Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ค่าปิดปาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 93

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2564 16:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ค่าปิดปาก
แบบอักษร

ค่าปิดปาก

 

มื้ออาหารที่สุดแสนจะงงงวยจบลงอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่ออินทัชเหลือบไปเห็นว่าณภัทรผู้อยากกินอาหารทะเลอิ่มดีแล้ว ผู้กองหนุ่มก็รีบสั่งเช็กบิลทันทีไม่รอให้ฐากรหรือมารุตที่เป็นผู้ใหญ่สุดในกลุ่มเป็นคนออกปาก ยอมแม้แต่จะควักเงินจ่ายแค่อาหารมูลค่าหลายพันในมื้อนี้เอง ไม่สนคำทัดทานของนพณัฐที่บอกว่าตนจะเป็นคนเลี้ยง แถมเจ้าตัวยังตัดปัญหาด้วยการจ่ายเกินค่าอาหารและไม่รอแม้แต่เงินทอน แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าของร้านจะตามมาส่งถึงที่รถอีกจนได้

“ว่างๆ อินทร์แวะไปเที่ยวที่บ้านผมบ้างก็ดีนะครับ”

“อ่า...ผมว่าไม่เหมาะมั้งครับ” หมายถึงไม่อยากไปเข้าใจด้วยครับ

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ” เหมือนอีกฝ่ายจะลืมไปแล้วว่าบ้านของตนคือที่เกิดเหตุคดีคนตาย ถึงตอนนี้จะยังฟันธงไม่ได้ว่าเป็นคดีฆาตกรรมมั้ย แต่คงไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปในความคิดของอินทัช

“แต่ผมกำลังทำคดีอยู่นะครับ”

“ดูท่าว่าอินทร์จะปักใจเชื่อว่าคุณศศิธรกับคุณญาณินถูกคนฆ่าตายจริงๆ สินะครับ” เพราะตั้งแต่ที่ทำคดีนี้ในตอนนั้นอินทัชก็ยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด

“ก็ถ้าจะคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญก็ดูจะเหมาะเจาะเกินไปหน่อย”

“หึ อินทร์ไม่คิดว่ามันเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เราต้องกลับมาเจอกันอีกหรือครับ”

“...”

อชิราที่ได้ยินเต็มสองหูสะกิดชนวีร์ที่อยู่ข้างๆ “ปูผัดผงกะหรี่ยังอยู่ดีมั้ยครับ”

“ทางใต้นี่เขานิยมดูลิเกกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” อีกข้างก็เป็นอัมพิกา

“...” ส่วนคนฟังพูดไม่ออก ได้แต่เหลือบตาไปมองร่างสูงของผู้กองอีกคนที่หน้าบอกบุญไม่รับคิ้วขมวดมาเป็นชั่วโมงจนตะคริวน่าจะขึ้นหน้าไปแล้ว

“เห่อๆๆ ผมว่า...น่าจะเป็นความบังเอิญนั่นแหละครับ” สุดท้ายอินทัชก็หาเสียงตัวเองเจอ แล้วรีบชิ่งขึ้นรถแทบจะทันทีไม่ปล่อยให้นพณัฐได้ต่อความอะไรมากไปกว่านั้น

จนเมื่อรถตู้ที่พาทีมของฐากรกลับออกไปจากร้านอาหารนั้นเลี้ยวพ้นเขตร้านแล้วนั่นแหละ คนที่มายืนส่งที่ลานจอดรถจึงพูดออกมาเบาๆ ราวกับกำลังพึมพำอยู่กับตัวว่า

“ทำยังไงคุณถึงจะใจอ่อนยอมรับผมนะ ผู้กองอินทัช ทำไมคุณถึงถูกสเปกผมขนาดนี้กันนะ เฮ้อ...”

 

 

อินทัชพาร่างของตัวเองไปทิ้งแผ่ไว้กลางเตียงด้วยความอ่อนแรงเหมือนเพิ่งได้กลับจากไปวิ่งมาราธอน จนคนที่เดินตามหลังมามองอย่างเหนื่อยแทน

ปัณณวัฒน์มองคนที่ทำท่าว่าจะหลับทั้งอย่างนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาเห็นท่าทีที่นพณัฐแสดงออกก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไร สายตาที่นพณัฐใช้มองอินทัชคือสายตาแบบเดียวกับที่เขาเองก็ใช้มองคู่หูอันนี้เขารู้ดี นั่นจึงทำให้เขาหวง หวงจนอยากกระชากนพณัฐออกให้ห่างอินทัชถึงแม้ว่าท่าทีของอินทัชจะแสดงออกชัดเจนว่ามันเองก็พร้อมจะยันอีกคนออกไปถ้าฝ่ายนั้นเข้าไปใกล้เกินกว่าที่ตัวมันรับได้

แต่ทั้งเขาทั้งอินทัชต่างก็รู้ดีว่า ตราบใดก็ตามที่คดีของบ้านนพณัฐยังไม่ชัดเจนแบบนี้พวกเขาทั้งคู่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากพยายามเลยตามเลยไปก่อน เพราะเรายังไม่รู้ว่านพณัฐมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับคดีหรือไม่ ถ้าทำอะไรรุนแรงเกินไปมันอาจจะทำให้การสืบคดีเป็นไปได้ยากขึ้น การแบ่งรับแบ่งสู้จึงเป็นวิธีที่อินทัชเอามาใช้ ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาคุยกันแล้ว และเพราะคุยกันแล้วนี่แหละถึงต้องกัดฟันทนเวลาที่นพณัฐเข้าหาอินทัชในแต่ละที

“กูว่ากว่าจะจบคดี กูต้องเป็นประสาทก่อนแน่เลยว่ะ” คนที่นอนหมดแรงอยู่กลางเตียงบอก

“ทุกวันนี้มึงยังประสาทไม่พอ?”

“กวนตีนไอ้ห่า”

“กูว่านายนพณัฐดูจะสนใจมึงมากๆ แล้วว่ะ”

“อย่ามากไปกว่านี้กูขอร้อง”

“ทำไม...ไม่ชอบ?”

“...” อินทัชไม่ตอบแต่ลุกขึ้นนั่งมองคู่หูด้วยสายตาคล้ายกำลังประเมินอะไรในใจ

“มีอะไร”

“กูสงสัย”

“ว่า?”

“ทำไมเวลาถูกคุณนพนั่นจีบกูถึงรู้สึก...” คนพูดไม่ได้อธิบายแต่ทำท่าทางประกอบแบบพิลึกๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “ไม่เห็นเหมือนตอนที่มึง...”

แม้จะพูดไม่จบแต่คนฟังก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าคนพูดหมายถึงอะไร สีหน้าที่ดูเข้มขึ้นพร้อมริ้วแดงระเรื่อที่พาดผ่านแก้มขาวมันแทนคำอธิบายทั้งหมดแล้ว

“อยากรู้มั้ยว่าทำไม” อินทัชมองคนถามด้วยสายตารู้ทัน ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกของตัวเองระหว่างทั้งสองคนจึงแตกต่างกัน แต่คนที่ทั้งชีวิตผ่านผู้หญิงมามากมายจนคร้านจะนับก็ไม่แปลกที่จะไม่ค่อยโอเคกับท่าทีที่นพณัฐแสดงต่อเขา จะว่าเขาเลือกปฏิบัติก็ได้เพราะเขาเลือกจริง มากมายคำถามที่เกิดขึ้นในใจหลังความรู้สึกบางอย่างเกิดกับตัวเขา น่าแปลกที่อินทัชไม่เคยรู้สึกรังเกียจความคิดความรู้สึก หรือแม้กระทั่งสัมผัสจากปัณณวัฒน์ ซ้ำยังรู้สึกดีกับมันด้วยซ้ำ เรื่องของนพณัฐบอกเขาได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้กับผู้ชายทุกคน แต่มันมีเพื่อคนคนนี้เท่านั้นที่ทำได้

“ไม่จำเป็น”

“หึ” พออีกคนปฏิเสธปัณณวัฒน์ที่ตั้งใจกวนประสาทก็เพียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนจะนั่งลงข้างๆ กัน “มึงว่าเรื่องคดีคนตกหน้าผาในบ้านนพณัฐจะจบง่ายๆ มั้ยวะ”

อินทัชขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำไมวะ” แต่ไหนแต่ไรมาปัณณวัฒน์ไม่เคยกังวลเรื่องเหล่านี้

“กูไม่รู้ว่าตัวเองจะอดทนต่อพฤติกรรมของเป้าหมายได้นานแค่ไหน” คำพูดที่แปลตรงตัวว่าเจ้าตัวอาจจะทนเก็บความหวงได้นานแค่ไหนทำให้คนฟังหลุดยิ้ม

“เพิ่งรู้ว่ามึงขี้หึง”

“เออ! กูขี้หึง” แม้คำพูดจะดูพาลแต่แววตาไม่ได้เป็นไปตามที่พูด บอกให้รู้คนพูดไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นคงตั้งใจล้อเลียนเขาเฉยๆ

“ประสาท”

“ฮ่าๆๆๆ” ปัณณวัฒน์หัวเราะกับท่าทางของอีกคนแต่ก็พูดต่อไปว่า “มึงเองก็เถอะ อย่าหลงเสน่ห์มันเข้าล่ะ”

“พูดเหมือนปกติกูสนผู้ชายคนไหน”

“จะบอกว่าสนกูคนเดียว?” ไม่ถามเปล่ายังยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมทำสายตากรุ้มกริ่ม

“ไม่ต้องหันมาทำหน้าแบบนั้น” อินทัชพูดพร้อมดันหน้าของอีกฝ่ายให้หันไปทางอื่น

“ทำไมอ่ะ ไม่ได้หรอ” สีหน้ากรุ้มกริ่มเปลี่ยนเป็นใบหน้าออดอ้อนแทน

“มึงบอกกูอย่าคุยกับอั้มเยอะ มึงก็พอกันแหละ” อินทัชว่าให้พร้อมใช้มือผลักใบหน้าหล่อเหลานั้นให้ออกไปห่างๆ แต่เจ้าของใบหน้ากลับคว้ามือนั้นไว้

“อินทร์”

“หืมม์” น้ำเสียงจริงจังนั้นทำให้อินทัชไม่ได้ดึงมือกลับ

“มึงเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมจู่ๆ นายนพณัฐถึงมาสนใจมึง”

“กูก็แปลกใจเหมือนกัน” คราวนี้ใบหน้าของอินทัชเริ่มมีสงสัยเช่นกัน “ก่อนหน้านี้เราเคยเจอนายนพณัฐมาแล้วก็จริง แต่ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรแบบนี้ เรื่องคราวนั้นก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ทำไมพอมาเจอกันคราวนี้เขาถึงดู...แปลกไป” อินทัชพยายามหาคำพูดที่ใกล้เคียงกับความรู้สึกของตัวเองมากที่สุด

“มึงสงสัยว่าเขาอาจจะกำลังทำเพื่อเบนความสนใจของมึงให้ออกห่างเรื่องคดี?” ปัณณวัฒน์ถาม

“มึงคิดงั้น?” อินทัชก็ถามกลับเช่นกัน

“ไม่อ่ะ” ปัณณวัฒน์ส่ายหน้าเขามั่นใจสายตาของนพณัฐเวลามองคู่หูของเขามันเป็นของถามจริง นั่นหมายความว่านพณัฐรู้สึกกับอินทัชแบบนั้นจริงๆ

“กูก็คิดว่างั้น”

“ทำไมมึงคิดงั้น”

“สายตาเขา” คนพูดมองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “เหมือนสายตามึงเวลามองกู” อินทัชบอกออกไปตรงๆ ซึ่งปัณณวัฒน์เองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะเขาก็คิดเช่นเดียวกัน

“เรื่องหมอนั่นเอาไว้ก่อนเถอะ ถ้าไม่กลัวว่ามันจะมีผลต่อการสืบคดีของเรากูคงไม่ทนนั่งให้เขาจีบกูเล่นๆ หรอก”

“อืมมม เพื่องานเนอะ” คนที่ทนด้วยเหตุผลเดียวกันแซวยิ้มๆ “ไหนค่าปิดปากกู”

“ทวงบุญคุณ?”

“เปล๊า” คนที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องปฏิเสธเสียงสูง “แต่เราตกลงกันแล้ว” อินทัชหรี่ตามองคนตรงหน้า

ก่อนหน้านี้ที่คุยกัน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาขอคือความมีเหตุผล ถ้าเป็นเมื่อก่อนอินทัชคงไม่สนใจอะไรมากนัก แต่เมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าปัณณวัฒน์คิดอย่างไรกับตน และตนเองก็รู้สึกอย่างไรกับอีกฝ่าย การรักษาน้ำใจและความรู้สึกของปัณณวัฒน์มันจึงคล้ายจะเป็นหน้าที่ของเขาไปโดยปริยาย ถ้าก่อนที่พวกเขาจะมีความสัมพันธ์กันในเชิงนี้เรื่องของนพณัฐคงถูกปล่อยเลยตามเลย แต่เมื่อตอนนี้พวกเขาแม้ไม่ใช่คนรักก็ใกล้เคียง อินทัชยอมรับว่าแคร์ความรู้สึกของคู่หูมากๆ ดังนั้นจึงเกิดการพูดคุยกันถึงกรณีนี้ ปัณณวัฒน์นั้นเป็นพวกหวงของอารมณ์หึงหวงย่อมมีเป็นธรรมดา แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการสืบคดีตราบใดที่ยังไม่มีความแน่ชัด การรักษาน้ำใจของนพณัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตัวอินทัชเองคงไม่เท่าไหร่ แต่คู่หูของเขานี้สิ นั่นจึงเป็นที่มาของข้อตกลงระหว่างกันว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่อินทัชยอมให้นพณัฐเข้าหาในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคดี อินทัชก็ต้องจ่ายค่าปิดปากปัณณวัฒน์ที่อดทนไม่อาละวาดหึงหวงเช่นกัน ซึ่งมันแปลง่ายๆ ตรงตัวเลยว่า ถ้าอินทัชโดนนพณัฐจีบต่อหน้าปัณณวัฒน์เขาจะต้องยอมให้มันแสดงความเป็นเจ้าของเหมือนกัน ตอนแรกอินทัชเองก็ไม่ยอมโวยวายว่าตนไม่ใช่ของอีกฝ่ายเสียหน่อย มันก็ดันเถียงว่าถ้าไม่ยอมมันก็จะไปแสดงต่อหน้าฝ่ายโน้นแทน

แต่ถึงแม้จะรู้แก่ใจดีว่าคู่หูตนแค่แกล้งเอาเรื่องนี้มาขู่เพื่อหาเรื่องให้เขาเปลืองตัวเล่น แต่อินทัชก็ไม่กล้าเสี่ยงอยู่ดี

คนแบบไอ้ปั้นไว้ใจได้ที่ไหน!!

“เออๆ อยากทำไรก็ทำ” แล้วก็ใช่ว่าอินทัชไม่รู้สึกดีไปด้วยเสียหน่อย “แต่...ห้ามเกินเลยจากที่ตกลงกันไว้” คนที่อ่อนให้มาตั้งแต่ต้นยกนิ้วชี้เป็นการกำชับเตือน

“เรื่องนั้นรอหลังแต่งงานยังได้เลย!!”

“อะ!! เบาๆ ก็ได้ แล้วใครจะแต่งกับมึง”

“กูรู้มึงชอบ” พูดพร้อมยักคิ้วหลิ่วตาให้คนที่ตนผลักให้นอนราบไปบนเตียงแล้วตัวเองขยับขึ้นมาคร่อมทับไว้

“กูไม่ได้ชอบความรุนแรง” คนใต้ร่างเขาว่า “กูแค่ชอบมึง”

“!!” อินทัชแทบไม่เคยบอกออกมาตรงๆ ว่าชอบกันนอกจากการกระทำที่ปัณณวัฒน์รับรู้ได้ พอได้ยินชัดๆ แบบนี้เล่นเอาใจเขาเหลวเป็นน้ำ “อินทร์ ถ้าวันนี้กูเผลอทำอะไรเกินเลย สัญญากลับกรุงเทพเมื่อไหร่กูจะให้พ่อไปขอทันที” ประโยคนี้ของปัณณวัฒน์ทำคนฟังตาเหลือก แต่พอจะอ้าปากพูดก็โดนคนด้านบนก้มลงมาทาบทับปิดเอาไว้ด้วยปากของมันเองจนกลายเป็นเสียงอึกอัก เพราะไม่เพียงปากที่ประกบเข้ามาปิดลิ้นอุ่นๆ ก็สอดแทรกเข้ามาพร้อมๆ กันอย่างไม่ทันจะตั้งตัว

ไม่นานอินทัชก็ปรับตัวต่อการรุกรานได้ จูบเงอะงะที่ตกเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนก็กลายเป็นตอบโต้กันไปมาอย่างรู้เท่าทันกัน พวกเขาจูบกันมาหลายครั้งจนคุ้นเคยเกมจูบของกันและกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นจังหวะสอดประสานหรือการเกี่ยวรัดไปมาของลิ้นนุ่นรสหวานล้ำที่ไม่ว่าจะได้ลิ้มลองกี่ทีก็มอมเมาให้ลุ่มหลงได้ยาก

จากปากจูบนั้นก็เลื่อนย้ายสะเปะสะปะไปทั่วหน้า ความอุ่นซ่านของลมหายใจที่รินรดซึ่งกันและกันแผ่ขยายไปทั่วร่างกายที่ขยับตอบสนองจนเป็นจังหวะเดียวกัน มือใหญ่สากระคายนิดๆ ที่ลูบไล้ไปตามลำตัวใต้เสื้อคอปกที่อินทัชติดกระดุมเอาไว้ทุกเม็ดเพื่อปกปิดร่องรอยสีกุหลาบจากเมื่อคืนก่อนให้พ้นสายตาคนในทีม แม้ว่าที่จริงพวกนั้นมันจะเห็นแล้วตั้งแต่ตอนที่พวกเขาลงไปรับที่ลานจอดรถ แต่ในเมื่ออินทัชมันไม่ทันคิดเขาก็ไม่คิดจะบอกให้มันรู้ตัวหรอกนะ ก็ถ้าขืนมันรู้นอกจากจะอายลูกน้อง แน่นอนว่าเขาเองก็ต้องช้ำเพราะเป็นคนทำ เพราะงั้นปล่อยๆ ไปเถอะ ข้อดีของการที่มันไม่รู้มีเยอะกว่าเห็นๆ

ส่วนคืนนี้ทำรอยต่ำลงมาหน่อยก็ดีอินทร์มันจะได้ซ่อนได้ง่ายหน่อย

คนที่วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วก็ถกชายเสื้อตัวนั้นขึ้นสูงจนเผยให้เห็นอกขาวพร้อมหน้าท้องแน่นตึงด้วยรูปกล้ามเนื้อสวยอย่างคนรักการเข้ายิม มันต่างจากผู้หญิงเอาเรื่องแต่กลับดึงดูดให้อยากสัมผัสได้มากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเจ้าของมันคือคนที่ปัณณวัฒน์หลงรัก

ขณะเดียวกันมือเรียวของอินทัชเองก็ลูบหายเข้าไปในชายเสื้อของเขาแล้วลูบวนเวียนอยู่แถวเอวสอบเช่นเดียวกัน ยิ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ปัณณวัฒน์สร้างความเสียวซ่านให้ร่างกายเขาด้วยการดูดเม้มไปบนตุ่มไตบนอกมือของอินทัชก็ยิ่งบีบเค้นหนักๆ ไปที่ตัวของปัณณวัฒน์คล้ายกับต้องการระบายความรู้สึกลงไปบนนั้นจนหลายครั้งเจ้าของมันกระตุกไปหลายทีอย่างไม่ใช่เพราะความเจ็บ

ปากอุ่นและจมูกโด่งไล่พรมจูบไปจนทั่วแผงอกกว้างนั้นจนพอใจก่อนจะขยับต่ำลงมาจนถึงหน้าท้องซิกแพคแน่นของอินทัช ปัณณวัฒน์ใช้ลิ้นเลียชิมไปบนก้อนเนื้อที่เรียงตัวสวยนั้นสลับกับขบกัดเบาๆ อย่างมันเขี้ยว อินทัชแอ่นตัวขึ้นรับจนตัวโค้งทำให้ปัณณวัฒน์สอดแขนเข้าไปใต้เอวของอีกคนกอดรั้งให้ลำตัวนั้นแนบเข้าหาตัวเองมากขึ้นขณะที่มืออีกข้างก็ยื่นขึ้นไปบีบขยี้ที่ยอดอกบวมเปล่งเพื่อช่วยกันสร้างความทรมานที่สุขสมให้กับคนรับจนอินทัชเผลอหลุดเสียงครางแผ่วออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ไอ้ปั้น...”

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเรียกเขาทำไมแต่เสียงเรียกนั้นกลับฟังดูไพเราะจนคนฟังอยากให้เรียกทั้งคืน

“อื้อ” ปัณณวัฒน์ทำเสียงตอบรับในคอแต่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากหน้าท้องแกร่งของอีกคน ซ้ำร้ายมือยังวุ่นวายอยู่แถวตะขอกางเกงยีนราคาแพงของอินทัชอีกด้วย สาละวนกันอยู่ไม่นานกางเกงตัวสวยก็หลุดพ้นสะโพกออกไปพร้อมๆ กับชั้นในสีจางเผยให้เห็นร่างกายสมส่วนอย่างชายชาตรีที่งดงามตรึงตราในห้วงสำนึกของคนถอดจนต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอไปอย่างยากลำบาก

อินทัชผงกหัวขึ้นมองลงไปด้านล่างของตัวเองเมื่อรับรู้ได้ถึงความอุ่นที่มาพร้อมความชื้นแฉะตรงแถวต้นขาด้านใน ความรุ่มร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างโดยเฉพาะใบหน้าที่เจือสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ความเสียวสยิวที่ถูกปัณณวัฒน์ทั้งดูดทั้งขบกัดสลับกับเลียวนเวียนอยู่ด้านล่างมากมายจนอินทัชต้องเกร็งหน้าท้องรับเพื่อสะกดกั้นความพลุ่งพล่านนี้เอาไว้แม้จะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนนี้

“อา...ปั้น เบาๆ ...” เมื่อถูกอีกฝ่ายใช้ปากก่อกวนรุนแรงมากขึ้นจนผิวเริ่มเป็นรอยแดงชัดเจนจึงต้องเอ่ยปากปรามเอาไว้ นั่นจึงทำให้ถูกคนที่ก้มหน้าอยู่ตักของตนพุ่งตัวขึ้นมาประกบจูบรุนแรงแทบจะในทันที “อื้อ...” แต่คนที่อารมณ์เตลิดไปกับการปลุกเร้าก็รับมือทันใบหน้าคมจึงเอียงคอรับจุมพิตนั้นในองศาที่พอเหมาะ แถมเปิดทางรับการรุกล้ำทั้งยังจูบกลับอย่างดูดดื่มไม่แพ้กัน

คนด้านบนดันตัวอินทัชให้ถอยร่นไปบนหัวเตียงจนกลายเป็นว่าอินทัชขยับไปนั่งพิงที่หัวเตียงแล้วจัดการดึงเสื้อตัวเดิมให้หลุดพ้นศีรษะออกไป

“มึงสวยจังวะอินทร์” ปัณณวัฒน์ก้มลงใช้หน้าผากแนบอยู่กับหน้าผากอีกคนแล้วกระซิบบอกด้วยแววตาหลงใหลน้ำเสียงแหบพร่า

“ถึงกูจะขนลุกที่มึงบอกว่ากูสวย แต่กูจะยอมช่างแม่งไปก่อนละกัน” ปัณณวัฒน์หลุดขำเมื่อสำนึกได้ว่าอย่าหวังความโรแมนติกจากคนตรงหน้า

“มึงแม่ง...เวลาอย่างนี้มึงยังจะ...” คำพูดนั่นหายไปในลำคอเมื่ออินทัชยื่นหน้ามางับกลีบปากล่างของเขาด้วยกิริยายั่วเย้า

“พูดมาก” ปัณณวัฒน์กระตุกยิ้มทีหนึ่งก่อนจะแนบหน้าเข้าไปจูบซ้ำอีกที เมื่อเริ่มรู้สึกว่าแกนกายเปลือยเปล่าของอีกคนยกตัวชูชันจนโดนตัวเขาอยู่ด้านล่าง เลยทำให้ต้องโยงตัวขึ้นแล้วส่งมือไปกอบกุมท่อนลำกลางกายนั้นเอาไว้รับรู้ถึงความแข็งขืนร้อนจัดของมันอยู่ในมือก่อนจะขยับสร้างความหรรษาให้เจ้าของมันจนครางอื้ออึงอยู่ในคอเพราะปากถูกเขาปิดเอาไว้แน่น

ผู้กองอินทัชเบิกตาโพล่งเมื่อรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างครอบลงบนแก่นกายของตัวเอง พอลืมตาขึ้นดูก็เห็นปัณณวัฒน์กำลังครอบปากตัวเองลงบนนั่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะทุกทีอย่างมากอีกคนก็แค่ช่วยชักรูดให้จนเสร็จสมกันไป แต่คราวนี้มันต่างออกไป

“อาา...ซี๊ดด ปะปั้น...มึงอาา” แม้จะตกใจในการกระทำของอีกฝ่ายแต่ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกลับฉุดดึงให้อินทัชตกลงไปในกระแสความเชี่ยวกรากของอารมณ์อีกครั้ง

ใบหน้าของปัณณวัฒน์ขยับขึ้นลงอยู่บนตักของเขาช้าบ้างเร็วบ้างสลับกันไป และทุกการเคลื่อนไหวของคนด้านล่างก็อยู่ในสายตาของอินทัชตลอด เขาค้นพบว่าการมองดูอีกคนกอบโกยความสุขจากร่างกายเขาทำให้เขาเองก็สุขสมอย่างเหลือเชื่อ มันเหมือนกับว่าเขามีความสุขเพียงเพราะได้เห็นว่าปัณณวัฒน์มีความสุข

แล้วสุขนั้นมันก็ขมวดเกลียวรัดตัวเขาแน่นจนแทบหายใจไม่ออกลมหายใจหอบถี่กระชั้นปนเสียงครางกระเส่าเป็นเหมือนบทเพลงที่บรรเลงให้จังหวะปัณณวัฒน์ขยับตามจนสอดประสานคล้องจองกัน

ไม่นานหลังจากนั้นอินทัชก็รู้สึกว่าร่างกายของตนถูกเติมเต็มจนใกล้จะปลดปล่อย คนทำก็เหมือนจะรู้ปัณณวัฒน์เร่งจังหวะให้ทันความต้องการของอินทัชเพื่อส่งอีกคนให้ถึงฝั่งอย่างที่ตั้งใจ จนเมื่อร่างกายของอินทัชปลดปล่อยความสุขหลั่งรินออกมาเขาก็รับมันเอาไว้ทั้งหมดก่อนจะกลืนกินมันลงไป

“ไอ้ปั้น! คายออกมา” อินทัชนั้นแทบจะร้องบอกด้วยความตื่นตะลึง แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว

“อร่อย” ปัณณวัฒน์บอกพร้อมยิ้มร้ายกาจให้

“มัน...เอ่อ...” อีกคนหมดคำจะพูด อธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรอายก็ไม่เชิงเขินก็ไม่ใช่

“ไปไหน” ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าปัณณวัฒน์มีสีหน้าแปลกไปและทำท่าจะกระโจนลงจากเตียงจนตะครุบเอาไว้แทบไม่ทัน

“กูต้องไปจัดการตัวเอง” รักสนุกทุกข์ถนัดทรมานอินทัชไว้ตอนนี้คือเขาเองที่กำลังโดนเล่นงานบ้างแล้ว แต่ถ้าขืนทำต่ออินทัชอาจจะไม่ปลอดภัย

ท่าทางของคู่หูอินทัชเข้าใจดี “เอ่อ...ให้กู ช่วยมึง กะ ก็ได้” บอกไปก็รู้สึกว่าหน้าตัวเห่อร้อนจนแทบลวก

“แต่ว่า...เฮ้ย!” เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะควบคุมตัวเองให้ไม่เลยเถิดไปได้แค่ไหนจึงไม่อยากให้อินทัชเดือดร้อน แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ก็ผลักเขาให้เปลี่ยนนอนราบไปบนเตียงแทนเสียแล้ว

 

 

ไรท์/// อืม... (ไม่มีคำบรรยาย) เอาเป็นว่าตอนนี้เป็นNC ที่ต้องยอมรับว่าต่างจากที่เคยแต่งมา มันเป็นยังไงบ้างอ่ะทุกคน มันโอเคมั้ย ถ้าไม่จะลบทิ้ง (ไม่ก็ไปแก้ในอีบุ๊คแทน555) ถ้าแต่งประมาณนี้มันโอเคอะเป่า เมนต์บอกกันหน่อยนะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว