ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 : ดร.เฟื่องฟู อาจารย์ของมาร์คซัคเคอร์เบิร์ค (1)

ชื่อตอน : บทที่ 7 : ดร.เฟื่องฟู อาจารย์ของมาร์คซัคเคอร์เบิร์ค (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 14

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2564 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 : ดร.เฟื่องฟู อาจารย์ของมาร์คซัคเคอร์เบิร์ค (1)
แบบอักษร

“ซาราเฮโย” ใช้สำหรับคนที่กำลังมีความรัก ส่วน“ซาโยนาระ”ทุกคนใช้มันกับเด็ดเดี่ยว น่าสงสารเขาเหลือเกิน เพราะหลังจากการตัดสินใจในคืนนั้น เพื่อนทุกคนก็ไม่ได้สุงสิงกับเขาอีกเลย เขายังคงไปโรงเรียนตามเวลาเดิมทุกเช้า ยังคงเฝ้ารอสายรุ้ง สตางค์ และพี่บัวขุ่นอยู่ใต้ต้นมะขามจัมโบ้ แต่ก็ไม่มีใครมาเลย ทุกคนใช้มือถือแชทข้อความส่งหากันเพื่อนัดพบกันที่ใหม่ ทำให้เด็ดเดี่ยวไม่รู้เรื่องและต้องรอเก้ออยู่นานสองนาน 

. 

“มาเด็ดเดี่ยวขึ้นรถซะเดี่ยวลุงจะไปส่ง...วันนี้เพื่อนๆ คงไม่มาหรอก 7 โมงครึ่งแล้ว เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายเอานะ” 

. 

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุงเจ้าเมือง ผมเกรงใจยังไงซะผมก็ตั้งใจจะเดินไปโรงเรียนคนเดียวอยู่ แล้ว...”  

หนุ่มเพื่อนทิ้งถอนหายใจยาว สีหน้าบ่งบอกถึงความผิดหวัง 

. 

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ลุงว่าจะเข้าไปคุยธุระกับท่านผอ.อยู่พอดี วันนี้ที่โรงเรียนเขามีงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ จริงๆ แล้ว เด็ดเดี่ยวควรจะต้องสนุกสนานเบิกบานสิ ไม่ใช่หน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ ” 

“เห็นไหมขนาดลุงแค่ไปเป็นประธานเปิดงานนะ ลุงยังตื่นเต้นเลย! ไปตั้งแต่นักเรียนยังไม่เข้าแถวเลยด้วยซ้ำ ฮ่าๆ” 

ท่านเจ้าเมืองพยายามปล่อยมุข แต่ดูแล้วเด็ดเดี่ยวก็ไม่ได้อารมณ์ดีขึ้นเลยสักนิด แกก็เลยถือวิสาสะจูงมือหลานขึ้นมานั่งบนรถกระบะประจำตำแหน่งมันซะดื้อๆ แล้วก็พูดต่อว่า 

. 

“เด็ดเดี่ยวเอ๊ยหลานน่ะคิดมากไปแล้วนะ พวกเพื่อนๆ เขาก็คงนัดกันที่โรงเรียนนั่นแหล่ะ ลุงก็ไม่ได้ห้ามไม่ใช่เหรอ...ทำไมถึงไม่ยอมเอาออกมาใช้ล่ะโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่สตางค์เค้าซื้อให้น่ะ?” 

. 

“ก็ผมไม่ชอบนี่ครับ!”  

“ผมแค่อยากให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม เหมือนสมัยที่พวกเรายังเป็นเด็ก” 

. 

กระบะประจำตำแหน่งเริ่มหมุนล้อพร้อมๆ กับที่หนุ่มน้อยเด็ดเดี่ยวระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจออกมา ท่านเจ้าเมืองค่อยๆ ขับไปช้าๆ ช้ามากๆ ประวิงเวลาเพื่อให้หลานได้เล่าเรื่องออกมาให้หมด จะว่าเขาไม่เหลือใครเลยก็คงไม่ถูกนัก เพราะจริงๆ แล้วเขายังมีท่านเจ้าเมืองผู้เปรียบเสมือนพ่อแท้ๆ ที่คอยรับฟังปัญหาอยู่อีกทั้งคน ระหว่างที่ขับรถไปท่านเจ้าเมืองก็ได้แต่พูดว่า  

. 

“ อืม.....เออ.....อือหึ.....อ่าห่ะ....โอ๊ะเหรอ ฯลฯ” ของแกไปเรื่อย  

. 

จนกระทั่งรถวิ่งมาถึงทางแยกหน้าโรงเรียน แทนที่แกจะวิ่งตรงไปตามปกติ เจ้าเมืองกลับเลี้ยวรถไปในทิศตรงกันข้ามผ่านไปยังทุ่งดอกทานตะวันที่ตั้งอยู่เยื้องกันกับโรงเรียน แล้วอยู่ดีๆ คุณลุงผู้ทรงอำนาจก็ดันหักพวงมาลัยเอาหน้ารถทิ่มลงไปในแปลงดอกทานตะวันมันซะอย่างงั้น!!!  

ถนนลูกรังตะปุ่มตะป่ำทำเอาทั้งสองลุงหลานหัวทิ่มหัวตำอยู่ในรถ  

. 

“โอ๊ย!ๆ..โอ๊ย! ลุงเจ้าเมืองครับลุงจะทำอะไรของลุงครับเนี่ยะ... หัวผมปูดหมดแล้ว พวกเจ้าแปดนาฬิกาก็ช้ำจะแย่เดี่ยวคุณตาเจ้าของสวนเขาก็ออกมาเฉ่งเอาหรอก!” 

“ระวังลุง! โอ๊ย!..” 

. 

รถกระบะตีวงเลี้ยวขึ้นมาจอดเหนือแปลง ดับเครื่อง ทั้งคู่เปิดประตูรถเดินลงมา 

. 

“5555 ฮ่าๆๆ สนุกจริงๆ นานๆทีทำอะไรแบบนี้ดูบ้างก็ดีเหมือนกัน...รู้สึกเหมือนได้กลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้งเลยแฮะ....โย่ๆ!” 

คนเป็นหลานถึงกับทำหน้าเหยเกถอยห่าง คะเนดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลุงตัวเองด้วยความมึนงง 

. 

“เอ่อ....แต่ว่าลุงเจ้าเมืองครับ ดูเจ้าแปดนาฬิกาพวกนี้สิ...โดนรถทับเละเทะแบบนี้ เราจะทำยังไงกันดี...?” 

. 

เจ้าเมืองนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แกเดินเข้ามาโอบที่ไหล่ของหลานรักอย่างสนิทสนม ชายวัยกลางคนยิ้มกว้างออกมา เตรียมพร้อมที่จะสอนบทเรียนชีวิตบทหนึ่งให้เด็กหนุ่มได้รับรู้ 

. 

“ลุงดีใจนะที่เด็ดเดี่ยวยังจำได้ว่าคนเมืองนี้เรียกดอกทานตะวันว่า “เจ้าแปดนาฬิกา” ” 

“แล้วก็ดีใจมากด้วยที่หลานยังไม่ลืมว่ายังมีลุงคนนี้อยู่...ที่ลุงขับรถพาหลานมาที่นี่ก็เพื่อให้หลานรู้ว่า... หลานไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว! หลานยังมีลุง ยังมีเพื่อนอีกเยอะแยะเต็มไปหมด โลกนี้ไม่ได้มีคนอยู่แค่สามคนสักหน่อย”  

“ดูสิดูบรรดาเจ้าแปดนาฬิกาพวกนี้ บางดอกก็จมดิน บางดอกยังคงตั้งตรง บางดอกก็บอบช้ำ พวกมันไม่ได้มีแค่แบบเดียว ไม่ได้จมดินไปหมดทุกดอกหรอกนะ” 

“ไม่ต่างกันกับคนเราหรอกเด็ดเดี่ยวเอ๊ย... มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีความหลากหลาย ยิ่งเป็นวัยรุ่นแบบพวกหลานด้วยแล้ว การที่จะเห่อไปตามกระแสแฟชั่นบ้างอะไรบ้างล้วนแต่เป็นเรื่องธรรมดา เชื่อลุงเถอะสักพักพอทุกอย่างเข้าที่พวกเขาก็จะกลับมากันเอง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต่อให้มีโลกส่วนตัวสูงกันแค่ไหน ยังไงก็ต้องออกมาใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ดี...” 

. 

เด็ดเดี่ยวอึ้งไปสามวิ ด้วยความสัตย์จริงเขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองพูดหมายความว่ายังไง ท่านเจ้าเมืองจึงส่ายหน้ายิ้มเยาะ พร้อมกับผายมือไปที่แปลงดอกไม้ 

. 

“หลานคงงงอยู่สินะ...ไม่เป็นไร รออีกแค่ครึ่งนาทีเดี๋ยวหลานก็จะรู้เอง ว่าลุงหมายถึงอะไร” 

. 

เด็กน้อยหันไปมองตามด้วยใจจดจ่อ เขาแทบจะไม่กระพริบตาเลยด้วยซ้ำ ในที่สุดพอเวลานั้นมาถึงเขาก็เริ่มได้ยินเสียงๆ หนึ่งที่เขาคุ้นเคยดังแว่วขึ้นมา ใช้แล้ว...เสียงของเพลงชาติไทยยังไงเล่า!  

. 

“ขณะนี้เวลา 8.00 นาฬิกา...ประเทศไทย ♫...♪.. ” 

. 

ท่วงทำนองที่ลอยรอดออกมาจากรั้วโรงเรียนดังขึ้นพร้อมๆ กับแสงจากพระอาทิตย์ที่ส่องรอดออกมาจากฟากฟ้า สาดลงมากระทบเข้ากับผองเพื่อนดอกทานตะวันทั้งหลาย ทันใดนั้นเองเด็ดเดี่ยวถึงได้เข้าใจในสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองพูด เมื่อบรรดาเจ้าแปดนาฬิกาทั้งหลายต่างค่อยๆยืดตัวขึ้น หันหน้าเข้าหาแสงแดดอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าต้นที่ล้มอยู่หรือต้นที่ถูกบดจมดิน ต่างพากันสปริงตัวขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตามธรรมชาติของมัน  

ภาพของดอกไม้เบื้องหน้าช่างสวยงามนัก นานมากแล้วเหมือนกันที่ท่านเจ้าเมืองไม่ได้มาที่นี่เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องงานราชการ ต้องขอบใจเด็ดเดี่ยวเหมือนกันนะที่ทำให้ได้โอกาส 

. 

“ทีนี้เข้าใจรึยัง...เดี๋ยวเพื่อนๆ ของหลานก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่ต่างจากดอกไม้พวกนี้หรอก เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย พวกวัยรุ่นมักจะเป็นแบบนี้เสมอ ชอบคิดว่าชีวิตคงจบลงแค่วันนี้ ไม่เคยคิดหรอกว่ายังมีพรุ่งนี้เหลืออยู่ แล้วก็เอาแต่เสียใจจะเป็นจะตาย ลุงรู้หมดแหละทำไมจะไม่รู้เพราะลุงเคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน...” 

. 

ท่าทีของเด็ดเดี๋ยวเปลี่ยนไปทันที เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ตอนนี้เขาไม่มีความเศร้าในจิตใจอีกต่อไปแล้ว ประตูรถถูกเปิดออก เด็ดเดี่ยวกระโดดขึ้นไปนั่งกวักมือเรียกท่านเจ้าเมืองไหวๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะ 

. 

“เร็วเลยครับลุงเจ้าเมือง...ลุงต้องรีบไปเปิดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์นะครับ 8 โมงแล้วนะ...อย่าให้เด็กๆ อย่างพวกผมต้องรอนานสิ ^^” 

. 

. 

พอมาถึงหน้างาน หลังจากท่านเจ้าเมืองกล่าวสุนทรพจน์เพื่อเปิดงานเสร็จ คุณครูพิธีกรก็ได้เชิญแขกกิตติมศักดิ์ขึ้นมาบนเวที เส้นผมฟูฟ่องราวกับฝอยขัดหม้อ รองเท้าหนังวัวเก่าสภาพทรุดโทรม สวมเสื้อคลุมแขนยาวแบบเดียวกับที่คุณหมอใส่ในโรงพยาบาลแต่มอมแมมสกปรก เพียงแค่ก้าวเท้าขึ้นมาบนเวทีผู้ชมด้านล่างก็รู้ได้เลยว่าบุคคลท่านนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็ต้องเป็นอัจฉริยะ 

. 

“ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ดร.เฟื่องฟู ด้วยครับ....!”  

. 

“แปะๆ...แปะๆๆ” 

. 

“เห็นรูปลักษณ์แกเป็นแบบนี้ แต่พวกนักเรียนเชื่อไหมว่าดร.เฟื่องฟูน่ะเรียนจบด็อกเตอร์ด้านเทคโนโลยีมาจากมหาลัย Oxford เลยนะ และที่สำคัญแกยังเป็นอาจารย์ของ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของ เฟสบุ๊ค ที่พวกเธอติดกันงอมแงมอยู่ทุกวันนี้ด้วย!...” 

. 

เพียงคำพูดเปิดตัวง่ายๆ ที่คุณครูโปรยผ่านไมค์โครโฟนออกมา กลับกลายเป็นคลื่นกระเพื่อมขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ เมื่อบรรดาเด็กนักเรียนทั้งหลายต่างพากันทิ้งกิจกรรมที่ทำอยู่ทั้งหมด บางคนอยู่ในบูธดาราศาสตร์ก็ทิ้งกล้องดูดาวราคาแพงเอาไว้แล้วรีบวิ่งออกมาดู บางคนอยู่ในเต็นท์ศึกษาชีววิทยาก็ทิ้งเหล่าอะมีบ้า พารามีเซียม ค้างไว้ในจานเพาะเชื้อทั้งๆอย่างนั้น ขณะที่นักเรียนบางส่วนขุดดินเพื่อศึกษาแร่ธาตุทางธรณีวิทยากันอยู่ พอได้ยินว่าอาจารย์ของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์กมาก็เอากับเขาด้วย วางเสียมทิ้งจอบมันซะดื้อๆ  

. 

เชื่อไหมว่าตอนที่ท่านเจ้าเมืองกล่าวเปิดงานมีนักเรียนนั่งฟังแกพูดแค่ 10 คนเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็สภาพง่วงหงาวหาวนอนสุดๆ ดูก็รู้ว่าถูกคุณครูบังคับมา แต่พอได้ยินว่า ดร.เฟื่องฟู ผู้เป็นอาจารย์ของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์กมาแค่นั้นแหละ พ่อเจ้าพ่อคุณเอ๊ย!!! เวทีแทบถล่ม  

เก้าอี้ที่เตรียมไว้นี่แน่นเอี๊ยดบางคนแม้จะต้องยืนดูก็ยอม หรือแม้แต่ต้องเบียดเสียดกันขี่คอชะเง้อแหงนคล้ายการดูคอนเสิร์ตพวกนักเรียนก็ทนไหว ขอแค่ได้เห็นไอดอลผู้สร้างโลกออนไลน์ของพวกเขาตัวเป็นๆ สักครั้ง แล้วนี่เป็นถึงอาจารย์ของไอดอลเลยนะระดับเทพมาเอง! ใครกล้าพลาดก็โง่เต็มที 

. 

“เอาล่ะทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะ! ครูรู้ว่าทุกคนอยากเข้ามาสัมผัสใกล้ชิดกับดร.เฟื่องฟู แต่เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยขอให้นักเรียนทุกคนโปรดอยู่ในความสงบด้วย แล้วก็นั่งลงซะคนที่ยืนอยู่ด้านหลังจะได้มองเห็น” 

. 

คุณครูพิธีกรต้องใช้พลังภายในอย่างหนักเพื่อควบคุมสถานการณ์ แกถึงกับล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อแยกเขี้ยวยิงฟันหายใจทางผิวหนัง เพราะไม่คิดว่านักเรียนจะให้ความสนใจมากมายขนาดนี้ แล้วพอทุกอย่างเข้าที่คุณครูจึงเริ่มการสัมภาษณ์ 

. 

“ดร.เฟื่องฟูครับในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ของทางโรงเรียนเรา ด็อกเตออร์มีนวัตกรรมอะไรมานำเสนอครับ” 

. 

“โฮะๆๆ...จะว่าไปแล้วมันก็มีนะ เป็นสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค ถ้าเราใช้เจ้านี่จะทำให้เราสามารถท่องโลกสังคมออนไลน์ได้สนุกขึ้น... โฮะๆ”  

. 

ฮือฮาเอื้ออึงกันไปสิครับเมื่อดร. เฟื่องฟูเล่นพูดขึ้นมาแบบนี้ นับเป็นกิจกรรมไฮไลท์ของงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ครั้งนี้เลยก็ว่าได้ เพราะจากอดีตที่ผ่านมาจะจัดกี่ปีๆก็มีแต่ของเดิมๆ ไม่ใช่เฉพาะแต่เด็กหรอกขนาดคนที่ต้องมาเปิดงานเป็นประจำอย่างท่านเจ้าเมืองยังเบื่อเลย 

. 

“มันคืออะไรครับดร.เฟื่องฟู แล้วมันใช้การยังไง?” คุณครูพิธีกรถามด้วยความตื่นเต้น  

. 

“โฮะๆๆ...มันคือเครื่องจำลองการใช้ชีวิตเสมือนจริง Visual Effect Humanity”  

“ปกติคุณเล่นเฟสบุ๊คผ่านอะไร? ตอนนี้ไม่ต้องแล้วเพราะตัวคุณทั้งตัวจะเข้าไปอยู่ในโลกของเฟสบุ๊ค….โฮะๆ โฮะๆ” 

. 

*** 

. 

ปล. เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว