facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 9

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 49.6k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9
แบบอักษร

บทที่ 9 

 

             วันอาทิตย์วันแห่งการพักผ่อนเพื่อเรียกพลังกลับมาให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นวันที่ผมจะได้ออกไปร้านคาเฟ่ชมนิทรรศการศิลปะตามสถานที่ต่าง ๆ กับเพื่อนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปเมื่อผมได้ก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตของการมีคู่ครอง…คู่ครองที่ได้มาด้วยการจับคลุมถุงชนจากผู้ใหญ่จึงทำให้วันแห่งความสุขของผมหายวับไปกับตาและต้องมานั่งอยู่บนรถกับคนที่ผมเกลียดเข้าไส้ 

 

             ‘วันนี้ผมคงไปหาไม่ได้ เอาไว้ผมชดเชยให้ทีหลังนะ’ 

 

             สายตาผมทอดมองออกไปยังด้านนอกตัวรถ รถซูเปอร์คาร์ถูกขับเคลื่อนตัวด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง มือซ้ายของผมคอยดึงสายเบลท์ตลอดเวลาเพราะความเร็วที่ขุนศึกขับมันกำลังทำให้ผมเกิดอาการใจสั่นอยู่ไม่น้อย ผมกลัว…กลัวว่าจะตายก่อนได้เจอหน้าครอบครัวตัวเอง 

 

             ‘คิดถึงสิคะ คิดถึงแพรมจะแย่ อยากจะแวะไปหาเดี๋ยวนี้เลย’ 

  

             บทสนทนาชวนอ้วกเกินกว่าที่จะฟังต่อไหวผมจึงเลือกหยิบแอร์พอร์ตในกระเป๋าคาดอกออกมาต่อเข้ากับบลูทูทโทรศัพท์ตัวเอง นิ้วมือเลื่อนหาเพลงจังหวะมัน ๆ เร้าใจเพื่อให้เกิดความฮึกเหิมแก่อารมณ์แทนที่ต้องมาทนนั่งฟังบทสนทนาเลี่ยน ๆ ของผู้ชายเฮงซวยแบบขุนศึก ผู้ชายคนแบบนี้พูดจาหวาน ๆ ได้เฉพาะตอนอยากนอนด้วยก็เท่านั้น 

 

             บทเพลงดนตรีจังหวะฮิปฮอปได้ถูกเพิ่มระดับเสียงเกือบสุด จังหวะและเนื้อเพลงมันลึกซึ้งกินใจจนผมต้องเคาะนิ้วลงบนตักตาม ใบหน้าหันออกด้านข้างเพื่อชมวิวทิวทัศน์ของเมืองกรุงที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิดนอกจากรถที่ติดเรียงรายกันยาวเป็นหางว่าว  

 

             ชีวิตของคนวัยทำงานในเมืองกรุงมันจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นไปมากกว่าการที่ต้องลุ้นว่าวันนี้เราจะไปทำงานสายหรือเปล่าหรือต้องลุ้นว่าเราจะถึงบ้านได้ล้มตัวลงนอนกี่โมง สองอย่างนี้เท่านั้นที่ผมคิดออกสำหรับคนอยู่ในเมืองกรุง ขนาดผมมีรถขับยังรู้สึกเหนื่อยแล้วสำหรับคนที่ไม่มีรถล่ะพวกเขาเหล่านั้นก็คงคิดไม่ต่างกันกับผมหรืออาจจะต้องกระตือรือร้นมากกว่าผมเสียด้วยซ้ำไป 

           รถคันหรูจอดแน่นิ่งเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง ในระหว่างนั้นผมดันไปเห็นคุณลุงแก่ ๆ หลังค่อมกำลังเดินขายตาข่ายดักฝันกลางถนนและไม่มีรถคันไหนกวักเรียกลุงเลยแม้แต่คันเดียว สายตาผมเหลือบมองเวลาไฟแดงที่ตอนนี้เหลือเวลาอีกสี่สิบวินาทีจะไฟเขียว ผมไม่รีรอให้เวลาเดินไปเสียเปล่าเพราะกลัวจะไม่ทันกาลจึงตัดสินใจกดเลื่อนกระจกรถลงทันที 

 

             “ลุงครับ!!” 

 

             เมื่อลดกระจกลงครึ่งบานผมโบกมือเรียกและตะโกนให้ลุงเดินมายังรถผม เมื่อชายแก่หลังค่อมเห็นจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินตรงเข้ามาหาด้วยความรู้สึกที่อยากขายไม่น้อย 

 

             “อันละเท่าไหร่ครับลุง” 

 

             เมื่อลุงเดินมาถึงตัวรถผมจึงรีบถามออกไปเพราะกลัวว่าจะไฟเขียวเสียก่อน… 

 

             “อันละหกสิบบาทพ่อหนุ่ม” 

 

             ลุงตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อยเอามาก ไหนจะเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าด้วยอากาศที่ร้อนของเมืองไทย ยิ่งผมเห็นภาพตรงหน้าก็ทำเอาใจสั่นด้วยความสงสาร  

 

             “ลุงมีทั้งหมดกี่อัน ผมเหมาหมดเลย” 

 

             “จะ จริงเหรอ วันนี้ลุงขายมาตั้งแต่เช้าแล้วยังขายไม่ได้สักอันเลย” 

 

             ลุงพูดเสียงสั่นเหมือนกับจะร้องไห้ออกมาเมื่อผมพูดว่าจะเหมา สายตาผมประเมินในมือลุงมีประมาณไม่เกินสิบห้าอันจึงก้มลงไปคว้ากระเป๋าตังค์ควักเงินแบงก์สีเทาออกมาห้าใบและทำการยื่นให้ลุงด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร 

 

             “ค่าของครับลุง ส่วนที่เหลือลุงเก็บเอาไว้ใช้นะผมให้ครับ” 

 

             สองมือพนมยกขึ้นไหว้แทบจะก้มกราบลงพื้นแต่ผมเอื้อมมือคว้าไว้ได้ทัน น้ำตาแห่งความดีใจของคนแก่หลังค่อมแบบลุงทำเอาผมน้ำตาซึมด้วยความสงสาร…ทำไมหนอชีวิตคนเราเกิดมาเป็นคนเท่ากันแต่คุณภาพชีวิตช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว 

 

             “ขอบคุณจริงๆ นะพ่อหนุ่ม ขอให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญ ร่ำ ๆ รวย ๆ นะพ่อหนุ่มนะ” 

 

             “สาธุครับลุง หมดแล้วรีบกลับบ้านไปพักผ่อนนะ ข้ามถนนระวังด้วยครับผมไปล่ะนะ” 

 

              ผมลอบเช็ดน้ำตาตัวเองแล้วรีบไปคว้าตาข่ายดักฝันรวบไว้บนตักสองมือพนมขึ้นไว้รับพรจากลุงก่อนที่ตัวรถจะค่อย ๆ เคลื่อนออกไปตามคันข้างหน้า ผมกอบโกยตาข่ายดักฝันไว้บนตักเพื่อไม่ให้มันหล่นลงพื้นเพราะความเชื่อของตัวเองที่ว่าตาข่ายดักฝันพวกนี้ไม่ควรอยู่ต่ำกว่าเท้า 

 

             “คุณภรรยานี่ใจบุญสุนทานใช่ย่อยเลยนะครับ” 

 

             มือที่กำลังคลำหาแอร์พอร์ตมาใส่ก็ต้องชะงักไปชั่วขณะและหันไปมองเจ้าของประโยคด้วยหางตาอย่างไม่สบอารมณ์ การที่ช่วยเหลือใครสักคนผมไม่ได้คิดถึงบุญอะไรทั้งนั้น ช่วยเพราะสงสาร…ตัวผมโชคดีกว่าคนอื่นที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง สุขสบายได้เพราะทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูล ดังนั้นเมื่อเห็นคนที่ลำบากกว่าผมทำใจยืนเฉยแล้วให้คนเหล่านั้นเดินผ่านไปไม่ได้ 

 

             “ถ้าไม่มีอะไรจะพูดหุบปากไว้อมเหรียญก็คงไม่มีใครว่าอะไรหรอกมั้ง” 

 

             “กูพูดด้วยดี ๆ ทำไมถึงชอบต่อปากต่อคำกับกูนักวะ!” 

 

             ขุนศึกเอี้ยวใบหน้ามาตะคอกใส่ผมเสียงดังลั่นแต่ผมกลับเลือกหยิบหูฟังขึ้นมาใส่ เปิดเพลงในมือถือให้มันดังให้แก้วหูระเบิดไปเลยยิ่งดีเพราะแค่พาตัวเองมานั่งบนรถทับที่คู่นอนของเจ้าตัวไม่รู้กี่คนต่อกี่คนก็ถือว่าผมเก่งมากแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการกระทำของผมจะเป็นตัวจุดชนวนความโกรธให้กับได้ขุนศึกเป็นอย่างดี ตัวเชื้อเพลิงที่ขึ้นชื่อว่าคับฟ้าคนนี้มันมักจะไวต่อต่อมอารมณ์ของสารถีข้างกายได้ทุกครั้ง  

 

             “สนใจมากนักใช่ไหม! สนใจมากก็ไม่ต้องฟัง!” 

 

             หูฟังด้านขวาของผมถูกกระชากออกจากหูก่อนที่ตัวเครื่องจะปลิวหายลับออกนอกกระจกด้วยฝีมือของขุนศึก แรงลมปะทะเข้าใบหน้าผมเต็ม ๆ โดยที่ผมไม่ทันได้เตรียมตัวเสียด้วยซ้ำแต่พอมารู้ตัวอีกทีแอร์พอร์ตรุ่นล่าสุดของตัวเองก็ถูกโยนทิ้งกลางทางด่วนไปต่อหน้าต่อตา 

 

             “มึงทำอะไรของมึงขุนศึก! นั่นมันของกู!” 

 

             “รกลูกตา! กูกำลังพูดแต่มึงเสือกใส่ฟังเพลงมันก็สมควรที่ต้องโยนทิ้งไง!” 

 

             ผมมองหน้าคนข้างกายอย่างสุดแสนจะเอือมระอากับชายที่ชื่อขุนศึก ผู้ชายอะไรเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่งโมโหแล้วมาลงที่ของคนอื่นแบบนี้ได้อย่างไรกัน…สองมือผมกำเข้าหากันแน่นและเอี้ยวหน้าหันมองคนข้างกายด้วยน้ำตาคลอเบ้า มันโกรธ…โกรธจนอยากจะร้องไห้เพราะของทุกชิ้นผมรักและหวงเป็นที่สุด ผมรักษาของทุกชิ้นอย่างดีแต่ผู้ชายคนนี้เป็นใคร…ทำไมถึงกล้ามาทิ้งขว้างของของผมอย่างหน้าด้าน ๆ 

 

             “…” 

 

             “…” 

 

             ผมมองหน้าขุนศึกตาเขม็งด้วยความโกรธจัดและเลือกเบือนหน้าตัวเองกลับไปมองข้างทาง ถึงแม้จะโกรธแต่ผมก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายเงียบเพราะไม่อยากให้เกิดอาการคลั่งจนขาดสติก่อนถึงบ้านที่มีผู้ใหญ่หลายคนรอเจออยู่ ความเงียบเข้ามาปกคลุมภายในรถจนได้ยินเพียงเสียงของแอร์ที่กำลังทำงานตามระบบของมัน เมื่อรถเคลื่อนตัวเข้าไปในหมู่บ้านหลังใหญ่ที่วันนี้ทั้งสองครอบครัวของเราได้นัดทานข้าวเย็นร่วมกันและนี่คือเหตุผลที่ทำไมผมถึงต้องมาอย่างเลี่ยงไม่ได้  

 

             “ถึงแล้วทำหน้าให้มันมีความสุขกว่านี้หน่อย” 

 

             “…” 

 

             เมื่อรถคันหรูเคลื่อนตัวมาจอดเทียบข้างรั้วบ้าน ขุนศึกจึงหันหน้าบอกกับผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแต่ผมไม่คิดจะสนใจในคำพูดของเจ้าตัวเลยสักนิด มือข้างหนึ่งทำการถอดแอร์พอร์ตที่เหลือแล้วเก็บลงในกล่องใส่ลงไว้ในกระเป๋าตัวเอง ส่วนตาข่ายดักฝันผมโกยขึ้นมาอยู่ในอกเหลือไว้เพียงแค่หนึ่งอันเท่านั้น ส่วนอันอื่นผมจะเอาไปแจกญาติพี่น้องในบ้าน 

 

             “พูดด้วยทำไมไม่ตอบล่ะวะ มึงเป็นใบ้หรือไง!” 

 

             “ก็ไม่อยากจะเสวนากับคนอย่างมึงไงขุนศึก! ไม่ต้องมายุ่ง!” 

              

             ว่าจะเงียบและต่างคนต่างทำหน้าที่แสดงละครไปตามบทบาทแต่กลับเป็นคนข้างกายเสียเองที่ทำให้ความโกรธของผมขาดสะบั้นลง ผมหันหน้ากลับไปตะคอกอย่างไม่เกรงกลัวและจ้องหน้าคนที่ทำลายข้าวของของผมอย่างเอาเรื่องให้มันตายกันไปข้างเลยยิ่งดี 

 

             “มึงจะอะไรขนาดนั้นวะคับฟ้า! แค่หูฟังข้างเดียวทำจะเป็นจะตาย!...” 

 

             ตรรกะป่วยแล้วป่วยอีกป่วยไม่มีที่สิ้นสุดของขุนศึก ชายหนุ่มที่เพียบพร้อมไปซะทุกอย่างแต่ไม่คิดที่จะรู้คุณค่าของเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยหรืออย่างไรกัน  

 

             “แค่?...คนที่ใช้แล้วทิ้งแบบมึงมันจะไปให้ความสำคัญกับอะไรได้!!” 

 

             ผมตะคอกใส่หน้าขุนศึกดังสุดเสียงเป็นครั้งแรกตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ก่อนที่ตัวผมจะหันไปเปิดประตูลงจากรถ เพราะหากให้นั่งทะเลาะกันนานกว่านี้มีหวังไม่ต้องเข้าไปในบ้านกันพอดี ผมเดินลงมายืนด้านนอกพร้อมกับเสียงปิดประตูรถกระแทกใส่เพื่อระบายสิ่งที่ขุนศึกมันทำกับผมไว้ 

 

              ผมหลับตาและถอนหายใจดังเฮือกใหญ่เพื่อเรียกสติและเตรียมตัวเดินเข้าบ้านโดยที่ไม่คิดจะรอเจ้าของรถแม้แต่น้อย แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาพ้นออกจากตัวรถต้นแขนกลับถูกกระชากจนร่างของผมกระแทกซบลงบนแผงอกแกร่งของผู้ชายที่ผมเอือมระอาเข้าไส้ 

 

             “เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่ามาทำให้แผนกูเสียหน่อยเลย!” 

 

             “ไม่ต้องห่วง! กูแยกแยะได้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร!” 

 

             แรงกดจากฝ่ามือที่ต้นแขนมันแรงขึ้นเสียจนทำให้ผมรู้สึกปวดหนึบไปทั้งตัว แต่ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหนผมก็ขอเลือกที่จะไม่แสดงออกมาให้ผู้ชายคนนี้เห็นเพราะถ้าจะให้ผมแสดงอาการผมขอทนเจ็บจนตายไปเลยจะดีกว่า 

 

             “อ้าว มาถึงกันแล้วทำไมไม่เข้าบ้าน…ขุนศึกพาน้องเข้าบ้านก่อนเร็ว” 

 

             เสียงแม่ของสามีดังขึ้นมาแต่ไกลมันเลยทำให้แขนผมถูกปล่อยเป็นอิสระและปรับสีหน้าหันกลับไปปั้นยิ้มส่งให้แก่แม่สามีจอมปลอมอย่างเก็บอาการ  

 

             “สวัสดีครับม๊า พวกเรากำลังจะเข้าไปอยู่พอดีเลยครับ” 

 

             ผมยกมือไหว้และโผล่เอากอดม๊าที่เดินเข้ามาหาผมด้วยอาการดีใจ ผมผละตัวเองออกแล้วชูสิ่งที่อยู่ในมือให้ม๊าดู และม๊าก็ดูจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นไม่น้อย 

 

             “ผมเหมามาจากลุงตรงแยกสาทรน่ะครับ มันเยอะเกินไปผมเลยกะว่าจะเอามาฝากทุกคน” 

 

             “โธ่ลูกเอ๊ย น่ารักไม่พอแถมจิตใจดีอีกลูกสะใภ้คนนี้…ไป ๆ เข้าไปในบ้านกันก่อนทุกคนกำลังรอกินข้าว” 

 

             ผมพยักหน้าตอบกลับก่อนที่เอวจะถูกคนด้านหลังประคองไว้แนบชิดกับตัว ม๊าของขุนศึกเมื่อเห็นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วเดินนำหน้าเราสองคนเข้าไปยังตัวบ้าน เมื่อม๊าหันหลังให้ผมจึงเบี่ยงตัวออกจากท่อนแขนแกร่งแต่กลับไม่เป็นผลแถมขุนศึกยังรั้งเอวผมไว้แน่นกว่าเดิม 

 

             “คิดจะเล่นทั้งทีเอาให้มันเนียน ๆ หน่อยนะครับคุณภรรยา” 

 

             เสียงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ยียวนกวนประสาท ผมชายตามองด้วยหางตาเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปรกติเมื่อร่างของตัวเองเดินเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ของตระกูลศิริเจริญสกุล 

 

             “สวัสดีครับทุกคน” 

 

             “อ้าว! พวกลื้อมากันแล้วเหรอ มา ๆ นั่งกินข้าวกินปลากันก่อน” 

 

             ผมกับขุนศึกต่างยกมือไหว้ทักทายทุกคนที่นั่งเรียงกันเต็มโต๊ะอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา… 

 

             “พากันหอบอะไรมาเยอะแยะล่ะน่ะเต็มไม้เต็มมือเชียว” 

 

              ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ผมทำการแจกจ่ายตาข่ายดักฝันให้คนในบ้านจนครบทุกคนและน้ำเสียงอาม่าของขุนศึกก็เอ่ยขึ้นถามในระหว่างที่ตัวผมถูกประคองไปนั่งบนเก้าอี้โดยมีสามีจอมลวงโลกประคบประหงมอย่างดีไม่ห่างจากตัว  

 

             “ลูกสะใภ้เราเหมาช่วยคนระหว่างทางมาบ้านค่ะม๊า ดูความดีของลูกสะใภ้คนนี้สิคะน่ารักไม่เบาเลย” 

 

             “เจริญ ๆ การช่วยเหลือคนเป็นสิ่งที่ดี จะว่าไปอาคับฟ้าถอดแบบมาจากลื้อเลยนะเจียวฟาง” 

 

             บทสนทนาเริ่มวนเข้าไปสมัยตอนยังหนุ่มยังสาวของกงกับม่าในจังหวะนั้นเองข้าวหอมมะลิกลิ่นหอมฟุ้งก็ถูกตักใส่จานด้วยฝีมือของป้าแม่บ้าน ผมยกยิ้มอย่างขอบคุณถึงแม้ในใจจะกินไม่ลงก็ตามแต่ถ้าไม่แตะต้องอะไรเลยมันจะเสียมารยาทกลางโต๊ะอาหารไปเปล่า ๆ 

 

             “ซ้อคะเดี๋ยวหยกตักอันนี่ให้อร่อยสุด ๆ ดูสิไปอยู่บ้านกับเฮียซ้อผอมลงเยอะเลย เฮียดูแลซ้อของหยกไม่ดีใช่ไหม!” 

 

             แขนเรียวเล็กใช้ตะเกียบคีบเป็ดปักกิ่งใส่จานผมก่อนจะช้อนสายตาขึ้นไปดุใส่พี่ชายตัวเอง เมื่ออาหารอย่างแรกถูกตักลงใส่จานอาหารอีกสองอย่างก็ตามมาติด ๆ ด้วยฝีมือหมวยน้องสาวผมราวกับกลัวจะน้อยหน้า  

 

             “หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานของชอบเฮีย” 

 

             หมวยชะโงกหน้ามายิ้มให้ผมจากด้านหลังน้องสาวสามีที่ตอนนี้ยังคงจ้องหน้าขุนศึกตาเขม็งอย่างกับคนไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่มาก…  

 

             “ถ้าจะจ้องเฮียขนาดนั้นเดินเข้ามาฆ่าเฮียดีกว่า เฮียดูแลซ้อเราดีจะตายไป…ใช่ไหมครับ” 

 

             ท่อนแขนแกร่งถือวิสาสะโอบไหล่ผมแถมยังก้มลงมาฝังจูบบริเวณขมับอีกต่างหาก ในใจผมร้อนรุ่มราวกับไฟกำลังสุมในอกเมื่อโดนกระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะโดน แต่ผมก็ต้องข่มอารมณ์ไว้และเงยหน้ายิ้มส่งให้ผู้เป็นสามีเพราะตอนนี้ทุกคนบนโต๊ะต่างพากันจ้องมองเราสองคนด้วยแววตาเอ็นดูที่สามีอย่างขุนศึกกำลังแสดงความรักออกมาให้ทุกคนได้เห็น  

 

             “ใช่แล้ว เฮียเราเขาเลี้ยงซ้อดีจนจะอ้วนเป็นหมูแล้วเนี่ย” 

 

             เลี้ยงดีกับผีอะไรล่ะ…ในเมื่อความเป็นจริงผมนั่งกินข้าวคนเดียวเกือบจะทุกมื้อแถมทำกับข้าวกินเองอีกต่างหาก ถ้าผมจะผอมลงตามที่หยกบอกมันจะไปผิดแปลกอะไร แต่ในเมื่อเจ้าตัวโกหกด้วยสีหน้าที่ใสซื่อผมก็ต้องตามน้ำไปก็เท่านั้น 

 

             “บ้านใหม่เป็นยังไงบ้าง นอนหลับสบายกันไหมมีอะไรติดขัดกันบ้างหรือเปล่า” 

 

             ป๊าของขุนศึกดูจะใส่ใจผมมากเป็นพิเศษเพราะดูจากการสังเกตแววตาอบอุ่นคอยมองผมอยู่ตลอดเรา ทุกคนในครอบครัวนี้อุ่นอบมาก….อบอุ่นเสียจนผมรู้สึกผิดที่กำลังเล่นละครหลอกตาทุกคนที่เอ็นดูผมเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง 

 

             “ทุกอย่างปรกติดีครับป๊า นอนหลับสบายทุกคืนเลย” 

 

             ผมตอบกลับและคีบเป็ดย่างเข้าปากโดยที่ถ้วยน้ำซุปห่อเกี๊ยวถูกเลื่อนมาวางไว้ข้างจานผมจากฝีมือของขุนศึกที่เอื้อมไปตักมาให้ 

  

           หึ… 

  

             สุภาพบุรุษต่อหน้าผู้ใหญ่แต่แท้จริงนั้นลับหลังเน่ายิ่งกว่าขยะ.... 

  

             “ดีแล้ว ๆ ถ้าขุนมันทำตัวมีปัญหาบอกป๊าเลยนะเดี๋ยวป๊าจะจัดการมันเอง” 

 

             “แหมป๊า ใครจะกล้าหือกับเมียตัวเอง ผมก็รักเมียผมเหมือนที่ป๊ารักม๊านั่นแหละครับ” 

 

             เมื่อประโยคคำตอบของลูกชายคนโตแห่งตระกูลศิริเจริญสกุลถูกเอ่ยขึ้นเสียงหัวเราะอย่างชอบพอจึงดังตามมา แต่ในขณะนั้นเองจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของคนข้างกายผมก็ดังขึ้น ขุนศึกรีบก้มลงดูเบอร์ทันทีก่อนจะตัดสายทิ้งไป ในตอนแรกผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักแต่เมื่อปลายสายนั้นโทรเข้ามาไม่หยุด ผมเลยต้องตัดสินใจหันหน้าโน้มตัวไปกระซิบข้างหูผู้เป็นสามีเพื่อจัดการกับคนในปลายสายที่ดูเหมือนว่าจะไม่หยุดง่าย ๆ 

 

             “ถ้าไม่มีปัญญาคุม คราวหลังก็อย่าเสือกมี 

 

             “…!” 

 

             เมื่อพูดจบผมจึงผละตัวออกมอบรอยยิ้มหวานให้เหมือนกับว่าเราสองคนกำลังพูดคุยกันกับเรื่องสัพเพเหระกลางโต๊ะอาหาร ขุนศึกยิ้มรับด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่นตามฉบับสามีจอมปลอมอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ถึงแม้เจ้าตัวอยากจะตะโกนใส่หน้าผมมากแค่ไหนแต่ในความเป็นจริงขุนศึกกลับทำได้แค่นั่งนิ่ง ๆ ทนมองหน้าผมที่ยิ้มอย่างคนเหนือกว่า 

 

             สะใจเป็นบ้า!... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว