facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 44.6k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 04:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

บทที่ 13 

  

             “ป้าเพ็ญวันนี้ขอโต๊ะใหญ่นะคะ มาห้าคนเด้อ!” 

  

             “นั่งด้านในเลยอิหล่าอยากกินหยังจดไว้เลย เดี๋ยวป้าสิจัดให้แซ่บ ๆ คือเก่า!” 

  

             เสียงพูดคุยโต้ตอบกลับเป็นภาษาถิ่นระหว่างเพลนกับป้าเจ้าของร้านทำเอาผมยิ้มอย่างชอบใจ ตอนนี้ผมเดินมาหยุดอยู่ร้านอาหารอีสานร้านหนึ่ง เป็นร้านขนาดกลางเหมือนร้านอาหารตามสั่งทั่วไปและแน่นอนว่าร้านไม่มีเครื่องปรับอากาศสำหรับนั่งทาน ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทยคงจะทำให้เหงื่อไหลออกมาในระหว่างทานไม่น้อย ผมยืนมองร้านตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกตาเพราะตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยมานั่งทานร้านลักษณะนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากลองแต่ด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้างทำให้ผมไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศร้านแบบนี้ต่างหาก 

  

             “คับฟ้านั่งได้ไหม ถ้าไม่สะดวกใจผมจะพาเปลี่ยนร้าน” 

  

             ธามเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม…อีกแล้ว สีหน้าแววตาที่สื่อให้ผมได้รับรู้ว่าคนตรงหน้าใส่ใจผมอย่างสุดขีด ถึงแม้ว่าชีวิตนี้จะไม่เคยนั่งแต่ยังไงผมก็ต้องทำงานกับทุกคนในทีมอีกนาน ดังนั้นอะไรที่ไม่เคยลองผมจะคิดเสียว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ก็แล้วกัน 

  

             “ไม่เลย ผมนั่งได้เราเข้าไปด้านในกันเถอะ” 

  

             ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มให้คนข้างกาย เมื่อธามได้ยินแบบนั้นแขนข้างหนึ่งจึงผายออกให้ผมเป็นฝ่ายเดินก่อนตัวเองทำให้ผมถึงกับยิ้มขำในความมีมารยาททางสังคมของเพื่อนร่วมงานคนนี้ไม่น้อยย 

  

             “คุณคับฟ้ามานั่งตรงนี้เลยค่ะ นั่งข้างเพลนเลย” 

  

             เพลนกวักมือเรียกผมให้นั่งข้างเธอซึ่งที่นั่งของเราคือโต๊ะไม้หินอ่อน มีด้วยกันทั้งหมดสี่ด้านผมกับเพลนนั่งตัวเดียวกัน ถัดไปจะเป็นของดรันและทัตส่วนคนสุดท้ายคือธามที่นั่งตรงข้ามกับผมเพียงคนเดียวไม่มีใครร่วมแย่งพื้นที่นั่งด้วย เมื่อผมหย่อนตัวนั่งลงใบเมนูอาหารจึงถูกยื่นมาตรงหน้าด้วยฝีมือของเพลน ผมไล่สายตามองหาสิ่งที่คิดว่าตัวเองพอจะกินได้เพราะอาหารอีสานแบบนี้ผมเคยกินแต่ส้มตำไทยเท่านั้น  

  

             “คุณคับฟ้ากินน้ำตกไหมคะ น้ำตกเนื้อหรือหมูดีคะ” 

  

             ในขณะที่สายตาไล่ดูรายการอาหารด้วยความตั้งอกตั้งใจ เพลนเอี้ยวตัวมาถามผมพร้อมตั้งท่ารอจดเมนูตามที่ผมบอก สายตาทุกคนบนโต๊ะรวมไปถึงธามที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็มองมาทางผมเหมือนลุ้นว่าผมจะสั่งอะไรเป็นอย่างแรก ความรู้สึกประหม่าจากการถูกมองนั่นมีไม่น้อย หากผมจะเอ่ยออกไปว่าไม่เคยสั่งอาหารประเภทนี้มาก่อนก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นักเพราะกลัวว่าทุกคนจะรีบเปลี่ยนร้านเพราะผมเป็นแน่ ถ้าอย่างนั้นผมจะตัดสินใจบอกตามชื่ออาหารที่ตัวเองสะดุดตามากที่สุดก็แล้วกัน 

  

             “เอ่อ ส้มตำไทย น้ำตกหมู ตับหวาน แล้วก็…” 

  

             เมื่อไล่บอกเมนูที่พอจะกินได้และในจังหวะนั้นสายตาดันไปสะดุดกับภาพบนใบเมนูที่ดูจะแปลกตามากกว่าเมนูอื่น สิ่งมีชีวิตสีขาว ๆ นั่นมันคืออะไรกัน…ผมเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกและเมื่อไล่อ่านชื่อก็ถึงกับตกใจเหตุที่ผมตกใจคือเจ้าสิ่งนั้นมันสามารถกินได้ด้วยหรือ 

  

             “แล้วก็อะไรอีกดีคะ บอกเพลนมาเลยค่ะ” 

  

             เพลนที่รอจดชื่อเมนูก็เอื้อนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผมหยุดไปกลางคัน ด้วยความสงสัยผมจึงยกใบเมนูขึ้นและใช้นิ้วจิ้มไปที่รูปนั้นด้วยความอยากรู้และอยากลอง เมื่อทุกคนเห็นผมชี้เมนูก็ถึงกับยกยิ้มกันใหญ่จนผมเผลอคิดไปว่าอาหารจานนี้คนไม่นิยมกินกันหรอกหรือ 

  

             “เขาเรียกว่ายำไข่มดแดงครับคุณคับฟ้า เป็นอาหารอันโอชะโอชาของทางภาคอีสานกว่าจะได้กินต้องตามช่วงฤดูเท่านั้นนะครับแถมกิโลนึงเกือบพันเลยนะครับ” 

  

             หน้าตาผมตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินราคาของเจ้าไข่สีขาวนี้และมันก็เป็นอีกหนึ่งความรู้ใหม่ที่ทำให้ผมรู้ว่าไข่ของมดแดงมันก็ไม่ใช่ราคาถูก ๆ แถมกินได้เหมือนกัน ได้ยินอย่างนี้ผมคงต้องลิ้มลองมันเสียแล้ว 

  

             “งั้นผมลองอันนี้แล้วกันครับ ดูแปลก ๆ ดี” 

  

             “จัดไปค่ะ แล้วคนอื่น ๆ เอาอะไรบอกมาเลย เดี๋ยวเพลนจดให้เอง” 

  

             เมื่อการสั่งอาหารของผมเสร็จสิ้นลงพอดีกับจังหวะที่ตัวของธามลุกขึ้นยืน ใบหน้าของคนตรงหน้ายกมือทำสัญญาลักษณ์บอกเป็นกลาย ๆ ว่าเดี๋ยวมา ผมก็ได้แต่พยักหน้าตอบกลับจนสายตาผมทอดมองแผ่นหลังของธามหายออกไปจากตัวร้านแล้วหันกลับมาให้ความสนใจเสียงพูดคุยถกเถียงกันเรื่องอาหารระหว่างสามคนบนโต๊ะหินอ่อนนี้แทน 

  

             “อ่อมเนื้อเปื่อยด้วยนะให้คุณคับฟ้าชิม เมนูเด็ดของร้านเลยครับผมรับประกันได้” 

  

             ทัตถึงกับยกนิ้วโป้งขึ้นมาให้ผมทั้งสองข้างถ้าหากคุณทัตยกมาให้ขนาดนี้คงจะเป็นจริงอย่างที่บอกแล้วละ ผมยิ้มและขำออกมาเล็กน้อยเหมือนเห็นพี่น้องสามคนกำลังชุลมุนแย่งสั่งอาหารกันอย่างเมามัน นี่ขนาดวันแรกของการทำงานผมก็เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของแต่ละคนได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเพลนที่ดูท่าทางจะอายุเท่ากันกับผมและเหมือนจะเป็นน้องสาวสุดที่รักของบรรดาพี่ใหญ่ในทีมอีกต่างหาก  

  

             “ป้าเพ็ญเสร็จแล้วเด้อ! ฟ่าว ๆ แหน่ล่ะหมู่เพลนหิวข้าวแล้วจ้า ขอแซ่บ ๆ เด้อ!”  

  

             “จัดไปอิหล่า! จ๊วดดด!” 

  

             สากใหญ่ยาวของป้าร้านส้มตำยกชูขึ้นแล้วพูดภาษาท้องถิ่นตอบกลับทำเอาผมหลุดขำพรืดด้วยความเอ็นดูในความเอนเตอร์เทนของป้า ในระหว่างที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นตาเสียงโทรศัพท์ก็สั่นขึ้นดังบนโต๊ะหินอ่อน สายตาผมเหล่มองว่าใครกันที่โทรเข้ามาเวลานี้เพราะปรกติถ้าเป็นเพื่อนผมพวกมันจะแชทมาเสียมากกว่าโทร เมื่อสายตาก้มลงมองไปยังชื่อของสายเรียกเข้าก็ถึงกับรีบจับโทรศัพท์ตัวเองคว่ำลงโต๊ะอย่างไม่สนใจที่จะกดรับเพราะถ้ารับคนปลายสายจะต้องก่อกวนให้ผมไม่มากก็น้อยแน่ ๆ  

  

             “มาแล้วครับผม น้ำอัดลมเย็น ๆ ชื่นใจเหมาะแก่การคลายร้อนได้ดี” 

  

             ร่างชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มเป็นอาวุธเดินถือแก้วน้ำตรงมาที่โต๊ะเต็มไม้เต็มมือจนเกือบจะหกราดไปกับพื้น น้ำอัดลมหลากสีถูกแจกจ่ายให้ทุกคนแต่มีอยู่แก้วหนึ่งที่ดูจะแปลกตาไปจากแก้วอื่น ธามวางแก้วนั้นไว้ตรงหน้าผมและส่งยิ้มมาให้เหมือนทุกครั้ง ผมมองแก้วน้ำปั่นสลับกับร่างสูงตรงหน้าที่ดูจะเทคแคร์จนผมรู้สึกเกรงใจ 

  

             “น้ำแตงโมปั่นเผื่อคับฟ้าจะชอบ” 

  

             “แค่ก ๆๆ!” 

  

             เพลนเกิดอาการสำลักน้ำขึ้นมาทำให้ผมใช้จังหวะนี้หันไปหยิบทิชชูให้เพื่อต้องการหลบสายตาคู่นั้น สายตาแฝงไปด้วยรอยยิ้มละมุนอย่างอบอุ่นถูกส่งมาให้และก่อนที่ความคิดบ้าบอของตัวเองจะเตลิดไปไกลเมนูอาหารมากมายที่สั่งเมื่อครู่ถูกพนักงานยกมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ  

  

             “และนี่คือไข่มดแดงอาหารชั้นเลิศของทางภาคอีสานบ้านเฮา! เชิญคุณคับฟ้าลองชิมได้เลยครับ” 

  

             ดรันเลื่อนจานที่เรียกว่าไข่มดแดงมาตรงหน้าผมและลักษณะหน้าตาดูท่าทางเหมือนจะไม่น่ากินเอาเสียเลย ผมทำใจอยู่สักพักก่อนจะคว้าช้อนเอื้อมไปตักขึ้นมาเข้าปากโดยมีสายตาสามคู่มองมาที่ผมด้วยหน้าตาลุ้นว่าผมจะกลืนหรือจะคายทิ้ง เม็ดของไข่มดแดงเมื่อถูกฟันกัดลงทำให้ความรู้สึกเหมือนมีเม็ดเล็ก ๆ แตกในปากส่วนเรื่องรสชาติที่ดูจะแปลกประหลาดในตอนแรกแต่พอเคี้ยวไปนาน ๆ กลับอร่อยอย่างคาดไม่ถึง 

  

             “เป็นยังไงบ้างคะคุณคับฟ้า” 

  

             เพลนเอี้ยวหน้าถามผมด้วยน้ำเสียงลุ้นไม่น้อย ผมมองหน้าทุกคนพร้อมกับเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากกลืนลงท้อง ไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ ออกจากริมฝีปากแต่ผมกลับเลือกคว้าช้อนขึ้นตักเจ้าสิ่งนั้นอีกครั้งทำเอาทุกคนหัวเราะอย่างชอบพอเมื่อเห็นว่าผมเริ่มติดใจกับเมนูนี้เข้าให้  

  

             “เป็นยังไงบ้างครับ…ผมบอกแล้วเมนูนี้เด็ดสุดของร้าน” 

  

             “อร่อยมากครับ เด็ดสมชื่อจริง ๆ” 

  

             หลังจากที่ลุ้นกันจนตัวโก่งทุกคนก็กลับไปก้มหน้าก้มตาจัดการกับข้าวหลายสิบอย่างด้วยความหิวโหยแต่มีเพียงหนึ่งคนที่คอยฉีกเนื้อไก่มาวางไว้บนจานของผมไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ธามฉีกไก่ให้จนจะเต็มจานผมจึงต้องรีบช้อนสายตาขึ้นมองแล้วยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าให้ธามหยุดการกระทำของตัวเองเสีย 

  

             “ธามกินเถอะผมทำเองได้ ธามกินเลย” 

  

             ด้วยความเกรงใจและรู้สึกไม่ค่อยชินกับสายตาของทุกคนบนโต๊ะที่มองมา เรื่องที่ผมมีความสัมพันธ์กับเจ้าของบริษัทนี้ยังไงทุกคนต้องรับรู้กันทั่วหน้า แต่หากธามยังเอาใจใส่ผมแบบนี้คนที่ถูกมองว่าไม่ดีมันจะเป็นธามเสียมากกว่า ถึงแม้ตรงนี้จะมีแต่เพื่อนร่วมทีมผมก็คิดว่ามันไม่สมควร 

  

             “แค่ก ๆ!...ทะ…ท่านประธาน…ท่านประธานสวัสดีครับ!” 

  

             เหมือนฟ้าจงใจกลั่นแกล้งให้ช่วงเวลาในชีวิตของผมไม่พบเจอกับความสงบสุขที่แท้จริง เมื่อร่างสูงในชุดสูทเต็มยศกำลังเดินเข้ามาในร้านโดยมีลูกน้องประกบหลังเดินพ่วงท้ายมาอีกสองคน เหล่าบรรดาลูกค้าที่นั่งอยู่ด้านในถึงกับเหลียวหลังหันมองกับออร่าของชายรูปหล่อที่กลายมาเป็นลูกค้าคนใหม่ ส่วนเพื่อนร่วมงานผมโดยเฉพาะดรันกับทัตที่กำลังซดน้ำแกงอ่อมถึงกับสำลักและรีบลุกขึ้นยกมือไหว้กล่าวทักทายเมื่อเห็นประธานตัวจริงเสียงจริงมาอยู่ที่ร้านส้มตำแบบนี้ 

  

             “สะ…สวัสดีค่ะท่านประธาน” 

  

             สายตาคมไม่สนใจกับคำทักทายของลูกน้องแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนตรงหน้าก็คงจะเป็นผม ร่างสูงยืนตัวตรงทรงสง่าหากแต่สีหน้ากลับไม่สบอารมณ์เหมือนพยายามเก็บงำความโกรธไว้ในใจ ขุนศึกมองธามที่เป็นเพื่อนร่วมงานผมอย่างเสียมารยาท บรรยากาศชวนให้น่าอึดอัดเกิดขึ้นเมื่อสีหน้าท่าทางของท่านประธานบริษัทตอนนี้เริ่มจะหงุดหงิดไม่น้อย 

  

             “ทำไมไม่รับสาย” 

  

             ทั้งโต๊ะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สายตาขุนศึกยังคงจ้องมองไปที่ธามอย่างไม่ละสายตา มีเพียงรูปประโยคคำถามเท่านั้นที่จงใจเอ่ยถามผมท่ามกลางเหล่าบรรดาพนักงานตัวเอง สีหน้าทุกคนในที่นี้บ่งบอกชัดเจนเลยว่าคงจะนั่งกินต่อไม่ได้ถ้าหากเจ้านายยังยืนหน้าเข้มแผ่รังสีความโหดอยู่แบบนี้ 

  

             “กินข้าวอยู่เลยไม่ได้รับ” 

  

             ผมถอนหายใจดังเฮือกใหญ่แล้วตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจเพราะยังไงทุกประโยคที่ผมพูดก็คือข้อแก้ตัวดี ๆ นี่เอง ข้อแก้ตัวที่ว่าผมไม่อยากไปตามคำนัดของขุนศึก… 

  

             “โทรมาตั้งหลายสายมันก็ต้องรับกันบ้าง!” 

  

             เสียงเข้มไต่ระดับขึ้นเล็กน้อยพอให้ผมรับรู้ได้ว่าตอนนี้เจ้าตัวโมโหในสิ่งที่ผมทำและกำลังพยายามเก็บอาการไม่ให้ระเบิดออกมาต่อหน้าพนักงานในบริษัทของตัวเอง แน่นอนว่าขุนศึกจะโมโหแค่ไหนผมก็ไม่ได้เกรงกลัวคนอย่างขุนศึกสักนิด  

  

             “เอ่อ ท่านประธานมาถึงที่นี่ นั่งกินข้าวกับพวกเราไหมครับ พวกเรายังกินได้ไม่ถึงสามคำกันเลย” 

  

              

             เสียงธามเอ่ยเชื้อเชิญเจ้านายตัวเองอย่างอาจหาญพร้อมกับรอยยิ้มประจำตัวทำเอาคนอื่นต้องยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงใบหน้าแทบไม่ทัน ส่วนผมตัดสินใจนั่งลงกินข้าวต่อโดยไม่สนใจว่าใครจะยืนหรือใครจะนั่งเพราะตอนนี้ผมเริ่มจะติดใจกับรสชาติของอาหารร้านนี้เข้าให้แล้วโดยเฉพาะยำไข่มดแดง  

  

             “เอาสิ ถ้าพวกคุณไม่ว่าอะไรมื้อนี้ผมจะนั่งกินด้วยได้หรือเปล่า” 

  

             ประโยคของขุนศึกทำให้ส้อมที่กำลังช้อนเส้นมะละกอถึงกับชะงัก ผมไม่ได้หูฟาดไปใช่ไหมที่ได้ยินว่าเจ้าตัวกำลังจะนั่งกินข้าวมื้อเที่ยงกับพวกผม  

  

             “อะ…อ้อ! ไม่ว่าอะไรเลยครับท่านประธาน พวกเรายินดีมาก ๆ เลยครับผม” 

  

             “ชะ…ใช่ ๆ ใช่ค่ะเพลนยินดีมากเลยค่ะที่มื้อนี้ท่านประธานจะมารับประทานอาหารด้วย” 

  

             ท่าทางของทุกคนดูจะตื่นตระหนกกันไปเสียหมด ดรันถึงกับใช้มือตัวเองปัดเศษฝุ่นตรงม้าหินอ่อนตัวเดียวกันกับที่ธามนั่งออกให้ เมื่อดรันปัดกวาดเสร็จเรียบร้อยจึงผายมือเชิญให้ท่านประธานหย่อนตัวนั่งลง สายตาคมตรงคู่ตรงหน้ายังเล่นจ้องมองผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่งโดยไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ ส่วนคนที่เหลือก็กลับมานั่งลงที่ของตัวเองเว้นเสียแต่ศิลป์กับชายชุดดำอีกหนึ่งคนที่ยังยืนสังเกตการณ์อยู่ทางด้านหลังและไม่สนใจลูกค้าที่กำลังมองอยู่ว่าจะกลัวหรือเกร็งอะไรแม้แต่น้อย  

  

             “นะ…น้องคะพี่ขอชุดจานอีกชุดนึงค่ะ” 

  

             เพลนจากปรกติที่เคยเฮฮาพูดจาฉะฉานแต่ตอนนี้กลับนั่งเงียบเสงี่ยมเจียมตัวราวกับเป็นคนละคน ทุกอย่างบนโต๊ะดูจะผิดปรกติไป ทุกคนตัวเกร็งและไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมองขุนศึกยกเว้นแต่ธามที่ยังทำหน้าตาปรกติแถมยังช้อนสายตามองผมด้วยรอยยิ้มอีกต่างหาก  

  

             ยิ้มให้ผมต่อหน้าขุนศึกแบบนี้ไม่กลัวจะโดนหางเลขไปด้วยหรือไง… 

  

             ชุดจานถูกพนักงานเด็กหนุ่มน้อยมาเสิร์ฟให้โดยมีสายตาของขุนศึกมองด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยจะโอเคเสียเท่าไหร่นัก ผมที่เป็นคนปรับตัวง่ายเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แวดล้อมได้เร็ว แต่กลับคนตรงหน้าดูท่าทางจะยากกว่าผมอยู่มากโข ผมนั่งมองร่างสูงใส่สูทเนื้อผ้าดีที่ไม่มีการขยับเขยื้อนตัวไปไหนและหากปล่อยไว้นานแบบนี้มีหวังกับข้าวที่สั่งมาสองทุ่มก็คงกินไม่หมดเป็นแน่ 

  

             “ดรันบอกเมนูนี่อร่อย กินสิ” 

  

             ผมเลื่อนเมนูยำไข่มดแดงไปตรงหน้าขุนศึกที่ในใจอยากจะแก้เผ็ดให้ผู้ชายคนนี้กินของแปลกประหลาดเพราะความไม่ชอบหน้ามันมีมากเลยอยากจะทำให้ทรมานเล่น แต่ทว่าสายตาคมเข้มหลุบต่ำมองลงด้วยความไม่ไว้ใจแถมนั่งกอดอกยืดตัวตรงเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวจะไม่มีทางกินมันเด็ดขาด 

  

             “ธามกินด้วยสิครับ ผมว่าอร่อยมากเลยนะ” 

  

             เมื่อเห็นท่าทีของขุนศึกจะดูหมิ่นดูแคลนอาหารจานโปรดของผมจึงไม่ได้แคร์อะไรเลยหันไปพูดกับธามที่นั่งก้มลงหน้าก้มตากินข้าวอย่างเงียบ ๆ เหมือนคนอื่น ในจังหวะที่ธามเงยหน้าขึ้นกำลังจะเอื้อมมาตักไข่สีขาวกินตามคำเชิญชวนผมแขนของขุนศึกจึงเอื้อมมือเข้ามาตักตัดหน้าเข้าปากไปอย่างว่องไว โดยมีสายตาของทุกคนรวมถึงผมที่ลอบมองดูอาการของร่างสูงว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับอย่างไร 

  

             “ก็อร่อยดี” 

  

             เพียงสามคำที่หลุดออกมาจากปากของขุนศึกทำให้ดรัน เพลน และทัตถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อทุกอย่างกลับเข้ามาสู่สภาวะเป็นปรกติแต่ความตึงเครียดก็ยังไม่จางห่างหายออกไป ไหนจะสายตานับสิบของเหล่าบรรดาลูกค้าก็พากันชะเง้อมองมาที่โต๊ะพวกผมอย่างโจ่งแจ้ง ในขณะที่หัวกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยด้วยความที่อยากจะชิมน้ำแกงอ่อมจึงใช้ช้อนเอื้อมไปตักแต่ในจังหวะเลื่อนเข้ามาที่ปากมือผมกลับสั่นขึ้นเสียดื้อ ๆ จนน้ำแกงนั้นหกเลอะใส่เสื้อผมเต็มไปหมด  

  

             “เลอะหมดเลย…” 

  

             น้ำแกงสีเข้มเลอะใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเป็นวงกลมใหญ่เพราะความสะเพร่าของตัวเองล้วน ๆ ผมรีบเงยหน้าขึ้นหวังจะหยิบทิชชูมาซับเสื้อเชิ้ตของตัวเอง แต่ทันใดนั้นสิ่งที่ผมต้องการกลับถูกยื่นมาตรงหน้าผมอย่างรวดเร็วแต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าทิชชูดันมีสองแผ่นให้ผมเลือกระหว่างทิชชูของขุนศึกกับทิชชูของธาม สายตาเพื่อนร่วมงานที่อยู่บนโต๊ะเลิ่กลั่กไปมาและกลืนน้ำลายลงคอกันอึกใหญ่ ผมได้แต่นั่งจ้องกระดาษแผ่นขาวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่งกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดแบบนี้… 

  

           “…” 

  

             “…” 

  

             “ขอบใจนะ” 

  

             มือผมตัดสินใจเอื้อมไปรับทิชชูจากธามโดยปล่อยให้ทิชชูที่อยู่ในมือของขุนศึกค้างไว้บนกลางอากาศ เมื่อผมเลือกจะไม่รับสิ่งนั้นจากสามีจอมลวงสีหน้าท่านประธานมาดนิ่งเริ่มฉายแววไม่พอใจแถมยังแผ่รังสีความน่ากลัวออกมามากขึ้นจนทำให้บรรยากาศโดยรอบทวีความตึงเครียดขึ้น ผมช้อนสายตามองขุนศึกอย่างไม่สบอารมณ์เพราะการมาของเจ้าตัวมันทำให้บรรยากาศดี ๆ ของทุกคนพังลงไม่เป็นท่า 

  

           แค่ทิชชูแผ่นเดียวจะอะไรนักหนา... 

. 

. 

. 

. 

. 

             รถสีดำคันหรูเคลื่อนเข้ามาภายในหมู่บ้านหลังใหญ่และความเงียบภายในรถยังคงดำเนินต่อไปตั้งแต่ยังไม่ออกจากบริษัท ความอึดอัดสั่งสมตามระยะทางจนทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบบรรยากาศมาคุที่กำลังก่อมวลขึ้นเพราะคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะด้านข้างแสดงออกด้วยท่าทางให้รับรู้ว่าไม่พอใจในตัวผมเป็นอย่างมาก 

  

             “จะแอบมองอีกนานไหม มีอะไรก็พูดมา” 

  

             ผมตัดสินใจเอ่ยถามออกไปเพื่อที่เราทั้งคู่จะได้ไม่ต้องมาเล่นประสาทสงครามทางสายตากันอยู่แบบนี้ ขุนศึกหลังจากเงียบมานานก็แค่นขำขึ้นและยิ้มอย่างเยาะเย้ยมาให้ผมด้วยสีหน้าพร้อมหาเรื่องเต็มที่ แถมรอยยิ้มนั้นมันช่างแฝงไปด้วยความโกรธเหมือนผมไปทำอะไรผิดมา  

  

             “เทนัดกูไม่พอ ยังไปเดินกะหนุงกะหนิงกับไอ้ห่านั่นอีก! มึงจะหยามกูเกินไปแล้ว!” 

  

             เสียงตะคอกของเจ้าตัวเอี้ยวหน้าหันมาทางผมเมื่อความอดทนได้ขาดสะบั้นลง หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันเมื่อสิ่งที่ขุนศึกพูดผมไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจว่าผมไปเดินกะหนุงกะหนิงตามคำกล่าวอ้างของคนตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่  

  

             “พูดอะไรของมึง อย่าโมโหแล้วมาพาลใส่กูแบบนี้นะขุนศึก! กูไม่ชอบ!” 

  

             “พาล?...หึ ก็มึงเป็นตัวต้นเหตุกูลงที่มึงมันก็ถูกต้องแล้วไง!” 

  

             ต้นแขนผมถูกกระชากไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างแรงและครั้งนี้มันเจ็บกว่าครั้งไหน ๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขุนศึกมันไปเห็นอะไรมาถึงได้โกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้าขนาดนี้ แรงบีบไหล่กับเล็บที่จิกลงมาเกือบทำน้ำตาผมไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ตอนนี้ถึงจะมีศิลป์นั่งอยู่ด้วยคงจะช่วยอะไรผมไม่ได้เพราะความบ้าคลั่งของขุนศึกมันยากที่จะฉุดรั้งไว้อยู่แล้ว  

  

             “มันเจ็บนะขุนศึก! มันเจ็บ!” 

  

             “เจ็บสิยิ่งดี! มึงจะได้สำเหนียกตัวเองไว้ว่ามึงมีผัวแล้ว! มึงหมั้นกับกูแล้วคับฟ้า! ได้ยินไหมว่ามึงหมั้นกับกูแล้ว!!” 

  

             สีหน้าโกรธเคืองสุดขีดและแน่นอนว่าผมไม่เคยเห็นมาก่อน เสียงตะเบ็งดังจนผมสะดุ้งตัวโหยงก่อนที่เครื่องมือสื่อสารจะถูกเปิดหน้าจอขึ้น แสงไฟจากหน้าจอนั้นทำให้ผมต้องหรี่ตาลงเพื่อปรับสภาพของแสงให้เข้าที่และเพ่งเล็งอยู่ครู่หนึ่งหัวคิ้วผมจึงขมวดด้วยความไม่เข้าใจเพราะภาพที่เห็นคือรูปถ่ายของผมระหว่างเดินไปลงลิฟต์กินข้าวตอนเที่ยง เมื่อสายตาเพ่งมองอย่างจริงจังจากความสงสัยไม่เข้าใจตอนแรกกลายเป็นความโกรธเข้ามาแทนที่ โกรธที่ชีวิตของผมต้องโดนแอบถ่ายจากสายรายงานของชายตรงหน้า!  

  

             “มึงให้คนตามกูทำไม! แล้วใครอนุญาตให้มึงถ่ายรูปกูขุนศึก!” 

  

             คราวนี้กลับเป็นผมเสียเองที่ตะโกนใส่หน้าสามีจอมลวง ถึงแม้เรี่ยวแรงไม่มากพอแต่ใจผมมันสู้ไม่ถอยเหมือนกัน ในเมื่อผมกำลังถูกละเมิดสิทธิของตัวเอง การที่ผมโดยแอบถ่ายรูปถึงแม้จะส่งรูปให้ขุนศึกก็ตามแต่มันก็เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผมอยู่มาก 

  

             “ไม่มีใครอนุญาตกูก็จะทำและกูจะทำต่อในฐานะผัวของมึงด้วย!” 

  

             “มึงมันบ้าไปแล้วหรือไงขุนศึก! ก่อนจะคลั่งแล้วทำร้ายกูช่วยถามกูสักนิดก็ยังดี! ไม่ใช่พาลแล้วทำร้ายร่างกายกูแบบนี้!” 

  

             “หึ ทำไม… ตัวกูมันไม่ถึงใจมึงหรือไงถึงกับต้องเข้าหาผู้ชายในทีมตัวเอง เข้างานวันแรกก็แอบเล่นชู้ซะแล้ว เนื้อหอมดีจังเลยวะเมียกูคนนี้!” 

  

             ประโยคเสียดสีกดคนอื่นให้ต่ำแล้วผยองตัวเองว่าดีเลิศกว่าใคร นิสัยที่แก้ยากจนเป็นสันดานแบบนี้แล้วจะให้ผมมองว่าขุนศึกเป็นคนดีได้ยังไง! แค่รูปภาพมุมกล้องแค่ภาพเดียวเจ้าตัวไม่ถามผมสักคำด้วยซ้ำกลับใช้วิธีพูดด่าทอผมมันเกินไปหรือเปล่า!  

  

             ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาไหลลงมาโดยไม่มีเสียงสะอื้นความเงียบเข้ามาปกคลุมรวมไปถึงล้อรถที่หยุดนิ่งสนิทเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ทันทีว่าศิลป์ขับมาถึงหน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อย ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดออกโดยศิลป์เพื่อให้ความส่วนตัวแก่เราสองคน 

  

             กฎข้อแรก มึงกับกูจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของกันและกัน”

 

ขุนศึกตอนนี้มันกำลังทำ…มันกำลังเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมโดยที่ผมไม่ได้ร้องขอให้เข้ามา นัยน์ตาสั่นไหวของชายผู้เป็นสามีเริ่มเกรี้ยวกราดขึ้นเมื่อประโยคเดิมที่เจ้าตัวเคยพูดหวนกลับมาให้ได้ฟังอีกรอบ ความเจ็บปวดที่ต้นแขนเป็นเครื่องตอกย้ำความโกรธของขุนศึกว่ามีต่อผมมาก ทุกอณูความเจ็บปวดที่รู้สึกผมไม่สมควรที่จะได้รับมันด้วยซ้ำ

 

             “กฎข้อสอง มึงกับกูไม่มีพันธะระหว่างกันทั้งต่อหน้าและลับหลังเว้นแต่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ไม่ว่ากูหรือมึงจะไปคบใครก็ได้แต่ห้ามถึงหูของคนที่บ้าน”

 

และข้อนี้ผมไม่เคยคิดที่จะทำด้วยซ้ำแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นขุนศึกเสียเองที่กำลังยัดเยียดมาให้ผม มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ…มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง ตัวมันควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ากันแต่ละวันและผมก็ไม่เคยเข้าไปยุ่มย่ามชีวิตของผู้ชายคนนี้สักครั้งหรือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวก็ไม่เคยคิดจะยุ่ง

 

กฎข้อสุดท้าย…อย่ารักกู

             พูดถึงข้อนี้เราทั้งคู่ต่างตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองไปชั่วขณะ หัวใจเริ่มสั่นเทาเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุน้ำตาเริ่มรินไหลลงมาเงียบ ๆ ผมได้แต่ภาวนาขอให้น้ำตาที่มันไหล….ไหลเพราะความเจ็บปวดจากการทำร้ายร่างกายขออย่าให้มันไหลเพราะเหตุผลอื่นเลย…

“กฎทั้งหมดมึงเป็นคนตั้งขึ้นมา กูทำตามกฎทุกอย่างแต่ตอนนี้กลับเป็นมึงเองที่กำลังเล่นแหกกฎ ถ้ากูจะคุยกับธามอย่างที่มึงคิดจริง ๆ กูก็มีสิทธิ์ไม่ใช่เหรอ”

“…”

เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเรามันไม่ได้มีตั้งแต่แรก จะมาตราหน้าว่ากูเล่นชู้คงไม่ได้หรอกมั้งขุนศึก…”

 

สิ้นประโยคของผมความเกรี้ยวกราดนัยน์ตาดุร้ายคู่นี้ฉายแววเหมือนจะระเบิดออกมาอีกไม่ช้า แรงบีบที่ต้นแขนมันเจ็บจนผมไม่สามารถรู้สึกเจ็บไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว สายตาผมจ้องมองไปยังร่างสูงตรงหน้าโดยไม่หลบหนีแต่อย่างใด รอยยิ้มมุมปากขุนศึกยกยิ้มขึ้นกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนที่มือของเจ้าตัวจะคว้าโทรศัพท์ตัวเองกดต่อสายหาใครบางคนโดยที่ไม่ปล่อยตัวผมให้ได้เป็นอิสระ 

 

‘แพรม…คืนนี้ผมจะแวะไปหา อาบน้ำรอผมเลยนะครับ คิดถึงอยากกอดไม่ไหวแล้ว…’ 

  

เสียงทุ้มนุ่มรื่นหูมากกว่าตอนคุยกับผมเป็นไหน ๆ หัวใจเจ้ากรรมดวงนี้ดันรู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาเมื่อได้ยินประโยคของขุนศึกต่อสายคุยกับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา แววตาสะใจส่งมาให้ราวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ไม่เลยน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากหางตาของผมโดยไม่มีสาเหตุ  

 

ผมร้องไห้ทำไมเพราะอะไรกัน… 

 

“ศิลป์เอากุญแจรถอีกคันมา” 

 

ตัวผมถูกผลักออกอย่างแรงก่อนที่ขุนศึกจะหันตัวเดินลงไปจากรถโดยมีศิลป์ยืนเปิดประตูรออยู่ด้านนอก ผมยันตัวลุกขึ้นนั่งจากเบาะสีน้ำตาลแล้วค่อย ๆ พาตัวเองออกไปจากตัวรถเป็นจังหวะเดียวกันกับที่แผ่นหลังกว้างของขุนศึกเดินตรงไปยังโรงรถโดยที่ไม่หันกลับมามองสักนิดว่าผมจะมีอาการปวดบริเวณต้นแขนมากแค่ไหน  

 

 ไม่นานนักเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้นตามด้วยรถคู่ใจของเจ้าบ้านที่เหยียบคันเร่งรถจนสุดขับผ่านตัวผมไปโดยไม่แม้แต่เหลียวมอง ผมยืนนิ่งดำดิ่งกับสิ่งที่เจอมือขวายกขึ้นปาดน้ำตาที่ดันเผลอพลาดท่าให้กับความรู้สึกชั่ววูบ เมื่อตั้งสติได้จึงหันหลังหวังเดินเข้าไปในตัวบ้าน แต่เสียงของศิลป์ดันเป็นตัวฉุดรั้งผมไว้จากสองเท้าที่กำลังหมุนและเดินตรงเข้าบ้านกลับหยุดชะงักลง 

 

“เอ่อ ขอประทานโทษนะครับคุณคับฟ้า….แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมไม่ได้มีเจตนาอะไรแอบแฝงนะครับ” 

 

ผมยกมือสองข้างขึ้นนวดต้นแขนตัวเองไปพลาง ๆ ในขณะที่ยืนรอฟังในสิ่งที่ศิลป์จะพูดเพราะน้อยครั้งนักที่ผู้ชายอย่างศิลป์จะยอมปริปากอะไรออกมา 

 

“ครับ?” 

 

“ช่วงเช้าของวันนี้ท่านประธานไม่ได้เข้าประชุมตามตารางครับ ท่านประธานใช้เวลาช่วงนั้นทั้งหมดเข้าครัวทำอาหารสาขาที่ใกล้บริษัทด้วยตัวเองครับ…อะ เอ่อ เพื่อจัดเตรียมมื้อเที่ยงให้กับคุณคับฟ้าโดยเฉพาะเลยนะครับ” 

 

ผมตกใจกับสิ่งที่ศิลป์บอกกล่าวไม่น้อยนี่หรือคือเหตุผลที่ทำให้ขุนศึกโกรธผมมากมายขนาดนี้ แต่มันต้องเป็นผมใช่ไหมที่เป็นฝ่ายรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากแต่ขุนศึกเลือกพูดคุยกับผมโดยไม่ใช้กำลังผมคงจะรู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่ สายตาผมช้อนขึ้นมองศิลป์และพยักหน้าเป็นอันรับรู้ จากนั้นจึงหันหลังเดินเข้าบ้านพร้อมกับหัวใจที่เบาหวิวและหน่วงไปในเวลาเดียวกัน 

 

ทำอาหารให้ผมเหรอ... 

  

 ลงทุนทำให้ผมขนาดนั้นเชียว... 

 

แต่สิ่งที่ศิลป์บอกมามันจะไปมีความหมายอะไรในเมื่อเจ้าตัวเลือกไปเริงร่ากับหญิงคนอื่นโดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของผมสักนิดว่าความรู้สึกผมตอนนี้มันจะเป็นอย่างไร หากทว่าแผ่นหลังกว้างนั้นหันกลับมามองเจ้าตัวคงจะได้เห็นสีหน้าของผมที่มันกำลังฉายแววความน้อยใจ 

 

ความน้อยใจที่มีต่อการกระทำของขุนศึกนั้นมันมีไม่น้อยเลย…  

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว