email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 เปิดศึก

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 เปิดศึก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2564 02:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 เปิดศึก
แบบอักษร

ตอนที่ 16

โดย แยมขนมปัง

 

 

 

 

#FHANDEE

นี่มัน...เรื่องอะไรกัน

ผมได้แต่ยืนนิ่งอึ้งตะลึงพรึงเพริดอยู่หน้าประตูห้องเรียน จ้องมองกระดาษนับร้อยที่ติดอยู่เต็มประตูและกำแพงหน้าห้องเรียนของผม เสียงฮือฮาของเพื่อน ๆ ต่างพากันซุบซิบแล้วหันมองผมสลับกับกระดาษตรงหน้าที่มีรูปผมติดอยู่ รูปที่มีข้อความหยาบโลนประกอบภาพอย่างคำว่า 'อีแรด' อยู่ด้วย ดวงตาผมสั่นระริกไม่ต่างจากมือไม้ที่สั่นเทา นี่มันคืออะไร ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้

หลังจากเลิกแถว นักเรียนก็พากันแยกย้ายขึ้นอาคารเรียนเพื่อไปห้องเรียนของตัวเองตามปกติ แต่แล้วสมาชิกห้องผมก็ต้องมาหยุดชะงักที่หน้าห้องเรียน เพราะรูปของผมที่ถูกปริ้นออกมาติดไว้เต็มหน้าห้องดึงสายตาของทุกคนไว้จนไม่มีใครเปิดประตูเข้าห้องเรียนสักคน

พรึ่บ!

กลุ่มเพื่อนสนิทของผมพากันแกะกระดาษที่ติดอยู่ออกก่อนจะฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยความโมโหต่างจากผมที่ยังยืนแข็งตรึงไม่เคลื่อนตัว เพราะยังอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่

"ใครมันเล่นอะไรเหี้ย ๆ แบบนี้ฮะ!!" มะนาวที่กำลังฉีกกระดาษพวกนั้นหันมากราดถามเพื่อน ๆ ในห้องด้วยแรงโทสะ แต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับจากใครเลย ซึ่งก็ไม่แปลก ใครมันจะไปยอมรับกันล่ะว่าเป็นคนปริ้นรูปผมมาแปะทั่วประตูห้องเรียนแล้วใช่ข้อความด่าทอแบบนั้น

"อย่าให้กูรู้นะเป็นใคร เจอกูแน่!" ตุ๊กตาพูดขึ้นอีกคนด้วยอารมณ์โกรธที่ไม่ต่างจากมะนาว

"มึงสองคนก็ใจเย็นก่อน เรื่องแบบนี้ถามไปก็ไม่มีใครยอมรับหรอก ไม่งั้นมันจะมาทำอะไรลับหลังแบบนี้ทำไมล่ะ" โบว์พูดห้ามเมื่อเห็นมะนาวกับตุ๊กตาเริ่มจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้และกำลังพาลใส่เพื่อนในห้อง

"ฝันดี แกเป็นอะไรหรือเปล่า" จินเดินเข้ามาจับแขนผมแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าผมเอาแต่ยืนนิ่งเงียบน้ำตาคลอเบ้า ไม่พูดอะไร ไม่ใช่ว่าไม่โกรธที่มีคนมาทำกับผมแบบนี้ ผมแค่กำลังตกใจและขวัญเสีย นี่มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่อีก

แชะ

เปเปอร์หัวหน้าห้องที่เป็นเหมือนเพื่อนของผมอีกคน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปประตูและผนังหน้าห้องเรียนที่มีกระดาษพวกนั้นติดอยู่ ก่อนจะหันมาหาพวกเราทุกคนที่ตอนนี้ยังยืนมุงกันอยู่ที่หน้าห้อง

"ทุกคนใจเย็น ๆ ก่อน เราว่าช่วยกันแกะกระดาษพวกนี้ออกให้หมดก่อนเถอะ แล้วค่อยไปแจ้งอาจารย์เพื่อหาคนผิด" เปเปอร์พูดบอกทุกคน ซึ่งเพื่อน ๆ ในห้องก็ให้ความร่วมมือช่วยกันแกะกระดาษนับร้อยแผ่นนั้นออก

ผมที่ได้สติ ก็เข้าไปช่วยคนอื่น ๆ แกะกระดาษพวกนั้นออกด้วยความรู้สึกหน่วง ๆ และอับอายที่ผมต้องมาโดนกลั่นแกล้งแบบนี้ มันเกินไปจริง ๆ

"ม.5/2 ทำอะไรกันน่ะ ทำไมไม่เข้าห้องเรียนกัน" เสียงของอาจารย์บิว อาจารย์ประจำชั้นที่กำลังจะเข้าโฮมรูมก่อนเข้าคาบแรกเรียกถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าตอนนี้ทุกคนกำลังยืนชุมนุมกันอยู่ที่หน้าห้องเรียน ทุกคนที่ได้ยินเสียงอาจารย์ก็พากันหันไปมอง

"อาจารย์ครับ พอดีไม่รู้ใครปริ้นรูปของฝันดีมาติดเต็มหน้าห้องเรียนเลยครับ แถมยังเขียนด่าด้วย นี่ครับ" เปเปอร์เป็นคนตอบก่อนส่งกระดาษที่เขาพึ่งแกะออกจากผนังส่งให้อาจารย์

อาจารย์บิวรับกระดาษไปก็ถึงกับคิ้วขมวดมองกระดาษใบนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองเพื่อน ๆ

"ช่วยกันแกะออกให้หมด เสร็จแล้วก็เข้าไปในห้องเรียน" อาจารย์บิวพูดบอก ทุกคนจึงเร่งมือ แกะกระดาษพวกนั้น นักเรียนห้องอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงก็พากันหันมาสนใจทางห้องเรียนของพวกเรา บางคนถึงขั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายรูปกระดาษที่ติดอยู่ตรงพนัง

เพราะด้วยเพื่อน ๆ ทุกคนช่วยกันแกะกระดาษพวกนั้นจึงทำให้ใช้เวลาไม่นานกระดาษก็ถูกแกะออกจนหมด อาจารย์บิวให้รวบรวมกระดาษพวกนั้นให้อาจารย์ ก่อนที่ทุกคนจะพากันเข้ามานั่งประจำโต๊ะของตัวเองในห้องเรียน ส่วนผมก็แทบอยากจะร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะซึ้งใจที่เพื่อนในกลุ่มพากันปกป้องผมและเพื่อน ๆ ในห้องก็ต่างให้ความช่วยเหลือผม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

อาจารย์บิวที่ยืนคุยกับอาจารย์สมเจตน์ที่ต้องเข้ามาสอนคาบแรกของห้องผมอยู่ที่หน้าห้อง ก่อนที่อาจารย์บิวจะเดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้ากระดาษแล้วกวาดสายตามองทุกคนในห้อง

"อาจารย์ไม่รู้หรอกนะว่าคนที่ทำเรื่องนี้ใช่นักเรียนในห้องนี้หรือเปล่า แต่อาจารย์อยากจะบอกว่าการกลั่นแกล้งที่ทำร้ายซึ่งจิตใจของผู้อื่นแบบนี้ เป็นสิ่งที่แย่มาก" อาจารย์บิวหันมามองหน้าผมนิด ๆ ก่อนมองไปที่คนอื่นอีกครั้ง "อาจารย์จะไม่ถามหรอกนะว่าใครเป็นคนทำ แต่ถ้ายังมีจิตสำนึกอยู่ ก็ให้ไปสารภาพผิดกับอาจารย์ที่ห้องพักครู อาจารย์หวังว่าคนที่ทำผิด จะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไปนะคะ" ทุกคนในห้องต่างหันมองหน้ากันไปมาอย่างคาดเดาว่าหากเป็นคนในห้องจริง ใครที่จะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้

ผมไม่แม้แต่จะคิดสงสัยเลยสักนิดว่าใครเป็นคนทำ เพราะเพียงแค่ผมเห็นรูปและข้อความพวกนั้น ชื่อชื่อหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวสมองของผมทันที ชื่อของคนที่ผมไม่เห็นตั้งแต่ตอนเข้าแถวมาจนถึงตอนนี้ ผมไม่ได้จะใส่ความใคร แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนกลั่นแกล้งในลักษณะนี้ เพียงแค่ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าครั้งก่อนเท่านั้นเอง

ทะเล...

"ฝันดี" อาจารย์บิวเรียกชื่อผมขึ้น

"ครับ..."

"เดี๋ยวพักเที่ยงมาพบอาจารย์ที่ห้องพักครูหน่อยนะ"

"ครับ"

หลังจากผมตอบรับ อาจารย์บิวก็พูดอีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปเพราะนี่ก็กินเวลาคาบแรกมาพอสมควรแล้ว

การเรียนในคาบเช้าผ่านไปโดยที่ผมแทบไม่มีกะจิตกะใจจดจ่อกับการเรียนเลย ที่นั่งข้างกายของผมยังคงว่างเง้นไม่ต่างจากที่นั่งตัวอื่นซึ่งเป็นของเหล่ากลุ่มของทะเล ผมไม่ได้สนใจว่าพวกเขาหายไปไหน สิ่งที่ผมสนใจคือทำไมทะเลถึงแกล้งผมแบบนี้อีกแล้ว

แม้ทะเลจะไม่ได้ดีกับผมมากนัก แต่หลายวันมานี้เขาก็ไม่ได้ร้ายใส่ผมอย่างรุนแรงเหมือนวันแรก ๆ ที่รู้จักกัน แต่ทำไม ทำไมจู่ ๆ ทะเลถึงทำกับผมแบบนี้อีกแล้ว ทั้งที่อาทิตย์ก่อนเขายังสอนให้ผมเล่นบาสอยู่เลย ถึงแม้จุดประสงค์จะเพื่อแกล้งผมให้เสียอาการ แต่ผมยอมรับว่าผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่เพียงแค่อายก็เท่านั้น แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมทะเลถึงกลับมาทำอะไรแบบนี้เพื่อแกล้งผมอีกแล้ว

เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ผมก็รีบทานข้าวแล้วไปพบอาจารย์บิว เธอสอบถามเกี่ยวกับตัวผมว่าผมไปมีศัตรูหรือมีปัญหากับใครหรือเปล่า ถึงในใจผมอยากจะพูดชื่อของทะเลออกไป แต่ไม่รู้ทำไมปากมันกลับพูดไม่ออก ได้แต่นั่งส่ายหน้า คำให้การของผมจึงดูไม่เป็นประโยชน์อะไรต่ออาจารย์มากนัก

"เขมนันท์แน่ใจนะว่าจะไม่ให้อาจารย์แจ้งผู้ปกครอง"

ผมส่ายหน้าพรืด

"อย่าเลยครับ ถือว่าผมขอ ผมไม่อยากให้แม่เป็นกังวลเรื่องนี้"

"งั้นก็แล้วแต่เธอแล้วกัน แต่ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธออีก อาจารย์ก็จำเป็นที่ต้องแจ้งผู้ปกครองนะ"

"ครับ..." ผมตอบรับไม่เต็มเสียงนัก

"เขมนันท์...เธอไม่มีอะไรจะบอกอาจารย์จริง ๆ ใช่ไหม"

"....." ผมนิ่งเงียบ อาจารย์ก็เงียบไปครู่หนึ่ง

"งั้นอาจารย์ก็จะไม่ถามเซ้าซี้อะไรเธอแล้ว แต่ถ้าเธอมีปัญหาอะไร ก็มาปรึกษาอาจารย์ได้เสมอนะ"

"ครับ ขอบคุณมากนะครับ"

หลังจากนั้นเสียงสัญญาณคาบบ่ายก็ดังขึ้น ผมจึงกล่าวลาอาจารย์ประจำชั้น ก่อนเดินออกมาจากห้องพักครู ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รู้สึกเหนื่อยใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม

"ฝันดี" ผมหันไปตามเสียงทุ้มที่คุ้นเคยที่เอ่ยเรียกชื่อของผม

"พี่ท้องฟ้า" พี่เขาเดินเข้ามาหาก่อนหยุดยืนตรงหน้าผม ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ทำไมออกมาจากห้องพักครูได้ล่ะ หรือเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า" ผมนิ่งไปนิด

"พี่...รู้เรื่องเมื่อเช้าด้วยเหรอครับ"

"พี่รู้จากเพื่อนในห้องน่ะ แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง"

"ฝันเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ หลักจากเลิกแถว มันก็ติดอยู่ที่หน้าห้องเรียนแล้ว"

"รู้ตัวการหรือยัง"

ผมส่ายหน้า

"แล้วเราสงสัยใครหรือเปล่า"

"....." พี่ท้องฟ้ามองหน้าเมื่อผมเงียบจนผมต้องก้มหน้าหนี

"ทะเลใช่ไหม"

"ฝันไม่อยากปรักปรำใครหรอกครับ เพราะถึงยังไม่ก็ไม่มีหลักฐาน..." ผมพูดเสียงแผ่วในท้ายประโยค ก่อนจะได้ยินเสียงพี่ท้องฟ้าถอนหายใจออกมาเบา ๆ

ฟึ่บ

มือหนายื่นมาลูบหัวผมอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบโยนเหมือนอย่างเคย

"ถ้าทะเลมายุ่งวุ่นวายกับฝันดีอีก บอกพี่นะ พี่จะไม่ให้ทะเลรังแกเราอีกแล้ว" ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาประสานกับน้ำเสียงที่แฝงความห่วงใยของชายตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นได้ทุกครั้ง แม้จะไม่มั่นใจว่าพี่ท้องฟ้าจะสามารถปกป้องผมจากทะเลได้หรือเปล่า

"ขอบคุณมากนะครับ"

"แล้วนี่ฝันดีจะกลับห้องเรียนใช่ไหม"

"จะไปห้องสมุดน่ะครับ พอดีคาบนี้อาจารย์ให้ไปหาข้อมูลทำงานส่งในคาบที่ห้องสมุดน่ะครับ"

"งั้นเดี๋ยวพี่เดินไปส่ง"

"ไม่เป็น..."

"ไปกันเถอะ" ผมไม่ทันได้พูดปฏิเสธ พี่ท้องฟ้าก็ชิงเดินนำผมไปทางห้องสมุดเสียแล้ว ผมจึงต้องเดินตามพี่เขาไป ถึงอย่างนั้นในช่วงจังหวะที่ได้อยู่กับพี่ท้องฟ้า ความใจดีของพี่เขาก็ช่วยเยียวยาความรู้สึกของผมไม่ให้ฟุ้งว่านไปได้บ้าง

หลังจากเดินมาส่งผมถึงห้องสมุด พี่ท้องฟ้าก็เดินกลับไปทางห้องเรียนของตัวเอง ผมจึงเดินเข้ามาในห้องสมุด ซึ่งตอนนี้เพื่อน ๆ ในห้องก็มารวมตัวกันที่นี่หมดแล้ว ทุกสายตาหันมามองผมอย่างต้องการรู้เรื่องที่ผมไปคุยกับอาจารย์ที่ห้องพักครู ผมทำได้เพียงยิ้มให้เพื่อนในห้อง ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนกลุ่มผม

"อาจารย์บิวว่ายังไงบ้าง มีคนไปสารภาพบาปบ้างหรือยัง" โบว์เอ่ยถามขึ้นทันทีที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้

ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ

"ถ้าคนทำมันมีจิตสำนึกจริง มันคงไม่หมาลอบกัด หาเรื่องรังแกไอ้ฝันดีลับหลังแบบนี้หรอก" ตุ๊กตาพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด

"นั่นสิ ใครกันนะที่ทำเรื่องแบบนี้กับคนดี ๆ อย่างแกได้" จินพูดขึ้นอีกคน

"เหอะ เรื่องเหี้ย ๆ แบบนี้จะเป็นใครซะอีกล่ะนอกจากไอ้ทะเล ก็มีมันแค่คนเดียวนี่ที่คอยหาเรื่องฝันดีน่ะ"

มะนาวพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ซึ่งดูเหมือนว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มก็ต่างเห็นด้วยกับคำพูดของมะนาว

"กูไปหาเรื่องอะไรไอ้ฝันดี"

กึก

ผมชะอึ้งหลังชาบวูบ เมื่อได้ยินเสียงของคนที่คุณก็รู้ว่าใครดังมาจากทางด้านหลังของผม พวกมะนาวก็ดูจะนิ่งอึ้งไปไม่ต่างจากเพื่อน ๆ ในห้องที่จู่ ๆ กลุ่มของทะเลก็เดินเข้ามาในห้องสมุด มิหนำซ้ำยังมาหยุดอยู่ที่โต๊ะกลุ่มผมอีก

"ว่าไง กูหาเรื่องอะไรไอ้ฝันดีมันฮะ" ทะเลถามย้ำ ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง สองมือกำแน่นด้วยความหวาดหวั่น

"ยะ...ยังมีหน้ามาถามอีก วันนี้นายทำอะไรไว้ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะทะเล" มะนาวทำใจดีสู้เสื้อ เอ่ยพูดว่าทะเลด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ผมเหลือบมองหน้าทะเลที่ตอนนี้มายืนอยู่ไม่ใกล้จากผม ในหน้าคมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินที่มะนาวพูด ก่อนจะหันมามองผมนั่นจึงทำให้ผมรีบก้มหน้าหลบทันที

"วันนี้? วันนี้กูไปทำอะไรไอ้ฝันดีตอนไหน พูดอะไรของมึง" ทะเลถามกลับด้วยสีหน้าราวกับไม่รู้เรื่องอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะปกติเวลาทะเลแกล้งผม เขาก็มักจะยอมรับออกมาอย่างโจ่งแจ้งเสมอ แต่ทำไมครั้งนี้ถึงเป็นแบบนี้

"นายนี่นะ เหอะ" มะนาวพูดด้วยออกมาราวกับหมดคำพูดที่จะตอบเพราะคงคิดว่าทะเลกำลังตีมึนแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

ทะเลที่ไม่ได้คำตอบจากเพื่อน จึงหันมามองผมเหมือนจะเอ่ยถามอะไรบางอย่าง แต่เพราะอาจารย์ประจำวิชาเข้ามาเสียก่อน ทะเลกับเพื่อน ๆ จึงเดินไปหาที่นั่ง ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าจะโดนทะเลซักไซ้เสียแล้ว เพราะตอนนี้ผมก็ยังไม่อยากจะพูดอะไรกับเขานัก แต่ถึงอย่างนั้น ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในห้องสมุด ทะเลก็เอาแต่จ้องหน้าผม ถึงผมจะไม่ได้หันไปมองแต่ผมก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่คมกริบและดุดัน

“ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด ฉันล่ะเชื่อมันเลยจริง ๆ” ตุ๊กตาพูดบ่นพำพึมถึงทะเล ก่อนที่ทุกคนในกลุ่มจะพากันส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ดูท่าพวกเธอคงจะไม่ชอบทะเลมากจริง ๆ

บทสนทนาของพวกเราเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้ายุติลง เพราะต้องหันมาสนใจงานที่ต้องทำส่งในคาบ ถึงอย่างนั้น เรื่องเล่านั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวผม ยิ่งท่าทางของทะเลที่เหมือนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ยิ่งทำให้ผมสับสน มันคือเรื่องจริงหรือเขาเพียงแค่แสดงกันแน่

แต่หากไม่ใช่ทะเล…

แล้วใครกันล่ะ ที่เกลียดผมถึงขั้นทำกันแบบนี้…

——————-

ผมลงจากรถมอเตอร์ไซต์ของพี่ท้องฟ้า ก่อนจะถอดหมวกกันน็อคคืนเจ้าของรถที่คอยรับส่งผมทุกวัน หลังจากที่มาถึงหน้าบ้านของผม

“พี่ท้องฟ้า”

พี่ท้องฟ้าเลิกคิ้วขึ้นเป็นการตอบรับ

“เรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนวันนี้…อย่าบอกแม่ผมนะครับ”

พี่ท้องฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง

“นะครับ ถือว่าฝันขอ ฝันไม่อยากให้แม้ไม่สบายใจ”

“ถ้าเราพูดขนาดนี้ แล้วพี่จะพูดอะไรได้ล่ะ แต่แลกกับการที่พี่จะไม่บอกน้าจิตรา ฝันดีต้องบอกพี่ทุกครั้งที่มีใครมาหาเรื่องเรา โอเคไหม” พี่ท้องฟ้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“ครับ”

“ดีมาก เด็กดี” พี่ท้องฟ้าพูดถลางขยี้หัวผมเหมือนที่ชอบทำบ่อย ๆ

“งั้นฝันเข้าบ้านก่อนนะครับ ขอบคุณที่มาส่ง”

“นี่ก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ยังจะขอบคุณพี่อยู่ได้ทุกวันนะ หึหึ”

“ก็ฝันเกรงใจพี่ท้องฟ้านี่ครับ” ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ที่ต้องให้พี่ท้องฟ้าลำบากคอยรับส่งผม ความจริงตอนนี้ผมก็เริ่ม

“งั้น…พี่ขอเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นขอฝากท้องสักมื้อได้ไหม พอดีพ่อกับแม่พี่ไปบ้านญาติที่กรุงเทพฯ น่ะ พี่ขี้เกียจทำกับข้าวเองด้วย” พี่ท้องฟ้าพูดบอกด้วยรอยยิ้มที่ผมเห็นจนชินตาเสียแล้ว

“ดะ…”

“อยากฝากท้องมึงก็ไปโรงพยาบาลสิ”

ผมที่กำลังจะตอบรับพี่ท้องฟ้าก็เป็นต้องชะงักคำพูด เมื่อมีบุคคลที่สามขับรถเข้ามาจอดเคียงรถพี่ท้องฟ้าก่อนจะพูดแทรกขึ้นมา ทำไมทะเลถึงขับรถมาจอดที่หน้าบ้านของผมแทนที่จะเข้าบ้านของตัวเองไปล่ะ จะว่าไงดี เรื่องวันนี้ผมยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่ผู้ต้องสงสัยหลักของผมก็ยังคงเป็นทะเล ผมเลยไม่อยากเจอเขานัก

“แกมาบ้านฝันดีทำไมทะเล” พี่ท้องฟ้าเอ่ยถามน้องชายด้วยเสียงราบเรียบ

“แล้วทำไมกูจะมาไม่ได้” ทะเลตอบก่อนจะแสยะยิ้มให้พี่ขายของตัวเอง

สองพี่น้องเขม่นจ้องมองฟาดฟันสายตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร รอบตัวของพวกเขาเหมือนมีรังสีทมิฬแผ่ออกมาปะทะกันจนผมที่ยืนอยู่ใกล้ได้รับแรงบีบรัดจนรู้สึกอึดอัดไปด้วย ทำไมสายตาที่ทั้งสองมองกันถึงดูน่ากลัวจังนะ แล้วผมควรจะแก้สถานการณ์ในครั้งนี้ยังไงดีนะ

“เอ่อ…เอ๊ะ ทะไมแม่กลับมาเร็วจัง”

ผมที่ยังนึกคำพูดไม่ออกก็ได้รถของแม่ที่ขับมาพอดีช่วยชีวิตผมไว้ได้ ทำให้ท้องฟ้ากับทะเลต้องขยับเลื่อนรถมอเตอร์ไซต์ เพื่อที่จะเปิดทางให้แม่ของผมขับรถเข้ามาจอดในบ้าน

“อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะเด็ก ๆ พึ่งเลิกเรียนเหรอ” แม่ของผมที่พึ่งลงจากรถเดินเข้ามาทักทายเพื่อนบ้านทั้งสองคน

“สวัสดีครับน้าจิตรา” พี่ท้องฟ้ายกมือไหว้ทักทายแม่ของผม ส่วนทะเลเพียงแค่ยกมือไหว้เท่านั้น

“สวัสดีจ้ะ มา ๆ ไหน ๆ ก็อยู่ทั้งพี่ทั้งน้องแล้ว วันนี้อยู่ทานข้าวที่บ้านน้าเลยแล้วกันนะ คุณทัศน์กับพี่ธาราไม่อยู่บ้านนี่”

คำเอ่ยชวนของแม่ทำเอาผมชะงักก่อนหันมองชายหนุ่มทั้งสองที่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นปกติแล้ว ทว่าผมก็ยังรู้สึกรับรู้ได้ถึงความอึดอัดระหว่างสองพี่น้องคู่นี้

“งั้นผมขอรบกวนหน่อยนะครับน้าจิตรา”

“จ้ะท้องฟ้า…ทะเลก็ด้วยนะ” แม่ตอบรับพี่ท้องฟ้าก้อนจะหันไปพูดกับทะเล ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับนิด ๆ ก่อนที่ทุกคนจะพากันเดินตามแม่ของผมเข้าบ้าน

แม่ให้พี่ท้องฟ้ากับทะเลไปนั่งรอในห้องรับแขก เพื่อที่แม่จะไปเตรียมกับข้าวที่ซื้อมาใส่จาน และท่านก็ไล่ให้ผมขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้อง ถึงแม้ผมจะไม่อยากทิ้งให้สองพี่น้องอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เพราะกลัวว่าอาจจะมีเรื่องกันถึงขั้นลงไม้ลงมือได้ พี่ท้องฟ้าน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ทะเลที่ไม่ค่อยรู้จักยับยั้งอารมณ์นี่สิที่น่ากังวล ถึงอย่างนั้นแม่ผมก็อยู่ด้วย ทะเลคงไม่กล้าก่อเรื่องอะไร ผมจึงแยกตัวมาเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้องนอน

ผมเดินออกมาจากห้องด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงขาสามส่วนธรรมดา ซึ่งเมื่อลงมาถึง ทุกคนก็พร้อมกันที่โต๊ะอาหารแล้ว

“มานั่งสิลูก” แม่ผมที่นั่งตำแหน่งหัวโต๊ะ กวักมือเรียกผม

“เอ่อ…” ผมยังคงยืนนิ่งอ้ำอึ้ง ไม่ได้เข้าไปนั่ง เพราะสายตาสองคู่ที่พากันหันมากดดันผม

ตอนนี้ที่นั่งที่เหลือว่างเว้นพอที่ผมจะนั่งได้ นั่นก็คือเก้าอี้ข้างพี่ท้องฟ้าและเก้าอี้ข้างทะเลเพราะทั้งสองคนนั่งตรงข้ามกัน ทำไมถึงไม่ไปนั่งฝั่งเดียวกันนะ แล้วปมควรจะนั่งตรงไหน เพราะสายตาที่ส่งมาสื่อกดดันผม คล้ายจะบอกให้ผมเลือกดี ๆ

“มานั่งสิฝันดี” พี่ท้องฟ้าเอ่ยเรียกผมอย่างอ่อนโยน

“มานั่งตรงนี้ดีกว่านะ…ฝันดี” คราวนี้เป็นทะเลที่เรียกผมบ้าง แม้น้ำเสียงจะฟังดูราบเรียบ ทว่าสายตาเย็นเฉียบที่มองผมอย่างดุดันทำเอาผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

ผมยังคงยืนนิ่งตรึง หันมองเก้าอี้ฝั่งซ้ายขวาที่ว่างเว้นอยู่ ในหัวก็ได้แต่คิดว่าควรทำยังไง หากให้เลือกผมก็ต้องเลือกที่จะนั่งข้าง ๆ พี่ท้องฟ้าอยู่แล้ว แต่สายตาที่ทะเลมองผม เหมือนจะบอกผมว่าหากเลือกไม่ตรงใจเขาผมต้องเจ็บตัวแน่ ๆ

ผมควรทำยังไงดี ทั้งที่ทุกๆ คนก็สามารถเดินเข้าไปนั่งทานข้าวได้เป็นปกติ แต่วันนี้ทำไมบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารถึงได้อึดอัดแบบนี้นะ

นั่งตรงไหน ถึงจะไม่ทำให้พี่ท้องฟ้าตะหงิดใจ และไม่ทำให้ทะเลโกรธ…

ครืด

ผมเลื่อนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ ก่อนจะนั่งลงหลังจากตัดสินใจเลือกได้แล้ว

“ทำไมนั่งตรงนั้นล่ะลูก ทำไมไม่นั่งข้าง ๆ ท้องฟ้า ไม่ก็ทะเลล่ะ” แม่ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อผมนั่งลงตรงหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับแม่ แล้วเว้นที่ว่างข้างขายหนุ่มทั้งสองไว้

“ก็…ฝันอยากนั่งมองหน้าแม่ไงครับ” ผมแถออกไปอย่างข้าง ๆ คู ๆ

“อะไรกันเนี่ยลูกชายคนนี้ หึหึ มา ๆ ทานข้าวกันเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”

ผมถอนหายใจเมื่อแม่ไม่ถามซักไซ้อะไรต่อ ส่วนสองพี่น้อง ก็ไม่ได้พูดอะไรที่สุดท้ายผมเลือกนั่งตรงนี้

การทานอาหารในมื้อเย็นเริ่มขึ้นด้วยบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยรังสีเทา ๆ กระจายแผ่ซ่านไปทั่วทุ้งโต๊ะอาหาร แม้ทะเลกับพี่ท้องฟ้าจะไม่มีบทสนทนาค่วมกันเลย แต่ก็ยังทำให้ผมู้สึกอึดอัดจนแทบกินข้าวไม่ลงเลยก็ว่าได้

“เอ้อ ฝันดีรู้เรื่องค้ายหรือยัง” ผมเลิกคิ้วขึ้นกับสิ่งที่พี่ท้องฟ้าถาม

“ค่ายอะไรเหรอครับ”

“ก็ค่ายคุณธรรมของนักเรียนระดังชั้นม.ปลายไง”

“ฝันยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย”

“พอดีเทอมหนึ่งของทุกเทอมจะมีกิจกรรมเข้าค่ายคุณธรรมของนักเรียนม.ปลายน่ะ”

ผมพยักหน้ารับแย่างเข้าใจในสิ่งที่พี่ท้องฟ้าบอก

“เข้าค่ายคุณธรรมงั้นเหรอ ดีเหมือนกันนะ แล้วไปกันที่ไหนล่ะจ้ะ” แม่ผมเอ่ยถามด้วยความสนใจ

“ที่พุทธสถานวิโมกสิวาลัยครับ”

“อ๋อ น้าเคยได้ยินนะ ได้ข่าวว่าที่นั่นสงบเงียบมากเลย น้าเองก็อยากไปปฏิบัติธรรมที่นั่นสักครั้ง” แม่ผมเป็นคนค่อยข้างธรรมะธรรมโมพอสมควรเลยล่ะครับ

“แล้วไปวันไหนเหรอครับ” ผมถามพี่ท้องฟ้า

“อีกสองอาทิตย์น่ะ ตอนนี้พี่ต้องประชุมกับสภานักเรียน แล้วก็อาจารย์ฝ่ายกิจกรรมนักเรียนก่อน หากได้ข้อสรุปยังไงก็คงได้ประกาศอย่างเป็นทางการ”

ผมตาลุกวาว แค่ได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว ผมยังไม่เคยไปเข้าค่ายคุณธรรมเลยสักครั้ง เพราะผมเรียนโรงเรียนคริสต์มาตั้งแต่อนุบาล แต่ผมก็นับถือศาสนาพุทธนะ

“ฝันเคยไปเข้าค่ายคุณธรรมหรือเปล่า”

ผมส่ายหน้า

“ฝันเรียนโรงเรียนคริสต์มาตลอดน่ะครับ”

“งั้นถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามพี่ได้ตลอดนะ”

“ขอบคุณมากนะครับ” ผมตอบรับด้วยรอยยิ้ม โชคดีจังที่ได้มาสนิทกับพี่ท้องฟ้าแบบนี้

เคล้ง!

กึก

จู่ ๆ ทะเลก็ปล่อยช้อนส้อมในมือหล่นกระทบจานข้าวของตัวเองจนเกิดเสียงดัง ทำเอาทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ

“ขอบโทษนะครับน้าจิตรา พอดีมันหลุดมือน่ะครับ” ทะเลพูดบอกแม่ผม

“จ้ะ ไม่เป็น ทานกันต่อเถอะ” แม่ตอบรับอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่ทะเลพูดไม่เป็นความจริง เขาจงใจโยนมันลงบนจานชัด ๆ แล้วดูสีหน้าของทะเลตอนนี้สิ อย่างกับโกรธใครมาสิบชาติ ยิ่งสายตาแข็งกร้าวของเขาที่หันมามองผมยิ่งแล้วใหญ่ มันน่ากลัวจนผมต้องก้มหน้าหนีอีกครั้ง

เป็นอะไรของเขานะ…

“ฝันไม่ค่อยหิวเหรอ ทำไมเอาแต่นั่งก้มหน้าล่ะ” พี่ท้องฟ้าถามขึ้น

“เอ่อ…ครับ”

ผมตอบรับไปแบบนั้น พี่ท้องฟ้าก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่กลับตักกับข้าวมาใส่จานผม

“ทานเยอะ ๆ นะ ดูสิผอมเหลือแต่กระดูกอยู่แล้ว” พี่ท้องฟ้าไม่พูดเปล่า ใช้มือบีบแก้มผมอย่างหยอกล้อเหมือนอย่างเคย ทว่าครั้งนี้ผมกลับไม่ได้เขินอายเหมือนอย่างทุก ๆ ครั้ง เพราะสายตาคู่คมของทะเลที่หันมาจ้องผมเขม็งจนผมต้องรีบก้มหน้าตักข้าวเข้าปาก

ฟุ่บ

“กินนี่ด้วย อันนี้อร่อย”

ผมชะงักไปนิด เมื่อจู่ ๆ ทะเลก็ตักพัดผักรวมมาใส่จานผม

“อะ…อืม ขอบใจนะ” ผมตอบรับ ก่อนจะตักผัดผักที่ทะเลตักให้เข้าปาก

“ทานอันนี้ด้วยสิฝันดี” พี่ท้องฟ้าตักกับข้าวให้ผมอีกครั้ง

“ขอบคุณครับพี่ท้อง…”

ฟุ่บ

“ทานอันนี้ด้วย” ทะเลเองก็ตักกับข้าวให้ผมอีกครั้งเช่นกัน

“เอ่อ…ขอบใจนะทะ….”

ฟุ่บ

“อันนี้อร่อยมากเลยฝันดีลองทานสิ”

“ครับพี่ท้องฟะ…”

ฟุ่บ

“กินนี่ด้วย”

“ขอบใจทะ…”

ฟุ่บ

“อันนี้ก็อร่อย”

ฟุ่บ

“อันนี้กรอบมาก”

ชายหนุ่มสองคนสลับผลัดเปลี่ยนกันตักกับข้าวใส่จานข้าวผมระรัว ชนิดที่ว่าไม่ปล่อยให้ช้อนกลางในจานกับข้าวต้องเหงาเลยจนตอนนี้จานข้าวของผมมีแต่กับข้าวกองพะเนินสูงบดบังไม่เห็นแม้แต่เม็ดข้าวสักเม็ดราวกับภูเขาไฟที่ใหล้จะระเบิด

“ทานนี่สิ”

“ลองทานอันนี้นะ”

“อันนี้สิ”

“อันนี้ดีกว่า”

“นี่อร่อยมาก”

“อันนี้กุ้งแน่นมาก”

“อันนี้ลองดู”

พรึ่บ

ผมลุกยืนขึ้นกะทันหัน ทำเอาพี่ท้องฟ้ากับทะเลชะงักมือที่กำลังคักกับข้าวให้ผม

“ฝันจะไปไหนเหรอลูก” แม่เป็นฝ่ายถาม

“พอดีฝันพึ่งนึกขึ้นได้น่ะครับ ว่าต้องส่งงานให้เพื่อนทางเมล แล้วฝันก็อิ่มแล้วด้วย เดี๋ยวฝันขอขึ้นไปส่งให้เพื่อนก่อนนะครับแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะครับ”

ฟิ้ว

“เดี๋ยวสิฝันดี ลูกพึ่งทานไปนิดเดียวเอง ฝันดี ฝันดี! อะไรกันล่ะเนี่ยลูกคนนี้ ไวอย่างกับลิงลม”

ผมไม่เปิดช่องว่างให้ใครได้ถามอะไรต่อก็รีบวิ่งขึ้นบันไดตรงมายังห้องนอนของตัวเองทันที

พรึ่บ

ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มด้วย ยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากด้วยจิตใจที่เหลือล้า เกิดอะไรขึ้นกับพี่ทัองฟ้าแล้วก็ทะเลกันแน่ ความผิดปกติของทั้งสองคนมันเห็นชัดจนคนมึน ๆ อย่างผมยังดูออก

ถึงแม้พี่ท้องฟ้าจะดูแลผมดีอยู่แล้วก็เถอะ แต่วันนี้ดูเหมือนพี่เขาจะเอาใจใส่ผมเป็นพิเศษยังไงไม่รู้ ส่วนทะเลยิ่งแล้วใหญ่ อย่าว่าแต่การใส่ใจเลย แค่จะให้พูดดี ๆ กับผมยังกลายเป็นเรื่องที่ยากเสียยิ่งกว่าสุนัขออกลูกเป็นแมวเสียอีก

หรือว่าทะเลจะเป็นคนติดกระดาษพวกนั้นจริง ๆ ตอนนี้เลยมารู้สึกผิดที่ทำกับผมแบบนั้น เลยมาลองทำดีกับผมด้วย

กระดาษพวกนั้น…

จะเป็นทะเลที่เป็นคนทำจริง ๆ หรือเปล่านะ…

——————-

พรึ่บ!

ผมสะดุ้งเฮือกดีดตัวขึ้นจากเตียงนอน เหงื่อท้วมตัวเพราะไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน ผมบูบหน้าตัวเองให้ตื่นก่อนจะหันมองนาฬิกาฝาผนังซึ่งนั่นก็ทำให้ผมตาเบิกกว้างรีบเปิดประตูออกตากห้องแบ้วตรงมายังห้องทานอาหารทันทีที่รับรู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตั้งสามชั่วโมง ซึ่งพอลงมาถึงก็ไม่เจอใครตามที่คาดการไว้แล้ว ดึกขนาดนี้พี่ท้องฟ้ากับทะเลจะยังนั่งกินข้าวอยู่ได้ยังไง น่าจายหน้าจังแฮะ ที่เผลอหลับไปแบบนี้

“มองหาใครจ้ะ พ่อคนแอบหลับ หึหึ” แม่ที่เดินเข้ามาในครัวเพื่อดื่มน้ำเอ่ยถามผม

“ฝันไม่ได้จะแอบหลับนะครับ ฝันเพลีย ๆ เลยเผลอหลับไปน่ะครับ”

“งั้นลูกก็ขึ้นไปนอนต่อเถอะ แม่เองก็จะกลับห้องทำงานแล้วเหมือนกัน” แม่พูดจบประโยคก็ตั้งท่าจะเดินกลับขึ้นไปบนห้อง

“แม่ครับ”

แม่หันกลับมาเลิกคิ้วให้ผม

“ตอนที่ผมขึ้นไปบนห้อง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่าครับ”

“ก็ไม่นะลูก หลังจากลูกขึ้นห้องไปไม่นาน ทะเลกับท้องฟ้าก็ขอกลับบ้าน ลูกถามทำไมเหรอ หรือมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า

“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกครับ งั้นฝันขึินไปอาบน้ำบนห้องก่อนนะครับ ตอนนี้ฝันร้อนมากเลย”

“จ้ะ อาบน้ำเสร็จก็รีบเข้านอนล่ะลูก”

“ครับบบบ” ผมกอดอ้อนแม่ “แม่เองก็เหมือนกัน เคลียร์งานเสร็จก็รีบเข้านอนเลยนะครับ อย่าโหมงานหนักล่ะครับ ฝันเป็นห่วง

“โอเคจ้ะ” หลังจากแม่ตอบรับ เราสองแม่ลูกก็พากันเดินขึ้นมาชั้นบน โดยแม่แยกเดินไปห้องทำงาน ส่วนผมเองก็กลับเข้าห้อง หยิบผ้าขนหนูขึ้นพาดบ่าเพื่อเตรียมอาบน้ำ

ปึก!

หืม…

แต่แล้วผมที่ไม่ทันเดินเข้าห้องน้ำก็เป็นต้องชะงัดเท้าขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินเสียงแปลก ๆ บางอย่าง แต่แล้วมันก็เงียบไป สงสัยผมจะหูแว่วไปเอง ผมไม่คิดจะสนใจแล้วจะเดินเข้าห้องน้ำ

ปึก!

ขวับ

ผมหันขวับมองรอบห้องเพื่อหาต้นเสียงทันที แต่เสียงนั่นกลับเงียบไปอีกครั้ง อะไรกัน อย่าบอกว่าผมเจอดีเขเาให้แล้วนะ

ปึก!

อีกแล้ว ซึ่งครั้งนี้ผมก็รู้แล้วว่าเสียงมันดีงมาจากทรงไหน

หน้าต่างห้องนอน…

ผมเดินไปยังหน้าต่างห้องนอนของตัวเองที่อยู่ฝั่งด้านบ้านพี่ท้องฟ้า โดยไม่ลืมที่จะหยิบโคมไฟไปด้วยเพื่อใช้เป็นอาวุธเผื่อเป็นโจร

ปึก!

เสียงที่ผมได้ยินตั้งแต่แรก คือเสียงขว้างหินใส่หน้าต่างห้องผม ใครมาเล่นพิเรนทร์อะไรป่านนี้นะ

พรึ่บ

ผมเปิดผ้าม่านออก แล้วขยับหน้าเข้าไปส่องป่านบานหน้าต่างเพื่อมองออกไปข้างนอกโดยไม่เลื่อนเปิดบานหน้าต่าง

กึก

“ทะเล?”

ผมชะงัก เมื่อสายตาของผมหันไปสบตาเข้ากับชายร้างแกร่งที่มาทานข้าวเย็นกับผมวันนี้เมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว แต่ตอนนี้กลับปีบอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่เยื้องกับหน้าต่างห้องผม

และดูเหมือนว่าทะเลจะกำลังขยับปากพูดบอกอะไรผมบางอย่าง อต่ก็เบามากจนผมไม่ได้ยิน หรือเพราะผมไม่ได้เปิดหน้าต่างนะ

ผมจึงเลื่อนเปิดบานหน้าต่างห้องออก เพื่อที่จะถามทะเลว่ามาอยู่บนต้นไม้บ้านผมได้ยังไงกัน

“ทำไมทะเลถึง…”

ฟุ่บ!

หมับ!

พลั่ก!

ผมที่ไม่ทันได้เอ่ยถามก็โดนผู้บุกรุกร่างยักษ์กระโจนจากต้นไม้ใหญ่เข้ามาในห้องนอนของผมผ่านกน้าต่างห้องจนร่างทั้งร่างล้มมาทับตัวของผมจนผมนอนกองกับพื้นห้อง เจ็บจุกไปหมด

“กว่าจะเปิดได้นะมึง กูปาหินเรียกตั้งนาน” ทะเลพูดบ่นพร้อมทั้งลุกออกจากตัวผม ผมเองที่ร่างกายไม่มีของหนักทับแล้วจึงลุกขึ้นตาม

“ทะเลปีนเข้าบ้านเราได้ยังไง แบบนี้มันเท่ากับบุกรุกนะ” ผมพูดพลางหมุนไหล่ตัวเอง รู้สึกเหมือนมันจะเคล็ดเลย กระโจนเข้ามาทับกันได้

“กูมีเรื่องจะคุยกับมึง” ทะเลพูดน้ำเสียงจริงจังไม่มัแววเล่น ทำเอาผมรู้สึกหวั่น ๆ อย่างบอกไม่ถูก

ทำไมถึงได้รู้สึกเสียวสันหลังวาบแบบนี้นะ…

.

.

.

.

ศึกระหว่างพี่น้องได้เริ่มขึ้นแล้ว ใครกันนะที่จะเป็นฝ่ายชนะ

แล้วทำไมทะเลถึงได้ปีนห้องบุกเข้ามาหาฝันดีแบบนี้ มีเรื่องอะไรกันน้า

ติดตามได้ในตอนต่อไปครับบบบบ

ปล. ตอนนี้อาจผิดเยอะเป็นพิเศาเพราะพิมพ์ในโทรศัพท์ แล้วจะกลับมาแก้ไขนะคะ

1 คอมเมนต์ดี ๆ = ร้อยกำลังใจ 💙

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว