ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 34 ขาบู๊รักษ์โลก

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 ขาบู๊รักษ์โลก

คำค้น : คุณนายบ้านฝรั่งเช่า

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 248

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ค. 2564 19:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 ขาบู๊รักษ์โลก
แบบอักษร

ถ้าคุณผู้อ่าน อ่านตอนต่อไปนี้จบ  ก็คงไม่เชื่ออีกต่อไปว่าฉันเป็นคนยอมคนและอ่อนหวานจริงจริ๊งตามที่ได้โฆษณาชวนเชื่อไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้ว  พฤติกรรมต่อไปนี้ที่ฉันจะเล่า  เป็นเรื่องที่ฉันไปบู๊มา  เพราะเป็นคนทนไม่ได้กับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ถูกต้อง  พอทนไม่ได้ก็จะตามจิกให้เขาแก้ไขแบบกัดไม่ปล่อย  จนคนที่ถูกฉันจัดการคงรู้สึกว่า  มันจะเอาเรื่องอะไรกันนักหนากับเรื่องแค่นี้

               เมื่อหลายปีที่แล้ว  สมัยที่สนามบินยังอยู่ที่ดอนเมืองที่เดียว  สนามบินดอนเมืองจึงคึกคักมาก  ฉันมีธุระต้องไปส่งเพื่อนที่สนามบิน  เมื่อส่งเสร็จ  ก่อนกลับก็แวะห้องน้ำเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย  เพราะสมัยนั้นเศรษฐกิจดี  รถจึงติดมากจนคนขับรถต้องเจอกับปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำเป็นประจำ 

เสร็จธุระแล้ว ก็แวะล้างมือ  ฉันพบว่ามีพนักงานที่ทำงานอยู่ในสนามบินยืนแปรงฟัน พร้อมกับคุยกันไปด้วยอยู่สามคน  ระหว่างแปรงฟัน  สองในสามคนพร้อมใจกันเปิดน้ำก๊อกให้ไหลทิ้งอย่างไม่รู้สึกอะไรเลย ฉันยืนมองอย่างขัดใจ  เดินออกมาเกือบพ้นประตูห้องน้ำ  แต่แล้วก็ทำใจไม่ได้  หันหลังกลับทันที  เดินไปปิดก๊อกน้ำ  จ้องหน้าพูดแบบตาต่อตา

               “พวกคุณรู้ไหม  เวลานี้ข่าวลงปาวๆว่าที่อีสานกำลังแล้งอย่างหนัก  จนชาวบ้านต้องขอดน้ำขุ่นคลั่กจากบ่อกิน  แต่พวกคุณกลับเปิดน้ำทิ้งอย่างสำราญบานใจ   คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่ทำแบบนี้”

               สามสาวเงียบเสียงกระทันหันหลบตาฉัน   ฉันหันหลังกลับเดินออกมาทันที  นึกเสียวอยู่เหมือนกันว่า  จะมีอะไรขว้างตามหลังมา  แต่ก็ไม่มี---เฮ้อ รอดตัวไป

               ยัง---ยังไม่เป็นที่พอใจ  กลับถึงบ้าน  ฉันหาเบอร์สนามบิน  โทร.ไปเดี๋ยวนั้นเลยก่อนที่ไฟจะมอด  ขอคุยกับผู้รับผิดชอบความเรียบร้อยของสนามบินซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าตำแหน่งอะไร บอกเขาไปว่า

               “ฉันเพิ่งกลับจากสนามบิน  พนักงานในสนามบินของคุณยืนแปรงฟันแล้วเปิดน้ำทิ้งไปเรื่อยๆ  คุณคงต้องอบรมพนักงานของคุณให้มีจิตสำนึกเกี่ยวกับของสาธารณะ ถือว่าอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเองก็ไม่ช่วยกันประหยัด  ถ้าชาวต่างชาติเห็นพฤติกรรมอย่างนี้  เขาก็คงรับไม่ได้  คงเห็นพวกเราเป็นพวกด้อยพัฒนา”

               สมัยนั้นยังไม่ได้พูดถึงสภาวะโลกร้อน  ฉันจึงไม่ได้พูดเรื่องนี้  

               “ครับ  เราจะว่ากล่าวตักเตือนพนักงานให้ครับ”

               อีกฝ่ายพูดอย่างเอาใจ

               “ฉันว่าคุณว่ากล่าวตักเตือนอย่างเดียวคงไม่พอ  เพราะบางคนก็มีนิสัยมักง่ายจนไม่คิดจะเปลี่ยนถ้าคุณไม่เห็น  คุณต้องไล่เปลี่ยนก๊อกทั้งสนามบินให้เป็นแบบกดและหยุดอัตโนมัติเหมือนห้องน้ำสาธารณะ

อื่นๆเขาใช้กันได้แล้ว  สนามบินของประเทศไม่น่าจะล้าสมัยอย่างนี้”

“ครับๆ ผมจะปรึกษากับผู้ใหญ่ในเรื่องนี้  คงจะทะยอยเปลี่ยนไปจนครบ”

 “แล้วฉันจะคอยโทร.มาถามว่า  คุณเปลี่ยนก๊อกไปถึงไหนแล้ว”

               ฉันตีขลุมพูดราวกับเป็นผู้ตรวจการ  เขาได้แต่รับคำ  ก็คงงงๆว่ามันธุระอะไรของยายคนนี้  

               แต่ฉันก็ไม่ได้โทร.ไปอีกเลย  แค่นี้ก็ถือว่าได้บู๊ให้แก่ประเทศชาติมากพอแล้ว  

               หลังจากนั้น  เมื่อไปสนามบิน ฉันก็สังเกตว่า  ห้องน้ำบางห้องก็เริ่มมีการเปลี่ยนก๊อกตรงอ่างล้างหน้าเป็นแบบกดบ้าง  แต่ก็ไม่มากนัก  อาจจะเป็นช่วงที่เขาเตรียมจะย้ายสนามบินไปสุวรรณภูมิ  จึงไม่อยากลงทุนกับที่เดิมมากเกินความจำเป็น

               เมื่อนึกย้อนกลับไป  มีหลายเรื่องที่ฉันกระทำการแบบบ้าบิ่นหลายครั้งหลายหน  จนนึกว่า  ที่รอดมาได้นี่ก็นับว่าโชคดีที่ฉันไปเอาเรื่องกับคนที่ไม่เลวร้ายเกินไป  ถือว่าได้ทำเพื่อส่วนรวม  พระก็คงช่วยคุ้มครองสมัยที่กรุงเทพขึ้นชื่อในเรื่องรถติดอย่างมโหฬาร  เย็นวันหนึ่ง  ฉันขับรถผ่านหน้าคณะบัญชีตรงสามย่าน  รถติดเป็นแพประมาณสี่สิบนาทีโดยไม่ขยับเลย  ฉันฟังวิทยุในรถพลางมองโน่นนี่แก้เบื่อ  พลันสายตาก็มองไปที่รถคันหนึ่งที่ติดอยู่เยื้องไปทางขวา ทันได้เห็นคนหนุ่มที่นั่งข้างคนขับ  กดกระจกลง  โยนกระดาษทิชชูใช้แล้วลงบนถนน  ฉันโกรธจี๊ดขึ้นมาชนิดยั้งไม่อยู่  แต่ก็ยังรอบคอบพอที่จะประเมินได้ว่าไอ้หมอนั่นน่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศเพราะใส่แว่นสายตาสั้น จึงไม่น่าจะอันตรายถึงชีวิต---ถ้าจะลงจากรถไปจัดการ 

ฉันเปิดประตูก้าวลงจากรถ  เดินไปเคาะกระจกรถท่ามกลางสายตาคนบนรถเมล์ที่มองลงมาด้วยความสงสัย เขากดกระจกลงแบบงงๆ  ฉันหยิบกระดาษทิชชูแผ่นนั้นโยนใส่ตักเขาแล้วพูดว่า

               “เอากลับไปทิ้งที่บ้านคุณ  อย่าเอานิสัยนี้มาใช้บนท้องถนนอีกเป็นอันขาด”

 แล้วเดินฉับๆกลับมานั่งอยู่ในรถเหมือนเดิม  แต่คราวนี้ไอ้หนุ่มนั่นกลับน่าสงสาร  เพราะต้องนั่งอยู่ในรถที่ติดอยู่เยื้องไปข้างหน้ารถฉันนิดเดียวแบบหนีไปไหนไม่ได้  ท่ามกลางสายตาของฉันที่จับจ้องไปอย่างจะเอาเรื่องได้ทุกวินาที

เขานั่งพิงเบาะรถจนแผ่นหลังแทบแทรกเข้าไปในพนักพิง  สักพักก็ค่อยๆรูดตัวลงไปให้ต่ำที่สุดจนเห็นแต่กรอบแว่นสายตาสีดำนั้นที่อยู่ต่ำระดับขอบล่างของหน้าต่าง คงพยายามย่นคอลงไปให้ต่ำที่สุดเพื่อซ่อนหน้าให้พ้นจากสายตาเหี้ยมโหดของฉัน

ชะรอยคงเครียดจัดด้วยสายตากดดันที่ส่งมาจากรถของฉัน  เขาควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบทั้งๆที่อยู่ในสภาพคอหดคอย่นเช่นนั้น  ช่วยไม่ได้จริงๆที่ฉันจำเป็นต้องแสดงบทเหี้ยมเข้าไว้  ทั้งที่ตอนนั้นต้องเริ่มกลั้นหัวเราะแล้ว

แต่เขาทำให้ฉันหยุดหัวเราะทันทีด้วยการกดกระจกลงแล้วทิ้งก้นบุหรี่ลงข้างรถอีก  นี่เขาคงนึกเหมือนคนสูบบุหรี่อีกมากมายที่นึกว่า  ก้นบุหรี่ชิ้นเล็กๆไม่ใช่ขยะ จะดีดทิ้งที่ไหนก็ได้

ฉันจึงกดกระจกรถลงบ้าง เอื้อมมือออกไปชี้หน้าแล้วตระโกนไปที่รถเขา

“ยังจะทิ้งก้นบุหรี่ลงมาอีก  ไม่เคยมีใครสั่งสอนรึไง”

สีหน้าของฉันคงโกรธแบบจริงจังมาก  คราวนี้เขาหดหัวลงไปจนต่ำกว่าขอบหน้าต่างเสียอีก  ขณะที่คนขับที่นั่งข้างๆก็พลอยหดหัวตามลงไปด้วย

แล้วเขาจะขับรถแบบหัวหดๆอย่างนี้ไปจนถึงบ้านไหมนี่  ฉันนึกอย่างปลงๆผู้ชายสองคนในรถ มันช่างไม่เอาไหนเสียจริง

ดีที่เขาไม่ต้องทนนั่งในสภาพน่าสมเพชอย่างนั้นนาน  รถเริ่มขยับไปข้างหน้า แล้วขับห่างออกไปในที่สุด  ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะทำให้เขาเรียนรู้ขึ้นมาบ้างไหมว่าท้องถนนเป็นที่ที่ห้ามทิ้งขยะทุกชนิดรวมทั้งก้นบุหรี่

คืนนั้นอาจจะกลับไปนอนฝันร้ายว่าถูกนางยักษ์จ้องจะกินเลือดกินเนื้อ  จะหนีไปไหน  นางยักษ์ก็จะตามไปเด็ดหัวกิน  โอย----ช่างน่าสยดสยองเสียเหลือเกิน

เพื่อนๆที่รู้เรื่องความบ้าระห่ำของฉันในเรื่องบู๊พิทักษ์โลก  มักจะขำแต่ก็เตือนด้วยความเป็นห่วงเสมอว่าจะเจอนักเลงเข้าสักวัน  ฉันรู้ละน่า  ว่าจะบู๊ได้กับคนประเภทไหน  ยังไงก็ต้องดูตาม้าตาเรือให้แน่ก่อนว่าปลอดภัยแน่  ถ้าเจอประเภทหน้าเหี้ยมๆก็ปล่อยมันไปดีกว่า

แต่ฉันสังเกตุว่า  คนไทยก็น่ารักไปอย่าง  ถึงแม้จะไม่มีจิตสำนึกในเรื่องสาธารณะ  แต่พอฉันโวยขึ้นมา  เขาก็มักจะแสดงความละอาย  ไม่เถียง  แถมบางทีก็แก้ตัวเป็นพัลละวัน  ไม่เถียงแบบงี่เง่า

ครั้งหนึ่ง ฉันไปพักผ่อนที่สวนลุม  กำลังนั่งริมน้ำเพลินๆ  ก็มีขวดพลาสติกเปล่าปลิวข้ามหัวลงไปลอยตุ๊บป่องในน้ำ  ฉันหันหลังไปเจอครอบครัวพ่อแม่ลูกอายุประมาณสี่ห้าขวบอยู่ข้างหลัง  กำลังจะโวยด้วยความโกรธที่ทิ้งขยะลงน้ำ  คนเป็นพ่อก็ละล่ำละลักขอโทษแบบรู้ผิด

“ขอโทษครับ---ขอโทษ ลูกผมโยนไปเอง  ผมห้ามไม่ทัน ขอโทษคุณป้าก่อนลูก  ต่อไปหนูจะไม่ทิ้งขยะอย่างนี้อีก  ใช่ไหมลูก”

แค่นี้  ฉันก็หายโกรธแล้ว

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับการทำลายสิ่งแวดล้อม  แต่ถ้าปล่อยไป  ก็มีผลกับความสงบเรียบร้อยของคนหมู่มากที่มักสร้างความรำคาญใจให้ฉันบ่อยๆ  นั่นคือการเข้าคิว  ฉันจะทนไม่ได้กับการลัดคิว  ซึ่งคนไทยจะทำบ่อยมาก  และฉันจะไม่ค่อยยอมปล่อยในเรื่องนี้  คนไทยจะให้ความสำคัญกับการเข้าคิวน้อยมาก  ฉันอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนยังแย่งกันซื้ออาหารกลางวันโดยมีครูยืนมองเฉยแบบเห็นเป็นเรื่องธรรมดา  ทั้งๆที่ครูสามารถตั้งกฏบังคับให้เด็กฝึกเข้าคิวได้ไม่ยาก เพราะนี่คือโรงเรียน แต่ไม่ทำกัน  

โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว---คุณครู้  ประเทศนี้ถึงรกไปด้วยคนที่เข้าคิวไม่เป็น

อ่านมาถึงตรงนี้  ใครๆก็คงนึกว่าฉันคงเป็นคนเอาเรื่องน่าดู  เป็นเพราะฉันให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็ตามที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมหรือคนหมู่มาก ฉันถูกสอนให้เคารพธรรมชาติมากกว่าให้ความสนใจกับเรื่องไสยศาสตร์  ทุกวันนี้พยายามใช้ทรัพยากรของโลกให้น้อยที่สุด  อาบน้ำก็ไม่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นมาหลายปีแล้วไม่ว่าหน้าหนาวหรือหน้าร้อน จนชินกับน้ำเย็นไปเลย  แถมยังชอบอาบน้ำแบบโบราณ  คือรองน้ำไว้ในถังจนเย็น แล้วตักอาบด้วยขัน  ยิ่งหน้าหนาว  น้ำที่ขังไว้เย็นเฉียบสะใจ  อาบแล้วสดชื่นเป็นที่สุด นอนก็เปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ไม่กี่วันในหนึ่งปี  ส่วนใหญ่จะเปิดเฉพาะหน้าฝนเพราะเป็นหน้าที่อับลม  ส่วนหน้าร้อนและหน้าหนาว  ฉันสามารถนอนโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศมาหลายปีแล้ว  จนชินกับการเปิดหน้าต่างนอนให้ลมโกรก 

 แม้จะไม่เย็นฉ่ำ แต่ร่างกายก็ปรับตัวจนชินกับอากาศธรรมชาติไปแล้ว  ลมจากพัดลมเพดานซึ่งฉันพิสูจน์มาแล้วว่าเย็นแบบธรรมชาติมากกว่าพัดลมตั้งพื้น  บวกกับความเย็นจากใบไม้ทุกใบที่แผ่เข้ามาในห้องนอน ทำให้ฉันต้องขดตัวซุกอยู่ในผ้านวมในตอนเช้ามืดในหน้าร้อนเสียด้วยซ้ำ  ฉันติดพัดลมเพดานไว้ทุกห้องในบ้านตัวเอง  รวมทั้งบ้านเช่า ปลูกต้นไม้คลุมบ้านไว้จนความร้อนเข้าไม่ถึง และชักชวนเพื่อนบ้านให้ใช้พัดลมเพดานแทนเครื่องปรับอาหาศ  ซึ่งก็ได้ผลเฉพาะบ้านฝรั่ง  เพราะเห็นเขาเปิดหน้าต่างนอนกันหลายบ้าน  ยกเว้นบ้านคนไทยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง  ไม่ว่าอากาศหนาวแค่ไหนก็ยังเปิดเครื่องปรับอากาศนอนอยู่ดี  เหตุผลง่ายๆก็คือ ขี้เกียจเปิดหน้าต่างเพราะยุ่งยาก  เดี๋ยวติดมุ้งลวด เดี๋ยวมุ้งลวดจะเกี่ยวผ้าม่าน  สารพัดอุปสรรค  พอแนะให้ติดที่เปิดหน้าต่างโดยไม่ต้องเปิดมุ้งลวดซึ่งเป็นแท่งสแตนเลสดันหน้าต่างออกไปง่ายๆ  เขาก็เฉย  

  ฉันติดที่เปิดหน้าต่างนี้ให้บ้านตัวเองและบ้านเช่าทุกหลัง  ตัวเองได้ใช้เปิดหน้าต่างห้องนอนทุกคืน  มองไปข้างๆบ้านก็เห็นฝรั่งที่เช่าบ้านเกือบทุกหลังก็เปิดหน้าต่างนอน     รู้สึกดีตรงที่สามารถลดความร้อนจากเครื่องคอมเพรสเซอร์แอร์ไปได้หลายเครื่องที่เป่าออกนอกบ้านซึ่งจะมาเพิ่มอุณหภูมิให้อบอวลอยู่ในบริเวณหมู่บ้านเล็กๆของเรา 

ฉันรู้สึกใจไม่ดีทุกครั้งเวลาอยู่ใกล้คอมเพรสเซอร์แอร์แล้วรู้สึกถึงความร้อนที่ปล่อยออกมา  แค่เครื่องเดียวยังร้อนถึงเพียงนี้  ทั้งประเทศเป็นล้านๆเครื่องที่มันช่วยกันพ่นลมร้อนออกมา  อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกถึงได้เพิ่มขึ้นทุกปีจนเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกที  มันน่ากลัวจริงๆ ถ้าทุกคนยังทำตามใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ 

ฉันจะบู๊กับอะไรที่มีผลกับส่วนรวม  เพราะแม้ว่าจะดูเหมือนเกิดผลเสียเพียงนิดเดียว  แต่ถ้าคนเป็นล้านๆคนทำเหมือนๆกัน  มันก็มีผลที่ยิ่งใหญ่และกลายเป็นหายนะได้

ถ้าเป็นความเสียหายส่วนตัว  ฉันก็ถือว่ายอมความกันได้เสมอ  และมักจะได้ความรู้สึกดีๆจากการยอมแทบจะทุกครั้ง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง  ฉันขับรถติดไฟแดง  อยู่ๆก็มีแทกซี่คันหนึ่งพุ่งมาชนท้ายรถฉันอย่างแรงจนกระโปรงท้ายรถบุบ  ฉันลงจากรถเดินไปที่คนขับที่นั่งสีหน้าเหยเกอยู่ที่คันข้างหลัง  ถามเขาว่า “เจ็บมากไหม  แล้วรถมีประกันหรือเปล่า”

“เจ็บครับ  หน้าอกผมกระแทกกับพวงมาลัยจนจุกเลย   ผมตั้งใจจะเหยียบเบรค  แต่พลาดไปเหยียบคันเร่งแทน  ผมนึกว่าพี่จะมาด่าผมเสียอีก  แต่กลับมาถามผมว่าเจ็บไหมเป็นคำแรก รถผมมีประกันชั้นสามครับ  แล้วพี่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

เห็นไหมว่าการไม่ตั้งหน้าตั้งตาจะห้ำหั่นกัน  กลับแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกัน  กลับได้ผลดีกว่าเป็นไหนๆ  เพราะอากาศบนถนนมันร้อน  ไปเถียงกันให้ทรมานทำไม 

วันนั้น  ระหว่างรอประกันทั้งสองฝ่ายมา  เราไปยืนรออยู่หน้าร้านขายของริมถนน  

ด้วยความซาบซึ้งใจ  คนขับแทกซี่วิ่งไปซื้อน้ำมาให้ฉันหนึ่งขวด  แถมยังไปเล่าให้แม่ค้าหน้าร้านฟังถึงคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ของฉันเพื่อจะขอยืมเก้าอี้มาให้ฉันนั่ง  

วันนั้นถ้าฉันเริ่มต้นด้วยการไปยืนด่าฉอดๆที่เขาบังอาจชนท้ายรถฉันจนท้ายยู่ทั้งๆที่ฉันจอดของฉันอยู่ดีๆ  คนขับกำลังจุกอยู่อย่างนั้น  บวกกับอากาศร้อนจนถนนแทบละลาย พาลโมโหหน้ามืด  หาของแหลมในรถได้อาจจะแทงพรวดใส่ยายคุณนายปากร้ายคนนี้ได้  แทนที่จะมานั่งเอาอกเอาใจจนการรอประกันในวันนั้นไม่น่าเบื่อเลย

อีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายขับไปชนท้ายรถกระบะข้างหน้า  เพราะเขาเบรคกระทันหัน  กันชนของฉันบุบไปหน่อยหนึ่ง รถกระบะบุบเล็กน้อย  ฉันรีบลงไปยกมือไหว้ขอโทษและ แสดงความรับผิดชอบโดยไม่อ้างเรื่องเบรคกระทันหันของเขาเลย

“ต้องขอโทษด้วยค่ะ  เบรคไม่ทันจริงๆ  เดี๋ยวจะเรียกประกันมานะคะ”

“รถของผมมันรถกระบะ เอาไว้ทำมาหากิน บุบแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับ  ห่วงแต่รถเก๋งของคุณเท่านั้นแหละ บุบแล้วมันไม่น่าดู  ผมเองก็ผิดเหมือนกัน  เบรคไม่ดูตาม้าตาเรือ”

แน่ะ---มีการโทษตัวเองอีกต่างหาก  ถ้าคู่กรณีต่างฝ่ายต่างโทษตัวเองอย่างนี้  ก็ไม่ต้องทะเลาะกันโดยปริยาย    

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว