facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 44.4k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

บทที่ 6 

 

             ‘ครับม๊า…ผมกำลังออกจากบ้าน…ครับ…รู้แล้ว…รักม๊านะ…ฝากบอกกงกับม่าด้วยว่าผมคิดถึง’ 

  

             สิ้นประโยคของตัวเองผมจึงเป็นฝ่ายตัดบทและวางสายผู้เป็นแม่ทิ้งแล้วเดินตรงไปห้องแต่งตัวที่แยกออกจากห้องนอนใหญ่ เมื่อเดินเข้ามาก็ทำการสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองให้ดูดีที่สุดเพราะวันนี้ผมมีนัดสำคัญเลยผิดพลาดไม่ได้ สองแขนยกมือขึ้นขยับปกเสื้อเชิ้ตสีขาวและก้มลงเปิดลิ้นชักเพื่อหาเข็มขัดสักเส้นให้เหมาะแก่การออกไปสมัครงานในเช้าวันนี้ 

  

           ใช่แล้ว วันนี้ผมมีนัดสัมภาษณ์งาน… 

  

             ผมไม่ใช่ประเภทที่จะนอนอยู่บ้านให้สามีเลี้ยงดูถึงแม้ว่าคนในตระกูลศิริเจริญสกุลต้องการให้ผมทำหน้าที่ภรรยาและไม่สนับสนุนให้ออกไปทำงานนอกบ้านก็ตาม หากเป็นคนอื่นอาจจะชอบเพราะเงินที่ผมต้องได้จากขุนศึกแต่ละเดือนน้อยเสียที่ไหน แต่สำหรับคับฟ้าคนนี้ไม่ต้องการเงินส่วนนั้นสักแดงเดียว ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นหางานและก็ถือว่าตัวเองโชคดีมากเพราะเมื่อสองวันก่อนผมหว่านสมัครงานในเว็บออนไลน์ ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงทางบริษัทที่หนึ่งก็โทรให้ผมเข้าไปสัมภาษณ์ แน่นอนผมตอบตกลงไปในทันทีเพราะอย่างน้อย ๆ มันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้ผมหลีกหนีจากกรงในคราบบ้านที่ทุกคนสร้างมันไว้โดยที่ผมไม่ได้เต็มใจอยู่ 

  

             “โอเคเรียบร้อย สู้โว้ยคับฟ้า! มึงทำได้!” 

  

             ผมยืนพูดให้กำลังใจตัวเองพร้อมกับยิ้มรับสิ่งดี ๆ ในยามเช้า ผมหลับตานิ่งเพื่อรวบรวมสติและสมาธิอยู่ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ ผมเริ่มสูดลมหายใจเข้าและหายใจออกในจังหวะที่สม่ำเสมอ เมื่อลมหายใจเริ่มนิ่งเปลือกตาที่เคยหลับจึงถูกเปิดออก สายตาผมตวัดขึ้นมองภาพสะท้อนในกระจกแล้วยกยิ้มให้กับตัวเอง เมื่อทุกอย่างดูจะสมบูรณ์แบบสองเท้าผมจึงหมุนตัวเดินออกจากห้องและหยิบสัมภาระที่จำเป็นลงไปข้างล่าง  

  

             ผมเดินทอดน่องลงมาตามทางจนเดินมาหยุดอยู่ขั้นบันไดขั้นสุดท้าย สายตาผมดันไปเห็นร่างของสามีที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินตรงมาจุดที่ผมยืนอยู่ เมื่อผมเห็นสมาชิกภายในบ้านกลับเข้ามาในเช้าของวันใหม่จึงทำการยืนกอดอกมองด้วยแววตานิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาให้เห็น  

  

             “ทำไมกลับเร็วนักล่ะ” 

  

             ผมเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเรียบ ชายร่างสูงเมื่อได้ยินเสียงทักทายจากผมก็รีบเงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้มแห่งความเจ้าเล่ห์ที่ผู้ชายคนนี้จงใจมอบให้ 

  

             “มึงไปหลายวันค่อยกลับมาก็ได้นะ บ้านนี้เวลามึงไม่อยู่สบายตากูมาก” 

  

             ผมพูดด้วยท่าทีปรกติ ไม่เหวี่ยง ไม่ประชดประชัน บอกอย่างเป็นมิตรเพราะช่วงเวลานี้ผมควรที่จะพูดแต่สิ่งดี ๆ เพื่อนำพาพลังบวกเข้ามาในตัวเองเท่าที่จะสามารถทำได้  

  

             “ว้าว วันนี้คุณภรรยาแต่งตัวดูดีจังเลยจะไปไหนเหรอครับ” 

  

             ทุกสิ่งที่ผมคิดไว้มันค่อย ๆ เลือนรางหายไปทีละนิดเมื่อน้ำเสียงของขุนศึกเอื้อนเอ่ยออกมาสุดแสนจะยั่วยุอารมณ์และปั่นประสาทเป็นที่สุด ขุนศึกตั้งใจสบตาผมครู่หนึ่งก่อนจะเดินตรงเข้ามาใกล้จนปลายเท้าของเราจรดชิดติดกัน สีหน้าท่าทางของผู้เป็นสามีเริ่มฉายแววอย่างนึกสนุกเมื่อสามารถทำให้ผมเกิดอาการหงุดหงิดรำคาญใจได้  

  

             “ก็บอกว่าอย่ามาแตะตัวกูไง!” 

  

             ผมปัดมือคนตรงหน้าออกไปให้พ้นจากตัวทันทีเมื่อฝ่ามือใหญ่เลื่อนเข้าใกล้และเมื่อปฏิกิริยาถูกแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบขุนศึกถึงกับแค่นขำในลำคอ สายตาคมตวัดมองผมอย่างขัดใจเล็กน้อยเมื่อผมไม่ยอมตามน้ำเล่นละครในฉากพลอดรักในยามเช้าด้วย 

  

             “ไม่เอาน่า แตะนิดแตะหน่อยทำเป็นรังเกียจไปได้” 

  

             “…” 

  

             “อีกไม่นานกูก็ต้องเห็นทุกซอกทุกมุมอยู่ดี มึงเป็นเมียกูนะคับฟ้าเผื่อมึงจะลืมข้อนี้ไป” 

  

             ประโยคสุดท้ายขุนศึกตั้งใจพูดใส่หน้าผมด้วยรอยยิ้มที่เหนือกว่า นัยน์ตาฉายแววสะใจอย่างมากเมื่อเห็นผมดิ้นไปตามเกมของเจ้าตัวได้ง่ายกว่าที่คิด 

  

             “ไม่กระดากปากพูดคำว่าเมียต่อหน้ากูหรือไง คำว่าผัวเมียมันก็แค่ในนาม” 

  

             “…” 

  

             “อย่าหยิบยกคำนั้นมาพูดพร่ำเพรื่อให้เปลืองน้ำลายเล่นหน่อยเลย” 

  

             ผมไม่แม้แต่หดคอหนีเมื่อโดนรุกในระยะประชิด ผมไม่ใช่คนที่ขุนศึกจะเล่นด้วยเพราะในเมื่องานหมั้นที่เกิดขึ้นมันเป็นงานหมั้นที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยินยอม เราทั้งคู่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเป็นอย่างไร หากจะให้ผมยืนนิ่งทนฟังชายตรงหน้าเรียกคำว่าเมียคงจะไม่ได้เว้นเสียแต่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ผมจะไม่ขัดแม้แต่น้อย 

  

             “อย่ามาพยศกับกูให้มากคับฟ้า! มันยิ่งทำให้กูอยากจะเอาชนะ!” 

  

             ตามอุปนิสัยของหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงที่พีอาร์ตัวเองว่อนสื่อว่าเป็นบุรุษที่สุขุมและใจเย็น แต่สิ่งที่เห็นมันกลับกลายเป็นเหรียญคนละด้านเพราะนิสัยเหล่านั้นผมไม่เห็นในตัวผู้ชายตรงหน้าสักนิด มันมีแต่ความเอาแต่ใจอย่างกับเด็กน้อยเมื่อโดนขัดใจแล้วชอบโวยวายและขุนศึกกำลังแสดงให้ผมเห็นอยู่ตอนนี้… 

  

             “เอาชนะ?...จะเอาชนะกู?...เพื่ออะไร…” 

  

             ผมถามกลับด้วยความอยากรู้เมื่อประโยคของคนตรงหน้าเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยแววตาสุดแสนจะโกรธเคืองไม่น้อย ผมยืนมองขุนศึกด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยไม่หลบสายตาสักวินาทีเดียว ให้มันรู้ไปสิว่าคนอย่างคับฟ้าไม่เคยกลัวและไม่เคยคิดจะกลัวผู้ชายคนนี้เลยด้วยซ้ำไป  

  

             “เอาชนะเพื่อ…” 

  

             “…” 

  

             “เพื่อให้มึงรู้สึกรักกูไง ดีไหมครับเมีย…” 

  

             มุมปากได้รูปของชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าสามียกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ มือสองข้างของผมกำมัดเข้าหากันแน่น มันแน่นเสียจนรู้สึกเจ็บจากเล็บที่จิกลงบนเนื้อผิวของตัวเอง ความอึดอัดในใจก่อขึ้นเมื่อโดนคนตรงหน้าปั่นหัวเล่นแต่เช้า ผู้ชายคนนี้เป็นคนออกกฎห้ามรักไม่ใช่หรือ…แล้วทำไมมาวันนี้ถึงหยิบยกประเด็นกฎข้อที่สามขึ้นมาพูดเสียเอง 

  

             ไม่เข้าใจ… 

  

           ผมไม่เข้าใจ… 

  

             “หึ…คนอย่างมึงจะทำให้ใครรักได้” 

  

             “…” 

  

             “เพราะมึงมันเป็นผู้ชายที่มั่วไม่เลือก! แล้วอย่ามาพูดว่าจะทำให้กูรักหน่อยเลย แค่จินตนาการกูก็ขยะแขยงแล้วขุนศึก!” 

  

             “คับฟ้า!” 

  

             ก่อนที่ทุกอย่างมันจะพังลงไปมากกว่านี้ ก่อนที่ผมจะพลาดโอกาสสัมภาษณ์งานที่แรกไปเพราะต้องมายืนเล่นสงครามประสาทกับคนอย่างขุนศึก ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ เต็มปอดแล้วเดินออกจากวงสนทนาตรงไปที่รถของตัวเอง เวลามันไม่เคยรอใครและแน่นอนว่าผมจะไม่ทำให้ตารางเวลาชีวิตของตัวเองสรวนเพราะคนอย่างขุนศึกเป็นแน่  

. 

. 

. 

. 

. 

  

             “สวัสดีครับ ผมมาตามนัดสัมภาษณ์ที่คุณอดิรัตน์นัดผมไว้น่ะครับ” 

  

             “สักครู่นะคะ” 

  

             ผมผงกหัวตอบอย่างเกรงใจให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์อย่างสุภาพนอบน้อม ตอนนี้ผมมาถึงบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ต้องบอกก่อนว่าผมเรียนจบทางด้านการตลาดมาโดยตรงวันนี้เลยเข้ามาสัมภาษณ์งานในตำแหน่งแบรนด์เอดิเตอร์ ด้วยตำแหน่งงานที่ผมสนใจเป็นทุนเดิมจึงเป็นสาเหตุให้ผมตกลงเข้ามาสัมภาษณ์กับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศแบบไม่ต้องคิด 

  

             “คุณใช่วีร์ชาพิภัทรหรือเปล่าคะ 

  

             หญิงสาวประชาสัมพันธ์เอ่ยถามอย่างสุภาพผมยิ้มรับเป็นคำตอบและเมื่อหญิงสาวตรงหน้าได้รับคำตอบจากผมจึงทำการวางสายโทรศัพท์ลงทันที 

  

             “คุณอดิรัตน์คอนเฟิร์มแล้วนะคะ เชิญคุณวีร์ชาพิภัทรที่ชั้นสิบห้าได้เลยค่ะเดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่คอยรอรับอยู่ด้านบนค่ะ” 

  

             “ครับ ขอบคุณครับ” 

  

             ผมยิ้มตอบกลับก่อนจะพาตัวเองเดินตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นสิบห้าตามบอกของเจ้าหน้าที่ ผมยืนอยู่หน้าลิฟต์ไม่นานนักบานประตูตรงหน้าก็เปิดออกผมจึงเดินเข้ามาด้านในแต่จังหวะที่กำลังเอื้อมมือไปกดปิดประตูดันมีเสียงตะโกนร้องเรียกผมไว้จากด้านนอก  

  

             “เดี๋ยวครับ! รอผมด้วย!” 

  

             น้ำเสียงเหนื่อยหอบเอ่ยดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกันกับมือของใครสักคนพุ่งเข้ามาตรงกลางจนเกือบโดนประตูหนีบถ้าผมกดปุ่มค้างไว้ไม่ทัน ผมยืนหน้าเหวอด้วยความตกใจก่อนที่ชายร่างสูงโปร่งจะเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อย ๆ จากการวิ่งอย่างเห็นได้ชัด สายตาผมมองสำรวจสมาชิกใหม่อย่างถือวิสาสะสายคล้องบัตรพนักงานโชว์หราบนตัวนั้นเดาได้ไม่ยากว่าเป็นพนักงานประจำของบริษัทนี้แน่นอน 

  

             “เอ่อ ชั้นไหนครับ” 

  

             “…” 

  

             เมื่อร่างของชายหนุ่มเดินเข้ามาอยู่ในตัวลิฟต์ผมจึงเอื้อมไปกดปิดประตูลงแล้วเอ่ยถามคนด้านข้างหวังจะกดชั้นที่เจ้าตัวต้องการให้  

  

             “ชั้นสิบ…คะ…ครับ…” 

  

             เสียงตะกุกตะกักตอบกลับทันทีเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับผม ความสงสัยผุดขึ้นในหัวเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมลิฟต์ที่มีอาการแปลก ๆ แต่ความสงสัยนั้นผมเลือกจะเก็บไว้ในใจแล้วเอี้ยวตัวกลับมากดลิฟต์ตามชั้นที่ชายคนนี้ต้องการ 

  

             ความเงียบคืบคลานเข้ามาจนตัวลิฟต์เคลื่อนตัวไปตามระบบทำงานของมัน ภายในลิฟต์เงียบสงัดจนผมรู้สึกประหม่า…มันเงียบเสียจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เมื่อร่างกายยืนตัวเกร็งอยู่สักพักประตูลิฟต์จึงมาหยุดอยู่ชั้นสิบที่เป็นจุดหมายปลายทางของชายหนุ่มข้างกายผม 

  

             “เอ่อ ขอโทษนะครับว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอ…ผมธามนะ” 

  

             ก่อนที่ชายร่างสูงโปร่งจะเดินออกไปจู่ ๆ ก็เอี้ยวตัวหันมาถามราวกับต้องการทำความรู้จักกับผม ใบหน้าผมเหวอไปชั่วขณะแต่ก็ต้องตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะในจังหวะนั้นดันมีคนเดินเข้ามาในตัวลิฟต์พอดีและหากผมยังยืนนิ่งเฉยผู้ชายคนนี้คงยืนจ้องมองผมไม่ออกไปไหนแน่นอน  

  

             “อะ…เอ่อ…ผมชื่อคับฟ้าคับ…” 

  

             เมื่อสิ่งที่ต้องการถูกตอบกลับไปชายคนดังกล่าวจึงเดินออกไปจากตัวลิฟต์แล้วหันมายืนยิ้มให้ผมแทน เมื่อเหตุการณ์แปลกประหลาดผ่านไปตัวลิฟต์ตัวเดิมที่ผมอยู่ก็เปิดออกในชั้นสิบห้า เมื่อสองเท้าผมเดินออกมาความรู้สึกแรกที่ได้รับคือชั้นนี้มันไม่เหมือนออฟฟิศทั่วไปแต่มันเหมือนชั้นที่พักอาศัยเสียมากกว่า  

  

             “สวัสดีค่ะ คุณคับฟ้าใช่ไหมคะ” 

  

             เสียงหญิงสาวหน้าตาดีที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่คนเดียวโดด ๆ ได้เอ่ยต้อนรับผมอย่างนอบน้อมแถมยังรู้จักชื่อเล่นของผมอีกต่างหาก ความประหลาดใจเริ่มวนเข้ามาใหม่ในความรู้สึกแต่ก็เพียงแวบหนึ่งเท่านั้นเพราะร่างของหญิงสาวกระโปรงสั้นรัดรูปรีบเดินเข้ามาหาและยกมือไหว้จนผมต้องยกมือไหว้ตอบ จากนั้นพนักงานสาวก็เดินนำหน้าผมตรงไปยังทางเดินที่บรรยากาศชวนให้อึดอัดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ในระหว่างนั้นผมก็พลางคิดไปว่าตัดสินใจถูกแล้วหรือที่มาสัมภาษณ์งานที่นี่  

  

             “คุณคับฟ้าเชิญด้านในเลยนะคะ คุณอดิรัตน์กำลังรออยู่ค่ะ” 

  

             พนักงานสาวเอ่ยขึ้นและทำหน้าที่ง้างประตูออกให้ สายตาผมช้อนขึ้นมองดวงตาเฉี่ยวคู่ตรงหน้าและสิ่งที่ผมได้รับคือท่าทางนอบน้อมผมอีกแล้ว ผมยืนทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สองขาของตัวเองจะย่างเท้าเดินเข้าด้านในด้วยอาการใจเต้นผิดแปลกไปจากปรกติ  

  

             ทันทีที่รองเท้าหนังแตะลงบนพื้นอุณหภูมิของแอร์เย็นเฉียบจนเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะอยู่ได้ อากาศที่เย็นยะเยือกตกกระทบเข้ากับผิวกายยิ่งทำให้ตัวผมสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้ สายตาผมเริ่มไล่สำรวจภายในห้องโดยอัตโนมัติหากผมเดาไม่ผิดห้องทำงานนี้คงจะเป็นห้องนอนไปในตัว  

  

             “สวัสดีครับคุณคับฟ้า ผมอดิรัตน์หรือเรียกว่าศิลป์ก็ได้ครับ” 

  

             “…” 

  

             “ท่านประธานกำลังเดินทางมาถึง คุณคับฟ้าเชิญนั่งรอสักครู่นะครับ” 

  

             ตัวผมสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ เสียงใครบางคนก็ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ใบหน้าผมหันไปมองชายในชุดสูทสีดำยืนตรงโซฟาอย่างให้ความเคารพ สองคิ้วขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อชายตรงหน้ารู้จักชื่อผมไปด้วยอีกคน ผมค่อย ๆ เดินไปนั่งตามคำเชิญชวนด้วยความไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่กำลังเกิด ความสงสัยแล่นอยู่ในหัวผมนับพันครั้งได้…สับสนกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญ ผมมาที่นี่เพื่อสัมภาษณ์งานไม่ใช่หรือแล้วทำไมดูเหมือนทุกอย่างจะผิดเพี้ยนไปเสียหมด 

  

             “อะ…เอ่อ…ขอโทษนะครับ…พอดีว่าผมมาสัมภาษณ์งานตามตำแหน่งที่คุณนัดไว้…แล้ว…” 

  

             “ท่านประธานจะเป็นคนสัมภาษณ์ด้วยตัวเองครับ ท่านประธานมาถึงแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” 

  

             ทุกอย่างดูจะฉุกละหุกไปหมดเมื่อชายในชุดสูทสีดำเดินลับหายออกไปจากห้องทันทีเมื่อพูดว่าท่านประธานมาถึง ไม่นานเกินรอประตูบานใหญ่ที่เคยปิดสนิทกลับถูกเปิดออกอีกครั้ง สัมผัสแรกที่ได้ยินคือเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามาในจังหวะที่ไม่เร่งรีบ ผมนั่งตัวตรงด้วยความประหม่าเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์งานหลังจากเรียนจบ เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ผมนั่งตัวเกร็งด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะจนในที่สุดเสียงฝีเท้าคู่นั้นก็เดินมาหยุดอยู่ข้างตัวผม  

  

           “ที่จริงเราสัมภาษณ์กันบนเตียงก็ได้นะครับคุณภรรยา…หึ” 

  

             “…!” 

  

             ราวกับสวรรค์กลั่นแกล้งชีวิตไม่ให้หลุดพ้นออกจากบ่วงนรกและต้องการให้ผมมีเครื่องพันธนาการเป็นบุคคลที่ผมพยายามอยู่ให้ห่างมากที่สุด แต่ดูเหมือนยิ่งหนีจะยิ่งทำให้ต้องมาวนเวียนอยู่ในวงโคจรร่วมกัน…ร่างสูงในชุดสูทเนื้อผ้าดีที่แตกต่างจากตอนอยู่บ้านกำลังยืนยิ้มร่าส่งมาให้…ใช่แล้ว ท่านประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศและกำลังจะเป็นคนสัมภาษณ์ผมในวันนี้…ก็คือ… 

  

             ขุนศึก… 

  

           ขุนศึก ศิริเจริญสกุล…. 

  

             “จะไปไหน!” 

  

             ตัวผมถูกกดให้นั่งลงทันทีเมื่อเตรียมตัวลุกออกไปจากขุมนรกของผู้ชายข้างกายเพราะการที่ต้องมาพบเจอขุนศึกในสถานที่แห่งนี้มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีแม้แต่น้อย ถ้าผมรู้ล่วงหน้าว่าเจ้าของบริษัทที่ตัวเองตั้งใจมาสัมภาษณ์งานเป็นของผู้ชายคนนี้อย่าหวังเลยว่าผมจะยื่นเรซูเม่สมัครให้เสียเวลาชีวิตเล่น  

  

             “ปล่อย…ปล่อย!” 

  

             ท่อนแขนหนัก ๆ กดลงบนไหล่จนเกินกว่าที่จะดิ้นสู้และถ้าผมยังดิ้นขัดขืนต่อมันจะเป็นผมเสียเองที่เจ็บตัวเปล่า ๆ 

  

             “โอ๊ย! ถอยออกไป!” 

  

             ร่างผมถูกผลักให้นอนราบลงบนโซฟา ขุนศึกรีบโน้มตัวขึ้นคร่อมทันทีเมื่อเห็นว่าผมพลาดท่าให้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววเป็นประกายเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผมเริ่มจะเดือดดาล ผมอุตส่าห์เตรียมตัวมาอย่างดีในการสัมภาษณ์งานแต่ทุกอย่างกลับพังไม่เป็นท่าเมื่อต้องมาเจอกับความจริงที่ว่าบริษัทนี้เป็นของขุนศึก ชีวิตของผมมันจะไม่หลุดพ้นจากผู้ชายคนนี้เลยหรือไงกัน 

  

             “บังเอิญมากเลยว่าไหมคับฟ้า…เมียตกใจหรือเปล่าครับ…หื้ม ตกใจไหมที่เดินเข้ามาสัมภาษณ์งานบริษัทผัวตัวเอง!” 

  

             “ก็บอกว่าอย่าเรียกกูแบบนั้นไง!” 

  

             “เมีย เมีย…เมียครับ” 

  

             สายตาขุนศึกสำรวจผมอย่างเสียมารยาทและยังใช้สรรพนามขานเรียกผมว่าเมียได้อย่างหน้าตาเฉย ความโกรธสุมอยู่ในอกมากเสียจนต้องเบือนหน้าหนีสายตาคมที่กำลังมองผมด้วยความสะใจ 

  

             “ปล่อย!…กูจะกลับบ้าน!” 

  

             ผมหยุดดิ้นทันทีเมื่อรู้ตัวว่าจะพยายามแค่ไหนผมก็ไม่สามารถหลุดออกจากแรงหมาบ้านี้ได้ ขุนศึกจ้องมองผมไม่วางตา จากระยะห่างที่ไกลแต่ทำไมตอนนี้มันกลับกลายเป็นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนใบหน้าของผมกับขุนศึกห่างกันไม่ถึงคืบ 

  

             “จะรีบไปไหนล่ะคับฟ้า…กูยังไม่ได้สัมภาษณ์เมียตัวเองเลย อยู่ให้สามีคนนี้สัมภาษณ์ก่อนสิครับ” 

  

             น้ำเสียงกระซิบอย่างยียวนเอ่ยขึ้นหลังหู ขุนศึกผ่อนลมหายใจแรงรดข้างแก้มผมอย่างหยอกล้อ การกระทำดังกล่าวทำเอาผมขนลุกอย่างห้ามไม่ได้ ผมเบือนหน้าหนีไปอีกทางเมื่อปลายจมูกโด่งเริ่มเลื่อนเข้ามาสัมผัสเนื้อผิวข้างแก้ม 

  

             “กูไม่ทำ! ปล่อยกูเดี๋ยวนี้!” 

  

             เหมือนผมจะหันผิดท่าเมื่อจังหวะที่จะหันไปอีกทางใบหน้าผมกลับถูกล็อกคางไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้ผมจำใจต้องสบตากับสามีจอมปลอมของตัวเอง แววตาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อความโกรธปะทุอยู่ในอกแต่กลับดิ้นหนีหรือออกแรงต่อต้านไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 

  

             “หึ…มึงหนีกูไม่พ้นหรอกคับฟ้า…อย่าพยายามเลย” 

  

             ก่อนที่ผมจะทันได้ตอบโต้กลับไปขุนศึกรีบก้มลงมาประกบปากผมอย่างถือวิสาสะ ฝ่ามือหยาบกร้านทำหน้าที่บีบแก้มผมเบา ๆ เพื่อให้ปากผมเปิดออก ลิ้นร้อนสอดเข้ามาในโพรงปากเพื่อฉกฉวยอย่างตามใจที่ผู้ชายคนนี้ต้องการ มือผมทั้งทุบทั้งตีแต่ก็สู้แรงของอีกคนไม่ได้ จากร่างกายที่ต่อต้านเมื่อโดนบดขยี้ริมฝีปากด้วยความช่ำชองกลับทำให้ร่างกายผมหยุดเคลื่อนไหวไปเองเสียดื้อ ๆ  

  

             รังเกียจ… 

  

           ผมรังเกียจร่างกายตัวเองตอนนี้เหลือเกิน… 

  

         

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว