email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สำรวจประจำวัน

ชื่อตอน : สำรวจประจำวัน

คำค้น : แฟนตาซี ผจญภัย ต่อสู้ เวทมนตร์ สร้างเมือง สงคราม การเมือง ฮาเร็ม

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 65

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2564 12:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สำรวจประจำวัน
แบบอักษร

รุ่งเช้าที่ด้านหน้าคฤหาสน์ตระกูลรัซเซต่างเต็มไปด้วยขบวนคุ้มกัน เป็นกองเกียรติยศที่ทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ซึ่งผ่านสมรภูมิมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจำนวนยี่สิบนาย

อาเบลมองภาพขบวนคุ้มกันเหล่านั้นผ่านทางหน้าต่างห้องทำงาน บนโต๊ะของเขามีเอกสารกองโตวางเรียงรายอยู่ แต่ถ้าสังเกตดูดีๆทุกใบล้วนถูกประทับตรารับรอง สื่อได้เป็นอย่างดีว่าขุนนางหนุ่มผู้นี้ได้จัดการกับพวกมันเรียบร้อยแล้ว

ขณะกำลังมองทิวทัศน์ไม่นานนักประตูห้องทำงานของเขาก็ถูกเปิดอย่างแรง ร่างของเอมิลี่ เรสเรน เจ้าหญิงลำดับที่สองแห่งจักรวรรดิมัลมูฟอันยิ่งใหญ่ย่างเท้าเข้ามา

เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เป็นภาพของหญิงสาวหน้าตาสละสวยที่มักบุกเข้ามาในห้องทำงานของอาเบลด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว หากแต่วันนี้ภาพขององค์หญิงเอมิลี่ผู้ที่สง่าสงามไปทุกอิริยาบทกลับเปลี่ยนไป ท่วงท่าการเดินอันงดงามของเธอราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายในตอนนี้มันได้แปรเปลี่ยนไปเหมือนกับปูที่ต้องเดินถ่างขาจนกลายเป็นความตลกขบขันสำหรับอาเบล

“ข..ขำอะไรมิทราบ!”

เอมิลี่จ้องมาทางอาเบลราวกับอยากสูบเลือดกินเนื้อ แต่ชายหนุ่มพยักไหล่ตอบกลับด้วยท่าทียียวนเล็กน้อยก่อนปรับเปลี่ยนสีหน้าแล้วเดินมาเลื่อนเก้าอี้ให้เธอ เอมิลี่จ้องมองเก้าอี้ตัวนั้นสลับกับใบหน้าของอาเบลอยู่ครู่หนึ่งก่อนนั่งลงอย่างสง่างามส่วนอาเบลเองก็กลับไปที่เก้าอี้ของตนแล้วเริ่มพูด

“จะกลับไปจริงๆสินะ”

“อะไร? คิดเสียดายรึไง? ฉันเองก็ไม่อยากกลับไปที่ปราสาทเฮงซวยพรรค์นั้นเท่าไหร่หรอกแต่มันก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ"

เอมิลี่ถอนหายใจให้กับคำพูดของตน ซึ่งอาเบลก็เข้าใจความหมายของถ้อยคำเหล่านั้นดี

ถึงจะไม่ได้เป็นคนในรั้วในวังหรือมีความสนิทสนมกับคนด้านในจนถึงขั้นรู้ลับลมคมในภายในพระราชวังไปเสียหมด แต่ตัวของเอมิลี่ผู้เป็นลูกที่เกิดจากนางสนมย่อมต้องผ่านเหตุการณ์มามากมาย ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพบเจออะไรมาบ้างแต่เหตุการณ์ที่เจอย่อมไม่ใช่เรื่องดี ความทรงจำต่างๆที่ตัวเธอมีต่อสถานที่ที่ตัวเองเติบโตมาอย่างพระราชวังเองก็คงเลวร้ายตามไปด้วย 

เพราะแบบนั้นตลอดเวลาที่เอมิลี่อยู่ที่กีการันอาเบลถึงพยายามทำดีด้วยตลอด ถึงการทำดีของเขาในบางครั้งจะเป็นการทำเพื่อปกปิดความรำคาญก็ตามที

“หึ! แต่ถ้านายยอมขอร้องดีๆบางทีฉันอาจกลับมาเร็วกว่าที่คิดก็ได้นะ?”

เอมิลี่กอดอกยืดขึ้นอย่างภาคภูมิใจแต่ท่าทางนั้นก็พังทลายลงอย่างรวดเร็วด้วยคำพูดสั้นๆของอาเบลในเวลาต่อมา

“ไม่ล่ะ”

“ห๊าา! นี่รู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังพ่นอะไรออกมากันยะ!? ฉันเป็นถึงเจ้าหญิงเชียวนะได้ยินรึเปล่าว่าเจ้าหญิงน่ะ! รู้บ้างไหมว่ามีชายหนุ่มมากมายขนาดไหนที่อยากให้ฉันอยู่ด้วยน่ะ!”

เอมิลี่ถลึงตามาทางอาเบล ดวงตาคู่นั้นคล้ายสัตว์ร้ายที่พร้อมจู่โจมอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา แต่อาเบลหัวเราะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง

“แล้วเรื่องเมื่อคืนล่ะ?”

“ห๊า ม..เมื่อคืน…”

เธอส่งเสียงออกมาอีกครั้งพลางหลี่ตามองชายหนุ่มตรงหน้า ในทีแรกเธอคิดว่าอีกฝ่ายเพียงแค่พูดจายียวน แต่หลังจากพิจารณาท่าทางของอาเบลมาสักระยะเธอก็มั่นใจว่าชายหนุ่มกำลังจริงจังและต้องการคำตอบ

“ก็ตามที่ฉันพูดนั้นแหละ”

“เป็นฉันจะดีจริงๆเหรอ?”

“ข..ของแบบนี้ อย่าให้ผู้หญิงต้องพูดซ้ำซิ…"

พูดจบเอมิลี่ก็เชิดหน้าเบียงหนีไปทางอื่น นี่คือเอกลักษณ์ประจำตัวที่เธอมักแสดงให้เห็นเป็นปกติหากตัวเองกำลังแงงอนหรือเคอะเขินอะไรบางอย่าง แต่เพราะครั้งนี้อาเบลที่มักจะรีบพูดโต้กลับมากลับเงียบผิดปกติ เอมิลี่จึงตัดสินใจลืมตาขึ้นแล้วเหลือบมองมาทางชายหนุ่ม เธอจึงได้เห็นอาเบลที่กำลังกลั้นขำอยู่

“ฮ่าๆ โทษทีๆ พอดีเห็นเธอมีท่าทางแบบนั้นมันอดไม่ได้น่ะ”

อาเบลกล่าวพลางเอามือป้องปากอย่างสุดกำลังแต่สุดท้ายเขาก็ยังหลุดหัวเราะออกมา นั่นทำให้ใบหน้าของเอมิลี่ที่เต็มไปด้วยสีแดงยิ่งแดงมากขึ้น

“ก..แก!”

สุดท้ายบทสนทนาของทั้งคู่ก็ขาดช่วงไป มันแปรเปลี่ยนกลายเป็นเสียงชุลมุนบนห้องทำงานของอาเบล เหล่าทหารที่เตรียมตัวอยู่หน้าด้านนอกรวมไปถึงบลัมและเหล่าเมดเองต่างก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายให้กับเจ้านายทั้งสองของพวกเขาอย่างช่วยไม่ได้ และท้ายสุดเอมิลี่ก็เดินเชิดหน้าออกมานอกคฤหาสน์ตระกูลรัซเซด้วยสีหน้าไม่สมอารมณ์เท่าไหร่นัก ที่ด้านหลังของเธอเองก็มีอาเบลเดินตามมาพร้อมรอยพกช้ำตามร่างกาย

ยิ่งเห็นท่าทางของเจ้านายทั้งสองเป็นแบบนั้นเหล่าข้ารับใช้ที่ยืนรออยู่ก็ยิ่งกรอกสายตาด้วยความเหนื่อยหน่ายอีกครั้ง

“โชคดีล่ะกันคุณองค์หญิง ไว้อะไรๆลงตัวแล้วจะส่งจดหมายไปให้นะ”

“หึ! ฉันจะรอก็แล้วกัน”

"อ๊ะ!..ลืมไปเลย ไว้ครั้งหน้าจะขอเบิกรางวัลอีกนะ"

พอได้ยินคำนั้นเอมิลี่ก็หน้าแดงระเรื่อพร้อมชี้นิ้วมาทางอาเบล

"ม..ไม่ต้องเลยย่ะ! คนอย่างนายนี้มัน…ต้องโดนโทษประหาร!"

เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักก่อนรีบวิ่งแจ้นขึ้นรถม้าแล้วสั่งให้ขบวนทั้งหมดเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว อาเบลยืนกอดอกมองดูเหล่าขบวนคุ้มกันออกจากเขตคฤหาสน์ราวกับเหมือนเรื่องขบขัน และเมื่อพ้นระยะสายตาไปแล้วเขาถึงเดินกลับเข้าคฤหาสน์

 

เช้าวันต่อมา

อาเบลตื่นนอนตามปกติ เขาตื่นขึ้นมาล้างหน้าก่อนจัดการเอกสารที่ยังคงค้างคาจากเมื่อคืนจนเสร็จก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นหลังจากนั้นก็ลงไปรับประทานอาหารเช้าที่บลัมจัดเตรียมเอาไว้ให้เป็นอย่างดี ถึงจะถูกบอกว่ากีการันเป็นบ้านนอกและตระกูลรัซเซเองก็มีพื้นเพเดิมมาจากสามัญชนแต่เมนูอาหารในช่วงเช้านั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากขุนนางในเมืองหลวงเท่าไหร่ พวกมันประกอบไปด้วยไข่ดาว ไส้กรอกและผักตามท้องถิ่นไม่กี่อย่าง ถึงจะเป็นเมนูสุดเรียบง่ายแต่ก็ให้พลังงานเพียงพอต่อการทำงานช่วงเช้าได้เป็นอย่างดี 

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จอาเบลก็กลับเข้าห้องเพื่อตรวจสอบเอกสารและรายละเอียดต่างๆ บนโต๊ะทำงานของเขาเต็มไปด้วยกองเอกสารจำนวนนับไม่ถ้วน ทว่าเพียงเวลาไม่นานเอกสารกองโตเหล่านั้นก็ถูกจัดการจนเสร็จ พวกมันวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบราวกับภาพก่อนหน้านี้ที่พวกมันกระจัดกระจายอยู่ตามโต๊ะเป็นภาพลวงตา ไม่นานหลังจากขีดเขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายจบ บลัมผู้เป็นพ่อบ้านก็จะเดินเข้ามายกกองเอกสารออกนอกห้องไป นี่คือกิจวัตรประจําวันที่อาเบลมักทำอยู่เป็นประจำนับตั้งแต่เดินทางกลับมาถึงกีการัน ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงช่วงเที่ยงวัน

หลังรับประทานมื้อกลางวันที่เน้นการเสริมพละกำลังมากเป็นพิเศษ อาเบลก็จะขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางไปที่ตัวเมืองกีการันที่อยู่ห่างไม่กี่สิบนาที

ในวันนี้อากาศค่อนข้างปลอดโปร่งทำให้ขุนนางหนุ่มเปิดหน้าต่างรับลมเข้ามาด้านในด้วยท่าทีเปี่ยมสุข ในเวลาไม่นานสายตาของเขาก็จับจ้องไปยังกำแพงสีเทาขนาดหกเมตรที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า 

กำแพงสีเทาที่มีส่วนผสมของอิฐกับปูนและถึงมันจะมีความสูงด้วยกันถึงหกเมตรแต่สภาพของมันก็ทรุดโทรมอย่างน่าประหลาด หากจะหาเหตุผลว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนั้นก็คงต้องย้อนกลับไปในสมัยของบารอนรัซเซผู้ครองดินแดนคนแรกที่ทุ่มงบประมาณในการก่อสร้างน้อยเกินไป ถึงกระนั้นการจะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของบารอนรัซเซเพียงคนเดียวก็อาจจะดูไม่ดีนักเพราะหน้าที่สำคัญในการก่อสร้างป้อมปราการหรือกำแพงตามเมืองต่างๆในความเป็นจริงมันควรเป็นงานของหน่วยงานทางเมืองหลวงซะมากกว่า

นี่คือปัญหาที่อาเบลเคยคิดแก้ไข แน่นอนว่าผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่ห้อมล้อมกีการันอยู่นั้นเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติที่ยากต่อการจู่โจมแต่กำแพงเมืองเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะปล่อยปละละเลยเอาไว้ไม่ได้ เพราะแบบนั้นอาเบลจึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงพวกมันใหม่ทั้งหมดแต่ไม่ใช่ในตอนนี้เนื่องจากเม็ดเงินที่เขาถือครองอยู่มีอย่างจำกัด โครงการดังกล่างจึงกลายเป็นเรื่องของอนาคต 

อนาคตอันไกลที่เจ้าตัวก็ไม่สามารถตอบได้ว่าอีกนานแค่ไหน..

รถม้าของอาเบลแล่นเข้าสู่ตัวเมือง หลังจากผ่านประตูสีเทาที่ดูผุพังก็เริ่มเห็นบ้านเรือนของผู้คนด้านใน ตัวเมืองกีการันถูกแบ่งออกอย่างง่ายๆด้วยกันเป็นสองโซนโดยมีชั้นแรกเป็นที่พักอาศัยและสุดท้ายเป็นย่านการค้าซึ่งมีกลุ่มการค้ามาตั้งสาขาอยู่เพียงไม่กี่สิบแห่ง

ร ถม้าหยุดลง ณ ใจกลางของโซนที่พักอาศัย อาเบลค่อยๆก้าวเท้าลงมาพลางสูดหายใจรับลมเข้าเต็มปอดแต่เพียงไม่กี่วินาทีเขาก็สำลักเพราะกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยคละคลุ้งอยู่เต็มอากาศ 

นี่เป็นสภาพปกติของตัวเมืองกีการันที่ประชาชนในเขตแรกต้องประสบพบเจอ

เพราะบ้านเมืองขาดการดูแลเอาใจใส่ทำให้ทั่วท้องถนนของตัวเมืองเต็มไปด้วยเหล่าผู้คนยากไร้ ซากเน่าเสียและสถานที่บริการทางเพศผิดกฎหมายที่อยู่ตามตรอกซอกซอยจนรวมกันกลายเป็นสลัมขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่ของเขตพักอาศัย

กว่าทุกคนในตัวเมืองจะรู้สึกตัวทั้งหมดก็อยู่ในวงล้อมของชุมชนแห่งใหม่ที่ถูกเรียกว่าสลัม การจะย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนอื่นก็แทบเป็นไปไม่ได้เนื่องจากกีารันเป็นดินแดนบ้านนอกสุดห่างไกลทำให้ดินแดนข้างเคียงเองก็ยังคงเป็นดินแดนบ้านนอกที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเฉกเช่นเดียวกันเพราะแบบนั้นตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของประชาชนกีการันนั้นก็คือย้ายตัวเองไปยังดินแดนที่ได้รับการพัฒนา แต่ดินแดนที่ได้รับการพัฒนาที่ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายขนาดไหนล่ะ?

แน่นอนในโลกใบนี้การที่คนๆหนึ่งจะเดินทางด้วยกระเป๋าเพียงใบเดียวไปยังดินแดนอื่นย่อมเป็นเรื่องปกติ 

แต่สำหรับคนที่มีครอบครัวล่ะ? สำหรับผู้คนที่มีครอบครัวการจะย้ายถิ่นฐานย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากมันต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการขนย้ายและเพราะพวกเขาเป็นประชาชนของดินแดนกีการันที่ถูกขูดรีดภาษีติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีพวกเขาจึงไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะย้ายถิ่นฐานออกไป สุดท้ายพวกเขาทั้งหมดจึงต้องจมปลักในกีการันและปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของสลัมที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนถึงปัจจุบัน

อาเบลมองดูเหล่าผู้คนในสลัมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย เขาไม่ใช่คนประเภทอ่อนไหวได้ง่ายและก็ไม่ใช่คนที่เข้มแข็ง ไม่เคยเป็น อย่างน้อยอาเบลก็มั่นใจแบบนั้น แต่ภาพของเหล่าชาวเมืองในดินแดนของตนต้องทนทุกข์อยู่กับความยากลำบากก็ทำให้เขารู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย

ขณะมองดูผู้คนก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังมาจากทางด้านหลัง

"วันนี้ก็เหมือนเคยเลยนะคะ"

“คุณชิออน?!”

ชิออนในชุดนักบวชแย้มรอยยิ้มสดใสมาให้ อาเบลทำท่าประหลาดใจในทีแรก เขาหันมองซ้ายขวาเหมือนสำรวจบางอย่าง เพราะมีอะไรหลายๆอย่างในสลัมให้จดจำเพื่อนำไปเขียนสรุปเอกสารในช่วงเย็นทำให้เขาเผลอเหม่อลอย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เดินมาถึงโบสถ์ของชิออนที่อยู่ขั้นกลางระหว่างเขตที่พักอาศัยกับเขตการค้า

สถานที่ตั้งของโบสถ์มีขนาดไม่ใหญ่มากแต่มันอยู่ในจุดกึ่งกลางของตัวเมืองพอดิบพอดี โบสถ์สีขาวขององค์กรศาสนาเคซิสประจำเมืองกีการันแห่งนี้จึงกลายเป็นจุดแบ่งเขตสำหรับผู้คนในตัวเมืองไปโดยปริยาย กระนั้นกลิ่นอันเลวร้ายของเขตสลัมก็ยังคงคละคลุ้งอยู่ในบริเวณนี้ 

อาเบลที่เพิ่งรู้สึกตัวจากห้วงแห่งความคิดจึงปิดจมูกตัวเอง ต่างจากชิออนที่ทำเพียงเอียงคอมองท่าทางของขุนนางหนุ่มตรงหน้าด้วยความสงสัย เพราะเธอทำงานอยู่ในโบสถ์แห่งนี้มาเป็นเวลาหลายปีบางทีกลิ่นของสลัมคงกลายเป็นสิ่งที่คุ้นชินสำหรับเธอไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวลถึงแม้จะคุ้นเคยกับกลิ่นจนไม่รู้สึกเหม็นแต่การสูดดมพวกมันเข้าไปในปริมาณมากก็ยังมีผลเสียต่อร่างกาย หากอยู่ในขั้นต้นอาจจะแค่จมูกอักเสบหรือหายใจไม่สะดวก ในขั้นร้ายแรงก็อาจเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตซึ่งเป็นผลกระทบที่คนบนโลกไม่ได้ตระหนักถึงเท่าที่ควร

"จะว่าไป คุณชิออนปกติเวลาเจอคนเจ็บป่วยมาที่โบสถ์จะทำการรักษายังไงงั้นเหรอครับ?"

“ค..คนป่วยเหรอคะ?”

เพราะอยู่ๆก็โดนถามขึ้นมาชิออนจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแต่ไม่นานเธอก็เริ่มปรับตัวได้ เธอเว้นช่วงไปสักพักหนึ่งก่อนตอบกลับโดยแฝงรอยยิ้มคงเดิม

"หากเป็นบาดแผลเล็กๆส่วนใหญ่ฉันก็สามารถรักษาได้ด้วยเวทมนตร์ค่ะ ส่วนพวกโรคติดต่อหรือเจ็บป่วยเรื้อรังพวกนั้นฉันคงทำได้เพียงบรรเทาความเจ็บปวด.."

"งั้นเหรอครับ.."

อาเบลพยักหน้าตอบรับพลางเหลือบมองที่ว่าการเมืองซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างใกล้ๆกับโบสถ์เคซิส

จักรวรรดิมัลมูฟเป็นประเทศขนาดใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขุมอำนาจและความยิ่งใหญ่ของประเทศนั้นสามารถกลืนกินทุกประเทศทุกอาณาจักรในทวีปได้อย่างง่ายดาย กระนั้นทั้งที่เป็นประเทศใหญ่ที่เพรียบพร้อมไปด้วยอำนาจขนาดนั้นแต่เนื้อแท้ของจักรวรรดิมัลมูฟพวกเขากลับเป็นประเทศที่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นที่ควรมีมากที่สุด

นั่นคือโรงพยาบาล สถานที่เอาไว้รักษาโรคภัย หากไม่ใช่เมืองหลวงหรือหัวเมืองสำคัญที่ปกครองโดยขุนนางระดับสูง ทั่วทุกดินแดนในจักรวรรดินั้นแทบไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโรงพยาบาล และเพราะโรงพยาบาลกับหมอมีจำนวนน้อยทำให้การรักษาโรคภัยไข้เจ็บในจักรวรรดิจึงน้อยลงตามลำดับ

นับเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ทั้งที่เป็นประเทศใหญ่แต่ความพร้อมในด้านต่างๆกลับไม่เพียงพอ

สำหรับดินแดนที่ห่างไกลอย่างกีการัน พวกเขามีเพียงศูนย์พยาบาลหลังเล็กเพียงหนึ่งหลังซึ่งไม่เพียงพอต่อประชากรร่วมหมื่นสักนิดเดียว

เมื่อทุกอย่างเป็นแบบนั้น สิ่งเดียวที่จะช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการหมอก็คือโบสถ์ นักบวชของโบสถ์ส่วนใหญ่นอกจากจะได้รับการศึกษาแล้วการใช้เวทพื้นฐานเองก็ได้รับฝึกสอนมาบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นประสิทธิภาพของการรักษาผู้คนของโบสถ์นั้นก็ขึ้นอยู่กับเงินบริจาคเช่นเดียวกันการช่วยเหลือด้านอื่น

ดินแดนที่บริจาคเป็นจำนวนมาก นักบวชที่ประจำอยู่ก็มีความสามารถที่เก่งกาจและเมื่อมีความสามารถก็จะรักษาคนได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับชิออนที่เป็นนักบวชที่มีแค่เพียงความตั้งใจจนขาดการสนับสนุนจากโบสถ์ใหญ่ ทำให้ความสามารถของเธออยู่ในระดับเกณฑ์มาตรฐานซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของกีการัน

การที่เธอยังทนทำงานจนถึงทุกวันนี้ก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว

เพราะแบบนั้นอาเบลจึงได้ตัดสินใจได้

“แล้วคุณชิออนคิดว่ายังไงบ้างครับถ้าผมจะสร้างโรงพยาบาลขึ้นในเขตสลัมนี้”

"เอ๋? โรงพยาบาลงั้นเหรอคะ แต่ว่า…เงินทุน.."

เพราะอยู่ๆอีกฝ่ายก็พูดเรื่องเหลือเชื่อออกมา ชิออนเลยออกอาการตกตะลึงทางสีหน้าก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก เธอเหลือบตามองอาเบลอย่างลังเลว่าควรจะพูดออกไปดีไหม

คำพูดของชายหนุ่มทำให้เธอประหลาดในทีแรก ก่อนที่ต่อมาจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นความสงสัยว่าอีกฝ่ายพูดจริงรึไม่ เพราะเอาเข้าจริงถึงแม้ชิออนจะไม่ได้มีส่วนรู้เห็นปัญหาภายในของกีการันอย่างเรื่องการเงินแต่เธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าดินแดนแห่งนี้มีปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนัก เพราะเธออยู่ที่นี้มาหลายปีอย่างน้อยก็นานพอที่จะทำให้เธอรู้จักกับผู้คนในเมือง ทำให้เธอรู้ว่าดินแดนแห่งนี้มีการเก็บภาษีที่ค่อนข้างเกินจริงอีกทั้งผู้ครองดินแดนคนก่อนอย่างโนเบล รัซเซเองก็เป็นคนขี้งกเห็นแก่ตัว ขนาดที่ว่าแม้แต่เงินแดงเดียวเขาก็ไม่เคยคิดจะบริจาคให้แก่โบสถ์เลยสักครั้ง

ถึงปัจจุบันกีการันจะถูกปกครองโดยเจ้าของคนใหม่อย่างอาเบล รัซเซแต่ในสายตาของเธอขุนนางหนุ่มผู้นี้ก็ยังเป็นแค่หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามามีบทบาทไม่นาน อนึ่งเธอก็ไม่ได้มองโลกในแง่ลบเสียทีเดียวเพราะครั้งแรกที่เธอพบกับอาเบลชายหนุ่มเป็นคนหยิบยื่นข้อเสนออย่างการสร้างที่ว่าการเมืองเพื่อเชื่อมถึงประชาชนรวมไปถึงอนุญาติให้เธอสอนหนังสือและมีเงินเดือนเพื่อนำมาใช้บำรุงรักษาโบสถ์ ทำให้ชิออนมั่นใจว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยก็ไม่ใช่คนขี้งกเหมือนกับพี่ชาย

แต่สิ่งที่เขาพูดก็ออกจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อในสายตาเธอ เพราะการจะสร้างโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานพยาบาลย่อมใช้เงินทุนที่สูง นี่ยังไม่รวมถึงค่าจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพรวมไปถึงเครื่องไม้เครื่องมือ หรือหากขาดแคลนทรัพยากรบุคคลก็อาจถึงขั้นต้องจ้างเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากอาณาจักรอื่นเข้ามาซึ่งนั้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายที่อาเบลต้องแบกรับมากขึ้นอีกหลายเท่า

หากสิ่งที่อาเบลพูดถึงคือเรื่องจริง ประชาชนในกีการันก็อาจถูกรีดเร้นภาษีที่มากขึ้นซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เธอยอมรับไม่ได้

“หากมองจากความคุ้มค่าที่เรากับดินแดนนี้จะได้รับแล้วถือว่าเล็กน้อยไปด้วยซ้ำครับ เมื่อมีโรงพยาบาลกับที่ว่าการเมือง ในอนาคตสลัมจะหายไปอย่างแน่นอน”

“แน่ใจรึเปล่าคะ?”

“ไม่ครับ ทั้งหมดเกิดจากการคาดเดาของผมเองคนเดียว”

อาเบลเอ่ยพลางห่อไหล่ตัวเองด้วยท่าทีห่อเหี่ยว น้ำเสียงของเขาไม่แข็งแรงเหมือนทุกครั้งแต่ชิออนกลับยิ้มอย่างสดใสพร้อมกุมมือทั้งสองขึ้นมาทาบอก

"ถ้างั้น ได้โปรดให้ฉันสวดภาวนาให้คุณด้วยเถอะค่ะ"

นักบวชสาวแย้มยิ้ม รอยยิ้มของเธอทำให้อาเบลชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่ชิออนจะโค้งอย่างสุภาพแล้วเดินหายเข้าไปด้านในโบสถ์

นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเธอที่เป็นเพียงนักบวชจะเข้าไปมีสิทธิ์มีเสียงอะไร ว่ากันตามตรงถึงอาเบลจะขูดรีดเงินภาษีจากผู้คนอย่างไรเขาก็ไม่ผิดเพราะเป็นผู้ครองดินแดนถูกต้องตามกฎหมาย นั่นคือเรื่องจริงของโลก เรื่องจริงของทุกดินแดนที่ผู้ครองดินแดนส่วนใหญ่เป็นกัน แต่ภายในใจลึกๆของชิออนมันกลับบอกกับตัวเธออีกอย่างหนึ่ง ความคิดภายในจิตใจของเธอมันกลับบอกว่าอาเบลไม่เหมือนผู้ครองดินแดนคนอื่น 

หากไม่เข้าใจก็มีสิทธิที่จะซักถาม หากคิดว่าผิดก็มีสิทธิที่จะตักเตือน หากไม่เข้าใจก็มีสิทธิที่จะแนะนำ นั่นคือสิ่งที่ชิออนรับรู้ได้จากตัวของอาเบล ชายหนุ่มตรงหน้าไม่เหมือนขุนนางคนอื่นที่เธอเคยเจอมา เขาดูแตกต่าง เขาดูเปิดกว้างและยอมรับทุกความคิดเห็นโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นหรือฐานะ ชิออนยังไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่คิดแบบนั้นเพราะต้นตระกูลของเขาที่เป็นสามัญชนมาก่อนหรือเป็นเพราะแนวความคิดของเจ้าตัวกันแน่ นั่นคือความรู้สึกของเธอที่มีต่อตัวอาเบลถึงแม้จะเจอกันเพียงแค่ไม่กี่แต่เธอก็รู้สึกแบบนั้น

อย่างน้อยขุนนางคนนี้ก็เป็นคนที่เชื่อใจได้ เธอจึงเว้นคำถามทั้งหมดและปล่อยให้อาเบลดำเนินการโดยไม่คิดซักถามอะไรอีก พร้อมๆกับความรู้สึกที่เธออยากจะเห็นกีการันในรูปแบบใหม่ภายใต้ความคิดของอาเบล

ตรงกันข้ามกับอาเบลซึ่งมองดูแผ่นหลังของชิออนหายวับเข้าไปด้านในโบสถ์

ขุนนางหนุ่มมีแววตาที่ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด หรือ…ต้องบอกว่าดวงตาของเขามันดูอ่อนล้ามาตั้งแต่แรกเสียมากกว่าแต่ในเวลานี้มันแทบจะอ่อนล้าจนลืมไม่ขึ้น

“สุดท้ายก็พูดออกไปจนได้นาา…”

หลังสิ้นเสียงดวงตาที่ดูอ่อนแรงคู่นั้นก็ปิดลงสนิทพร้อมกับลมหายใจเหนื่อยอ่อนที่เขาพ่นออกมา

นี่เป็นอาการที่เรียกกันว่าสิ้นหวัง อาเบลมักแสดงท่าทีแบบนี้อยู่ตลอดเวลาที่คิดถึงเรื่องบางอย่าง นั่นก็คือเรื่องเงิน เงินภายในคลังของกีกา รันที่แทบจะไม่เหลือสักแดงเดียว

จากการลงทุนสร้างที่ว่าการเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆกับโบสถ์จึงทำให้เงินทุนหายไปมากกว่าที่คิด อนึ่งสาเหตุที่กลายเป็นแบบนั้นได้เพราะอาเบลไม่มีทักษะด้านการเงินดีพอแม้แต่บลัมผู้เป็นพ่อบ้านมากประสบการณ์ซึ่งเคยรับใช้บารอนรัซเซพ่อของเขามาตั้งแต่ต้นเองก็ไม่ถนัดเรื่องพวกนี้ สุดท้ายภาระจึงตกมาอยู่ที่อาเบลและเขาก็ทำออกมาได้ไม่ดีนัก

ทั้งๆที่คำนวณงบประมาณเอาไว้ในระดับหนึ่งแล้วแต่พอลงมือทำกลับมากกว่าที่คำนวณเอาไว้ สุดท้ายก็เลยต้องสูญเสียงบสำรองที่ควรเก็บออมเอาไว้จนหมด

“…เอมิลี่จะมีให้เบิกล่วงหน้าไหมน่า"

อาเบลคิดพลางนึกภาพกับคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาในหัว สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วเดินห่อไหล่ขึ้นรถม้ากลับคฤหาสน์ เป็นอันจบการตรวจสอบเมืองประจำวัน

ความคิดเห็น