facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 12

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 46.3k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12
แบบอักษร

บทที่ 12 

  

  

“โต๊ะของคุณคับฟ้าอยู่ทางด้านนี้เลยครับ ท่านประธานสั่งโต๊ะทำงานใหม่เตรียมไว้ให้สำหรับคุณคับฟ้าโดยเฉพาะเลยนะครับ” 

  

  

ผมเดินตามหลังคุณปริชญเข้ามาห้องออฟฟิศขนาดกลางที่มีโต๊ะพนักงานจัดวางอยู่ด้านในห้าโต๊ะ ทุกโต๊ะจะจัดให้หันเข้าหากันคล้ายกับรูปสี่เหลี่ยมตามมุมห้อง ส่วนโต๊ะผมจะอยู่ฝั่งผนังกระจกใสยาวสามารถมองเห็นวิวตึกสูงของชั้นยี่สิบได้เป็นอย่างดี ผมยิ้มให้กับคุณปริชญ์เล็กน้อยแล้วตรงไปนั่งโต๊ะทำงานตัวเองที่ถูกเนรมิตใหม่ด้วยฝีมือของท่านประธานในคราบสามีจอมปลอม 

  

  

“พวกคุณช่วยดูแลคุณคับฟ้าด้วยล่ะ ผมมีเข้าประชุมช่วงเช้าถ้าเกิดมีปัญหาอะไร…” 

  

  

คุณปริชญ์หันไปพูดกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ กวาดสายตามองหน้าทุกคนแล้วยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์โทรศัพท์ใส่หูพร้อมกับกระเดาะลิ้นขยิบตาให้หนึ่งทีแล้วเดินหันหลังออกไปจากห้องไปเสียดื้อ ๆ ผมยืนอึ้งเล็กน้อยเมื่อตัวตนของหัวหน้าทีมผมช่างตลกขบขันกว่าที่คาดไว้ 

  

  

“คุณปริชญ์เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ มีหัวหน้าเหมือนมีตัวตลกคาเฟ่มาเล่นให้ดูทุกวัน” 

  

  

ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวไม่ผอมแห้งแต่กลับมีน้ำมีนวลอย่างคนสุขภาพดีพูดขึ้นแล้วเดินเข้ามานั่งบนโต๊ะทำงานของผมอย่างเนียน ๆ แถมยังวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะให้ผมอีกต่างหาก 

  

  

“ดูท่าทางคุณจะชอบดื่มกาแฟมากนะครับ เจอกันสองครั้งก็ซื้อกาแฟให้ผมทุกรอบเลย” 

  

  

ผมหลุบสายตาต่ำมองไปยังแก้วกาแฟสีขาวและระบายยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของแก้วใบนี้ที่อุตส่าห์ลงทุนซื้อมาให้ผม รอยยิ้มละมุนส่งมาให้อีกครั้งแต่รอยยิ้มนั้นมันช่างอบอุ่นคล้ายกับไอร้อนจากแก้วกาแฟที่ถูกวางไว้ตรงหน้าผมไม่มีผิดเพี้ยน 

  

  

“เรียกคุณแล้วดูห่างเหินจัง เรียกธามเฉย ๆ ก็ได้เป็นกันเองดี อย่างเช่น…” 

  

  

“หื้อ?” 

  

  

ผมเลิกคิ้วถามขึ้นอย่างสงสัยในประโยคที่ดูเหมือนจะพูดไม่จบของคนตรงหน้า ชายหนุ่มหน้าตาดีโน้มตัวลงมาหาผมพร้อมกับชูแก้วกาแฟขึ้นและระบายยิ้มออกมาจนเห็นไรฟันเรียงสวย คนอะไรจะยิ้มได้ตลอดเวลาเหมือนกับตู้ความสุขเคลื่อนที่เพราะไม่ว่าไปอยู่ตรงไหนก็สามารถทำให้คนที่อยู่ใกล้ยิ้มตามได้อย่างน่าประหลาดใจ 

  

  

“อย่างเช่น…คับฟ้าไม่ชอบดื่มกาแฟแล้วคับฟ้าชอบดื่มอะไรเหรอ ธามจะได้ซื้อมาให้ถูก…ถ้าเรียกแบบนี้พอไหวไหม” 

  

  

ผมมองหน้าพ่อหนุ่มรอยยิ้มอบอุ่นแล้วหลุดขำพรืดและเจ้าของรูปประโยคก็ขำออกมาไม่ต่างกัน ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นทางการอะไรนักหรอกเพียงแต่ผมจำชื่อของธามไม่ได้จึงใช้สรรพนามพื้นฐานเรียกตามมารยาทสากลก็เท่านั้นเอง 

  

  

“ถ้าเรียกแบบนั้นผมว่าเราทั้งคู่ต้องสนิทกันตั้งแต่เกิดแล้วนะ” 

  

  

ผมยิ้มขำปนเอ่ยแซวร่างสูงตรงหน้าอย่างไม่ได้คิดจริงจังอะไร ธามเมื่อได้ยินในถึงกับยื่นหน้ามาใกล้กว่าเดิมมีเพียงแก้วกาแฟหนึ่งแก้วเท่านั้นที่ใช้เป็นม่านกันระยะห่างของเราสองคน ผมชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้จ้องมองนัยน์ตาแฝงด้วยรอยยิ้มคู่นี้ใกล้ ๆ…มันช่างแตกต่าง  

  

แตกต่างจากขุนศึกอย่างสิ้นเชิง… 

  

  

“แล้วถ้าผมอยากสนิทกับคับฟ้าตอนนี้ได้ไหมเพราะถ้าจะให้ย้อนกลับไปตอนเกิดคงไม่น่าจะทันแล้ว” 

  

  

“มุกใช่ไหม ถ้าใช่เป็นมุกที่กวนมากนะครับ” 

  

  

ชายหนุ่มรอยยิ้มอบอุ่นจ้องมองผมอย่างแน่วแน่ราวกับสิ่งที่ออกมานั้นเป็นเรื่องจริงที่เจ้าตัวปรารถนา เมื่อผมรู้สึกโดนจู่โจมและไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถึงไปไหนไม่ถูก แต่ผมยังโชคดีอยู่มากเมื่อจังหวะที่ตัวเองกำลังถูกจ้องเพื่อนร่วมงานอีกสามคนก็เดินเข้ามาภายในห้องหลังจากที่พากันออกไปด้านนอกครู่หนึ่ง เมื่อเพื่อนร่วมงานสามคนเข้ามาร่วมวงสนทนาจึงทำให้พฤติกรรมของธามแปรเปลี่ยนไป จากที่นั่งบนโต๊ะบนเปลี่ยนมาเป็นท่ายืนถือแก้วกาแฟอยู่ข้าง ๆ พนักงานชายอีกคนหนึ่งแทน 

  

  

“สวัสดีค่ะชื่อเพลนนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” 

  

  

สาวสวยรูปร่างเล็กในชุดกระโปรงพีทรัดรูปยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานของผม ผมยิ้มตอบกลับไปให้ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร 

  

  

“สวัสดีครับผมดรัน ส่วนนี่เจ้าทัต ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับคุณคับฟ้า” 

  

  

“ทำตัวตามสบายเถอะครับ อย่าพิธีรีตองอะไรให้มากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ ผมจะตั้งใจทำงานเต็มที่ถึงจะเพิ่งเริ่มงานทุกคนใช้ผมแบบไม่ต้องเกรงใจเลยนะครับ” 

  

  

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วโน้มตัวลงเล็กน้อยอย่างสุภาพตามมารยาทที่โดนม๊ากับอาม่าสอนมาตั้งแต่เด็ก เมื่อทุกคนเห็นว่าผมโน้มตัวลงให้ก็ถึงกับเลิ่กลั่กรีบโค้งตัวตอบผมกลับอย่างลนลาน 

  

  

“เป็นกันเองจนน่าตกใจ ไม่เห็นเหมือนอย่างที่คนในบริษัทพูดกันเลย…” 

  

  

“เพลน! จะพูดออกมาทำไมตอนนี้!” 

  

  

“อุ๊ย!...” 

  

  

ดรันหนุ่มรูปร่างท้วมใช้ศอกกระทุ้งใส่เพลนหญิงสาวคนเดียวภายในทีมฝ่ายโปรเจกต์และเหมือนเธอเพิ่งจะรู้ตัวเผลอพูดอะไรที่ไม่สมควรพูดต่อหน้าผม แต่ถึงจะนึกได้และยกมือขึ้นปิดปากมันก็คงไม่ทันเสียแล้วเพราะผมได้ยินชัดทุกถ้อยคำที่เพลนพูด 

  

  

“ไม่เป็นอะไรครับ ผมไม่ซีเรียส” 

  

  

เมื่อเห็นสีหน้าทุกคนเริ่มสลดลงอย่างเห็นได้ชัดผมจึงพูดขึ้นพร้อมส่งยิ้มปนขำให้ราวกับเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเพราะสิ่งที่เพลนเผลอพูดมาผมเตรียมตัวรับกระแสตีกลับจากการนินทามาบ้าง ผมทำใจกับตัวเองว่ามันต้องเกิดขึ้นสักวัน ไม่วันใดก็วันหนึ่งและสิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้มันเร็วกว่าที่คิด 

  

  

เมื่อทุกคนเห็นว่าผมไม่ต่อว่าอะไรจึงกลับมามีสีหน้าที่ดูโอเคขึ้น ก็จะมีแต่ธามเท่านั้นที่คอยฉีกยิ้มส่งมาให้โดยไม่ทุกข์ไม่ร้อนแถมเดินอ้อมมานั่งเก้าอี้ว่างอีกตัวบนโต๊ะผมอีกต่างหาก 

  

  

“พนักงานในทีมคนใหม่เชิญมากรอกรหัสพนักงานกับรหัสผ่านด้วยครับผม จะได้รู้อีเมลที่ไว้ใช้สำหรับติดต่อลูกค้านะครับ” 

  

  

นิ้วมือของธามพิมพ์อะไรสักอย่างลงบนหน้าจอคอม ใบหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มเงยหน้าขึ้นมามองและเบนสายตาไปตรงเก้าอี้ที่ว่างด้านข้างราวกับบอกผมทางสายตาว่าให้นั่งลงแล้วทำตามในสิ่งที่เจ้าตัวบอก ผมทำตามแต่โดยดีด้วยการหย่อนตัวนั่งลงแล้วดันเก้าอี้ล้อเลื่อนขยับเข้าไปหาเพื่อนร่วมงานคนใหม่ แต่หนึ่งสิ่งที่ผมชะงักไปเพราะการที่ผมเพิ่งมาทำงานวันแรกพวกรหัสต่าง ๆ ผมยังไม่รู้เลยน่ะสิ 

  

  

“อะ…เอ่อ…คือผมเพิ่งเคยทำงานออฟฟิศครั้งแรกเลยไม่รู้รหัสผ่านแบบที่ธามพูดถึงหรอกครับ” 

  

  

“อ่า ใช่แล้ว ผมลืมไปเลย เดี๋ยวผมจะติดต่อฝ่ายบุคคลเรื่องรหัสให้นะ คับฟ้ารอผมแป๊บนึง” 

  

  

ร่างสูงของธามพูดกับผมแล้วลุกขึ้นไปยังโต๊ะตัวเองที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเพื่อต่อสายภายในไปยังแผนฝ่ายบุคคล ในระหว่างนั้นสายตาของเพื่อนร่วมทีมก็ยืนมองผมอย่างไม่ละสายตาไปไหน 

  

  

“อะ…เอ่อ…มีอะไรหรือเปล่าครับ?” 

  

  

“อะ…อ้อ…เปล่าครับเปล่า…ไปทำงานกันได้แล้วพวกเราเดี๋ยวหัวหน้ามาจะโดนบ่นหูชาอีก!” 

  

  

“ชะ…ใช่ ๆ ใช่แล้วไปทำงานกันเถอะเนาะ” 

  

  

ร่างของทั้งสามคนหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะของใครของมัน ส่วนผมได้แต่นั่งเกาหัวตัวเองด้วยความเข้าไม่เข้าใจกับพฤติกรรมของเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมงาน แต่นั่งมึนได้ไม่นานเท่าไหร่ร่างสูงของธามก็ได้เดินกลับมานั่งที่เดิมและยิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนจะเบี่ยงตัวเองพิมพ์รหัสพนักงานให้ผมเสร็จสรรพโดยมีผมนั่งกะพริบตามองร่างสูงจัดการให้อย่างเงียบ ๆ  

  

              

“รหัสพนักงานผมจดไว้ในกระดาษให้แล้วนะ ส่วนรหัสผ่านคับฟ้าตั้งเองได้เลย” 

  

  

ผมนั่งมองแล้วยิ้มอ่อน ๆ ใส่เพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่ดูจะกระตือรือร้นจัดการให้ผมเสียจริง เศษกระดาษแผ่นบางถูกเลื่อนมาอยู่ตรงหน้า พ่อหนุ่มรอยยิ้มเคลื่อนที่คนนี้ช่างใจดีกับผมตั้งแต่วันแรกแถมเพื่อนร่วมงานคนอื่นก็ดูจะนิสัยดีกันหมดทุกคน ผมหวังว่าการทำงานภายในบริษัทที่มีขุนศึกเป็นเจ้าของจะไม่ทำให้ชีวิตผมยุ่งยากไปมากกว่าเดิมหรอกนะ 

. 

. 

. 

. 

. 

  

  

11:50 น. 

  

  

“วันนี้กินอะไรดีพวกเรา ส้มตำไก่ย่างหรือก๋วยเตี๋ยวยายน้อยข้างตึกเหมือนเดิมดี” 

  

  

ทัตหนุ่มขี้อายที่สุดในทีมเอ่ยถามขึ้นในระหว่างที่ทุกคนกำลังก้มหน้าอยู่กับกองเอกสารเพื่อช่วยกันศึกษาความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละทุกช่วงวัย ตัวผมที่นั่งงง ๆ ในดงงานก็ยังไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนแต่ยังดีที่มีธามเข้ามานั่งประกบสอนงานให้ บางส่วนผมก็พอจับทางถูกบ้างเพราะด้วยความที่เพิ่งเรียนจบมาได้ไม่นานความรู้ตอนที่เรียนก็หยิบยกมาใช้ได้พอตัว แต่บางส่วนผมทำไม่ได้เลยเห็นแวบแรกก็ชะงักไปหลายนาทีจนต้องให้ธามเข้ามาช่วยสอนงานให้ทีละจุด 

  

  

“ส้มตำไก่ย่างไหม อยากกินอ่อมเนื้อเอ็นแก้ว ซดน้ำร้อน ๆ จะได้โล่งคอ” 

  

  

อีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะเป็นเวลาพักเที่ยงของเหล่าบรรดาพนักงานออฟฟิศ เพลนรีบทิ้งเอกสารบนโต๊ะทั้งหมดแล้วรีบวิ่งมาหยุดอยู่กลางห้อง สีหน้าแววตาฉายแววมีความสุขเมื่อได้พูดถึงเรื่องกินจนไม่ได้สนใจเรื่องงานที่รอให้อ่านเป็นกองอีกต่อไป 

  

              

“จะกินแบบนั้นถามคุณคับฟ้าหรือยังว่ากินได้ไหม พูดถึงเรื่องกินไม่ได้พุ่งใส่ก่อนตลอด” 

  

  

“โธ่พี่ดรัน ก็เพลนหิวนี่คะข้าวเช้าสักเม็ดยังไม่ตกถึงท้องเลย” 

  

  

เมื่อหญิงสาวที่ยืนเด่นอยู่ตรงกลางโดนบ่นสีหน้าที่ดูจะตื่นเต้นเมื่อครู่ดูลดน้อยลง เมื่อโดนเอ่ยแซวร่างบางจึงหันหาเป้าหมายใหม่อย่างผม ดวงตากลมโตกะพริบหลายทีเหมือนเป็นคำขอร้องอ้อนวอนให้ผมคล้อยตามไปกับเจ้าตัว ผมที่นั่งอยู่ข้างธามก็อดจะยิ้มตอบกลับไปไม่ได้เพราะสีหน้าแววตานั้นช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน 

  

  

“ผมกินอะไรก็ได้ไม่ต้องถามความเห็นเลย ทุกคนอยากไปร้านไหนไปเลยครับผมกินได้ทุกอย่าง” 

  

  

“นี่ไง…เห็นไหมคะพี่ดรัน! คุณคับฟ้ากินอะไรก็ได้” 

  

  

ใบหน้ารูปไข่สะบัดกลับไปทางคุณดรันที่นั่งเท้าคางมองมาก่อนแล้ว ชายหนุ่มที่ถูกเรียกจึงพยักหน้าเป็นอันว่าตกลงจนเพลนถึงกับกระโดดโลดเต้นดีใจยกใหญ่ ผมมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าจึงได้รับรู้ว่าทีมงานชุดนี้ดูท่าทางจะสนิทกันมากน่าดู 

  

  

“สรุปเที่ยงนี้เราไปกินส้มตำเจ้าประจำนะ ผมอยากกินก้อยขมพูดแล้วก็น้ำลายไหล” 

  

  

ทัตก็เป็นอีกคนที่ดูจะดีใจเมื่ออาหารมื้อเที่ยงนี้ถูกปากไม่น้อย สายตาผมเบนความสนใจไปยังหน้าจอคอมของตัวเองเพื่อดูเวลาและตอนนี้ก็บ่งบอกว่าอีกเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้นจะได้เวลาพักของพวกเรา เมื่อมันเหลือเวลาไม่นานผมจึงใช้โอกาสนี้เอนกายพิงพนักเก้าอี้เบาะนุ่มที่เพิ่งจะถูกแกะพลาสติกคลุมออก ทำไมผมถึงรู้น่ะหรือก็เพราะกลิ่นอายของใหม่มันเตะเข้าจมูกผมอยู่ตลอดการทำงาน 

  

  

“เที่ยงแล้ว! ไปกันทุกคนหิวข้าวมาก!” 

  

  

เพลนเป็นบุคคลแรกที่ดูจะเตรียมตัวออกก่อนใครเพื่อนและรีบพาตัวเองมายืนรออยู่ปากทางออกของห้อง คนอื่นก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของแล้วเดินตามเพลนออกไป ส่วนผมหยิบแค่กระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ไว้ในมือก่อนจะลุกออกจากโต๊ะโดยมีธามยืนรอเดินไปพร้อมกัน 

  

              

“งานวันแรกเป็นยังไงบ้าง พอได้ไหม?” 

  

  

เสียงทุ้มของธามเอ่ยถามผมขึ้นในระหว่างที่เรากำลังเดินตรงไปยังตัวลิฟต์ในส่วนของพนักงานที่แยกออกมาจากฝั่งของผู้บริหาร 

  

  

“พอได้อยู่นะแต่ผมคงต้องให้ธามสอนอีกเยอะเลย” 

  

  

ผมตอบกลับไปแต่ก็แกล้งพูดขอความช่วยเหลือจากคนข้าง ๆ ธามยิ้มกว้างปนขำออกมาเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมวานขอให้ช่วย ร่างสูงเพรียวถกแขนเสื้อขึ้นให้เข้าที่แล้วหันมาตอบผมด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีที่เต็มใจจะช่วย 

  

  

“ถึงคับฟ้าไม่บอกผมก็เต็มใจช่วยอยู่แล้ว แต่ไม่ฟรีนะคิดค่าสอน” 

  

  

“คิดแพงไหม อย่าแพงนะผมเพิ่งจะเป็นมนุษย์เงินเดือนได้ไม่ถึงเดือนเลย” 

  

  

ผมเอี้ยวตัวตอบกลับไปขำ ๆ ให้กับธามด้วยแววตาที่ล้อเล่น ส่วนคนตรงหน้าก็ยิ้มขำให้กับบทเจ้าเจรจาที่น่าสงสารของผมเหมือนกัน 

  

  

“ผมไม่คิดเป็นเงินหรอกแต่ผมคิดเป็นเวลา…”  

  

  

ร่างสูงของธามยืนกอดอกมองผมด้วยรอยยิ้ม…อีกแล้ว…ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงยิ้มได้ตลอดเวลาไม่มีเหนื่อยบ้างเลยหรือไง ผมเกิดข้อคำถามในหัวและตั้งข้อสงสัยขึ้นก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจในรูปประโยคที่เจ้าตัวต้องการสื่อ 

  

  

“หื้อ? ...เวลา…คือยังไงเหรอครับ” 

  

  

เวลาสักวันที่ผมสามารถพาคับฟ้าไปดูหนังทานข้าวได้ ถ้าคับฟ้าตกลงผมก็พร้อมช่วย” 

  

  

เจ้าหนุ่มรอยยิ้มอบอุ่นเอียงคอมองแล้วตอบกลับและค่าตอบแทนนั้นช่างเป็นอะไรที่ผมพร้อมตกลงโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำไป ในจังหวะที่ยืนคุยกับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ไปพลาง ๆ ประตูลิฟต์ฝั่งพนักงานก็เปิดออก เพื่อนร่วมงานในทีมสามคนตรงหน้าเดินเข้าไปก่อนเป็นกลุ่มแรก แต่ในขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าตามหลังก็มีพนักงานแผนกอื่นอีกสี่ห้าคนเดินพรวดพราดเข้าไปอย่างไร้มารยาทจึงทำให้ผมกับธามได้เข้าเป็นสองคนสุดท้าย  

  

เมื่อคนภายในลิฟต์อัดกันเข้ามามากจนเกินไปทำให้พื้นที่มันคับแคบมากขึ้น ตำแหน่งยืนในลิฟต์ของผมจึงถูกเบียดชิดจนติดกับด้านหน้าประตูโดยมีธามยืนซ้อนด้านหลังคอยกันแรงเบียดให้ ในระหว่างนั้นเองใบหน้าของคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังก็ก้มลงมาพูดข้างหูผมเสียงแผ่ว หากทว่าการกระทำดังกล่าวกลับทำให้ผมทำตัวไม่ถูกและนิ่งค้างไปหลายวินาที 

  

  

“ถ้าเบียดมากไปถอยหลังมาอีกก็ได้นะ เดี๋ยวผมคอยกันให้เอง”  

  

  

“อะ…อื้อ” 

  

  

. 

. 

. 

. 

. 

  

  

ขุนศึก P 

  

  

“มึงลากกูออกมาจากบริษัทเพื่อมาเฝ้ามึงทำกับข้าวเนี่ยนะไอ้ขุน! งานกูกองท่วมหัวไหนจะบ่ายนี้ต้องเตรียมเรื่องประชุมแทนมึงอีก! ชีวิตกูไม่ได้ชิลแบบมึงนะครับ!” 

  

  

“เมื่อไหร่มึงจะเลิกบ่นวะไอ้ธนิน มึงไม่เมื่อยปากบ้างหรือไง บ่นตั้งแต่เก้าโมงจนตอนนี้จะเที่ยงมึงยังไม่หยุดพล่าม” 

  

  

“ผมต้องทำงานนะครับท่านประธาน งานรอให้ผมเข้าไปทำมือเป็นระวิงใครจะไปเหมือน…” 

  

  

ผมตวัดสายตาขึ้นมองเพื่อนตัวเองที่ยืนอยู่มุมหนึ่งห้องครัวร้อน ไอ้ธนินที่เห็นแววตาของผมบ่งบอกว่าเริ่มจะรำคาญถึงกับหุบปากลงทันที เมื่อสิ่งที่รบกวนสมาธิได้ยุติลงผมจึงก้มไปจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อ มือขวาเริ่มจับผ้าขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเช็ดคราบน้ำซอสสเต๊กที่เลอะอย่างละเมียดละไมและประณีต 

  

  

“นี่มึงกะจะทำเซอร์ไพรส์เมียถึงกับลงทุนเข้าครัวเองเลยเหรอวะ ได้ข่าวว่าหมั้นรอบนี้เพราะจำใจไม่ใช่ไง แล้วทำไมมาวันนี้ดูท่าทางมึงจะเอาอกเอาใจเมียเป็นพิเศษ…เปลี่ยนใจว่างั้น?” 

  

  

“จะหุบปากเองหรือจะให้กูช่วยหุบ พูดห่าอะไรเยอะแยะวะ!” 

  

  

ผมเขวี้ยงผ้าเช็ดจานปาใส่ไอ้ธนินโทษฐานพูดมากจนน่ารำคาญ ผมหันกลับมาให้ความสนใจจานอาหารที่ถูกเรียงรายเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตรงหน้าเพื่อรอเวลาในการเสิร์ฟอาหารตามลำดับ  

  

ในส่วนของแอพพิไทเซอร์มื้อเที่ยงนี้ผมเลือกทำหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบกระเทียมกับปลาแซลมอนรมควัน เป็นอาหารที่ถูกปากคนไทยค่อนข้างมาก ถัดมาจะเป็นซุปใสไก่ตุ๋นสูตรเด็ดของทางร้านที่ผมคิดค้นขึ้นในช่วงรอเปิดสาขาใหม่ที่ประเทศจีนเมื่อห้าเดือนที่ผ่านมาและมันก็กลายเป็นเมนูยอดฮิตของสาขาที่นู่นเกินความคาดหมาย 

  

 ส่วนของเมนคอร์สนั้นจะเป็นสเต๊กออสเตรเลียวากิวโทมาฮอว์คเนื้อติดซี่โครงชิ้นโตย่างสุกแบบปานกลาง เนื้อมีกลิ่นหอม นุ่มอร่อย และในส่วนเซตสุดท้ายคือตบท้ายด้วยของหวานผมปัดความรับผิดชอบให้พนักงานในร้านจัดการเพราะตัวเองไม่ค่อยจะถนัดเรื่องพวกนี้เสียเท่าไหร่ 

  

  

ผมยืนกอดอกมองอาหารตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจในความคิดตัวเองที่รังสรรค์เมนูพิเศษให้กับใครบางคนที่ขึ้นชื่อว่าภรรยาได้ถึงขนาดนี้ หากไปบอกใครเขาคงไม่เชื่อว่าผมเดินทางเข้ามาในร้านอาหารสาขาใกล้กับบริษัทและยกเลิกนัดกับบรรดาเหล่าผู้หญิงในสต๊อกเพื่อที่จะเข้าครัวโชว์ฝีมือด้วยตัวเอง แถมในช่วงบ่ายของวันผมสั่งให้พนักงานขึ้นป้ายปิดร้านโดยจะไม่มีการเปิดให้บริการตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไป เพื่อที่จะพาคับฟ้าชายหนุ่มหน้าหวานที่มีฝีปากเพชฌฆาตเป็นอาวุธได้มีเวลาส่วนตัวสุดพิเศษกับผมได้อย่างเต็มที่ 

  

  

“ถึงกับลงทุนปิดร้านเพื่อทำเซอร์ไพรส์อย่าบอกนะว่ามึงเริ่มสนใจน้องคับฟ้าสุดสวยนั่นแล้ว ถ้าเป็นอย่างที่กูเดามึงไม่ใช่คนแล้วนะเพื่อนแต่มึงจะเป็นหมาแทน 

  

  

“ใครบอกกูเริ่มสนใจ แค่ทำให้ในฐานะสามีก็แค่นั้น…มันเป็นหน้าที่ที่กูต้องทำ” 

  

  

ผมตอบกลับในขณะที่กำลังถอดผ้ากันเปื้อนคุมเสื้อสูทด้านในออก ศิลป์รีบยื่นผ้าเช็ดมือมาให้ผมอย่างรู้งาน เพราะนับครั้งได้ที่คนอย่างขุนศึกจะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง เว้นเสียแต่ถ้าลูกค้าบางคนอยากจะให้ผมเป็นเชฟส่วนตัวและผมจะรับเฉพาะลูกค้าระดับวีวีไอพีเท่านั้นและต้องยอมจ่ายค่าตัวผมตามที่ทางร้านของเราเรียกร้องไป ส่วนเรื่องค่าตัวของผมจะไม่คิดเป็นชั่วโมงแต่คิดเป็นนาที ถ้าใครคิดว่าจ่ายไหวก็เชิญทางร้านเรายินดีต้อนรับถ้าคุณกระเป๋าหนักพอ 

  

  

“ปากแข็งไปให้ได้ตลอดนะครับท่านประธาน ผมนายธนินผู้อำนวยการคนนี้จะรอดูวันที่ท่านประธานขึ้นอย่างหงส์แล้วลงอย่างหมานะครับ หึ!” 

  

  

แคร์รอตแท่งใหญ่ที่อยู่ใกล้มือยกขึ้นปาใส่หน้าของเพื่อนรัก มันกับผมสนิทกันตั้งแต่จำความได้เพราะพ่อมันกับป๊าผมเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พอมาตกถึงรุ่นผมเลยต้องมาสนิทกับคนอย่างมันไปโดยปริยายแต่ดูเหมือนประโยคเมื่อครู่ของไอ้ธนินมันจะไม่มีทางเป็นจริงแน่เพราะคนแบบผมขึ้นอย่างหงส์แล้วไม่มีวันลงอย่างหมาแน่นอน 

  

สายตาผมทอดมองร่างสูงของเพื่อนสนิทตัวเองที่กำลังส่งเสียงร้องโหยหวนดังลั่นห้องครัวด้วยอาการเจ็บปวดไม่น้อย ผมมองหน้ามันด้วยนัยน์ตานิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ครั้งนี้ยังดีที่มีโต๊ะสเตนเลสกันไว้เพราะถ้าหากไม่มีอะไรมากั้นตัวของไอ้ธนินคงจะได้ล้มลงไปนอนกองบนพื้นตั้งแต่คำแรกแล้วก็ได้ 

  

  

“ขออนุญาตครับท่านประธาน” 

              

  

ในระหว่างที่ผมยืนเช็ดมืออยู่นั้นศิลป์ก็เดินเข้ามาใกล้และยื่นเครื่องมือสื่อสารที่เอาไว้ใช้สำหรับการติดต่อระหว่างคนติดตามผม ไอแพดรุ่นดังถูกยื่นมาตรงหน้าทำให้สายตาผมปะทะเข้ากับรูปภาพของคนที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีถึงแม้จะเห็นแค่เสี้ยวหน้าผมก็จำได้ ความโกรธฉายแววขึ้นจนมองอะไรก็รกหูรกตาไปหมด สายตาก้มดูรูปอีกครั้งเมื่อในภาพร่างบางกำลังยืนอยู่หน้าลิฟต์ตั้งท่ากำลังจะออกไปข้างนอกโดยไม่สนใจเรื่องนัดผม..ผมบอกตั้งแต่อยู่บนรถบอกย้ำอีกรอบก่อนที่ร่างบางจะออกจากลิฟต์ด้วยซ้ำว่าตอนเที่ยงเรามีนัดกัน แต่ทำไมคับฟ้าถึงเมินนัดผมอย่างนี้ 

  

  

ส่วนรูปที่ถูกส่งรายงานมาให้ผมมันช่างเป็นภาพถ่ายที่สนิทสนมกับพนักงานในทีมเสียเหลือเกิน ความเกรี้ยวกราดเข้ามาปะทุในอกฟันกรามขบเข้าหากันอย่างข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิดลงใส่จานอาหาร ความโกรธตอนนี้มันถึงขั้นอยากจะคว่ำจานทิ้งทุกใบไม่ให้เหลือซาก คนอย่างขุนศึกไม่เคยลงทุนและลงแรงทำอะไรแบบนี้มาก่อนแต่ภรรยาสุดแสนจะจองหองช่างท้าทายและดื้อรั้นกับผมเสียจริง บางทีผมก็คิดในใจว่าความสามารถพิเศษของคับฟ้าคือการยั่วยุปลุกปั่นบันดาลโทสะของผมเล่นหรืออย่างไรกัน! 

  

  

         

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว