facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 15

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 57.4k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 08:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15
แบบอักษร

บทที่ 15 

  

             แสงแรกอรุณยามเช้าสาดส่องกระทบผ่านม่านหลุยส์สีครีมลงมาบนใบหน้าหวานเกินกว่าบุรุษที่ควรจะเป็น เปลือกตาสีนวลราวกับเปลือกมุกเบิกขึ้นบ่งบอกกับเจ้าตัวว่าเช้าของวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ความไม่ชินกับแสงอ่อน ๆ จึงทำให้สองคิ้วบางขมวดเข้าหากันเพื่อปรับม่านตาให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นจึงพลิกกายอันเปลือยเปล่าไปอีกฟากหนึ่งของเตียง 

  

             “อื้อ…” 

  

             เช้าแล้วเหรอ… 

  

             ความรู้สึกแรกที่ได้รับหลังจากตื่นมาคือความเจ็บแปลบทางด้านหลัง หากให้ผมเดามันคงจะอักเสบค่อนข้างหนักเพราะผลพวงจากกิจกรรมรักเมื่อคืน สายตาผมจ้องมองไปยังแจกันต้นไม้ภายในห้องอย่างแน่นิ่งและประมวลภาพที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 

  

             เมื่อคืน… 

  

              กิจกรรมรักที่ขุนศึกมอบให้หลังเสร็จกิจจากห้องนั่งเล่นผมก็ถูกพามาต่อบนห้องอีกไม่รู้กี่รอบ เมื่อคืนขุนศึกราวกับไม่ใช่คนที่ผมรู้จักเพราะเจ้าตัวต้องการกลืนกินร่างกายผมจนไม่รู้จักคำว่าพอ ร่างที่เหนื่อยล้าของตัวเองทำเอาผมเผลอเข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยที่ขุนศึกคงยังดำเนินกิจกรรมรักอย่างไม่รู้จบ แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผมรับรู้ได้ตลอดการร่วมหลับนอนครั้งนี้…ขุนศึกปลดปล่อยเข้ามาในตัวผมจนนับครั้งไม่ถ้วน… 

  

             “ไม่มีทาง ผู้ชายที่ไหนเขาจะท้อง” 

  

             ก่อนที่สมองจะใช้ความคิดไปมากกว่านี้สองมือจึงเลิกผ้านวมขึ้นมาถึงใต้คางแต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องก้มหน้าลงไปมองคือผ้านวมสีดำเข้มบนตัว…แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของผม สายตาตัวเองจึงรีบตวัดขึ้นมองผนังห้องสีดำรวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างล้วนเป็นสีดำเกือบทั้งหมด ผมรู้ได้อย่างอัตโนมัติเลยว่ากำลังนอนเปลือยกายอยู่บนเตียงของใคร  

  

             “แสดงว่านอนเตียงเดียวกันกับขุนศึกทั้งคืนเลยงั้นสิ” 

  

             หากเป็นอย่างที่ใจคิดนั่นหมายถึงเราสองคนได้นอนร่วมเตียงกันเป็นครั้งแรกหลังจากหมั้นหมายกันมาหลายเดือนในฐานะสามีภรรยา…แล้วมันเป็นเพราะสาเหตุใดที่ทำให้ผมยอมจำนนต่อสายตาคู่นั้น สายตาที่สามารถสั่งให้ผมยอมนั่งนิ่งเฉยและตอบรับอารมณ์ความต้องการของขุนศึกอย่างไม่มีข้อกังขา  

  

           ความรู้สึกนี้มันคืออะไร… 

  

             เปลือกตาทั้งสองข้างเลือกที่จะปิดลงอีกครั้งเพื่อสลัดความรู้สึกที่ไม่ชัดเจนนี้ออกไปจากหัว ยิ่งคิดผมยิ่งไม่เข้าใจกับการกระทำระหว่างเราสองคน การอยู่ร่วมชายคาในบ้านหลังนี้แน่นอนว่าไม่มีวันไหนที่เราทั้งคู่จะไม่เปิดสงคราม… แล้วเมื่อคืนล่ะ…การกระทำของขุนศึกที่สื่อออกมาจนผมไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้นั้นมันหมายความว่าอย่างไร  

  

             ขุนศึกกำลังเล่นแง่อะไรกับผมอยู่… 

  

             ผมนอนมองเพดานด้วยสายตาที่ครุ่นคิดสักพักใหญ่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผมตื่นจากภวังค์แล้วรีบกระชับผ้าแน่นเพราะตอนนี้ตัวผมที่อยู่ภายใต้ผ้านวมผืนใหญ่ไร้สิ่งปกปิด หากจะลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ก็คงจะไม่ทันกาล สายตาผมล่อกแล่กขึ้นมาทันทีเมื่อในหัวฉุกคิดขึ้นว่าหากเป็นเจ้าของห้องปรากฏตัวผมจะทำสีหน้าอย่างไร 

  

             “คุณคับฟ้าคะหวานเองค่ะ ขออนุญาตเข้าห้องนะคะ” 

  

             เมื่อเสียงหลังประตูพูดขึ้นความโล่งอกถึงกับถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ ผมโล่งอกที่ไม่ใช่เจ้าของห้องอย่างที่ใจคิดประตูห้องสีขาวที่ดูจงใจตัดกับสีห้องถูกง้างและเปิดออก สมาชิกคนใหม่เดินตรงมายังเตียงและสิ่งที่ทำให้คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมคือชายวัยกลางคนค่อนไปทางหนุ่มใหญ่เดินตามหลังพี่หวานแม่บ้านคนสนิทของผมมานั้นคือใคร 

  

             “อรุณสวัสดิ์ยามเช้าค่ะ หวานยกโจ๊กร้อน ๆ กับน้ำสมุนไพรมาให้คุณคับฟ้านะคะแล้วนี่ก็คืออาหมอที่จะมาตรวจไข้ให้คุณคับฟ้าเช้านี้ค่ะ” 

  

             ถาดอาหารถูกวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงโดยมีสายตาผมจ้องมองทุกการกระทำของพี่หวาน ผมมองจนถาดถูกวางลงบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนสายตามองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงสะพายกระเป๋าแพทย์สนามเคลื่อนที่ส่งยิ้มมาให้อย่างใจดี ความสงสัยผุดขึ้นในหัวเมื่อหมอเข้าตรวจผมถึงบนห้องเพราะในเมื่อผมปรกติดีทุกอย่างไม่ได้มีไข้หรือไม่สบายแต่อย่างใดมีเพียงความเจ็บแปลบด้านหลังเพียงเท่านั้น แต่ทำไมสามีจอมปลอมอย่างขุนศึกถึงกับต้องเรียกหมอมาดูอาการผมด้วย… 

  

             “สวัสดีหนูชื่อคับฟ้าใช่ไหม เห็นแต่คนเขาพูดกัน…อามาเห็นตัวจริงสวยกว่าที่เขาพูดกันอีกนะ” 

  

             “อะ เอ่อ…” 

  

             ผมที่ยังงง ๆ กับอาหมอตรงหน้าเพราะไม่รู้ว่าเป็นใครทำไมถึงรู้จักผมได้และคำพูดประโยคแรกของอาหมอที่ยืนพูดอยู่ข้างเตียงทำเอาพี่หวานถึงกับหลุดขำให้กับประโยคที่มันไม่ใช่ความจริง…เพราะในเมื่อความเป็นจริงผมเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่อาหมอบอกกล่าว  

  

             “อะ เอ่อ ผมผู้ชายครับไม่ใช่ผู้หญิง” 

  

             “อะ อ้าวเหรอ…อาเห็นแวบแรกนึกว่าผู้หญิงซะอีก หน้าหวานแบบนี้ไม่คิดว่าจะเป็นผู้ชาย อาขอโทษ ๆ” 

  

             “ไม่เป็นอะไรครับ” 

  

             ผมยิ้มเจื่อน ๆ ส่งกลับไปเมื่ออาหมอทำสีหน้าตกใจเล็กน้อย จากนั้นร่างกายเปลือยเปล่าที่นอนแน่นิ่งให้อาหมอตรวจไข้อย่างไม่ขัดขืนและเหมือนอาหมอก็จะรู้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มตรวจด้วยซ้ำว่าที่โดนเรียกมาเนื่องจากสาเหตุอะไรเพราะเมื่อผ้านวมถูกเลื่อนลงทำให้อาหมอเห็นหลักฐานชัดเจนกับตา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณซอกคอรอยจ้ำแดงหลายจุดเป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายที่อ่อนเพลียของผมมันผ่านมรสุมอย่างหนักหน่วงมามากแค่ไหน  

  

             “เดี๋ยวอาจะวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนนะ อ้าปากแล้วอมปรอทวัดไข้เอาไว้ใต้ลิ้นสักพัก 

  

             ผมทำตามคำสั่งของอาหมอโดยที่มีพี่หวานคอยยืนดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด อาหมอทำหน้าที่ตรวจอย่างไม่ขาดตกบกพร่องและใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีร่างกายของผมก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระจากเครื่องไม้เครื่องมือของแพทย์ สองมือผมเลิกผ้านวมพื้นใหญ่ขึ้นอีกครั้งจนชิดใต้คางเพราะความรู้สึกอายมีอยู่ไม่น้อยที่ต้องมานอนเปลือยโชว์คนอื่นถึงแม้จะมีผ้าปกปิดไว้ก็ตามที 

  

             “ตัวเรามีอาการไข้นะคับฟ้า อาหมอแนะนำให้พักผ่อนสักสองสามวันนะครับ ส่วนบริเวณทางทวารเกิดจากการฉีกขาดอย่างรุนแรง อาหมอจะให้ยาไปกิน ส่วนยาทาให้เราทาเฉพาะบริเวณที่อักเสบ ทาเป็นประจำเช้าเย็นอีกสักประมาณไม่เกินหนึ่งอาทิตย์จะค่อย ๆ ดีขึ้น…แต่หลังจากนี้อาหมอขอแนะนำให้เราควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายดีนะบอกเจ้าขุนด้วยล่ะ” 

  

             ประโยคสุดท้ายทำเอาใบหน้าผมร้อนผ่าวเมื่อต้องนอนฟังคำแนะนำจากอาหมอ ส่วนพี่หวานก็ยิ้มกรุ้มกริ่มเอียงตัวอย่างเคอะเขินในสิ่งที่ได้ยิน ในระหว่างที่อาหมอกำลังจัดยาให้อยู่นั้นพี่หวานรีบเดินปรี่มายืนข้างเตียงและก้มลงใช้มืออังหน้าผากผมด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงจับใจ 

  

             “โธ่ คุณคับฟ้าของหวาน ไม่สบายในรอบหลายปีเลยนะคะ ครั่นเนื้อครั่นตัวหรือเปล่าคะหวานจะได้เตรียมผ้ามาเช็ดตัวให้” 

  

             “อยากนอนมากกว่า พี่หวานแค่ไปหยิบเสื้อคลุมให้ผมก็พอ” 

  

             พี่หวานพยักหน้าเป็นอันรับรู้ก่อนจะรีบเดินไปหยิบในสิ่งที่ผมต้องการและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาหมอจัดยาให้ผมเสร็จ พี่หวานวางเสื้อคลุมตัวใหญ่ของขุนศึกบนเตียงให้ก่อนที่จะพาอาหมอท่านนั้นเดินออกจากห้องไปโดยเหลือทิ้งไว้เพียงถาดโจ๊กที่เพิ่งจะทำเสร็จหมาด ๆ กับน้ำสมุนไพรตัวเดิมที่ผมต้องกินทุกวัน ถึงแม้ใจจะบอกว่ามันไร้สาระแต่ในความเป็นจริงผมก็เลือกกินเจ้ายานั่นแทนการเททิ้งอยู่ดี 

  

. 

. 

. 

. 

. 

             ขุนศึก P 

  

             “ตามที่ผู้อำนวยการธนินได้เสนอมา ผมอนุมัติโครงการนี้จบการประชุม…” 

  

             สิ้นประโยคของตัวเองผมรีบลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องประชุมไปโดยที่มีผู้บริหารนับสิบรีบลุกขึ้นอย่างกุลีกุจอ ถึงแม้จะเป็นการประชุมในวาระเร่งด่วนจนทำให้ผมต้องรีบบึ่งจากบ้านมาที่บริษัทตั้งแต่เช้า หากทว่ามานั่งฟังใจความสำคัญของการประชุมผมถึงกับอารมณ์เสียไม่น้อยเพราะเรื่องแค่นี้ปล่อยให้ไอ้ธนินมันจัดการก็สิ้นเรื่องไม่จำเป็นต้องถึงมือผมให้มันยุ่งยาก 

  

             “ตอนเที่ยงท่านประธานมีนัดทานข้าวกับบอร์ดบริหารของบริษัทในเครือที่โรงแรมไพรส์ค่ะ จากนั้นจะเป็นการนัดพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดในเรื่องการลงทุน…” 

  

             “ยกเลิกให้หมด” 

  

             ในขณะที่สองเท้าของตัวเองเดินมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ด้วยสีหน้าหงุดหงิดเพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่มีแม้แต่จะฟังตารางงานของตัวเองจากปากของเลขาคนสวยที่กำลังเดินไปพูดไปอยู่ด้านหลัง เมื่อตัวผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูลิฟต์ศิลป์ได้เดินขึ้นมาทำหน้าที่กดปุ่มให้อย่างรู้งานด้วยความว่องไว 

  

             “คะ?...” 

  

             “ฉันบอกให้เธอยกเลิกทั้งหมดแล้วเลื่อนนัดไปวันอื่น” 

  

             ผมกอดอกยืนรอลิฟต์เลื่อนขึ้นจากชั้นหนึ่งมายังชั้นสิบสองโดยที่ริมฝีปากยังเอ่ยกับเลขาของตัวเองเสียงเรียบ ในระหว่างที่ยืนรอแขนขวาของผมก็ยกนาฬิกาเรือนแพงขึ้นมาดูเป็นระยะ เพราะจิตใจผมตอนนี้มันดันอยู่บ้านแล้วเป็นที่เรียบร้อย 

  

             “แต่ท่านประธานคะ…” 

  

             “ฉันบอกว่าให้ยกเลิกไปทั้งหมดฟังไม่เข้าใจหรือไงลลิน หรือไม่ก็เลื่อนนัดไปวันอื่นแต่ถ้ามันเลื่อนไม่ได้เธอก็เดินกลับไปหาผู้อำนวยการธนินแล้วบอกไปซะว่าให้ไปแทนฉัน เรื่องง่าย ๆ ขั้นพื้นฐานที่เลขาต้องรู้แต่ทำไมเธอต้องรอให้ฉันบอก!” 

  

             ผมเอี้ยวคอเพียงเสี้ยวหน้าให้กับเลขาตัวเองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดขั้นสุด ความหงุดหงิดที่มีตั้งแต่เช้ามันยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อผมต้องมาเจอกับเลขาที่บอกครั้งเดียวแต่ยังจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมสื่อ ราวกับพูดหูซ้ายทะลุไปหูขวาแล้วมันจะไม่ให้ผมโมโหได้อย่างไรกัน 

  

             “รับทราบค่ะท่านประธาน ลลินจะจัดการให้อย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลยค่ะ” 

  

             ผมยกแขนซ้ายแล้วสะบัดมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้เลขาตัวเองออกไปจากตรงนี้ก่อนที่อารมณ์หงุดหงิดของผมจะเริ่มปะทุขึ้นมาใหม่ ประจวบเหมาะในจังหวะเดียวกันกับประตูลิฟต์ถูกเปิดออก ร่างกายของผมจึงรีบย่างเท้าเข้ามายืนหน้านิ่งโดยมีลูกน้องเดินตามเข้ามาติด ๆ   

  

             “อาหมอว่ายังไงบ้าง” 

  

             สายตาผมคอยมองตัวเลขบนลิฟต์เลื่อนลงอย่างไม่วางตา บรรยากาศภายในอึมครึมจนผมต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามศิลป์เรื่องของคับฟ้าด้วยความใคร่รู้ ส่วนเมื่อเช้าผมเป็นคนสั่งให้เจ้าศิลป์โทรเรียกอาหมอไปดูอาการของคับฟ้าเพราะตอนที่ตื่นขึ้นมาผมเช็กอาการเบื้องต้นของร่างบางที่นอนหลับตาพริ้มจึงสังเกตได้ว่าคับฟ้านั้นตัวรุม ๆ เหมือนจะมีไข้ ผมจึงบอกให้ศิลป์จัดการโทรหาอาหมอก่อนที่ตัวเองจะรีบบึ่งเข้าบริษัท 

  

             “คุณคับฟ้ามีอาการไข้เล็กน้อยครับ หมอให้ยาตามอาการอีกสักสองสามอาการไข้จะดีขึ้นครับ แต่…” 

  

             ผมยืนกอดอกฟังลูกน้องตัวเองรายงานอยู่เงียบ ๆ และอาการของคับฟ้าเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด แต่ก่อนที่ศิลป์จะรายงานต่อประตูลิฟต์ก็เปิดออกจึงทำให้ผมยกมือส่งสัญญาณเพื่อบอกให้หยุดพูดและเดินออกไปโดยมีพนักงานยืนทักทายผมตลอดทาง 

  

             “สวัสดีค่ะท่านประธาน/สวัสดีครับท่านประธาน” 

  

             ผมพยักหน้าตอบกลับเพื่อเป็นการทักทายก่อนจะเดินตรงออกไปจากตัวตึกโดยมีรถสีดำเคลื่อนตัวมาจอดเทียบอยู่ด้านหน้าเพื่อรอรับผม ประตูรถราคาหลายสิบล้านถูกเปิดออกผมพาร่างตัวเองขึ้นไปนั่งด้านในทันที ข้อมือขวาถูกยกขึ้นดูเวลาอีกครั้งเพราะความใจร้อนที่ผิดปรกติอย่างที่ไม่เคยเป็น ความต้องการผมตอนนี้อยากจะให้เจ้าศิลป์ขับรถไปจอดเทียบหน้าบ้านเลยเสียด้วยซ้ำ  

  

             “อาหมอบอกว่ายังไงอีก พูดให้ฉันฟังต่อ” 

  

             ผมปรับท่านั่งเป็นไขว่ห้าง มือซ้ายยกขึ้นคลายเนกไทเพื่อระบายความอึดอัดจากชุดสูทส่วนแขนขวายกขึ้นพาดไปวางบนขอบประตู ใบหน้าหันออกไปด้านนอกหน้าต่างพร้อมกับตั้งใจฟังอาการของคับฟ้าอีกครั้งจากลูกน้องคนสนิท 

  

             “หมอให้ยาตามอาการคุณคับฟ้าเรียบร้อยครับ แต่หมอแนะนำมาว่าให้คุณคับฟ้างดการมีเพศสัมพันธ์ไปสักระยะเพื่อให้แผลไม่ฉีกขาดไปมากกว่าเดิมครับท่านประธาน” 

  

             สายตาผมตวัดขึ้นมองเบาะคนขับทันทีเมื่อประโยคที่ลูกน้องอย่างเจ้าศิลป์พูดมันดูจะไม่เข้าหูผมเสียเท่าไหร่…ให้งดมีเพศสัมพันธ์สักพักอย่างนั้นหรือ คิ้วผมขมวดเข้าหากันในขณะที่มือก็ต่อสายหาอาหมอที่เมื่อเช้ารับหน้าที่เดินทางไปตรวจอาการให้กับภรรยาของผม ถือสายรอไม่นานนักปลายสายจากอาก็กดรับพร้อมกรอกเสียงใส่อย่างอารมณ์ดี 

  

           ‘ไงเจ้าหลานรัก…โทรมาหาอาก่อนในรอบหลายเดือนเลยนะ ถ้าไม่มีธุระด่วนคงไม่โทรมาหาอาคนนี้ใช่ไหม’ 

  

             อาชรันเป็นญาติห่าง ๆ ทางฝั่งของป๊าและมีศักดิ์เป็นแพทย์ประจำวงศ์ตระกูลตั้งแต่ผมยังไม่เกิดออกมาลืมตาดูโลก ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างอาหมอกับบ้านผมค่อนข้างที่จะสนิทกันมาก  

  

             ‘ที่อาหมอบอกงดมีเพศสัมพันธ์หมายความว่ายังไงครับ ห้ามกี่วันแล้ววันไหนถึงมีได้’ 

  

             ผมถามออกไปอย่างตรงประเด็นไม่อ้อมค้อมให้มากความด้วยน้ำเสียงค่อนข้างขุ่นเคืองในใจไม่น้อยและไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ปลายสายได้ให้คำแนะนำไว้ เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากฝั่งอาหมอเมื่อได้ยินใจความสำคัญที่ผมต่อสายตรงมาหา สีหน้าที่เคร่งเครียดไม่มีแม้แต่แววล้อเล่นเพราะหากผมโดนห้ามแตะเนื้อต้องตัวภรรยาตัวเองเป็นเดือน ๆ คนอย่างผมจะไม่ทรมานตายหรืออย่างไรกัน 

  

             ‘โทรหาอาเพื่อถามแค่เรื่องนี้หรือไง ความคิดถึงอาคนนี้ไม่มีเลยใช่ไหมไอ้หลานคนนี้’ 

  

             เสียงพูดตอบกลับด้วยอารมณ์ขบขัน แต่สำหรับผมตอนนี้ไม่เป็นอย่างที่อาหมอรู้สึกแม้แต่น้อยเพราะสีหน้าที่ดูจะเป็นกังวลใจของตัวเองฉายแววเครียดขึ้นยิ่งกว่าประชุมอนุมัติโครงการเงินหลายร้อยล้านเป็นไหน ๆ  

  

             งดมีเพศสัมพันธ์ช่างเป็นประโยคเดียวที่เหมือนฆ่าผมทางอ้อม… 

  

             ฆ่าผมให้ตายเสียจะดีกว่า... 

  

             ‘อ้าว ๆ อาไม่แกล้งแล้ว…อาให้งดสักอาทิตย์เป็นอย่างต่ำแต่ถ้าทายากินยาตามที่บอกก็จะหายเร็ว’ 

  

             เมื่อได้ยินคำแนะนำจากปากของอาหมอด้วยตัวเองก็ยิ่งหงุดหงิด เพียงแค่เห็นหน้าสวย ๆ ของภรรยาตัวผมก็แทบจะหักห้ามใจตัวเองไม่อยู่ ผมยอมรับว่าเมื่อคืนร่างบางทำให้อารมณ์ความต้องการของผมกลับมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมห่างหายอารมณ์ร่วมเซ็กซ์กับใครสักคนอย่างเต็มร้อยมานานมาก นานเสียจนลืมว่าการร่วมหลับนอนกับใครสักคนด้วยความสุขมันเป็นอย่างไร แน่นอนว่าตัวของคับฟ้าเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ให้ผมได้ดีแต่ยังไม่ทันที่จะดื่มด่ำให้หนำใจเหตุการณ์แบบนี้ดันมาเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น  

  

             ‘อาหมายความว่าควรงดใช่ไหมครับ’ 

  

             ความคิดแวบแรกผุดขึ้นมาในหัว สายตาที่หมดหวังตอนแรกกลับมาฉายแววเป็นประกายขึ้นอีกครั้ง สีหน้าที่ดูจะเป็นกังวลใจเริ่มระบายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อสิ่งที่ตัวเองคิดมันช่างฉลาดและแหลมคมเสียจริง  

  

             ‘ใช่แล้ว ควรงดสักระยะให้แผลมันสมานเข้าหากันก่อน’ 

  

           ‘โอเคครับถ้าว่าง ๆ เดี๋ยวผมจะพาป๊าเข้าไปหา’ 

  

             บทสนทนาดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่งก่อนที่ปลายสายฝั่งอาหมอจะเป็นฝ่ายตัดทิ้งไปเสียเอง ผมกำเครื่องมือสื่อสารราคาแพงหมุนเล่นบนตักด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจที่ตัวเองดันคิดได้ถึงขนาดนี้เพราะสิ่งที่อาหมอบอกนั้นมันเป็นเพียงข้อแนะนำเท่านั้น ไม่มีคำพูดไหนที่บอกออกมาว่าห้ามเสียหน่อยเพียงแค่ปรับมาคิดในอีกมุมอารมณ์ที่หงุดหงิดก่อนหน้าก็เริ่มจะละลายหายไปในชั่วพริบตา 

  

             “รีบขับหน่อยศิลป์ ฉันจะกลับไปทำกับข้าวให้เมียกิน” 

  

             “ครับท่านประธาน” 

  

             ฝ่ายสารถีลอบมองผู้เป็นนายผ่านกระจกหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ตนที่เข้ามาทำงานอยู่เคียงข้างนายนานนับหลายปีไม่เคยเห็นทายาทของตระกูลศิริเจริญสกุลระบายยิ้มโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้มาก่อน ถึงแม้นายตนจะใจร้อนปากไม่ตรงกับใจก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ครั้งนี้ตนกลับมองว่านายหญิงที่เป็นเมียอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเริ่มจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของท่านประธานเคเอสกรุ๊ปหรือเฮียใหญ่แห่งตระกูลศิริเจริญสกุลเข้าเสียแล้ว 

. 

. 

. 

. 

. 

              

             “โอ๊ย! ซี้ด!” 

  

             เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บเมื่อนิ้วมือทาบลงบริเวณช่องทางด้านหลังจนนับครั้งไม่ถ้วน ผมนั่งทำใจอยู่บนชักโครกในห้องน้ำครู่ใหญ่พร้อมกับท่อนล่างที่เปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ สองขาแยกออกกว้างเพื่อหวังจะก้มหัวทายาได้ถนัดแต่ก้มลงป้ายยาครั้งแล้วครั้งเล่ามันก็ยังไม่สัมฤทธิผล เพราะความเจ็บมันทำให้ผมกลัวเสียจนไม่กล้าเอานิ้วแตะลงบนรูสวาทของตัวเอง  

  

             “อ๊ะ! เจ็บขนาดนี้ไม่ทาแล้วก็ได้วะเดี๋ยวก็หายเอง!” 

  

             ด้วยความโมโหให้ตัวเองจึงวางหลอดยาไว้บนอ่างล้างหน้าแล้วก้มลงจับขอบกางเกงวอร์มขึ้นมาสวมใส่ แต่ในจังหวะที่ผมกำลังถกกางเกงขึ้น บานประตูห้องน้ำก็ถูกง้างออกด้วยแรงมหาศาลจากบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญและเมื่อเงยหน้าขึ้นมองหวังจะโวยวายก็ถึงกับทำตัวแข็งทื่อไปไหนต่อไม่ถูก  

  

             ขุนศึก… 

  

             “ขะ เข้ามาในห้องคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง!” 

  

             อาการลนลานแสดงออกมาอย่างชัดเจน โดยมีร่างสูงของขุนศึกยืนกอดอกมองการกระทำด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เมื่อผมใส่กางเกงเสร็จเรียบร้อยจึงลุกออกจากชักโครกแล้วหันไปจับขอบอ่างล้างหน้าเพื่อประคองให้ตัวเองเดินออกไปได้สะดวก การที่ผมจับขอบอ่างไว้อย่างนี้มันช่วยบรรเทาอาการเสียดสีบริเวณด้านหลังให้ทุเลาลงได้มาก 

  

             “จะไปไหน ทายาเสร็จแล้วหรือไง” 

  

             ในจังหวะที่ตัวเองกำลังเดินผ่านร่างของขุนศึกท่อนแขนแกร่งข้างซ้ายรีบยื่นออกมาขวางไม่ให้ผมเดินผ่าน แต่ไม่นานแขนที่ยื่นออกมากลับตวัดพันรอบเอวผมเสียดื้อ ๆ ผมตั้งใจจะเอี้ยวหน้าหันไปต่อว่าแต่จังหวะที่หันใบหน้าของขุนศึกได้ยื่นเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราจรดเข้าหากัน  

  

             หัวใจที่เต้นอย่างสม่ำเสมอเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ถี่ขึ้น… 

  

             สายตาคู่นั้นทำให้ผมหยุดนิ่งราวกับถูกสาป… 

  

             “หันหลังเดี๋ยวทายาให้” 

  

             รูปประโยคสุดแสนจะธรรมดาแต่สายตาคมเข้มราวกับเป็นอาวุธชั้นยอดที่สามารถสั่งการกระทำของผมได้ง่าย แต่ก่อนผมไม่เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น…ทำไมผมไม่สามารถมองนัยน์ตาของขุนศึกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป 

  

             แค่ผ่านกิจกรรมรักมาเมื่อคืนความรู้สึกผมเปลี่ยนไปไวขนาดนี้เชียว… 

  

           มึงเป็นอะไรของมึงคับฟ้า… 

  

             “ทาแล้ว ปล่อย…” 

  

             เสียงเบาหวิวตอบกลับไปแต่เหมือนเจ้าตัวจะรับรู้ได้ว่าผมกำลังโกหกคำโต ท่อนแขนที่ใช้โอบเอวผมจึงค่อย ๆ จับพลิกตัวหันหน้าไปทางกระจกบานใหญ่ ผมดิ้นขัดขืนทันทีแต่สายตาดุดันที่สะท้อนผ่านกระจกกลับมานั้นบอกผมกลาย ๆ ว่าให้นิ่งอย่าขัดขืน แน่นอนว่าความเจ็บที่มีทำให้ผมไม่สามารถต่อต้านได้จึงจำเป็นต้องจำยอมไปโดยปริยาย 

  

              สองแขนผมวางระนาบไปกับอ่างกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาว สองมือกำหมัดแน่นเข้าหากันเมื่อกางเกงถูกถอดลงไปกองบนพื้น ฝ่ามือหยาบกร้านของคนด้านหลังจับยึดเข้าที่สะโพกแล้วบังคับให้ผมแอ่นก้นจนตัวผมโน้มไปข้างหน้าเพื่อที่จะให้เห็นบริเวณแผลฉีกขาดได้ชัดเจน 

  

             “หยิบยาให้หน่อย กูเอื้อมไม่ถึง” 

  

             หลอดยาที่ถูกวางอยู่ข้างแขนของตัวเองถูกมือซ้ายเอื้อมไปหยิบขึ้นมาและทำการยื่นส่งให้ขุนศึกด้านหลัง แต่จังหวะที่ยื่นนั้นปลายนิ้วดันสัมผัสกับฝ่ามือใหญ่และมันทำให้ร่างกายผมขนลุกซู่ 

  

             “ก้มหน้าลง เขย่งตัวแล้วแอ่นก้นขึ้น” 

  

             ขุนศึกเมื่อรับหลอดยาไปจากผมเสร็จก็ยืนกอดอกมองเรือนร่างของผมด้วยความแววตาเป็นประกาย ผมที่มองผ่านกระจกเห็นทุกอิริยาบถว่าคนด้านหลังกำลังทำสีหน้าแบบไหนและตอนนี้ขุนศึกดูจะพึงพอใจไม่น้อยเมื่อตัวผมนั้นทำตามสิ่งที่เจ้าตัวบอกอย่างไม่ขัดขืน 

  

             ร่างสูงในเสื้อสูทสีน้ำเงินย่อตัวลงนั่งยองเพื่อหวังจะทายาให้ แต่ความรู้สึกของผมกลับเก้อเขินขึ้นมาเพราะช่องสวาทเพิ่งจะผ่านมรสุมอย่างหนักหน่วงจากฝีมือบุคคลที่อยู่ด้านหลังและมันทำให้ผมกระดากอายใจไม่น้อย 

  

             “อ๊ะ!...” 

  

             หากสิ่งที่คิดไว้กลับไม่ใช่อย่างที่หวังเพราะสัมผัสแรกที่ผมได้รับคือปลายลิ้นชุ่มแฉะกำลังลากวนด้วยจังหวะที่อ่อนโยน ใบหน้าขุนศึกเลื่อนเข้ามาฝังหน้าตรงทางสวาทของผมอย่างรวดเร็วโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ยิ่งปลายลิ้นนุ่มที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายกำลังลากลิ้นเลียช่องทางรักความรู้สึกเจ็บที่มียิ่งถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวมากขึ้น แต่ความเจ็บนั้นกลับมีความเสียวเข้ามาแทรกเป็นระยะ ๆ  

  

             “อ่าห์ ขะ ขุนศึกหยุดเดี๋ยวนี้! อื้อ!” 

  

             ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเพราะร่างสูงไม่แม้แต่จะฟังผมร้องห้ามสักนิด กลับยกสองเลื่อนเข้ามาจับเนื้อบั้นท้ายผมแหวกออกเพื่อให้รูด้านหลังกว้างขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ ปลายลิ้นนุ่มคอยเลียบริเวณนั้นและเริ่มสลับลากมาฝังเขี้ยวบริเวณแก้มก้นของผมทั้งสองข้างจนตัวผมถึงกับสะดุ้งโหยง 

  

             “อ๊ะ! ถะ ถ้าไม่ทาก็ปล่อย!” 

  

             “กำลังทาให้อยู่นี่ไง แต่ขั้นตอนของกูมันต้องฆ่าเชื้อก่อนค่อยลงยา” 

  

             เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเมื่อเจ้าตัวลิ้มลองช่องสวาทของผมจนพอใจ ยาที่ถูกปายลงบนนิ้วของขุนศึกสุดท้ายก็ถูกทาให้อย่างเบามือ ในขณะที่ผมนั้นตัวก็เกร็งด้วยความเจ็บตลอดจนต้องกัดริมฝีปากเพื่อบรรเทาความเจ็บที่เจอ  

  

             “เสร็จแล้ว” 

  

             ตัวผมสะดุ้งอีกครั้งเมื่อขุนศึกที่ทายาเสร็จก็ไม่วายเลื่อนริมฝีปากตัวเองมาประทับจูบบริเวณแก้มก้นด้านขวาผมอย่างหน้าตาเฉย ใบหน้าเกิดอาการร้อนผ่าวจนมันเป็นสีแดงระเรื่อและไม่กล้าที่จะเงยขึ้นสบตากับเจ้าของรอยจูบเมื่อครู่ 

  

             เขิน…. 

  

           การกระทำเมื่อครู่มันทำผมเขิน… 

  

             “เสร็จแล้วก็ลงไปกินข้าว” 

  

             กางเกงวอร์มถูกเลิกขึ้นสวมใส่โดยมีสายตาอันแหลมคมตรงหน้ามองอย่างไม่วางตา ผมหลุบตาต่ำมองพื้นด้วยอาการที่ไม่ค่อยจะกล้าสู้หน้าขุนศึกสักเท่าไหร่ ได้แต่พยักหน้าส่ง ๆ อย่างรับรู้แล้วเดินเบี่ยงไปอีกทางเพื่อที่จะให้ตัวเองหลุดพ้นสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ร่างทั้งร่างถูกช้อนขึ้นด้วยท่อนแขนหนาทำให้ผมต้องรีบคว้าต้นคอขุนศึกมาโอบไว้เป็นหลักยึดเพราะกลัวว่าตัวเองจะตกลงพื้น  

  

             ผมช้อนสายตาขึ้นมองขุนศึกอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยอาการประหม่า ขุนศึกที่กำลังอุ้มผมในท่าเจ้าสาวก็ไล่สำรวจใบหน้าผมอย่างตั้งใจ ส่วนผมก็ละสายตาจากริมฝีปากคู่ตรงหน้านี้ไม่ได้และไหนจะประโยคที่ถูกเอ่ยขึ้นตามหลังมันยิ่งทำให้ใจเต้นผิดแปลกจังหวะไปหลายขุม 

  

           “อยู่บ้านห้ามเดินเดี๋ยวอุ้มเอง กูไม่อยากลงแดงตายเพราะขาดเซ็กซ์กับเมีย” 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว