facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 47.1k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

บทที่ 10 

 

 

             “ไปสัมภาษณ์งานเป็นยังไงบ้างล่ะคับฟ้า…เอาเข้าจริงขุนศึกไม่น่าให้น้องไปเองเลยก็ได้นะม๊าว่า ยังไงคับฟ้าก็ต้องได้เข้าทำงานอยู่แล้ว”

 

             ในระหว่างที่นั่งกินข้าวไปได้สักพักม๊าผมก็เปิดประเด็นเรื่องงานขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมตกใจคือม๊ารู้อยู่ก่อนแล้วหรือว่าบริษัทที่ผมไปสัมภาษณ์งานเป็นบริษัทของขุนศึก…ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำเอาตะเกียบที่กำลังคีบหมูถึงกับชะงักขึ้นกลางอากาศ

 

             “อะ…เอ่อ…”

 

             “ผ่านอยู่แล้วครับม๊า ผมจัดการตั้งแต่เห็นชื่อน้องยื่นเรซูเม่เข้ามาแล้วล่ะครับ ส่วนเรื่องที่ให้น้องเข้าไปด้วยตัวเองผมอยากจะเซอร์ไพรส์เลยไม่ได้บอกความจริงกับน้องไปแต่แรกน่ะครับ”

 

             หากไม่รู้จักสันดานกันมาก่อน รอยยิ้มที่คนข้างกายกำลังส่งมาคงจะทำให้ใจกระตุกเล่นไม่น้อย ดวงตาคมกริบระบายยิ้มอย่างอบอุ่น…รอยยิ้มที่จงใจปกปิดความลับเอาไว้ให้ลึกลงไปยังก้นบึ้งของหัวใจ ไม่มีใครรับรู้กับผมด้วยซ้ำว่าภายใต้หน้ากากรอยยิ้มนี้มันก็แค่ผู้ชายจอมหลอกลวงคนหนึ่ง แล้วคิดเหรอว่าผมจะคล้อยตามไปกับรอยยิ้มนี้ 

 

             ไม่มีทาง… 

 

             “เจ้าเล่ห์นักนะลูกชายคนนี้…ให้ลูกสะใภ้ม๊าขับรถไปกลับทำไมให้เมื่อย” 

 

             ตะเกียบสีทองถูกยกขึ้นชี้หน้าขุนศึก เสียงหัวเราะขบขันเมื่อเฮียใหญ่ของบ้านทำหน้าสลดเมื่อโดนผู้เป็นแม่ดุใส่กลางวงโต๊ะกินข้าว แต่มีเพียงแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่แค่นยิ้มแล้วก้มลงสนใจข้าวในจานต่อเพราะสิ่งที่ขุนศึกพูดออกมาแต่ละคำล้วนเป็นประโยคที่ทำเอาผมคาดไม่ถึง…คาดไม่ถึงที่ผู้ชายคนนี้จะปรุงแต่งเรื่องราวได้แนบเนียนและกลับกลอกยิ่งกว่านักเขียนนิยายเสียอีก 

 

             “แกจะให้น้องเริ่มงานวันไหน บริษัทกำลังจะเปิดโปรเจกต์ใหม่อยู่ไม่ใช่หรือไงดันน้องเข้าไปในทีมนั้นเลยสิป๊าว่าเหมาะดีนะ” 

 

             “พรุ่งนี้แหละป๊า ผมจะให้น้องเข้าทีมวันแรกของการเปิดโปรเจกต์ใหม่เลย” 

 

             พูดเองเออเองทุกอย่างไม่มีการถามไถ่กันก่อน ผมไม่ได้ตกปากรับคำเรื่องเข้าไปทำงานในบริษัทสักคำ ไม่มีคำไหนที่ผมตอบตกลงเรื่องเข้าทำงานในบริษัทด้วยสักนิด หางตาผมเหล่มองขุนศึกด้วยความโมโห ผู้ชายคนนี้อ่านเกมผมไวกว่าที่ผมคิดเพราะเจ้าตัวรู้ว่าหากพูดถึงเรื่องนี้กลางวงต่อทุกคนที่นี่ยังไงเสียผมต้องจำใจเข้าทำงานอย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมขุนศึกต้องคอยหาทางดึงตัวผมเข้าไปในวงจรชีวิตด้วย 

 

             กฎที่เจ้าตัวเป็นคนตั้งนั้นลืมไปแล้วหรือไงกัน.... 

 

             “ดีแล้ว ผัวเมียทำงานที่เดียวกันเงินมันจะได้ไม่รั่วไหลไปทางอื่นเยอะ” 

 

             เสียงอากงฝั่งบ้านขุนศึกพูดขึ้นด้วยจังหวะเนิบนาบตามสไตล์ของคนสูงวัย เมื่อจบประเด็นเรื่องผมทุกคนก็ต่างพากันเปลี่ยนหัวข้อเรื่องอื่นที่มักจะสรรหาเรื่องต่าง ๆ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ผมก็โดนหยกกับหมวยตักกับข้าวให้จนพูนจานเพราะอยากให้ผมกินทุกอย่างทุกเมนู ส่วนผมไม่ได้ปฏิเสธแถมนั่งกินจนหมดเกลี้ยงเพื่อให้น้องสองคนของผมได้สบายใจ  

 

             “เภา! เภาจ๊ะ!” 

 

             เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนผมรู้สึกไม่สามารถเอาอาหารลงท้องได้อีกต่อไป ตะเกียบที่อยู่ในมือจึงวางลงบนจานข้าวและเป็นจังหวะเดียวกับที่ขุนศึกยื่นแก้วน้ำมาให้ผมอย่างเอาอกเอาใจ ตอนแรกผมจะไม่รับแต่สายตาดุดันคู่นั้นคอยบังคับผมทางอ้อมทำให้ต้องเอื้อมมือไปคว้าแก้วมาถือไว้โดยปริยาย 

 

             “คะคุณนาย…” 

 

             “ไปยกน้ำสมุนไพรออกมาได้แล้วไป ลูกสะใภ้ฉันจะกินหลังมื้อเย็น” 

 

             “ค่ะคุณนาย” 

 

             คำว่ายาสมุนไพรของม๊าขุนศึกทำเอาหัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันเป็นปม ผมหันหน้าไปมองคนข้างกายอย่างต้องการคำตอบแต่สิ่งที่เจ้าตัวส่งกลับมาเป็นเพียงการยักไหล่ให้ราวกับไม่รู้เรื่องยาสมุนไพรนั่น ไม่นานกาน้ำร้อนดินเผาสลักด้วยลวดลายมังกรจีนถูกยกตรงมาทางผม ป้าแม่บ้านวางแก้วน้ำชาลงตรงหน้าแล้วค่อย ๆ เทน้ำสมุนไพรสีคล้ายน้ำชาลงใส่แก้ว ทุกสายตาบนโต๊ะต่างจ้องมองมาทางผมด้วยรอยยิ้มเหมือนลุ้นว่าเมื่อไหร่ผมจะยกขึ้นใส่ปาก 

 

             ดูจากสายตาทุกคนแล้วทำเอาผมใจหวิวไม่น้อย… 

 

             “มันคืออะไรเหรอครับม๊า” 

 

             สายตาตัวเองหลุบต่ำมองน้ำในแก้วอย่างไม่ไว้วางใจ ทั้งม๊าของผมและขุนศึกหันมองหน้ากันยิ้ม ๆ เมื่อถูกผมเอ่ยถาม ผมยังคงนั่งจ้องแก้วน้ำชาตรงหน้านิ่งโดยไม่คิดที่จะกรอกลงใส่ปากหากยังไม่รับรู้ว่าสิ่งนี้มันคือน้ำอะไร 

 

             “เป็นยาบำรุงภายในจ๊ะ ม๊าสองคนได้มาจากซินแสที่วงศ์ตระกูลเรานับถือตั้งแต่บรรพบุรุษ คับฟ้าต้องต้มกินทุกวันหลังอาหารนะลูกเดี๋ยวม๊าจะใส่กระปุกไปให้ ขุนศึกต้องคอยดูด้วยว่าน้องกินทุกวันหรือเปล่าเพราะซินแสกำชับมาว่าต้องกินต่อเนื่องให้หมดห้ามเว้นช่วงเด็ดขาด” 

 

             ไม่พูดเปล่ายาผงสีน้ำตาลเข้มที่ถูกใส่ไว้ในกระปุกใสถูกวางลงต่อหน้าผมโดยป้าแม่บ้านเป็นคนยกมาให้ สีหน้าผมไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นักกับเรื่องที่ม๊าบอกว่าเป็นยาบำรุงภายใน 

 

             บำรุงภายในมันหมายความว่าอย่างไรกัน… 

 

             “บำรุงภายในนี่บำรุงอะไรครับม๊า” 

 

             สองมือผมยกแก้วน้ำชาขึ้นดมเพื่อรับกลิ่นของยาสมุนไพร กลิ่นมันช่างคล้ายกับรากไม้อ่อน ๆ ผมก้มลงสูดดมอยู่นานก่อนจะตัดสินใจลองยกขึ้นจิบเพราะสายตาทุกคนโดยเฉพาะม๊ามองมาเหมือนบังคับให้ผมกินทางอ้อม 

 

             “ยาบำรุงสร้างมดลูกจ๊ะ” 

 

             “แค่ก ๆๆ!!” 

 

             น้ำสมุนไพรที่ถูกกลืนกินไปจนเกือบหมดถึงกับสำลักออกมาเมื่อได้ยินในสิ่งที่ม๊าพูด สร้างมดลูก...มันเกินไปจากความเป็นจริงอยู่มากโขแถมสรรพคุณยานี้ช่างเป็นสิ่งที่งมงายและบ้าที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา แววตายิ้ม ๆ ของทุกคนดูเหมือนจะรู้เรื่องสรรพคุณยกเว้นผมกับขุนศึกอย่างนั้นหรือเพราะตัวขุนศึกก็ทำหน้าเหวอใส่ผมไม่น้อยเมื่อได้ยินม๊าพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม 

 

             “สะ…สร้างมดลูก…มันจะเป็นไปได้เหรอม๊า” 

 

             เสียงขุนศึกถามอย่างตะกุกตะกักมองด้วยสายตาตกตะลึงไปหาม๊าของผม ทิชชูหนึ่งแผ่นถูกหยกยื่นมาให้ตรงหน้าเมื่อเห็นว่าผมสำลักน้ำออกมาจนไหลเป็นทาง ส่วนหมวยก็รีบเดินอ้อมมาทางด้านหลังผมแล้วยื่นแก้วน้ำหวังให้ผมดื่มตาม ผมรับแก้วน้ำเปล่ามากระดกจนหมดด้วยอาการไม่เข้าใจกับเรื่องที่ได้ยิน 

 

             “เรื่องแบบนี้ลองดูก็ไม่เสียหาย ถ้าโชคเข้าข้างเราทั้งคู่สักวันตระกูลเราอาจจะมีหลานให้ป๊าม๊ามีเหลนให้อากงอาม่าอุ้มเล่นก็ได้นะขุนศึก” 

 

             “…!” 

 

             เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่หยุดทั้งโต๊ะตัวยาว แค่ผมคิดว่ายาบ้านี่สร้างมดลูกในท้องผู้ชายได้ก็อยากจะเขย่าตัวทุกคนให้ตื่นจากความเพ้อฝันเสียเหลือเกิน อยากจะตะโกนใส่หน้าให้ทุกคนกับสิ่งที่เพ้อเจ้อว่าผู้ชายสามารถท้องได้เสียที  

 

             “กินนะคะซ้อ หยกจะรอลุ้นว่ามันจริงอย่างที่ทุกคนบอกไหม” 

 

             หัวของหยกซบลงบนต้นแขนแล้วพูดขึ้นผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์เดียว ใบหน้าเรียวรูปไข่ของหยกเงยขึ้นส่งยิ้มตาหวานฉ่ำให้ผมอย่างคาดหวังมากที่อยากจะให้ผลลัพธ์ออกมาในทางเดียวกันกับที่ทุกคนคิดไว้ ดูท่าทางทุกคนจะมีความสุขแต่มันไม่ใช่กับผมเลย 

 

             ถูกบังคับให้หมั้นไม่พอ… 

  

             จะให้ผมมีลูกอีกงั้นหรือ… 

  

             นี่ตัวผมยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าหรือเป็นเพียงหุ่นยนต์กันแน่… 

  

             “ถ้าเกิดมันได้ผล เราสองคนก็จะเป็นน้าใช่ไหมหยก! โอ๊ย ขอให้เป็นจริง ๆ เถ๊อะหมวยกับหยกจะเตรียมซื้อของรอรับขวัญหลานแค่คิดก็ตื่นเต้นไม่ไหวแล้วเฮีย” 

 

             ประโยคของน้องสาวสุดที่รักช่างมีความสุขที่ได้จินตนาการแต่คำพูดของหมวยมันยิ่งเป็นตัวกระตุ้นเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนให้ดังออกมามากกว่าเดิม ผมนั่งตัวแข็งทื่อสายตาจับจ้องไปยังกระปุกยาแล้วครุ่นคิดกับคำพูดของม๊า…ผู้ชายบนโลกที่ไหนเขาท้องได้กัน พระเจ้าไม่ได้สร้างให้ผู้ชายท้องได้เสียหน่อยเพราะงั้นถึงผมจะกินให้ตายไปทั้งชาติมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นแน่ 

 

. 

. 

. 

. 

. 

 

             22:30 น. 

 

             รถซูเปอร์คาร์สีน้ำเงินถูกจอดเข้าในโรงรถบ้านหลังใหญ่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทานข้าวกับครอบครัวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อชั่วโมงที่แล้วและในระหว่างทางกลับบ้านผมไม่แม้แต่ปริปากพูดคุยกับขุนศึกสักคำ เมื่อรถถูกจอดสนิทมือ ขวาของตัวเองจึงรีบเปิดประตูออกอย่างไม่รีรอและไม่ลืมที่จะหยิบตาข่ายดักฝันสีขาวติดมือมาด้วย สองเท้าผมก้าวลงจากรถทันทีโดยไม่รอให้เจ้าของรถดับเครื่องสนิท 

 

             “มึงจะรีบไปไหน กลัวบ้านหายหรือไง” 

 

             “…” 

 

             เสียงพูดไล่ตามหลังผมมาติด ๆ แต่ผมไม่สนใจและตั้งหน้าตั้งตาเร่งฝีเท้าเข้าบ้านให้เร็วที่สุดเพราะไม่อยากจะเสวนากับคนเฮงซวยก่อนนอน แต่เมื่อย้ายตัวเองเข้ามาในบ้านได้ก็ถึงกับตกใจเมื่อเห็นศิลป์ยืนหน้านิ่งอยู่ข้างกระถางต้นไม้ใบใหญ่ตรงทางขึ้นบันไดบ้าน ผมอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าดึกดื่นป่านนี้ทำไมลูกน้องคนสนิทของขุนศึกยังอยู่ที่นี่ไม่กลับบ้านกลับช่อง 

 

             “สวัสดีครับคุณคับฟ้า ขอประทานโทษที่เข้ามารบกวนในยามวิกาลครับ” 

 

             “อะ…เอ่อ…สวัสดีครับ…ทำตัวตามสบายเถอะครับ” 

 

             ผมตอบออกไปเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินถือตาข่ายดักฝันขึ้นห้องตัวเองแต่ทว่าต้นแขนกลับถูกรั้งด้วยแรงของขุนศึก ผมหันหลังกลับไปมองอย่างเอาเรื่องเพราะวันนี้ผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าสามีทำกับผมไว้หลายเรื่องเหลือเกิน อีกอย่างบทบาทผัวเมียต่อหน้าทุกคนมันจบลงตั้งแต่ก้าวขาออกจากบ้านใหญ่แล้ว ตอนนี้เราสองคนไม่จำเป็นต้องยุ่งวุ่นวายต่อกันอีกแต่สิ่งที่ขุนศึกกำลังนั้นมันคืออะไร 

 

             “ปล่อย!” 

 

             “เรื่องที่ให้จัดการเรียบร้อยดีนะ” 

 

             ขุนศึกไม่สนใจคำพูดของผมสักนิดแถมเพิ่มแรงรั้งแขนผมเข้าหาตัวเองอีกต่างหาก สายตาคมปนหงุดหงิดมองมาที่ผมนิ่งแต่ริมฝีปากยังเอื้อนเอ่ยถามลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าเรียบเฉย ช่างเป็นผู้ชายที่ไร้มารยาทในการสื่อสารที่สุดตั้งแต่ผมเจอมา 

 

             “ครับท่านประธาน ผมจัดเตรียมไว้ตามที่ท่านประธานสั่งเรียบร้อยครับ” 

 

             “กลับไปได้” 

 

             “ครับท่านประธาน” 

 

             ร่างของศิลป์โค้งตัวลงด้วยความเคารพมาให้พวกผมสองคน เมื่อร่างของศิลป์เดินลับหายออกไปจากตัวบ้านผมได้จังหวะก็ทำการสะบัดแขนตัวเองออกจากฝ่ามือใหญ่แล้วตวัดสายตามองหน้าผู้ชายที่วันนี้สัมผัสร่างของผมมากไปแล้ว  

 

             “กูจับนิดจับหน่อยทำเป็นรังเกียจ มากกว่านี้กูยังจับมาแล้วเลย” 

 

             สายตาหลุบต่ำมองช่วงล่างผมอย่างจงใจและมันยิ่งเพิ่มบันดาลโทสะของผมมากขึ้น หากทว่าจะให้พุ่งไปตบไปตีผมไม่ขอทำการใช้กำลังไม่ใช่ทางออกสำหรับผมแต่การจะเอาคืนคนอย่างขุนศึกผมต้องนิ่งตอบ ความนิ่งของผมมันจะยิ่งทำให้ผู้ชายคนนี้คลั่งเหมือนหมาบ้า เหมือนกับตอนนี้ที่ผมตัดสินใจเดินหันหลังให้โดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ 

 

             “อย่าเดินหนีกูคับฟ้า!” 

 

             คราวนี้แขนผมถูกกระชากให้กระแทกเข้ากับแผงอกกว้างอย่างแรง ผมพนันได้เลยว่าจังหวะกระแทกอกเมื่อครู่ขุนศึกมันคงเจ็บไม่น้อยแต่ยังคงเก็บอาการแล้วแสดงความโกรธจนใบหน้าแดงก่ำมาให้แทน มุมปากผมยกขึ้นยิ้มทันทีเมื่อเห็นหนุ่มธุรกิจไฟแรงมาดนิ่งกำลังอารมณ์เดือดดาลเมื่อไม่มีคนสนใจราวกับเด็กไม่รู้จักโต 

 

             “กูเดินหนีนั่นหมายความว่ากูไม่อยากยุ่งกับมึงไง! ได้ยินไหมว่าไม่อยากยุ่ง!” 

 

             “คนเราอยู่ร่วมชายคาบ้านหลังเดียวกัน ถ้าไม่ให้ยุ่งเลยคงจะเป็นไปไม่ได้นะครับคุณภรรยา” 

 

             ปลายจมูกโด่งเลื่อนเข้ามาคลอเคลียบริเวณปลายจมูกผมอย่างจงใจ หากแต่จะเบือนหน้าหนีคางผมก็ดันถูกล็อกไว้แน่น ถ้าหากผมดิ้นหรือพยายามหันหนีแรงบีบใต้คางก็จะเพิ่มขึ้นด้วยความตั้งใจของคนตรงหน้า 

 

             “มึงต้องการอะไรจากกูขุนศึก! มึงลืมกฎที่ตั้งไว้แล้วเหรอ!” 

 

             เมื่อหนีไม่พ้นผมก็ขอพูดให้มันเคลียร์กันชัด ๆ ไปเลยว่าจะเอายังไงกับผมกันแน่ ถ้าจะให้มานั่งทะเลาะและกระชากลากถูตามอารมณ์ของหมาบ้าตัวนี้ผมคงจะไม่ไหว แค่อยู่บ้านหลังเดียวกันมันก็เกินคำว่าทนของผมไปมากแล้วอย่าให้ผมต้องเป็นประสาทตายเพราะเรื่องอื่นอีกเลย 

 

             “ตอนแรกก็ว่าจะไม่ยุ่ง แต่ปากมึงทำให้กูคิดเปลี่ยนใจ ยิ่งมึงทำท่ารังเกียจเท่าไหร่กูยิ่งอยากจะยุ่งอยากจะอยู่ใกล้ รวมไปถึง…” 

 

             “…” 

 

             “อยากจะนอนร่วมเตียงในฐานะสามีกับมึงทุกคืน!…” 

 

             ผมใช้มือปัดใบหน้าของขุนศึกออกเต็มแรงทั้งหมดที่มีและมันก็ได้ผลเพราะใบหน้าขุนศึกหันไปตามแรงผลักนั้น แต่คนตรงหน้าไม่คิดยอมแพ้จึงใช้จังหวะทีเผลอดันตัวผมไปชิดกับราวบันได ท่อนแขนหนาสองข้างโน้มตัวลงมาจับราวขนาบข้างตัวผมและคราวนี้ผมไม่มีแม้แต่ช่องทางหนีให้พ้นจากร่างสูงเลย 

 

             “แค่พลาดครั้งเดียวก็เกินพอ ครั้งที่สองอย่าหวังว่าจะมี ตัวมึงมันน่ารังเกียจเกินไปขุนศึก มึงมั่วจนกูรังเกียจคนอย่างมึงเข้าไส้! มั่วมากระวังจะมีข่าวหนุ่มธุรกิจติดเชื้อเอชไอวีดังว่อนสื่อแล้วกัน!” 

 

             “มึงจะปากดีเกินไปแล้วคับฟ้า! ที่กูลดตัวลงมาหมั้นกับมึงเพราะกงกับม่าขอไว้หรอก ผู้หญิงกูมีเป็นร้อยยังยกตัวให้กูง่าย ๆ แล้วมึงเป็นใคร! มึงเป็นใครเหรอคับฟ้าที่กูจะเอามึงไม่ได้! คนเป็นเมียมันต้องสนองผัวทุกคืนด้วยซ้ำ! อย่ามาเล่นตัวเป็นหญิงแรกแย้มหน่อยเลย ทำตัวให้มันสมกับที่ได้เป็นเมียคนอย่างกูหน่อย!” 

 

             ปากผมถูกฝ่ามือใหญ่บีบเข้าหากันด้วยความรู้สึกเจ็บ ความจริงที่ผมพูดทำเป็นรับไม่ได้มิหนำซ้ำยังมาทำร้ายร่างกายผมแบบนี้อีกอย่างนั้นหรือ… ความเจ็บที่ได้รับจนน้ำตาเริ่มคลอเบ้า เกิดมาอายุยี่สิบสามปีป๊ากับม๊าไม่เคยตีผมสักครั้งทำให้ร่างกายผมเจ็บก็ไม่เคย แต่ผมต้องมาโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเพราะผู้ชายที่ครอบครัวตัวเองยัดเยียดมาให้เป็นสามีน่ะหรือ…แล้วผมจะยอมยืนให้ทำโง่ ๆ อยู่ฝ่ายเดียวหรือไง 

 

             ไม่มีทาง… 

 

             “กูไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามึงจะเป็นสเปิร์มตัวที่ดีที่สุดที่หลุดออกมาเกิด! ถ้ามันอยากมากแล้วกลั้นไม่อยู่กูแนะนำไปตั้งฮาเร็มกับผู้หญิงของมึงนู่น! เอากันให้ตายแล้วไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้ายิ่งดี!” 

 

             มันไม่ใช่แค่แก้มที่ผมโดนบีบคราวนี้มันกลับเป็นต้นแขนผมด้วย แรงบีบลงมาที่ตัวผมอย่างแรง…มันแรงเสียจนน้ำตาผมไหลลงอาบแก้มแต่ถึงน้ำตาผมจะไหลลงยังไงขุนศึกก็ยังออกแรงบีบเหมือนเดิมไม่มีแผ่ว 

 

             “ฮาเร็ม? บังเอิญกูมีไว้ก่อนจะมาหมั้นกับมึงด้วยซ้ำคับฟ้า สักวันกูอาจจะพาเข้ามานอนที่บ้านหลังนี้ก็ได้ มึงคอยดูไว้เลย!” 

 

             ขุนศึกถลึงตาใส่ผมด้วยความเกรี้ยวกราดกว่าเดิม แต่สิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้นั่นคือการที่คนตรงหน้าจะพาผู้หญิงที่เป็นคู่นอนเข้ามาในบ้านหลังนี้ บ้านที่เป็นอาณาเขตของผม…จะไปกินกันที่ไหนก็เชิญแต่ไม่ใช่ที่นี่! 

 

             “บ้านหลังนี้ถิ่นกู ถ้าคิดว่ามึงทำได้ก็ลองดูสิ…มึงกล้าแลกกับกูไหมล่ะขุนศึก! มึงจะได้รู้ว่าความฉิบหายมันเป็นยังไง!” 

 

             ผมพูดจบเข่าขวาก็กระทุ้งเข้าเป้ากลางลำจนผู้ชายปากดีเมื่อครู่ถึงกับงอล้มลงนอนขดอยู่บนพื้น ผมยืนกอดอกยกยิ้มด้วยความสะใจเมื่อเสียงโอดโอยดังระงมไปทั่วบ้าน ผมยืนมองภาพตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะพาตัวเองหันหลังเดินขึ้นบันไดเข้าห้องโดยไม่แยแสสักนิดว่ามีใครบางคนกำลังนอนดิ้นอย่างทุรนทุรายอยู่บนพื้น 

 

             เมื่อตัวผมเดินขึ้นมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องก็ได้แต่ถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ นี่แค่ก้าวเท้าเข้าบ้านไม่ถึงชั่วโมงต้องมาเจอแรงปะทะฝีปากกับขุนศึกเข้าแล้วหรือ มือซ้ายผมกำลูกบิดและง้างเปิดออก ผมพาร่างอันแสนเหน็ดเหนื่อยเข้าไปในรังนอนของตัวเอง ผมเดินพาร่างที่เหนื่อยล้าล้มตัวลงบนเตียงเมื่อตัวสัมผัสกับผ้านวมที่คุ้นเคยก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง  

 

             “อเล็กซ์ซ่าเปิดแอร์…” 

 

             ผมนอนหงายอยู่บนเตียงพร้อมกับพูดขึ้นกลางห้องเพื่อให้อเล็กซ์ซ่าที่เป็นระบบเปิดปิดพวกแอร์และไฟทำงาน ก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ผมกำชับให้ช่างเดินระบบพวกนี้ไว้ในห้องนอนเพราะด้วยความที่บ้านผมมีเจ้าระบบนี้จนชินเลยคิดว่าอย่างน้อย ๆ ผมก็มีอเล็กซ์ซ่าคอยตอบกลับเป็นเพื่อนเวลาผมอยู่คนเดียว 

 

             ‘ได้เลย ฉันกำลังเปิดแอร์ตามที่คุณบอก…’ 

  

             ระบบแอร์ถูกเปิดตามที่ผมบอกแต่สายตายังคงจับจ้องไปบนเพดานที่มีดวงดาวมากมายเต็มไปทุกพื้นที่บนนั้น สายตาทอดมองหมู่ดาวรายล้อมบนท้องฟ้าจำลองที่ผมเป็นคนสั่งทำไว้…ใช่แล้ว ผมต้องการเนรมิตห้องตัวเองจากบ้านให้ย้ายมาอยู่ในห้องใหม่ที่นี่เพื่อที่ผมจะได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บ้านป๊าม๊า  

 

             เวลาผ่านไปนานนับหลายนาทีแต่ผมก็ยังนอนมองดูหมู่ดาวมากมายไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหนจนมือซ้ายเผลอแตะเข้ากับถุงใบใหญ่ ผมคลำดูสักพักและเดาได้ว่ามันเป็นถุงที่มีกล่องอยู่ด้านในแต่ด้วยความมืดจึงไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ผมตัดสินใจสั่งเปิดไฟและเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปดูบางสิ่งที่ถูกวางแน่นิ่งอยู่บนเตียง 

 

             เมื่อความมืดแปรเปลี่ยนเป็นความสว่าง สายตาของผมจึงปะทะเข้ากับถุงพลาสติกสีขาวของโทรศัพท์รุ่นดัง ผมไม่รอช้ารีบคว้าถุงใบนั้นขึ้นมาดูว่าด้านในคืออะไรและเมื่อทำการสำรวจถึงกับอึ้งไม่น้อย…แอร์พอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดนับสิบกล่องถูกใส่ไว้ในถุงอย่างดี เหตุการณ์ที่ขุนศึกปาหูฟังผมออกนอกรถกลับเข้ามาวนเวียนในหัวและฉายซ้ำไปมานับสิบรอบ สายตาผมก้มลงมองกล่องที่กระจัดกระจายเต็มหน้าตักอยู่พักใหญ่ หรือว่าที่ศิลป์เข้ามาในบ้านกลางดึกจะเข้ามาเพื่อทำตามคำสั่งของขุนศึก…คำสั่งที่ให้ไปซื้อของมาคืนให้กับผมอย่างนั้นน่ะหรือ  

 

             เหอะ ผีห่าซาตานตัวไหนมันเข้าสิงผู้ชายพรรค์นั้นกัน… 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว