนิด 

ละลายใจคนรั้นหมดแล้ว ดังนั้นเด็กแกล้งดื้อจึงจำต้องกลั้นใจกินซุปผักของโรงพยาบาลจนหมด แต่สวรรค์ช่างใจไม้ไส้ระกำ ใครจะรู้ว่าพอคำสุดท้ายเข้าปากโยลันดาก็กลับมาพร้อมสปาเกตตีมีทบอลเส้นเหนียวนุ่มของโปรดนาธานกล่องเบ้อเริ่ม 

ทำเอาคนป่วยน้ำตาซึม เพราะตอนนี้พะอืดพะอมเกินกว่าจะยัดซอสมะเขือเทศสูตรพิเศษของแม่ลงไปได้แล้ว 

"ตายจริง มาไม่ทันเหรอเนี่ย" โยลันดาแกล้งพูดอย่างน่าเสียดาย มองเจ้าลูกชายทำหน้าปุเลี่ยนกินยาที่โจเซฟป้อนให้ถึงปาก ประคบประหงมกันเสียจนเธอเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามีคนมาช่วยสั่งสอนเพิ่มหรือว่าตามใจเพิ่มกันแน่ 

"ผมจะเก็บไว้กินตอนบ่าย" 

"จ้าๆ โจล่ะ กินอะไรหรือยัง" 

"เรียบร้อยแล้วครับ ต้องกินให้เสร็จก่อนถึงจะมีเวลาขนาบเด็กดื้อ" 

คนถูกพาดพิงกอดอกหน้ามุ่ย มองกล่องพลาสติกถูกเก็บเข้าตู้เย็นตาละห้อย อาการเจ็บคอยังมีอยู่จริงๆ ทำให้เขาไม่อยากอาหารมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นที่สามารถลงกระเพาะอันน้อยนิดได้เขาก็อยากให้มันอร่อยที่สุดนี่นา  

โยลันดาเดินเข้ามานั่งตรงที่โจเซฟนั่งอยู่เมื่อครู่ ยกมือขึ้นเสยผมปรกหน้าให้ลูกชาย 

"เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นไหม" 

"แผลไม่เจ็บแล้ว แค่ตึงๆ นิดหน่อย แต่ยังเจ็บคออยู่" 

โจเซฟที่เก็บของเยี่ยมเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินอ้อมมายืนอีกฝั่งหนึ่งของเตียง "คุณหมอบอกว่าถ้าอีกสองวันไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไรก็กลับบ้านได้แล้วครับ" 

โยลันดายิ้มรับ "เป็นข่าวดีจ้ะ" 

"ผมไม่เป็นไรแล้ว แรนดี้ล่ะ ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่หรือเปล่า" 

คราวนี้คุณแม่ใจดีหันมามองดุลูกชายอย่างไม่จริงจัง "เพราะลูกนี่เองแรนดี้ถึงได้แวะมาหาแทบจะสามเวลาหลังอาหาร ไม่จำเป็นต้องรบกวนเพื่อนแบบนั้นเลย เขาเองก็ต้องเตรียมตัวสำหรับไปเรียนต่อ ส่วนแม่ปลอดภัยดี ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลแล้ว ทุกอย่างมันจบลงด้วยดีแล้วนะลูก คนพวกนั้นได้ชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมดแล้ว" 

ถึงอย่างนั้นนาธานก็ยังไม่คลายความกังวล ยกฝ่ามือนุ่มนิ่มของแม่ขึ้นมาบีบเล่น หากเป็นไปได้เขาก็อยากให้เธอมาอยู่ที่นี่ด้วยกันจนกว่าเขาจะออกจากโรงพยาบาล แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้แม่เหนื่อยเพราะที่นี่มีโจเซฟคอยดูแลเขาอยู่แล้ว 

"ผมเป็นห่วง" 

"แม่ไม่เป็นไร" 

ไม่ใช่เพียงโยลันดาคนเดียวที่เห็นถึงความผิดปกติ โจเซฟเองก็สังเกตเห็นสิ่งนี้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ถูกย้ายมายังห้องพักฟื้น นาธานมักจะโทรหาแม่บ่อยมากขึ้นจนบางครั้งมันกลายเป็นความวิตกกังวล เขายังคงห่วงว่าจะมีใครมาทำร้ายเธอ 

คงเป็นผลตกค้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  

นาธานอาจไม่รู้ตัวแต่คนรอบข้างสังเกตได้ 

โยลันดาจึงเอ่ยขึ้นด้วยความระมัดระวัง "แม่ได้ข่าววินเซนต์จากโจเมื่อเช้า ตอนนี้ไม่มีใครกลับมาทำร้ายเราได้อีกแล้วนะลูก" 

วินเซนต์ตายแล้ว 

แม้ทางโรงพยาบาลจะพยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถเพื่อให้เขากลับมารับโทษตามกฎหมาย แต่เพราะกระสุนปืนถูกอวัยวะสำคัญหลายแห่งการรักษาจึงไม่เป็นผล ทว่าข่าวนี้ไม่ได้สร้างความตกใจให้กับนาธานสักนิด 

"หมอนั่นสมควรแล้ว" 

"ใช่จ้ะ แมทธิวเองก็ถูกคัดค้านการประกันตัว หลักฐานในที่เกิดเหตุมัดตัวเขาขนาดนั้นคงยากที่จะสู้คดี" 

"ครูซล่ะ หมอนั่นอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยก็ได้" 

"ครูซถูกรวบตัวไปเมื่อวานเพราะการขยายผลเส้นทางของยาเสพติด คงไม่ได้โผล่มาให้นายเห็นหน้าอีกนาน" โจเซฟตอบเสียงเรียบพลางพิจารณาเจ้าเม่นแคระของเขาไปด้วย ยังมีอะไรอีกที่ทำให้นาธานกังวลใจ  

เจ้าตัวเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ ไม่พูดอะไร โดยที่หัวคิ้วยังคงไม่คลายลง 

 

ช่วงเย็นแรนดี้แวะเข้ามาหาพร้อมตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่ อยู่คุยเล่นเป็นเพื่อนนาธานเกือบสามชั่วโมงก่อนจะรับโยลันดากลับไปพร้อมกัน ตอนนี้ภายในห้องพักผู้ป่วยจึงเหลือเพียงนาธานกับโจเซฟแค่สองคน 

เด็กแสบดูโทรทัศน์แก้เบื่ออยู่ในห้อง ส่วนโจเซฟเข้ามาจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ขณะที่กำลังล้างมืออยู่นั่นเองเสียงของหล่นดังโครมก็ดังมาจากด้านนอก ทำเอาคนตัวโตใจหายวาบรีบผลุนผลันออกมาด้วยความรวดเร็ว 

ภาพที่เห็นคือรีโมตโทรทัศน์คว่ำหน้าอยู่บนพื้นโดยที่ถ่านกระเด็นออกมากระจัดกระจาย ส่วนคนที่ปล่อยให้มันร่วงลงมากลับนั่งตัวแข็งทื่อ ดวงตาปิดแน่นสนิทเหมือนกำลังเห็นสิ่งที่ทำให้หวาดกลัวสุดหัวใจ ก่อนคนตัวบางจะสะท้านเฮือกเพราะเสียงรัวปืนดังมาจากในโทรทัศน์ สองมือกระตุกยกขึ้นปิดหูทั้งสองข้าง เนื้อตัวสั่นระริก 

โจเซฟสบถเบาๆ เมื่อเข้าใจ 

วิ่งเข้าไปคว้ารีโมตและถ่านประกอบกลับเข้าไปเหมือนเดิมด้วยความรวดเร็ว กดปิดโทรทัศน์ทันทีที่ทำได้และคว้าเด็กน้อยของเขาเข้าสู่อ้อมแขน ปากพร่ำปลอบโยน 

"ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร ฉันอยู่กับนายตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรนายได้ทั้งนั้น" 

มือบอบบางทั้งสองข้างกำชายเสื้อโจเซฟแน่น ฝังใบหน้ากับแผงอกแข็งแรง เพียงอึดใจเดียวก่อนที่นาธานจะหลุดพ้นจากภาพในหัวที่แสนโหดร้ายและรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะกลิ่นของคนรักและไออุ่นที่คุ้นเคยดึงเขากลับมา นาธานจดจำได้ว่ามันคือพื้นที่ปลอดภัยของเขา หากอยู่ในนี้เขาจะไม่เป็นไร 

ดวงตาแดงก่ำปิดแน่นค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "....ฉันกลัว" 

"ไม่ต้องกลัว" ถ้อยคำหนักแน่นมั่นคงช่วยเป็นหลักยึดให้นาธานได้เป็นอย่างดี ฝ่ามืออุ่นร้อนขนาดใหญ่กอบกุมแก้มขาวซีดทั้งสองข้าง ประคองใบหน้าให้เงยขึ้นสบตากัน "เชื่อใจฉันไหม" 

เม่นน้อยน้ำตาคลอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยักหน้ารับโดยไม่ลังเล เพราะในดวงตาคมเข้มสะท้อนเงาของเขาเพียงแค่คนเดียว 

"ฉันรักนาย นาธาน" เพียงสามคำแต่กลับเปรียบดั่งยาวิเศษ ชโลมหัวใจนาธานให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งไร้ความหวาดกลัว 

ใบหน้าเงยขึ้นรับจุมพิตแนบสนิท ละเลียดชิมทั้งความรักความทะนุถนอม ถ่ายทอดถ้อยคำพูดนับล้านที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะเวลานี้ขอเพียงมีแค่กันและกัน นาธานไม่เคยมั่นใจในชีวิตครั้งไหนเท่าครั้งนี้อีกแล้ว 

"ฉันก็รักนาย โจเซฟ" 

 

ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด 

เกิดจากสภาวะจิตใจของผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์เลวร้าย อาการเริ่มแรกของผู้ที่ป่วยคือจะเห็นภาพเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ ราวกับเครื่องเล่นวิดีโอที่ฉายแต่ภาพเดิมๆ ทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพหลอน ฝันร้าย และเกิดความวิตกกังวลอย่างรุนแรง* 

แต่นาธานยังคงนอนหลับได้ปกติ ไม่มีอาการตื่นตัวกลางดึกเพราะฝันร้ายแต่อย่างใด ทว่าสิ่งที่กระตุ้นให้เขาแสดงอาการออกมาคือฉากความรุนแรงและเสียงปืนจากภาพยนตร์ในโทรทัศน์ 

โจเซฟเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้โยลันดาฟังและตัดสินใจปรึกษาคุณหมอในวันรุ่งขึ้น จึงได้พบกับแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลพอดี 

"หมอคิดว่าอาการของนาธานตอนนี้ยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นจำเป็นต้องใช้ยา เพียงแต่อาจจะต้องให้บุคคลรอบข้างคอยช่วยเหลือ หากิจกรรมผ่อนคลายให้เขาทำ พยายามดึงเขาออกมาจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว ไม่น่าจะยากอะไร แต่ถ้าลองทั้งหมดแล้วยังไม่ดีขึ้น เราอาจจะต้องกลับมาพิจารณาเรื่องการใช้ยาและการบำบัดกันอีกครั้ง แต่ผมคิดว่าเราคงไปไม่ถึงขั้นนั้น เพราะนาธานแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่รักและใส่ใจเขาจริงๆ สิ่งนี้ล่ะครับที่จะช่วยเขาได้มากที่สุด" 

เพราะเหตุนั้น อีกสองวันต่อมานาธานจึงสามารถกลับบ้านได้ในที่สุด 

และบ้านที่เขาเลือกกลับ.... 

"นายมาอยู่กับฉันที่บ้านก่อนได้ไหม ฉันรู้ว่าทุกอย่างมันจบลงแล้ว แต่ข้างในนี้มันยังกังวลอยู่และฉันห้ามมันไม่ได้ ฉันเป็นห่วงแม่ ไม่อยากให้เธออยู่คนเดียว แต่ฉันก็อยากอยู่กับนายด้วย ....นะ" มือเรียวลูบหน้าอกด้วยสีหน้ากังวลใจ ซึ่งโจเซฟเข้าใจดี 

"ต้องขออนุญาตโยลันดาก่อน" 

"แม่ต้องยอมอยู่แล้ว นายเป็นคนรักของฉันนะอย่าลืมสิ" 

โจเซฟถึงกับกุมขมับเมื่อได้ยินถ้อยคำตรงไปตรงมาของเจ้าเด็กแสบ ทำราวกับว่าอยู่กันแค่สองคน 

"โยลันดาที่ว่านั่นหมายถึงแม่หรือเปล่าจ๊ะ" เสียงใสดังมาจากเบาะด้านหลังอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังเดินทางตรงกลับบ้านของเธอ 

เจ้าเด็กแสบรีบเอี้ยวตัวหันหลังกลับมาหาเธอ 

"แม่ ให้แฟนผมมาอยู่ที่บ้านนะ" 

"ตายจริง เรียกแฟนกันแล้วด้วย" คนแกล้งแหย่ปิดปากด้วยท่าทางตกใจ 

"ใช่สิ ก็ลูกเขยแม่ไง" 

โจเซฟครางแผ่ว เรียกชื่อเจ้าเม่นแคระปรามเบาๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ ผิดกับโยลันดาที่หัวเราะเสียงดังกังวานใส เธอคิดถึงบรรยากาศแบบนี้เหลือเกิน 

ลูกเขยหมาดๆ เหลือบมองแม่ยายผ่านทางกระจกมองหลัง "ขออนุญาตนะครับ" 

"ยินดีเลยจ้ะพ่อลูกเขย" 

ด้วยเหตุนั้นโจเซฟจึงตรงไปทางบ้านของเขาก่อนเพื่อเก็บเสื้อผ้าย้ายไปอยู่บ้านภรรยา (?) ชั่วคราว 

 

*ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/PTSD 

 

 

 

50% 

>>>> 

แอบหายไปหลายวันเพราะติดธุระนิดหน่อย ขอโทษค่า แหะๆ แต่.... 

ตอนหน้าก็จะจบแล้วน้าาาาา 

จะว่าไปก็ไวเหมือนกันเนอะ แอบใจหายนิดๆ ค่ะ 

แต่ก็ดีใจที่เรื่องราวลงเอยได้เสียที  

โอ๋เอ๋นะเม่นน้อย ร่างกายเริ่มหายดีแล้วทีนี้ก็เหลือแต่ทางด้านจิตใจ 

แต่ไม่ต้องห่วงเนอะ เพราะคุณหมอบอกแล้วว่ามีคนดูแลดี๊ดี >< 

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจเช่นเคยค่า 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว