ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2-1 ชั่วครู่ชั่วครั้งก็ความสุข (1/2)

ชื่อตอน : บทที่ 2-1 ชั่วครู่ชั่วครั้งก็ความสุข (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 178

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2564 19:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2-1 ชั่วครู่ชั่วครั้งก็ความสุข (1/2)
แบบอักษร

"ข้าแอบลักมา จะใช้ขัดตีนก็เอาไปเสีย" นางเหลียวหลังระแวดระวังว่ามีใครแอบมองอยู่หรือไม่ 

ลำเจียกที่เพิ่งตากผ้าไตรเสร็จ เดินตรงมาที่ทั้งสองยึดถ้วยไปเอง "ป้าเมี้ยน ประเดี๋ยวอีพุดซ้อนมาเห็นเข้าก็เป็นเรื่องใหญ่กันพอดี" 

"มันยังไม่มาดอก กว่าจะเลือกผ้าของแขกมัวร์เสร็จก็ตะวันลับฟ้านู้น" 

"แขกมัวร์มารึ" ลำเจียกแกล้งชะแง้มองแล้วพูดด้วยเสียงแจ่มใสผิดปกติ "ข้ากำลังอยากได้สไบผืนใหม่พอดีเลย บุญตาเอ็งไปเลือกผ้าเป็นเพื่อนข้าหน่อยซี่" บอกแล้วฉุดเพื่อนที่นั่งอยู่ขึ้นจากพื้น 

"อีลำเจียกไหนเอ็งบอกอยากประหยัดเงินไว้ซื้อยาให้แม่" 

เจ้าของชื่อหันไปถลึงตาใส่แม่ครัวปากเปราะ 

ป้าเมี้ยนรีบกลับคำ "โบราณท่านว่าไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง ห่มสไบผืนใหม่จะได้เรียกแขกได้" นางรับถ้วยในมือลำเจียกไว้ "ไปเถอะ พวกเอ็งไปดูผ้ากัน ข้าจะไปหาฟืนต่อ" 

สุดท้ายนิทราก็ถูกเพื่อนจับจูงมาทางด้านในซ่อง โดยมีพวกนางคณิกากำลังเลือกซื้อที่แขกมัวร์นำมากองเรียงกันอย่างมีความสุข 

ลำเจียกแทรกตัวไปหยิบผ้าแพรลายดอกเทียนสีหงสบาทมาดู "เอ็งว่าผืนนี้สวยไหม" 

"ผืนนั้นข้าเลือกแล้ว" พุดซ้อนแย่งจากมือลำเจียกไปพาดที่บ่าตนเอง 

"อีนี่! " ลำเจียกจิ๊ปากค้อนคนแย่ง หยิบผ้าสีเสนกับสีแดงสดที่ไม่มีใครจับขึ้นมาแทน "สองผืนนี้เล่า" เธอเทียบผ้ากับตัวเองแล้วเปรยขึ้นเบาๆ "ข้าตัวดำสีพวกนี้คงไม่เหมาะ ประเดี๋ยวใครจะว่าเป็นอีกาคาบพริกได้" 

นิทรายิ้มบางๆ ขึ้น "ไร้สาระน่า คนสวยถึงจะดำใส่สีไหนก็สวย" 

"ข้ารู้ตัวว่าไม่สวย" 

"วู้ ความงามมันมาจากอินเนอร์ข้างใน ถ้าเธอคิดว่าตัวเองสวยมันก็จะสวยขึ้นเอง ใส่อะไรก็สวย" 

"ฮะ!? ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้" สีหน้าลำเจียกดูประหลาดใจ 

"แต่ฉันว่านะ..." นิทราจับคางตัวเองมองเพื่อนตรงหน้าอย่างพิจารณา "ถ้าเลือกทั้งสีสไบกับสีผ้านุ่งให้อยู่ในโทนเดียวกัน น่าจะดูสบายตากว่า..." บอกแล้วก็หยิบผ้าสไบสีนวลจันทร์กับผ้านุ่งสีเหลืองดินมาวางเทียบกัน 

"งามไปอีกแบบ" ลำเจียกพยักหน้าเห็นด้วย 

นิทราหยิบสไบสีลูกหว้ากับผ้านุ่งสีครามมาวางต่อกัน "หรือว่าจะเป็นแบบนี้ก็ได้" 

นางคณิกาที่เลือกผ้าต่างเมียงมอง คิดตรงกันว่าสีสไบกับผ้านุ่งที่หญิงสาวเลือกดูสวยน่ามอง แม้แต่แขกมัวร์ก็จ้องมองผ้าที่เธอเลือกอย่างอัศจรรย์ใจ 

"บ้านนอก!! ชาววังเขาไม่ใส่กันเยี่ยงนั้นดอก" พุดซ้อนที่แอบฟังอยู่พูดขึ้นลอยๆ "อย่างวันอาทิตย์เยี่ยงนี้ก็ควรนุ่งผ้าสีลิ้นจี่ ห่มผ้าสีโศก" 

"สีลิ้นจี่? สีโศก? " 

แขกขายผ้าหยิบผ้าสีแดงเลือดนกกับผ้าสีเขียวอ่อนออกมาจากกองยื่นให้หญิงสาวดู 

"อื้อหือ ติดไฟวิบวับหน่อย ใส่ขึ้นเวทีประกวดงานแฟนซีคริสต์มาสได้เลยอะ" นิทรานิ่วหน้า 

"ต้องแต่งกายตามสีประจำวัน เทวดาจะได้คุ้มครองรักษา โง่แล้วอวดฉลาด! " คณิกาคนสวยส่งสายตาดูแคลนไปทางบุญตา [1]  

"เป็นความเชื่อเหรอ" หญิงสาวกระซิบถาม 

"ใช่ แต่ข้าชอบแบบที่เอ็งเลือกให้นี่ล่ะ แต่ก็มิใคร่จะอยากใส่พวกสีสดจัดนัก" ลำเจียกยิ้มหยิบสไบสีนวลจันทร์กับผ้านุ่งสีเหลืองดินที่เพื่อนเลือกไว้ "เอาสองผืนนี้จ้ะ" 

"ขอบใจจ้า" แขกมัวร์ยิ้มแป้น 

นวลจับๆ จ้องๆ ผ้าในกองอยู่นานสองนาน ฉวยสไบสีลูกหว้ากับผ้านุ่งสีครามที่นิทราเลือกไว้ขึ้นมอง บอกด้วยเสียงเบาไม่มั่นใจ "ฉันเอาสองผืนนี้จ้ะ" 

"อีนวลซื้อผ้า วันนี้ฝนท่าจะตกห่าใหญ่" พุดซ้อนบอกขณะที่สายตายังเลือกดูผ้าอยู่ แล้วนางโลมในโรงคณิกาก็พากันหัวเราะขัน 

แขกมัวร์ลอบมองหญิงสาวที่ช่วยจัดแจงเลือกผ้า คำนึงคิดบางสิ่งในใจ 

 

ระหว่างลำเจียกเดินนำผ้าไปเก็บที่เรือนนอน นิทราก็เปรยขึ้น "ความจริงสไบกับผ้านุ่งที่ฉันใส่ในวันประมูล สวยกว่าผ้าพวกนี้เป็นไหนๆ แขกมัวร์ไม่ยักเอามาขาย" 

"สไบกรองทองกับผ้าลายน่ะรึ" 

"ใช่มั้ง" 

สาวเสียงหวานหัวเราะหึในลำคอ "เอ็งนี่มันหัวสูงนัก ผ้าพวกนั้นหากไม่ใช่วันประมูล ก็ไม่มีใครได้ใส่ดอก มันเกินฐานะ ขืนใส่ได้ถูกตำรวจจับไปเฆี่ยนพอดี" 

"ถูกตำรวจจับเพราะใส่ผ้าพวกนั้นอะนะ" คนฟังทำหน้าเหลือเชื่อ 

"เขามิให้สามัญชนแต่งกายเทียมเจ้า" 

"เฮ้อ... ฉันอยากกลับบ้านแล้ว" นิทราตาละห้อยคิดถึงยุคสมัยที่ตัวเองจากมา ถึงจะมีความเหลื่อมล้ำในสังคมอยู่มาก แต่ไม่มีกฎยิบย่อยให้ปวดใจมากเท่านี้ 

"เอ็งมีบ้านให้กลับรึ" พูดแล้วก็เม้มปากกลัวคำพูดนี้จะทำให้อีกฝ่ายเสียใจหนักขึ้น รีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน "ว่าไปเอ็งมิได้ออกไปข้างนอกมาก็หลายวัน อยู่แต่ในซ่องอุดอู้แย่ เราไปซื้อน้ำตาลปั้นกินกันเถิด" 

นิทราลดสายตามองเท้าของตัวเอง คืนนั้นเธอทำรองเท้าขาดหายไปกลางทาง 

"เกือก? " ลำเจียกทำหน้าระอาใจ ก่อนเดินเข้าไปในเรือนนอน ชั่วอึดใจก็กลับมาพร้อมรองเท้าที่เธอเย็บให้จนเป็นปกติ "เอ้านี่! ขนาดเศร้าเอ็งยังห่วงตีน! " 

หญิงสาวละสายตาจากรองเท้าขึ้นมองคนที่ส่งมันมอบให้เธอ "เธอ เย็บให้ฉันเหรอ" 

"ขาดนิดหน่อยจะให้ทิ้งหรือไร เสียดายอัฐแย่" 

นิทรารับรองเท้าไว้อย่างตื้นตันใจ "ขอบใจนะลำเจียก..." 

"กากี่นั้ง" 

นิทราหัวเราะจนตัวโยนเมื่อได้ยินคำนั้น ความกังวลใจถูกลบเลือนไปชั่วขณะ 

"รีบไปเถิด ประเดี๋ยวฟ้าจะมืดเสียก่อน" 

หญิงสาวพยักหน้าพากันไปที่ร้านน้ำตาลปั้น ขณะเลียเจ้าลิงตัวน้อยบนก้านไม้นิทราสารภาพขึ้นเบาๆ "ถ้าในซ่องไม่มีเธอเป็นเพื่อน ฉันอาจอยากฆ่าตัวตายเหมือนบุญตาก็ได้" 

"เอ็งอย่าพูดเยี่ยงนี้อีกหนา ฆ่าตัวตายมันเป็นบาปกรรม! " ลำเจียกหยุดเลียน้ำตาลปั้นเอ็ดเพื่อนขึงขัง 

"มันก็ดีกว่าอยู่ในคนอื่นฆ่าตายไม่ใช่เหรอ" 

"คนอื่นทำร้ายเอ็ง ก็ดีกว่าเอ็งทำร้ายตัวเอง! " 

สาวย้อนยุคเถียงไม่ออก จริงดังที่ลำเจียกพูด เธอเปรยขึ้นอย่างจริงใจ "รู้ปะ เธอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันตอนนี้เลยล่ะ" 

ลำเจียกค้อนขวับ "ข้าว่าไม่ใช่ข้าดอก" 

"จริงๆ นะ" 

"น่าจะเป็นคุณหลวงผู้นั้นมากกว่า ตั้งแต่เอ็งพบท่านก็ดูไม่มีทีท่าอยากตายอีก" 

"ใคร? คุณฉายน่ะเหรอ" 

"เอ็งนี่ กล้าเรียกชื่อท่านได้เยี่ยงไร" 

"ก็ชื่อเต็มมันยาวอะ" นิทราลอยหน้าลอยตาบอก เจ้าตัวไม่อยู่ซะหน่อยทำไมต้องกลัวด้วย 

ลำเจียกหลิ่วตาหมายจะจับผิด "ตอนนอนด้วยกันท่านคงให้เอ็งเรียกชื่อสิท่า..." 

ใบหน้าขาวผ่องของคนฟังแดงระเรื่อจนกลายเป็นสีแดงก่ำ เธอกัดหัวลิงน้อยดังกรอบ 

"หรือไม่เอ็งก็คงออดอ้อนท่านว่า คุณพี่... คุณพี่เจ้าขา... หึ เอ็งนี่มันร้ายนัก" 

"หมกมุ่น! ไปอยู่กับป้าเมี้ยนเลยไป้ ฉันกับเขาเราไม่เคยมีอะไรกันย่ะ" ว่าแล้วผลักเพื่อนไปอีกทาง 

ลำเจียกปิดปากหัวเราะ "ข้าคงเชื่อดอก วันประมูลเอ็งชมท่านว่ารูปงาม หล่อเยี่ยงนั้นหล่อเยี่ยงนี้ นัยน์ตานี่เป็นประกายระยิบระยับ" 

"ฉันชมว่าเขาหล่อก็จริง แต่ไม่ชอบคนฟันดำ!! จบนะยะ!! " เธอตะเบ็งเสียงสู้ 

เพียงเท่านั้นคนฟันดำทั่วทั้งตลาดต่างก็หันควับมองเธอด้วยสายตาเครียดขึง 

"อีบุญตา..." ลำเจียกเรียกชื่อตัวปัญหาด้วยเสียงกดต่ำ เดินลิ่วกลับโรงคณิกาไม่รอคนที่ออกตัวแรงว่าไม่ชอบคนฟันดำกลางตลาด 

ไม่ชอบคนฟันดำ... 

ยอดได้ยินประโยคนั้นเต็มสองหูยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง คิดถึงฟันดำๆ ของตัวเอง ก่อนเหลือบมองแผ่นหลังด้านหน้าของผู้เป็นนายเช่นกัน 

แววตาคนเบื้องหน้าเปี่ยมไปด้วยความขุ่นเคืองใจ ขากลับหลวงวาสุเทพเล่าว่า ที่สำเพ็งลือกันว่ามีคณิกาโฉมงามป่วยไข้เพราะพิษรักจากหลวงทุกขราษฎร์ เขาจึงแวะมาสำเพ็งเพื่อแอบดูอาการเธอ ทว่ากลับมาได้ยินเธอประกาศลั่นกลางตลาดว่า ไม่ชอบคนฟันดำ... 

 

 

 

[1] เป็นการแต่งกายตามสีของเทพประจำวันในลัทธิพราหมณ์ โดยสไบและผ้านุ่งมักจะมีสีตัดกัน เรียกว่า 'การแต่งกายแบบสวัสดิรักษา' 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว