facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 8

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย, nc20+, nc18+, BL, ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 52.9k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8
แบบอักษร

บทที่ 8 

  

             ขุนศึก P 

  

           “เห็นกูเป็นคนแบบนี้ความหวงเมียกูมีไม่น้อยนะคับฟ้า…หึ” 

  

           ผมหลุบสายตาต่ำมองร่างที่เปลือยเปล่าท่อนล่างของคับฟ้าอย่างพึงพอใจ ผมพึงพอใจกับกิจกรรมอันร้อนแรงที่ไม่เคยได้ลิ้มลองจากผู้หญิงคนไหนมาก่อน ตอนแรกตั้งใจอยากจะแกล้งให้คนตรงหน้าตื่นกลัวเล่นแต่ไม่รู้อะไรดลใจให้การกระทำของตัวเองเลยเถิดและอดที่จะกัดกินร่างของคุณภรรยาหน้าหวานคนนี้อย่างห้ามไม่ได้  

  

           แต่พอกินเข้าไปผมกลับติดใจซะงั้น… 

  

             “หุบปาก!...หุบปากหมา ๆ ของมึงเดี๋ยวนี้ก่อนที่ความอดทนกูจะหมดลง!” 

  

             นัยน์ตาฉายแววจริงจังแต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะตื่นกลัวราวกับลูกแมวที่อยู่ในกรงเสือ กรงที่ผมเป็นผู้ล่าส่วนหนุ่มน้อยหน้าสวยเป็นเหยื่อให้ผมขย้ำเล่น ยิ่งร่างบางแสดงออกว่ารังเกียจผมแค่ไหนความอยากเอาชนะที่มันสุมอยู่ในใจยิ่งทวีขึ้นเป็นหลายร้อยเท่า หากถามว่าการกระทำที่ทำไปเมื่อครู่ผมรู้สึกอย่างไร ผมบอกได้คำเดียวว่า 

  

             เฉย ๆ…. 

  

             แต่ต้องยอมรับกับตัวเองเสียไม่ได้ว่าเริ่มติดใจในตัวของศรีภรรยาคนนี้ไม่น้อย ทรวดทรงองเอวอาจจะไม่เหมือนกับผู้หญิงในสต๊อกที่ผมควง แต่ท่าขย่มที่ไม่เป็นงานนั้นผมกลับมองว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผมลืมไม่ลงสักวินาทีเดียว 

  

             ถึงครั้งนี้คนตรงหน้าจะไม่ยินดียินร้ายในการร่วมหลับนอนด้วยแต่ยังไงเสียเราสองคนผ่านขั้นตอนการหมั้นหมายจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ถ้าผมจะกินนิดกินหน่อยจะไปผิดแปลกอะไรกัน อีกอย่างกิจกรรมที่ผ่านมาคนตรงหน้าก็ตอบสนองผมดีไม่ใช่หรือ หากจะก่นด่าว่าผมขืนใจก็คงจะไม่ได้เสียเต็มปากเพราะคับฟ้าเองก็รู้สึกดีถึงขนาดที่ว่าตอดรัดของผมไม่หยุด 

  

             “มีแรงเถียงกูไวดีนี่ แต่กูชอบตอนมึงครางมากกว่านะคับฟ้าฟังแล้วมันรื่นหูดี” 

  

             ผมมองดูภรรยาของตัวเองก้มคว้ากางเกงขึ้นมาใส่ด้วยใบหน้าที่โกรธจัดจนเริ่มแดงเถือก ส่วนผมก็จัดองค์ประกอบชุดสูทให้เข้าที่เข้าทางเพราะหลังจากเสร็จกิจตรงนี้ตัวผมต้องเข้าประชุมกับบอร์ดบริหารประจำเดือนต่อ ทุกครั้งที่เข้าประชุมไม่มีครั้งไหนที่จะไม่เครียดและอารมณ์ผมมักจะสวิงตลอดเวลา แต่คราวนี้มีหนุ่มน้อยหน้าสวยมาประเคนตัวให้ถึงรังทำให้บรรยากาศรอบตัวผมเบ่งบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

  

             “ขอบคุณที่ชมนะครับคุณสามี แต่โทษที…เมื่อกี้กูครางให้สัมภเวสีมันฟัง!” 

  

             “…!” 

  

             ความจองหองในตัวของภรรยาผมคนนี้มันช่างไม่ลดละเอาเสียเลย รอยยิ้มพึงพอใจกับความพยศของคับฟ้ามันยิ่งทำให้ผมมีความสุข…ความสุขเมื่อเห็นคนที่รังเกียจเดียดฉันท์ต้องมาอยู่ใต้ร่างผมเหมือนเมื่อครู่และยิ่งภรรยาหน้าสวยคนนี้รังเกียจผมมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งอยากจะเข้าไปใกล้ให้มันมากขึ้นเท่านั้น  

  

             “ปากจัดจ้านจังเลยนะครับคุณภรรยา น่าหาอะไรอุดปากไว้จริง ๆ …อมควยกูเป็นไง?...ปากจะได้ไม่ว่าง!” 

  

             ผมเคลื่อนตัวเข้าไปหาในระยะประชิดจนร่างบางเริ่มถอยเซชิดติดขอบโต๊ะทำงานอัตโนมัติ ความหงุดหงิดกลับมาปะทุในใจอีกครั้งเมื่อใบหน้าเรียวสวยหันหนีผมไปอีกทางเพราะสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดคงจะไม่พ้นกับการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้า  

  

             กล้าดียังไงเบือนหน้าหนีใส่ผม!... 

  

             “หึ…มึงนี่ก็เหมือนพารามีเซียมดีนะ…เพราะมันเป็นสัตว์เซลล์เดียวที่ไม่มีสมอง…” 

  

             “…” 

  

             “แถมหน้าตาคล้ายส้นตีนอีกต่างหาก!” 

  

             “…!” 

  

             และก็เป็นอีกครั้งที่คนอย่างคับฟ้าเป็นบุคคลซึ่งนำพาบันดาลโทสะเข้ามาในตัวผมอย่างง่ายดาย ผมบีบต้นแขนเต็มแรงหวังให้คนตรงหน้ารู้สึกเจ็บและหวาดกลัวต่อผมบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่เป็นดั่งที่ใจหวังเพราะคับฟ้าดันมอบรอยยิ้มเหยียดและเยาะเย้ยให้ผมแทน 

  

             ผมไม่เคยเจอใครที่กล้ามองผมด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน มันทั้งเย่อหยิ่งจองหองแถมปากดีอีกต่างหาก ผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผมทุกคนล้วนพร้อมพลีกายถวายตัวให้ถึงเตียง เอาอกเอาใจราวกับผมเป็นราชาและสิ่งสำคัญคือไม่มีใครกล้าทำให้ผมอารมณ์เสียแบบที่คับฟ้ากำลังทำ มันจึงเป็นสาเหตุที่ผมอยากสยบคนอย่างคับฟ้าให้อยู่ใต้การควบคุมของผมให้ได้ 

  

             มันท้าทายดี… 

  

             “ว้าว ต้องอย่างนี้สิค่อยศีลเสมอกันหน่อย มันถึงอยู่ด้วยกันได้ กูชอบ…” 

  

             “ศีลเสมอกัน?...เข้าใจผิดแล้วมั้งขุนศึก…ศีลกูเสมอแค่กับคนไม่ใช่กับสัตว์ลิ้นสองแฉกแบบมึง!” 

  

             “คับฟ้า!” 

  

             แรงบีบบริเวณต้นแขนเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมอารมณ์ความโกรธของตัวเองไม่ได้ เมื่อสิ่งที่คับฟ้าเอื้อนเอ่ยออกมาทำให้ความเกรี้ยวกราดที่สุมอยู่ในอกมันเพิ่มอย่างไม่ลดละและผมก็เป็นคนไม่ชอบให้ใครมายืนด่าผมเสียด้วยสิ..มันเกินไปไหม…มันเกินหรือเปล่า ฝีปากที่พ่นออกมาใส่ผมแต่ละคำเกินความคาดหมายเสียจริง คนอะไรทักษะการด่าเจ็บแสบที่สุดเท่าที่ผมเจอมา 

  

             นี่หรือคือเมียที่ครอบครัวผมยัดเยียดมาให้…  

  

           ร้ายไม่เบา… 

  

             ภรรยาหน้าสวยตรงหน้าดิ้นสุดแรงจนผมต้องใช้ท่อนแขนตัวเองโอบรอบเอวบางดึงเข้าหาตัว ทำให้ใบหน้าระหว่างผมกับคับฟ้าห่างกันไม่ถึงคีบ ดวงตาเชี่ยวคู่นี้ตวัดขึ้นมองผมอย่างคับแค้นใจแต่มีหรือผมจะสน..เพราะสิ่งที่ผมสนตอนนี้คือริมฝีปากเป็นกระจับอมชมพูตรงหน้านี้ต่างหาก สีปากแดงระเรื่อราวกับลูกเชอร์รีทำเอาผมอยากลองชิมมันอีกสักครั้ง 

  

             “พี่ขุนศึก! ทำไมปล่อยให้มีนายืนรอตั้งหลายนาที!” 

  

             แต่ยังไม่ทันจะก้มลงไปลิ้มลองริมฝีปากเป็นกระจับของภรรยาตัวเอง เสียงแหลมราวกับปลอดแตกก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงประตูที่ถูกเปิดออกตามแรงอารมณ์ของต้นเสียง ร่างผมถูกมือเล็กผลักออกสุดแขนจนทำให้ผมเซไปด้านหลังเล็กน้อย ความขุ่นมัวในใจเริ่มปะทุขึ้นเมื่อแขกที่ไม่ได้รับเชิญกล้าเข้ามาในห้องโดยปราศจากคำอนุญาตจากผม 

  

             “แล้วนี่ใครคะ! ทำไมถึงเข้ามาอยู่ในนี้กับพี่ได้!” 

  

             มีนานักแสดงวัยรุ่นสาวที่โด่งดังมาจากซีรีส์เรื่องหนึ่งและกำลังดังเป็นพลุแตกอยู่ในขณะนี้ แน่นอนของสดใหม่มีหรือคนอย่างขุนศึกจะพลาด แค่ผมหยอดคำหวานนิดหน่อยกับโปรยเศษเงินไม่กี่บาทผู้หญิงทุกคนก็พร้อมเดินพลีกายให้ผมราวกับสุนัขที่เชื่องตัวหนึ่ง แค่มีเงินผมจะซื้อผู้หญิงกี่คนก็ได้แต่กฎของผมผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาคือห้ามแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเด็ดขาดและสถานะคนรักอย่าได้พูดถึงเชียวเพราะคำนั้นผมให้ได้แค่ตอนอยู่บนเตียงเท่านั้น… 

  

           “จะมาทำไมไม่โทรบอกพี่ก่อน บุกเข้ามาอย่างนี้พี่ไม่ชอบนะรู้ไหม” 

  

             ผมส่งรอยยิ้มบางให้กับหญิงสาวตรงหน้าและเลือกที่จะเบี่ยงประเด็นเมื่อกำลังถูกโยงเข้าไปถึงหนุ่มน้อยของผมที่ยืนมองดูด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาให้ผมคาดเดาได้ 

  

             “มีนาคิดถึงนี่คะ พี่ขุนศึกไม่แวะไปหามีนาหลายวันแล้วนะมีนาเหงารู้หรือเปล่า” 

  

             แขนขวาผมถูกคล้องจากสาวร่างเล็กแถมจงใจยื่นหน้าอกโตเสียดสีมายังบริเวณต้นแขนผมอีกต่างหาก ถ้าเป็นเวลาอื่นผมคงไม่ปล่อยให้เดินมายั่วยวนแบบนี้เป็นแน่ แต่ตอนนี้เมื่อภรรยาหน้าสวยกำลังยืนมองผมก็ให้เกียรติที่จะข่มอารมณ์นั้นไว้  

  

             ใครจะดีเท่าผมอีกคงไม่มีแล้ว ว่าไหม?... 

  

             “วันนี้พี่ไม่ว่าง มีนากลับไปก่อนนะครับ เดี๋ยวไว้พี่โทรหา” 

  

             ผมเอี้ยวตัวไปพูดกับสาวสวยข้างกายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนถึงแม้ในใจจะรำคาญแทบตาย แต่เมื่อคนนี้ผมยังกินไม่หนำใจเท่าไหร่นักจึงต้องใช้กลอุบายหลอกล่อแก้สถานการณ์ไปก่อน แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะนักแสดงวัยรุ่นสาวเริ่มเอี้ยวตัวหันไปหาเรื่องภรรยาของผม 

  

             “ทำไมคะ หรือว่าคนนี้เป็นเด็กที่พี่ขุนศึกอ๊อฟมา!” 

  

             “…” 

  

             “พี่ขุนศึกจะซื้อผู้ชายแก้ขัดทำไมคะ พี่ขุนศึกมีมีนาอยู่ทั้งคนนะ” 

  

             คิ้วผมขมวดทันทีเมื่อได้ยินคำว่าซื้อจากริมฝีปากเรียวสวย…ซื้ออย่างนั้นหรือ…คนอย่างผมไม่จำเป็นต้องลงแรงซื้อกินเสียด้วยซ้ำ แค่ผมเอ่ยปากชวนไปทานข้าวกับซื้อของให้นิดหน่อยไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็เรียงคิวต่อกันเป็นหางว่าวเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้นคำว่าซื้อกินคงไม่มีในพจนานุกรมของขุนศึก ศิริเจริญสกุลอย่างผมแน่นอนและประโยคเมื่อครู่ทำเอาผมที่เป็นคนฟังกลับไม่พอใจอยู่มากโข 

  

             “เด็กอ๊อฟงั้นเหรอ?” 

  

             แต่เหตุการณ์กลับดุเดือดขึ้นเมื่อร่างบางที่ยืนฟังด้วยอาการสงบปากสงบคำได้ย่างเท้าเข้ามาหยุดตรงหน้า ผมตกอยู่ในสภาวะนิ่งค้างทันทีเมื่อสองแขนเรียวยาวเลื่อนขึ้นมาคล้องคอผมอย่างอ้อยอิ่ง สายตากลมโตและเชี่ยวคมคู่นั้นเขย่งตัวขึ้นแล้วเลื่อนหน้ามาทาบบนริมฝีปากผมเบา ๆ ก่อนจะผลักออก จากนั้นก็เบือนหน้าไปมองหญิงสาวด้านข้างที่นิ่งค้างกับสิ่งที่เห็น  

  

             “ถะ ถอยไปจากตัวพี่ขุนศึกของฉัน!...เป็นแค่เด็กขายถึงกับแสดงความเป็นเจ้าของเลยหรือไง!” 

  

             หญิงสาวที่ชื่อมีนาไม่ยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ กลับยืนเหน็บแนมใส่ภรรยาผมด้วยสีหน้าหยิ่งยโสโอหัง ส่วนคับฟ้าก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันเพราะสองแขนยังคงคล้องคอผมไม่ห่างแถมยังจงใจซบหน้าลงบนแผงอกของผมราวกับต้องการปั่นประสาทใครบางคนให้สติแตกเล่น ส่วนตัวผมเลือกที่จะยืนมองโดยไม่ห้ามปรามเพราะอยากจะรู้ฤทธิ์เดชของคู่หมั้นตัวเองเสียหน่อยว่าจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ยังไง  

  

             “ใครบอกว่าผมเป็นเด็กขาย…” 

  

             “แล้วแกเป็นใครไม่ทราบ!” 

  

             “ปรกติคนเรามีแหวนเพชรหลายกะรัตสวมใส่นิ้วนางข้างซ้ายนี่เข้าเรียกว่าอะไรกันนะ…คุณรู้ไหมครับว่ามันหมายถึงอะไร” 

  

             มือซ้ายเรียวยาวราวกับไม่ใช่มือผู้ชายถูกยกขึ้นชูใส่หน้าฝั่งตรงข้าม แหวนเพชรเม็ดงามที่ถูกประดับไว้บนนิ้วนางข้างซ้ายถูกโชว์ใส่ต่อหน้าดาราสาวที่ผมกำลังควงเล่น สิ่งที่คับฟ้าหยิบยกประเด็นงานหมั้นระหว่างเราขึ้นมาก็ทำเอาผมคาดไม่ถึง…คาดไม่ถึงว่าภรรยาของผมคนนี้จะยอมเดิมพันเรื่องหมั้นเพื่อตีศัตรูที่รุกรานตัวเอง ถึงแม้ว่าความลับเรื่องงานหมั้นจะถูกตีแพร่ออกไปคนอย่างคับฟ้าก็ยอมอย่างนั้นน่ะหรือ  

  

             หึ… 

  

             คับฟ้าฉลาดกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก… 

. 

. 

. 

. 

. 

  

             คับฟ้า P 

  

             “กะ…แก…หมายความว่ายังไง!...อยากได้พี่ขุนศึกขนาดลงทุนหลอกตัวเองกระทั่งเรื่องแหวนเลยเหรอ!…ผู้ชายเริ่มเบื่อแล้วสินะถึงกับจนตรอกกุเรื่องขึ้นมา!” 

  

             ผมยืนหน้านิ่งฟังในขณะที่ศีรษะก็อิงแอบแนบชิดกับแผงอกกว้างของสามี ถึงแม้ในใจอยากจะผลักออกมากแค่ไหนก็ตามแต่ด้วยความโมโหมันอยู่เหนือทุกสิ่ง ผมเคยบอกไปแล้วว่าหากใครก็ตามที่เข้ามารุกรานในอาณาเขตผมจะไม่ยืนเฉยให้เป็นฝ่ายถูกกระทำแน่นอนเพราะสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดคือคนจำพวกปากดีแบบนี้ไง 

  

             “แล้วแต่จะประมวลผลเอาเองแล้วกัน แต่จะว่าไปถ้าให้ผมเดา…คุณคงลืมสมองไว้ในท้องแม่สินะ ดูจากการพูดการจาแล้วเหมือนคนไม่มีสมอง…” 

  

             “…!” 

  

             ตัวผมถูกผลักให้ออกจากตัวขุนศึกด้วยแรงของหญิงสาวด้านข้าง แน่นอนตัวผมต้องเซไปด้านหลังตามแรงผลักของเจ้าตัวอยู่แล้วเพราะเรี่ยวแรงที่ผมมีเต็มร้อยมันโดนขุนศึกสูบไปจนเกือบหมด ที่ผมฝืนยืนให้ตรงก็เกินความสามารถของตัวเองอยู่มาก เมื่อร่างผมเซไปด้านหลังท่อนแขนแกร่งของขุนศึกจึงรีบถลาเข้ามาประคองตัวผมไว้แต่ผมกลับสะบัดออกจากการช่วยเหลือ หากต้องให้ผู้ชายคนนี้ช่วยผมขอล้มลงพื้นเสียดีกว่าที่จะให้เนื้อผิวบนร่างตัวเองไปสัมผัสกับผู้ชายที่น่ารังเกียจ 

  

             “อย่าแตะต้องตัวพี่ขุนศึกของฉัน! เดี๋ยวเสนียดผิดเพศมันจะโดนตัว! เชื้อโรคพวกนี้ยิ่งไม่มียารักษา!” 

  

             “พอแล้วมีนา! พูดเกินไปหรือเปล่า!” 

  

             สองมือกำหมัดเข้าหากันแน่นเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ที่หลุดออกมาจากดาราวัยรุ่นสาว ในจอแอ๊บใสแต่นอกจอระบบความคิดคือพังมากและผมก็ไม่ได้รู้สึกดีใจสักนิดที่ขุนศึกมันออกโรงคล้ายจะปกป้องผมเพราะระบบความคิดมันก็คงป่วยไม่แพ้กับผู้หญิงที่ควงเล่นนักหรอก นี่สินะที่เขาบอก…ต้องเป็นคนประเภทเดียวกันมันถึงจะอยู่ด้วยกันได้  

  

             เมื่อผู้หญิงตรงหน้าถูกขุนศึกตะโกนใส่ก็ถึงหน้าเสียแต่มันแค่แวบเดียวเท่านั้นเพราะเจ้าตัวกลับตวัดสายตามามองผมอย่างโกรธเคืองแทน แต่ทว่าผมต้องกลัวสายตานั่นด้วยหรือ…ไม่เลยสักนิด ผมกลับกอดอกมองหน้าเบะปากส่งให้ในระยะห่างพอสมควร คนอย่างผมจะให้ไปพัวพันกับคนระดับล่างก็จะดูไม่งามเพราะผมถือว่าตัวเองอยู่ในระดับสูงกว่า ถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่ได้หมั้นกับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอย่างศิริเจริญสกุลหรอก ส่วนคนประเภทนี้ผมขอไม่ให้ค่า 

 

             “ตามนั้นก็ได้ครับ แต่ว่าตอนนี้ผมต้องขอตัวก่อนเพราะวันนี้รู้สึกปวดคอ ปวดหลัง คงจะลดตัวไปทำอะไรต่ำ ๆ แบบคุณไม่ได้ ไปก่อนนะครับ สวัสดี…” 

 

             “กะ…แก!...” 

 

             ผมยิ้มตอบกลับและเลือกเดินเบี่ยงตัวเองออกจากวงสนทนาโสโครกตรงหน้า ด้วยความตั้งใจที่จะเดินทางมาสัมภาษณ์งานแต่กลับกลายเป็นผมเสียเองที่คิดผิดมหันต์ หากผมรู้ว่าบริษัทนี้เป็นของขุนศึกผมจะไม่แม้แต่เดินเข้ามาเหยียบและอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากก่นด่าตัวเองสักร้อยล้านครั้งเมื่อร่างกายนี้มันดันตอบสนองความต้องการของสามีจอมปลอมตัวเองอย่างไม่ขัดขืน ครั้งนี้ผมผิดที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้  

 

             น่ารังเกียจที่สุด… 

 

             “คุณคับฟ้าจะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ ท่านประธานบอกผมว่าวันนี้ให้ทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้คุณคับฟ้าครับ” 

 

             “…” 

 

             ยังไม่ทันเดินพ้นขอบประตูบานใหญ่ร่างสูงโปร่งที่เป็นลูกน้องขุนศึกก็รีบเดินปรี่เข้ามาขวางทางผมไว้ไม่ให้เดินหนีไปไหนได้ ความรู้สึกเจ็บช่องทางรักเริ่มแสดงอาการขึ้นในระหว่างจะก้าวเดินต่อ สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีของตัวเองทำให้ร่างสูงในชุดสูทถลาเข้ามาพยุงตัวผมไม่ให้ล้มลงกับพื้น สองคิ้วผมขมวดเข้าหากันอย่างตกใจเพราะความโกรธเมื่อครู่ทำให้ผมลืมความเจ็บไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ  

 

             “ไหวไหมครับคุณคับฟ้า! รอตรงนี้สักครู่นะครับผมจะรีบเข้าไปบอกท่านประธาน…” 

 

             “ไม่ต้อง! ไม่ต้องบอก! ผมไม่เป็นอะไร…” 

 

             ผมเบี่ยงตัวเองออกจากการพยุงของศิลป์และกัดฟันฝืนเดินตรงไปยังลิฟต์ตัวเดิมที่ผมใช้ขึ้นมา ในระหว่างทางก็เดินผ่านโต๊ะเลขาสาวและผมไม่ลืมที่จะหันไปยิ้มให้เล็กน้อยอย่างเป็นมารยาท ซึ่งเธอก็รีบก้มตัวลงให้อย่างนอบน้อมราวกับรู้สถานะของผมว่าเป็นใครกับเจ้านายตัวเอง  

 

             เมื่อพาร่างกายอันบอบช้ำมาหยุดยืนรอหน้าลิฟต์ได้สำเร็จและไม่นานบานประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างกายผมที่เคลื่อนย้ายตัวเองเข้าไปยืนอยู่ด้านใน จังหวะที่หันตัวกลับศิลป์ก็ยืนโค้งตัวให้ผมด้วยระยะเวลากระชั้นชิด เมื่อผมเห็นการกระทำของชายร่างสูงจึงต้องโค้งตัวตอบกลับไปด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชิน เมื่อประตูลิฟต์ปิดลงผมได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะการที่ผมถูกปฏิบัติเหนืออภิสิทธิ์แบบนั้นมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบใจ ไม่ชอบให้ใครมาทำเหมือนผมอยู่เหนือกว่าทุกคน ไม่ชอบและไม่ชินเอาเสียเลย  

 

             ในระหว่างยืนรอให้ลิฟต์ลงไปชั้นหนึ่งตัวผมเริ่มถูกความเจ็บเข้ามารุมเร้าจนต้องเดินถอยหลังไปชิดผนังด้านข้างเพื่อเป็นที่พักพิงให้กับตัวเอง แต่แล้วจู่ ๆ ในหัวดันนึกถึงเหตุการณ์ในห้องทำงานขึ้นมาเสียไม่ได้ความโกรธ ความเสียใจ และความรู้สึกขยะแขยงกับร่างกายตัวเองจนผมต้องใช้มือสองข้างถูกแขนตัวเองจนรู้สึกแสบไปหมด 

 

             ผมตกอยู่ในภวังค์ครู่ใหญ่จนประตูลิฟต์ถูกเปิดออกเมื่อตัวเองเงยหน้าขึ้นดูเลขก็ถึงกับรีบลากสังขารออกมา สองเท้าเดินออกไปตามทางหวังตรงไปยังด้านหน้าตัวของตึก แต่ในระหว่างก้าวเดินนั้นผมกลับถูกเรียกจากด้านหลัง เสียงของใครบางคนกำลังเรียกขานเพื่อหยุดผมไว้ 

 

             “เดี๋ยวครับ!” 

 

             และคนที่เรียกผมไม่ใช่ใครอื่นเพราะเป็นชายหนุ่มที่ผมเกือบจะปิดประตูทับมือไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน รอยยิ้มแสนจะอารมณ์ดีส่งมาให้ราวกับดีใจมากที่เห็นผมเป็นครั้งที่สอง  

 

             “อะ…เอ่อ…มีอะไรหรือเปล่าครับ” 

 

             ผมถามออกไปอย่างสงสัย เจ้าของเสียงที่ฉุดรั้งผมไว้ยื่นแก้วกาแฟร้อนมาให้ผมตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่นส่งมายังผมอีกครั้ง  

 

             “กาแฟครับ ผมซื้อมาให้คุณเผื่อจะโชคดีเจอคุณอีกครั้งแล้วผมก็เจอคุณจริง ๆ” 

 

             “อะ…เอ่อ…ขอบคุณครับ” 

 

             ผมโค้งตัวอย่างขอบคุณก่อนจะยื่นมือไปรับแก้วสีขาวไว้ด้วยความเกรงใจเพราะไม่อยากเสียมารยาท ริมฝีปากของผู้ชายคนนี้ฉีกยิ้มกว้างทันทีราวกับคนตรงหน้ากำลังพึงพอใจเป็นอย่างมากเมื่อผมยื่นมือไปรับในสิ่งที่เจ้าตัวตั้งใจเอามาให้  

 

             อะไรกันยิ้มบ่อยขนาดนั้นไม่เมื่อยหรือไง… 

 

             “ขอบคุณสำหรับกาแฟแก้วนี้นะครับ อะ เอ่อ…ถ้างั้นผมต้องขอตัวก่อนนะครับพอดีมีธุระต่อ” 

 

             ความเจ็บปวดจากช่องทางด้านหลังเริ่มก่อตัวขึ้นจึงทำให้ผมต้องกัดฟันยืนให้เป็นปรกติก่อนจะเค้นประโยคเมื่อครู่ออกมาด้วยรอยยิ้มส่งให้ผู้ชายตรงหน้า  

 

             “อะ…อ้อ ขอโทษทีครับที่รบกวนเวลา เชิญเลยครับ ผมหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ” 

 

             ผมผงกหัวส่งกลับไปส่ง ๆ และยิ้มให้อีกครั้งก่อนที่จะเดินหันหลังออกจากตึกหรูหราสะดุดตาโดยมีไออุ่นร้อน ๆ จากแก้วกาแฟเป็นสิ่งบรรเทาความหนาวเหน็บจากอุณหภูมิด้านในตัวอาคารให้คลายลง หากแต่ไอร้อนจากแก้วกาแฟยังไม่ร้อนรุ่มเท่าในใจผมตอนนี้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งนึกถึงใบหน้าของขุนศึกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากจะหาวิธีเอาคืนให้มันสาสมกับสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นทำกับผมไว้  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว