ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 ภารกิจของพระรอง

ชื่อตอน : บทที่ 3 ภารกิจของพระรอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2564 11:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ภารกิจของพระรอง
แบบอักษร

บทที่ 3 ภารกิจของพระรอง

 

โรงแรม Bluesky เป็นตึกสูง 55 ชั้น เป็นโรงเแรมหนึ่งในเครือของตระกูลเทพอมรไพศาลที่แสดงให้เห็นถึงความร่ำรวยที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไม่ต่างจากตระกูล อัศวไพศินทร์ของคุณคราม พระเอกของเรื่องสักเท่าไหร่

โดยคนที่มาร่วมงานเลี้ยงเปิดตัวลูกสาวของตระกูลเทพอมรไพศาลในวันนี้ ส่วนมากก็เป็นพวกผู้ดีเก่าที่รู้จักกันดีในกลุ่มของแวดวงสังคม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเหล่าบริษัทต่าง ๆที่ยังต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันและต้องการเส้นสายทางธุรกิจที่แย่งกันหาบัตรเชิญเข้างานแบบแทบแย่งกันตาย

แน่นอนว่างานเลี้ยงในครั้งนี้เป็นงานเลี้ยงแบบปิด ดังนั้นจึงไม่มีการเชิญนักข่าวมาร่วมงานแต่อย่างใด แต่ผู้ร่วมงานในคืนนี้ก็มีมากกว่า 200 คนอยู่ดี ถือว่าเป็นงานที่ไม่เล็กเลยทีเดียว

และผม หรือที่ตอนนี้มีชื่อว่า ภาม ภาคินทร์ อัครตระกูล ก็เป็นหนึ่งในแขกของคืนนี้ ที่มาในฐานะเจ้าของบริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ แน่นอนว่าทั้งของเทพอมรไพศาลที่ควบคุมธุรกิจการโรงแรม และ อัศวไพศินทร์ที่เป็นเจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะผมเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ระหว่างประเทศน้องใหม่ที่พึ่งเจรจาธุรกิจกับสองบริษัทยักษ์ใหญ่นี่ได้ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงเลยทีเดียว

และที่สำคัญ ผมเป็นเพื่อนกับพระเอกครับ !!

แอบรักแฟนเพื่อน !! ช่างเป็นพล็อตบัดซบที่น่าเจ็บปวดหัวใจฉิบหาย !! 

ผมขับรถราคาแพงของตัวเองมาจอดหน้าโรงแรมหรูในเวลาห้าโมงกว่า ๆ ยื่นกุญแจรถให้พนักงานเอารถไปเก็บ พลางติดกระดุมเสื้อสูทสีแดงตัวหรูให้เข้าที่และเดินเข้าข้างในงาน

'ไหนโฮสต์บอกว่าจะไม่ให้ผิดแม้แต่สีเสื้อสูทยังไงล่ะคะ ในบทต้องใส่สีดำนี่คะ' อลิสทักท้วงผมเป็นรอบที่ 28 ตั้งแต่ผมเลือกชุดตอนอยู่คอนโด และจนตอนนี้ก็ยังคงไม่เลิกพูด ราวกับว่าจะเปลี่ยนใจผมให้กลับไปเปลี่ยนชุดได้ ซึ่งเหตุผลของผมก็ง่าย ๆ 

'ผมไม่อยากใส่สีเดียวกับพระเอกน่ะ ไม่อยากใส่สีซ้ำใคร มันไม่เด่น ผมใส่สีแดงแล้วหล่อขนาดนี้ อลิสยังจะใจร้ายให้ผมใส่สีดำไปแข่งกับพระเอกอีกเหรอ' ผมตอบกลับอลิสไปอย่างไม่คิดอะไรมาก ไม่สิ เพราะคิดมาแล้วว่าต้องเด่นต่างหากผมเลยเลือกที่จะใส่สีแดงเลือดหมูอันนี้

'โฮสต์ไม่กลัวโดนหักคะแนนเหรอคะ' อลิสยังคงพูดเรื่องเดิม

'มีสกินร่างใหม่ของอลิสเข้าร้านค้าระบบรึยังล่ะ? ตราบใดที่ไม่มีเหตุผลให้ต้องใช้แต้มคะแนน ผมก็ไม่จำเป็นต้องเป๊ะขนาดนั้นหรอกน่า ให้หัก ๆ ไปบ้างก็ได้ ถือว่าผมบริจาคก็ดี' ผมตอบกลับอลิสไปอย่างคนใจบุญ เครียดมาแล้วสามโลก ก็ให้ผมได้หายใจหายคอบ้างเถอะ

ถ้าไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบกับเนื้อเรื่องล่ะก็ หักนิดหักหน่อยจะเป็นไรไป !

ผมน่าจะถือว่ามาเช้าอยู่เพราะคนก็ดูยังไม่เยอะสักเท่าไหร่ งานเลี้ยงคืนนี้จัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงใหญ่ชั้น 35 ผมจึงเดินตรงไปที่ลิฟต์อย่างทันที

แต่จู่ ๆ ก็มีมือปริศนาโผล่มาขวางกั้นประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดเอาไว้ แขนเสื้อสูทเนื้อดีสีกรมเป็นอย่างแรกที่ผมเห็น

"ขอโทษครับ ผมขอไปด้วย" ก่อนที่เสียงของอีกฝ่ายจะดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่เดินเข้ามาในลิฟต์ อีกฝ่ายถอนหายใจเบา ๆ หากแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าเมื่อกี้อีกฝ่ายรีบวิ่งมา ร่างสูงโปร่งดูดีหุ่นดีหน้าตาดีแบบนี้ แน่นอนว่าต้องเหล่าตัวละครหลักสักคน และด้วยความที่ผมทำการบ้านของโลกนี้มาอย่างดี

'คุณเหนือเมฆ พี่ชายของนางเอก ตัวร้ายของเรื่องค่ะ' เสียงของอลิสดังขึ้นในหัวอย่างให้ความช่วยเหลืออย่างรู้หน้าที่

แน่นอนว่าผมรู้จักอีกฝ่าย ผมในฐานะ ภาม น่ะนะ ก็เพราะว่าภามเป็นคนที่ไปเจรจาธุรกิจกับเหล่าตัวร้ายและพระเอกด้วยตัวเองอย่างไงล่ะ และแน่นอนว่าแม้จะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจ แต่ด้วยความที่ทั้งสามคนอยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกัน ก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่รู้จักกันผ่านธุรกิจก็คงได้ 

"สวัสดีครับ คุณเหนือเมฆ รีบเหรอครับวันนี้ ไปชั้นไหนครับ" ผมเป็นฝ่ายเอ่ยทักอีกฝ่ายก่อนอย่างคนที่อัธยาศัยดีพลางเลือกกดลิฟต์ไปยังห้องจัดงาน

"ชั้นเดียวกันครับ ผมดูรีบเหรอครับ เอ่อ.. ดีใจที่คุณมาร่วมงานนะครับ" เหนือเมฆตอบกลับพลางหันมายิ้มให้ ซึ่งมันก็ดูเป็นรอยยิ้มตามมารยาท 

"จะให้พลาดได้ยังไงล่ะครับ งานเปิดตัวลูกสาวของตระกูลเทพอมรไพศาลทั้งที ในฐานะเพื่อน ผมก็ต้องมาร่วมแสดงความยินดีอยู่แล้ว ยินดีด้วยนะครับที่ได้น้องสาว" ผมเองก็ตอบกลับตามมารยาทเช่นกัน หากแต่แอบแฝงความจิกกัดในคำแสดงความยินดีนั่น มันก็แค่คำพูดลองเชิงก็เท่านั้นเอง

แน่นอนว่าตระกูลเทพอมรไพศาลบอกว่าหยาดฝนป่วยมาตั้งแต่เด็กและพึ่งกลับมาจากการรักษาตัวจากต่างประเทศ ไม่ใช่เด็กที่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ แน่นอนว่าตระกูลได้เปลี่ยนชื่อและนามสกุลของเธอเรียบร้อย เป็นดั่งคุณหนูคนใหม่เลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ชะตากรรมของเธอได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

"เธอเหนื่อยมามากแล้วน่ะครับ เธอควรมีชีวิตที่ดีสักที ผมเองก็หวังว่าเธอจะมีความสุข" เหนือเมฆตอบกลับผม หากแต่คราวนี้อีกฝ่ายไม่หันหน้ามามองตามมารยาท และใบหน้าหล่อ ๆ ที่สะท้อนในกระจกลิฟต์ก็ไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่างอย่างจริงจัง ซึ่งพอเขาทำหน้านิ่ง ๆ แบบนั้นก็ทำเอาผมเสียวสันหลังวูบนึงเลยทีเดียว

นั่นมันใบหน้าของตัวร้ายชัด ๆ ! ลาสบอสแน่ ๆ !!

ไอ้หมอนี่ต้องร้ายกว่าที่เห็นแน่นอน !!!

"เดี๋ยวเจอกันในงานนะครับ ผมขอตัวก่อน" เพียงแวบเดียว แวบเดียวเท่านั้นที่พอลิฟต์เปิด แล้วเหนือเมฆหันมายิ้มให้ผมเหมือนปกติก่อนจะรีบร้อนเดินออกไป หากแต่นั่นทำเอาผมถึงกับนิ่งค้างไปแล้ว

เปลี่ยนสีหน้าไวโคตร ๆ เลยนี่หว่า สกิลตัวร้ายจัดเต็มมาก !!!

'โฮสต์คะ ตัวร้ายก็คือตัวร้าย คงไม่อ่อนแอเคี้ยวง่ายหรอกค่ะ เขาเป็นตัวร้ายนะคะ แต่ตอนนี้ !!! โฮสต์ต้องออกจากลิฟต์แล้วนะคะ อย่ายืนบื้อเหมือนพึ่งทำภารกิจครั้งแรกเลยค่ะ มันดูตลก' อลิสเตือนสติผมแถมด้วยการแขวะกันอย่างไม่ออมแรง หากแต่ก็เรียกสติผมให้เดินออกมาจากลิฟต์แล้วเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงได้ในทันที

 'ไม่รู้สิอลิส ผมว่าเหมือนเค้าดูคุ้น ๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่จู่ ๆ ก็โผล่มาแวบนึงอ่ะ' ผมตอบอลิสไปพลางคิดว่า หรือมันจะเป็นความชั่วร้ายของตัวร้ายที่ผมสัมผัสได้ แบบพวกรัศมีตัวร้ายอะไรแบบนี้ เออ.. ช่างเถอะ ผมรู้ว่ามันฟังดูบ้าบอ แต่ตอนนี้ผมควรตั้งใจทำภารกิจมากกว่าสินะ

ในห้องจัดเลี้ยงสุดหรูที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้และโคมไฟจัดในโทนสีขาวทองสะอาดตา หากแต่ก็เต็มไปด้วยความหรูหราแบบผู้ดีมีระดับ ภายในงานใช้การจัดเลี้ยงแบบค็อกเทล (Cocktail) ที่เป็นการจัดเลี้ยงแบบง่ายๆ สไตล์เป็นกันเอง เน้นให้แขกเหรื่อเดินพูดคุยกันได้ทั่วงาน งานเน้นสังสรรค์ มีพื้นที่ใช้สอยทำกิจกรรมมากมาย

ซึ่งข้อดีการจัดเลี้ยงแบบค็อกเทล คือรูปแบบของอาหารแบบงานเลี้ยงที่เน้นความหรูหรา สวยงาม จัดเป็นจานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่พอดีคำ มีมากมายทั้งของคาว ของหวาน เป็นอาหารที่สามารถหยิบถือได้ง่าย ไม่เลอะเทะหรือทานลำบาก และเครื่องดื่มมากมาย ตั้งแต่น้ำผลไม้ ยันไวน์ชั้นเลิศ เรียกได้ว่ามีแทบทุกอย่างเลยทีเดียว และหากคุณต้องการอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ก็สามารถแจ้งบอกกับบริกรให้ไปบอกพ่อครัวเพื่อจัดหาให้ได้ในทันที

ทุกอย่างล้วนเป็นของชั้นเลิศ หรูหรา ฟุ่มเฟือย สมเป็นคนรวยที่เป็นอีกชนชั้นหนึ่งของประเทศจริง ๆ

'นึกถึงโลกนั้นเลยอลิส ที่ผมกับนางเอกเป็นเด็กกำพร้าแล้วต้องไปขโมยของจนถูกทุบตีแทบตายนั่นน่ะ ช่องว่างของคนรวยกับคนจนช่างมากมาย' ในโลกนั้นผมต้องเข้าไปตั้งแต่เด็ก เพราะเนื้อเรื่องมันเริ่มตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าแม้สุดท้ายจะจบดี แฮปปี้ แต่มันก็เปลี่ยนความเลวร้ายที่เคยเผชิญไม่ได้อยู่ดี 

'นิยาย บางทีก็เขียนขึ้นมาจากความจริงที่โหดร้ายนะคะโฮสต์ เรื่องทุกอย่างอาจจะเกิดขึ้นจริง ๆ ในที่ไหนสักที่ในตอนนี้ก็ได้ ว่าแต่โฮสต์จะดราม่าอีกนานไหมคะ พระเอกเดินมานู่นแล้วค่ะ' อลิสเอ่ยบอกพลางทำเสียงสัญญาณเตือน ปิ๊บ !! ปิ๊บ !! ดังเต็มหัวผมไปหมดเพื่อให้ผมหันไปสนใจพ่อพระเอกที่เดินเข้ามาใกล้หลังจากทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ในงานเสร็จแล้ว

ดีที่ผมไม่ต้องได้ทำอะไรแบบนั้น เพราะผมไม่ได้ดังมากในแวดวงสังคมชั้นสูงพวกนั้น

"ไงคราม แต่งตัวดูดีนะวันนี้ แต่หน้าไม่ให้เลยว่ะ เหมือนฝืนใจมา" ผมยกแก้วในมือขึ้นทักทายพ่อพระเอก ก่อนจะเดินเข้าไปกอดคออีกฝ่ายอย่างสนิทสนมก่อนจะพากันไปยืนหยุดอยู่ที่มุมห้องเพื่อคุยกัน ยังมีเวลาอีกครี่งชั่วโมงกว่าแม่นางเอกจะเปิดตัว

"ทำไมมึงใส่สีแดงมาล่ะ ไหนบอกจะใส่สีดำมาเป็นเพื่อนกู" ครามเอนหลังพิงผนังพลางเอามืออีกข้างล้วงกระเป๋า และเริ่มต้นการพูดจาแบบสนิทสนมสุด ๆ ออกมา อีกข้างถือแก้วเครื่องดื่มสีสวยในมือแล้วแกว่งเบา ๆ หล่อ ยอมรับเลยว่าพระเอกมันหล่อมาก หล่อจนผมคิ้วกระตุกเลยทีเดียว

"ใส่มาแข่งหล่อกับมึงกูก็แพ้ดิ อยากเด่นต้องแตกต่าง ไม่เคยได้ยินรึไง" ผมตอบพลางปล่อยคอพระเอก ก่อนจะหมุนตัวสักรอบโชว์ความหล่อในชุดสีแดงที่โคตรเข้ากับผมให้พระเอกดู หากแต่หมอนั่นกลับมองพลางยักคิ้ว หมายความว่าไงวะ.. คิดว่ากูหล่อสู้มึงไม่ได้รึไง !?

เออ สู้ไม่ได้ !!! ไอ้ฉิบหาย หล่อเกินหน้าเกินตาคนอื่นว่ะ !!!

นักเขียนนิยายเรื่องนี้โคตรบิดาลำเอียงอ่ะ พระเอกกับตัวร้ายคือโคตรหล่อ หล่อแบบเกินหน้าเกินตาอ่ะ หล่อแบบแบด ๆ หน้าตานิ่ง ๆ ยิ่งโคตรหล่อ แนวพระเอกเย็นชา คือผมก็หล่อนะ แต่มันหล่อแบบน้อยกว่าอ่ะ ผมกลายเป็นคนหล่อแบบเรียบ ๆ หล่อแบบผู้ดี หล่อตอนยิ้ม หล่อแบบผู้ชายอ่อนโยนไปเลยอ่ะ ซึ่งอลิสเคยบอกว่าหน้าแบบนี้คือหล่อแบบ 'น่ารัก'

ผมก็อยากหล่อแบบแบด ๆ บ้างไม่ได้เหรอวะ !!! เป็นผู้ชายจะน่ารักไปทำมะเขือรึไง !!!

'แต่ผู้หญิงชอบผู้ชายน่ารัก อารมณ์ดี ยิ้มทีโลกสดใสนะคะโฮสต์ เหมาะเป็นอาหารตา' อลิสเอ่ยปลอบผมอย่างอยากจะช่วยเหลือ หากแต่ถ้อยคำนั่นกลับปักเข้าหัวใจผมดังอึก เจ็บจี๊ด

'แต่นางเอกก็เลือกพระเอกอยู่ดีไหมล่ะอลิส ปลอบได้ซึ้งดี แต่ไม่ต้อง ขอบใจ'

"กูเกลียดมึงว่ะ คราม มึงหล่อกว่ากู" ผมพูดกับมันด้วยสิ่งที่คิดอยู่ในใจพลางด่ามันด้วยสายตา แน่นอนว่าไอ้พระเอกก็ได้แต่หัวเราะ พลางตบไหล่ผมเหมือนจะปลอบใจ แต่ก็คล้ายจะเยาะเย้ยอยู่ในที ซึ่งผมรู้ว่ามันตั้งใจเยาะเย้ยผม ท่าทีคล้ายกับจะบอกว่าช่วยไม่ได้นี่ยิ่งน่าหมั่นไส้ขึ้นอีกร้อยเท่า ไอ้บ้านี่

โถ...พ่อพระเอกสายเย็นชา กลัวเปลืองคำพูดแม้แต่กับเพื่อนว่างั้นเถอะ

ไม่เป็นไร ถ้าพ่อพระเอกไม่ชอบพูดล่ะก็ ผมก็แค่ต้องชวนคุยเอง หน้าที่ของเพื่อนพระเอกอยู่แล้วไหมล่ะ หน้าที่พระเอกมีแค่ยืนเท่ ๆ รอพูดสั้น ๆ ให้สาวกรี๊ดแล้วก็ไป แค่นั้นเอง บทง่าย งานสบาย เอาเถอะ ผมไม่อิจฉาหรอกเพราะผมคุยเก่ง ทำได้แม้กระทั่งคุยคนเดียวด้วยซ้ำ ให้มาอมพะนำเก๊กหน้านิ่งแบบนี้ก็ไม่ไหวหรอก ไม่ใช่ทาง

"ทำเป็นเท่ไปเหอะมึง ถ้าได้เห็นคู่หมั้นมึงแล้วอย่าเผลอตกใจละกัน ได้ข่าวว่าลูกสาวของตระกูลเทพอมรไพศาลนี่สวยใช่เล่นเลยนี่ มึงเคยเจอบ้างรึยัง" ผมถามพลางเอาศอกสะกิดเอวพระเอกแรง ๆ ใช่ แรง ๆ ก็บวกความหมั่นไส้นิดหน่อยอ่ะนะ

"มึงก็รู้ว่าเป็นลูกนอกสมรส แค่เอามาชุบตัวทำเชิดหน้าชูตา เหอะ หลอกใครก็หลอกไปเถอะ กูว่าบางทีทั้งตระกูลนั่นแหละที่เกี่ยวข้องกับการตายของพลอยขวัญ กูไว้ใจไม่ลงว่ะ" ว่าแล้วครามก็ยกแอลกอฮอล์สีสวยที่ถือแกว่งเล่นมาตั้งนานซดอึก ๆ ลงคออย่างต้องการที่ระบาย พลางกวักมือเรียกบริกรมาใกล้ ๆ แล้วยกซดอีกแก้วต่อหน้าต่อตาผมด้วยความเร็วแสง

ผมเผลอไปจี้ปมพระเอกรึเปล่าเนี่ย ปุ่มปิดสวิตช์มันอยู่ตรงไหน !!!

"เบามึงเบา อย่ามาทำตัวขี้เมาแถวนี้" ผมดึงแก้วที่สามออกจากมือพระเอกที่เริ่มทำตัวไม่สมกับเป็นพระเอก ก่อนจะไล่บริกรให้เดินหนีไปไกล ๆ เรื่องพวกนี้มันไม่มีบอกในบทนี่หว่า ถ้าผมปล่อยให้พระเอกดื่มจนเมาไปตอนนี้แล้วมันส่งผลต่อบทละครหลัก ผมโดนหักคะแนนเยอะกว่าใส่เสื้อสูทผิดสีแน่ ๆ

"เรื่องมันไม่ควรเป็นแบบนี้สิวะ น้องกูตายยังไม่ครบเดือนเลยนะ นี่หาคนมาแต่งกับกูจนได้ คนมีตาก็ต้องดูออกป่ะวะว่ามันไม่ปกติ พ่อกูก็ตายไปแล้วยังจะยึดถือสัญญาบ้าบออะไรนั่นอีก กูก็ไม่ใช่คนโง่ป่ะภาม" ผมแทบจะตะครุบปากเพื่อนตัวดีที่พอแอลกอฮอล์ไหลเข้าปากแล้วเริ่มพูดมาก

ใช่สิ เพราะมึงฉลาดแบบนี้ไงถึงได้รังแกและตั้งแง่รังเกียจนางเอกซะขนาดนั้น

"ไว้คุยกันที่อื่น นี่งานเค้า" ผมได้แต่เตือนมันเบา ๆ ซึ่งมันก็รับฟังอย่างดี ผมเลยสะกิดพ่อพระเอกให้หันไปมองว่าแม่ของพระเอกกำลังยืนมองเราสองคนอยู่ ก่อนที่แม่พระเอกจะกวักมือเรียกพระเอกให้ไปหา ผมเลยต้องลากเจ้าเพื่อนตัวดีไปหาแม่ทันที อย่างน้อยมันคงไม่ซดไวน์เป็นน้ำต่อหน้าแม่มันหรอกนะ

"สวัสดีครับคุณแม่ ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ" ผมทักทายแม่ของคราม คุณหญิงไข่มุกในชุดราตรีสีดำยังดูดีแม้จะอยู่ในวัยห้าสิบกว่า ๆ แต่วันนี้แม้จะแต่งหน้ามาหนาก็ปกปิดร่องรอยอ่อนล้าที่ซ่อนไว้ไม่ได้ 

"ขอบใจจ๊ะภาม ปากหวานจริงนะเรา สบายดีใช่ไหม ไม่เจอกันนาน" แม่ของครามดึงผมเข้าไปกอด ก่อนจะลูบหัวลูบหลังผมอย่างรักใคร่ เพราะภามพึ่งกลับมาจากไปดูงานที่ต่างประเทศได้ไม่กี่วัน เจอกันครั้งก่อนก็น่าจะตอนงานศพของพลอยขวัญ ภามเป็นเพื่อนกับครามมานานและก็เป็นที่รักที่เอ็นดูของแม่ของครามเช่นกัน รักจนเหมือนลูกอีกคนเลยทีเดียว

"สบายดีครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปหาอะไรกินก่อนนะครับ ลูกชายแม่ไม่ยอมให้ผมกินอะไรเลย ดูสิครับผมหิวตั้งขนาดนี้แล้วแท้ ๆ ลูกชายคุณแม่ใช้งานผมหนักจริง ๆ" ผมทำท่าลูบท้องพลางยิ้มอย่างออดอ้อนที่รู้ว่าคุณหญิงไข่มุกแพ้ทางเสมอ พลาง 'ฟ้อง' เรื่องที่ครามใช้ผมเป็นไม้กันหมาจากพวกสาว ๆ ซึ่งก็ทำเป็นประจำจนชินไปแล้ว

"ไปเถอะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ดูแลเจ้าครามเอง ภามไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยมาก็ได้จ๊ะ" คุณหญิงไข่มุกจับมือผมมาลูบเบา ๆ ก่อนจะปล่อยไป และพาครามเดินไปทักทายกับแขกผู้ใหญ่ภายในงานคนอื่น ๆ ผมเองก็เดินถอยออกมาที่จุดบุฟเฟ่หลังงานหาอะไรมากินแก้หิวแล้วยืนมองครอบครัวของพระเอกอย่างเงียบ ๆ 

แม่ที่พึ่งเสียลูกสาวไปไม่ถึงเดือน แต่ต้องแต่งตัวมาออกงานหมั้นของลูกชายอีกคน บางทีชีวิตพระเอกก็รันทดพอ ๆ กันเลย บ้านอัศวไพศินทร์เหลือแค่ครามกับแม่ แค่สองคน ซึ่งมันกลายเป็นเนื้อชิ้นโตที่ใคร ๆ ก็หมายมาดอยากจะแย่งชิงไปสวาปามเสียแล้ว ไม่แปลกที่ครามจะระวังไปซะทุกอย่างแบบนั้น

โลกของนิยายบางเรื่องก็ดราม่าหนักจนเกินไป หนักจนใจของผมเองก็เจ็บปวดไปหมด

"ถ้าไม่รังเกียจ ดื่มกาแฟสักแก้วด้วยกันไหมครับ คาราเมลมัคคิอาโต้" แก้วกาแฟแก้วหนึ่งถูกยื่นมาให้ตรงหน้า พร้อมกับร่างสูงในชุดสูทสีกรมเข้ารูปดูดี รอยยิ้มหล่อเหลาบนใบหน้าอันหน้าอิจฉาเบอร์ 2 ปรากฏขึ้นแทนที่ไอ้หล่อหมายเลข 1 ที่ผมพึ่งเอามันไปส่งให้แม่ให้มันพ้นหูพ้นตาได้ไม่กี่นาที เมื่อไม่นานมานี้

"ขอบคุณครับ" ผมรับกาแฟมาถือเอาไว้ ใช้คำว่าไม่รังเกียจอีกต่างหาก ถ้างั้นไม่รับก็คือรังเกียจสินะ มัดมือชกชิบหายเลยนี่หว่า แถมยกมาให้เองกับมือราวกับล็อกเป้าไว้แบบนี้ ไม่รับได้เหรอ ต่อให้วางยาพิษก็ต้องกินอย่างเลี่ยงไม่ได้ล่ะทีนี้ หวังว่าพ่อตัวร้ายจะยังไม่อยากเล่นนอกบทวางยาผมก่อนเรื่องจะเริ่มก็แล้วกัน ผมไม่ได้เผลอไปเหยียบเล็บขบคุณซะหน่อยนี่

'ผมไม่ได้เผลอไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจใช่ไหมอลิส เขาวางยาผมรึเปล่า' ผมร้องเรียกคู่หูอย่างด่วนจี๋ พลางยกกาแฟขึ้นจิบอย่างเสียไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายยกขึ้นจิบแล้วมองตรงมาซะเหมือนบังคับกันทางอ้อมแบบนั้น พ่อตัวร้ายนี่นิสัยบอสเผด็จการรึไงวะ !!

'ไม่นะคะโฮสต์ อลิสว่าปกติแหละค่ะ เอ่อ..อืม แม้ว่ากาแฟตอนเย็นจะดูแปลกหน่อย ๆ แต่คิดในแง่ดีเขากับโฮสต์อาจจะเป็นพวกติดกาแฟเหมือนกันก็ได้นี่คะ เขาเลยชวนดื่ม ก็เขากับโฮสต์เคยคุยธุรกิจกันไม่ใช่เหรอคะ อลิสว่าน่าจะสนิทกันในระดับนึงเลยทีเดียวถึงได้รู้ว่าโฮสต์ชอบกาแฟแบบไหน' อลิสพยายามอธิบายให้ผมเข้าใจอย่างใจเย็น ซึ่งก็ได้ ผมจะยอมเชื่ออลิสแล้วกัน

"ไม่คิดว่าคุณเหนือเมฆจะชอบดื่มกาแฟตอนเย็นนะครับ ผมก็ชอบเหมือนกัน" ผมตอบพลางมองหน้าไอ้หล่อหมายเลขสองที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าอย่างด่าในใจ นี่คิดจะยืนยิ้มอย่างเดียวรึไง มีอะไรทำไมไม่พูดล่ะไอ้บ้านี่ ผมล่ะหมั่นไส้ไอ้พวกลูกรักนักเขียน หล่อกว่าผมแล้วคิดว่าจะลอยหน้าลอยตาได้หรือไง คำตอบคือ ได้ !! เออ !! ยอมแพ้...

"อ่า...ใช่ครับ ผมก็ชอบ" เหนือเมฆตอบกลับเบา ๆ พลางหันหน้าหนี ท่าทางดูกระอักกระอ่วนที่จะมองหน้าผม แย่แล้ว !!!

'อลิส ปากผมเปื้อนเหรอ หรือมีอะไรติดหน้า หรือผมผมยุ่ง ทำไมเขาหันหน้าหนีผมอีกแล้ว' ผมรีบร้องหาตัวช่วยอย่างเร็วที่สุด ถ้าเป็นปกติผมคงรีบไปห้องน้ำแล้ว แต่เมื่อมีตัวช่วยแล้ว จะไปทำไมล่ะ

'ไม่มีอะไรผิดปกติเลยค่ะโฮสต์ ทุกอย่างปกติ' อลิสเอ่ยตอบพลางเรียกกระจกในระบบออกมาให้ผมสำรวจดูหน้าตาของตัวเองเพื่อให้ผมหายกังวลใจ โอเค ทุกอย่างปกติดี

"คุณภาม ชอบงานในวันนี้ไหมครับ" เหนือเมฆหันมาถามด้วยท่าทีปกติราวกับชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ 

หากแต่สัญชาตญาณของผมบอกว่า มันอาจจะเป็นคำถามแนวปรัญชา อาจจะแฝงอะไรไว้มากกว่านั้น เพราะผมดันไปสะกิดต่อมความสงสัยของเหนือเมฆด้วยการบอกเป็นนัย ๆ ว่าผมรู้เรื่องของนางเอก และอีกฝ่ายก็ตอบเป็นนัย ๆ กลับมาเช่นกันว่ารู้แล้วว่าผมรู้ ซึ่งผมคิดว่าหลังจากนี้เขาอาจจะจับตามองผมมากขึ้นเพราะกลัวผมจะเอาไปบอกใครรึเปล่า

ซึ่งผมก็ไม่เอาไปบอกใครหรอก นอกจากพระเอกที่รู้อยู่แล้วน่ะนะ

"ก็จัดได้สมฐานะ งานเปิดตัวลูกสาวตระกูลเทพอมรไพศาลดีนะครับ ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว" ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม พลางจิบกาแฟในมืออีกรอบ นี่มันบ้ามาก กาแฟบ้านี่อร่อยเกินไป ทำเอาผมอยากรู้จักคนชงเลยทีเดียว อร่อยจนอยากจ้างคนชงมาทำให้กินเองที่บ้านเลยทีเดียว

“อาหารในงาน อร่อยถูกปากไหมครับ” เหนือเมฆถามขึ้นมาอีกครั้ง บทสนทนาเหมือนเป็นไปตามมารยาท เป็นคนที่รู้จักแต่ไม่ได้สนิทกันมากพอที่จะถามไถ่เรื่องอื่น

"ก็อร่อยดีครับ ผมชอบมากเลย" ผมเองก็ตอบกลับตามมารยาท

'โฮสต์น่ะชอบมาก ๆ ต่างหากเลยล่ะคะ เล่นชิมซะทุกอย่างทุกอันทั้งของคาวของหวาน ทั้งหมดนั่นมีเกือบ 50 อย่างเลยนะคะ' เสียงอลิสดังขึ้นในหัวอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้ผมไม่ตอบเธอเพราะตอนนี้ทุกคนถูกหันเหความสนใจไปที่บนเวทีที่พิธีกรกำลังพูดเปิดงานวันนี้

"งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ถึงเวลาต้องไปรับตัวน้องสาวแล้ว" เหนือเมฆหันมาบอกอย่างสุภาพก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ผมได้แต่ผงกหัวให้ตามมารยาทเท่านั้น ก่อนจะเดินไปรวมตัวกับครามและคุณหญิงไข่มุกที่อยู่แถวด้านหน้าของเวที

เสียงพิธีกรดำเนินงานไม่ได้เข้าหูผมมากนัก เพราะตอนนี้ผมเอาแต่จ้องไปที่ประตูหลังเวทีอย่างรอคอยเวลาที่นางเอกปรากฏตัวออกมา 

"เชิญทุกท่านพบกับ คุณหนูหยาดพิรุณ เทพอมรไพศาลครับ" สิ้นเสียงพิธีกรประกาศ เสียงปรบมือมากมายก็ดังอื้ออึง

ทว่าทันทีที่ประตูไม้บานหรูถูกเปิดออก ทุกอย่างราวกับถูกหยุดนิ่ง ผมไม่ได้ยินเสียงปรบมือเหล่านั้นอีกต่อไป สายตาผมจับจ้องแต่ร่างของใครบางคนที่กำลังเดินออกมาจากบานประตูจนแทบจะลืมกระพริบตา

หยาดฝน หรือหยาดพิรุณ เทพอมรไพศาล เดินควงแขนมากับพี่ชาย เหนือเมฆ เทพอมรไพศาล อยู่ในชุดเดรสเปิดไหล่ตัวยาวสีฟ้าไล่ระดับสี ผมสีดำสนิทถูกมัดเป็นทรงสวยครึ่งนึง ที่เหลือปล่อยยาวและดัดเป็นลอนเข้ากับใบหน้าเล็ก ๆ น่ารัก ที่เครื่องหน้าทุกอย่างเข้ากันได้อย่างลงตัวที่มีส่วนคล้ายกับความหล่อเหลาของเหนือเมฆ เหมือนเป็นการป่าวประกาศความเป็นพี่น้องของทั้งคู่

สวย !! สวยจนผมไม่อาจจะละสายตาจากเธอได้เลย !!!

และเพียงแค่เธอหันมองมาทางนี้...

ทันทีที่สายตาของเราประสานกัน...

ผมก็ตกหลุมรักเธอในทันที !!!

ทันทีที่ตกหลุมรักใครสักคน โลกทั้งใบก็ราวกับหลายเป็นสีชมพูด ทุกอย่างล้วนพร่าเบลอไปหมดยกเว้นแค่เธอคนนั้นที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น รู้สึกอยากจะปกป้อง อยากจะประคองเอาไว้ในฝ่ามือ อยากจะคอยปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนไม่ให้เธอต้องเจอกับเรื่องราวเลวร้ายใด ๆ อีกต่อไป 

หากแต่ภาพงดงามเบื้อหน้าก็พลันแตกสลายลงในแทบจะทันที

"ในวันนี้นอกจากจะเป็นงานเปิดตัวของหยาดพิรุณแล้ว ก็ถือเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหมั้นหมายกันของตระกูลเทพอมรไพศาลและอัศวไพศินทร์ครับ" เสียงปรบมือดังกึกก้องไม่ได้เข้าหัวผมเลยสักนิด

มีเพียงใบหน้าของเธอที่ผมมองอยู่ตอนนี้ และผมเห็นความเศร้าในแววตานั้น แม้ว่าเธอกำลังยิ้มอยู่ก็ตาม

เธอไม่ได้เต็มใจ และใช่ ครามก็ไม่ได้เต็มใจ บางทีผมอาจจะ...มีหวัง

'โฮสต์คะ' เสียงเรียกของอลิสเรียกสติที่กำลังแตกกระเจิงให้ผมกลับมามองเห็นความจริงอีกครั้ง

ถ้านี่เป็นโลกแห่งความจริง ผมอาจจะมีหวัง แต่นี่ไม่ใช่ ทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว สุดท้ายเธอจะเลือกคราม ไม่ใช่ผม เพราะในโลกใบนี้ ในตอนนี้ ผมเป็นแค่พระรอง เป็นแค่พระรองของเรื่องนี้เท่านั้น พระรองที่ไม่มีสิทธิ์จะสมหวังใด ๆ ทั้งนั้น

แต่ถ้ามองในแง่ดีของความรักมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกนะ

อย่างน้อยความรักก็ไม่ได้แย่...

ผมเคยเจอใครสักคนในหลาย ๆ โลกที่ผ่านมานี่แหละที่บอกกับผมว่า การได้แอบรักใครสักคนมันทำให้ใจเต้นแรง มีความหวัง และมีความสุขกว่าการได้ครอบครองอีก เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองความรักในแง่ดี มันก็ดีแหละนะ ถ้าเรามองแค่ปัจจุบันในตอนนั้นโดยที่ไม่ต้องไปคิดว่ามันจะผิดหวังหรือเสียใจในอนาคต

ในชีวิตจริงคุณคบกับใครสักคนโดยคิดไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องเลิกกันแล้วเสียใจแน่นอนแบบนี้เหรอ ไม่หรอก การที่เราคบกับใครสักคนน่ะ มันไม่ได้ยากแบบนั้นหรอก ก็แค่ตื่นมาแล้วพบว่าวันนี้เรายังรักกันก็พอแล้วล่ะ ไม่ต้องมองอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเพื่อบั่นทอนตัวเองหรอก เพราะอนาคตของคนเรา ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัวเหมือนในนิยายสักหน่อย

ผมก็แค่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ตอนรักก็มีความสุข ตอนเศร้าก็แค่เศร้า และตอนที่ทั้งหมดนั่นผ่านไปแล้ว ผมก็แค่หาความสุขอื่นให้ตัวเองด้วยการกิน เที่ยว พักผ่อน ก็พอแล้ว ผมก็แค่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขก็พอ

และตอนนี้ ผมก็แค่ต้องมีความสุขกับการได้รักนางเอก

ส่วนความผิดหวังที่จะได้เจอ เป็นแค่เรื่องที่ยังมาไม่ถึงสักหน่อย

ผมต้องปกป้องเธอ ผมรู้แค่นี้

ความคิดเห็น