facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น : 18+, นิยายวาย, ตลก, ชายรักชาย, ขุนศึก, คับฟ้า, y, ชายxชาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 43.7k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

บทที่ 5 

  

             “พี่หวาน เอากระถางต้นไม้อันนี้ไปวางไว้ตรงมุมข้างทีวีนะแล้วย้ายกระถางนั้นไปไว้ตรงหัวมุมหน้าประตูบ้านเวลาเดินเข้ามาจะได้เห็นต้นไม้ สบายตาดี” 

  

             “ได้ค่ะคุณคับฟ้า” 

  

             หญิงสาวอายุที่เพิ่งจะแตะเลขสามเข็นรถที่บรรจุกระถางต้นไม้สีขาวขนาดกลางเดินวนรอบบ้านตามหลังผมมาติด ๆ เป็นเวลานานนับชั่วโมง วันนี้เป็นวันแรกที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ บ้านที่ถูกตีตราจองระหว่างผมกับชายร่างสูงที่กำลังยืนกอดอกคอยชี้นิ้วสั่งบรรดาเหล่าพนักงานเฟอร์นิเจอร์ขนของเข้าบ้าน  

  

             ผมยืนลอบมองแผ่นหลังกว้าง ท่วงท่าที่อยู่กับคนอื่นช่างดูสุขุม เฉียบขาด และดุดันซึ่งแตกต่างจากตอนอยู่กับผมสิ้นเชิง สายตาทอดมองแผ่นหลังของสามีป้ายแดงโดยไม่รู้ตัวจนสายตาคมคู่นั้นตวัดขึ้นมองทำเอาตัวผมสะดุ้งและเกิดอาการลนลานไม่น้อย เมื่อรู้ว่าตัวเองถูกจับได้จากการลอบมองจึงรีบหันหลังเดินไปทางอื่นพร้อมกับถือกระถางต้นไม้ขนาดเล็กไปวางบนโต๊ะกระจกใสหน้าทีวีราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  

  

             “คุณขุนศึกคะ วันนี้จะให้หวานเตรียมอาหารเย็นอะไรดีคะ หวานจะได้เตรียมของลงมือทำให้ค่ะ” 

  

             พี่หวานเดินตรงเข้าไปหาขุนศึกแล้วเอ่ยถามในระหว่างที่เจ้าตัวเดินเข้ามาโอบเอวผมที่ยืนหันหน้าเข้าหาทีวี แรงกระชับกอดจากด้านหลังทำให้ตัวผมสะดุ้งโหยงและพยายามออกแรงดิ้นให้หลุดพ้นการกอดรัดจากสามีจอมปลอมคนนี้โดยเร็ว  

  

             “ไม่ต้อง เดี๋ยววันนี้ภรรยาฉันจะจัดการเอง…ต้อนรับวันขึ้นบ้านใหม่ของเราสองคน ใช่ไหมครับคุณภรรยา” 

  

             แก้มสากจากเคราเลื่อนเข้ามาคลอเคลียแก้มผมอย่างถือวิสาสะแถมยังก้มลงมาหอมผมฟอดใหญ่เพื่อแสดงละครตบตาให้สาวใช้คนสนิทผมเห็น การแสดงละครฉากของบทผัวเมียที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหญ่ปลามัน… 

  

           ขนลุกดีไม่น้อย… 

  

              พี่หวานเมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับเขินจนแก้มแดงเป็นลูกตำลึงก่อนจะเดินหนีหายออกไปเพื่อให้เวลาส่วนตัวแก่เจ้านายอย่างพวกผมสองคน เมื่อสาวใช้ประจำบ้านเดินลับหายขึ้นไปยังชั้นสองข้อศอกแหลมผมจึงกระทุ้งใส่หน้าท้องแข็งด้านหลังทันทีแต่เสียดายที่เจ้าตัวหลบผมจึงทำได้เพียงกระทุ้งศอกใส่อากาศที่ว่างเปล่า 

  

             “ไวเชียวนะครับคุณภรรยา แต่ขอโทษนะกูไวกว่า” 

  

             ผมหันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของรูปประโยคที่กำลังยืนกอดอกลิ้นกระทุ้งแก้มด้วยสีหน้าที่กวนอวัยวะช่วงล่างดีไม่น้อย ผมไม่เคยพบเคยเจอผู้ชายประเภทหน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้มาก่อน อากงอาม่าทำไมถึงมองผู้ชายคนนี้ว่าดีนักดีหนาคับฟ้าอย่างผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าทำไมถึงหูหนวกตาบอดกันไปเสียหมด 

  

             “อย่าแม้แต่จะแตะต้องตัวกู ไม่ชอบ” 

  

             ในจังหวะที่ผมเผลอขุนศึกพยายามโน้มตัวเข้ามากอดผมอีกครั้งแต่มีหรือคราวนี้ผมจะช้า ถึงแม้ความเร็วผมจะเป็นรองแต่ประสาทสัมผัสผมก็ไม่เคยเป็นรองใคร 

  

             “รังเกียจหรือไง คนเป็นผัวเป็นเมียกันจะมาทำท่ารังเกียจอะไรกันเล่า…คนกันเองทั้งนั้น” 

  

             ร่างสูงตรงหน้าค่อย ๆ ย่างเท้าเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เท้าสองข้างผมเริ่มเดินถอยหลังจนชิดขอบโต๊ะวางทีวี ใบหน้าดุดันแต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ฉายแววพึงพอใจไม่น้อยเมื่อเจ้าตัวรับรู้ได้ว่าสามารถทำให้ผมรู้สึกประหม่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อผมหมดหนทางหนีใบหน้าจมูกคมสันได้รูปจึงก้มลงมาจนปลายจมูกของเราแทบจะจรดชิดติดกัน 

  

             “สามีคนนี้จะบอกให้รู้ไว้นะครับคุณภรรยา…บางคู่ป่านนี้ยังไม่ลุกออกจากเตียงเลยมั้ง แล้วคุณภรรยาป้ายแดงอยากจะเป็นเหมือนคู่อื่นบ้างไหมล่ะครับ…สามีจะได้จัดให้ซะตอนนี้เลย” 

  

             “…!” 

  

             ริมฝีปากหยักศกยกยิ้มขึ้นด้วยความสะใจเมื่อตัวเองนั้นเป็นฝ่ายชนะในยกนี้ ขุนศึกที่กำลังยืนพูดปั่นประสาทผมสำเร็จก็เตรียมตัวหันหลังเดินล้วงกระเป๋าไปจัดของในโซนอื่นต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข คำพูดและท่าทางของชายตรงหน้ามันทำให้ผมเกิดความโมโหจนอดไม่ได้จนต้องยกขาขวายื่นออกสุดแรงเพื่อถีบเข้าไปบริเวณก้นของตัวต้นเหตุที่มาปลุกปั่นอารมณ์ผมในเช้าของวัน 

  

             “อึ่ก!” 

  

             หนุ่มนักธุรกิจมาดเท่หลายพันล้านผู้คนต่างเกรงขามและสยบยอมเมื่อได้สบตาด้วย แต่ตอนนี้กลับหัวคะมำล้มลงบนพื้นกระเบื้องช่างเป็นภาพที่คู่ควรแก่การถ่ายเก็บไว้เสียเหลือเกินเพราะหากผมนำไปขายต่อให้กับสื่อบันเทิงคงได้เงินไม่น้อย เสียงครวญครางเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินผมจึงถือช่วงจังหวะนี้เดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้เป็นสามีอย่างเป็นทางการได้ไม่กี่วันด้วยความสะใจและสมน้ำหน้า 

  

             “แต่บางคู่ที่ว่ามันไม่ใช่มึงกับกูไงครับคุณสามีที่รัก คราวหลังอย่ามากวนประสาทตอนเช้าใส่กูอีก!” 

  

             สายตาผมหลุบต่ำมองร่างที่นอนคว่ำไม่ไหวติงใด ๆ ก่อนจะพาร่างตัวเองเดินผ่านชายบนพื้นกระเบื้องเพื่อไปจัดการของในบ้านต่อ แต่ในจังหวะที่กำลังก้าวขาข้ามไปนั้นด้วยความไม่ทันได้ระวังตัวและชะล่าใจโดยไม่ทันนึกว่าร่างที่นอนอยู่บนพื้นจะแอบลอบกัดผมย้อนหลังได้รวดเร็วขนาดนี้ 

  

             “โอ๊ย!” 

  

             “เสียงดีจังเลยนะคับฟ้า เสียงดีขนาดนี้มาครางให้กูฟังซะคืนนี้เลยดีไหม ประเดิมบ้านใหม่ห้องใหม่ในฐานะสามีภรรยา! 

  

             แขนผมถูกกระตุกและฉุดลงจนนอนราบไปกับพื้น เมื่อขุนศึกเห็นว่าผมเสียหลักก็สบโอกาสพลิกตัวเองขึ้นมาคร่อมตัวผมทันที สายตาเจ้าเล่ห์ฉายแววออกมาให้เห็นและบ่งบอกเป็นนัย ๆ ว่าประโยคที่เอื้อนเอ่ยเมื่อครู่เจ้าตัวไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด  

  

             “ไม่ กูไม่ชอบกินของร่วมกับคนอื่น 

  

             ผมตอบกลับด้วยเสียงเรียบและไร้ซึ่งการขัดขืนเพราะผมรู้ตัวเองดีหากเกิดดิ้นให้ตายยังไงผู้ชายคนนี้ก็จะไม่มีวันปล่อยและถ้าผมยังดิ้นมันก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อขุนศึกเข้าไปใหญ่ สายตาคมจ้องมองเพื่อสำรวจทุกอณูผิวบนใบหน้าผมดวงตาคมกริบไล่มองผมนิ่งค่อนไปทางเย็นชา แต่ดันเป็นผมเสียเองที่รู้สึกไม่ชินที่ถูกมองอย่างโจ่งแจ้งและมันทำให้ผมรับรู้ได้ทันทีว่าการใกล้ชิดกับขุนศึกเป็นสิ่งที่ผมต้องหลีกเลี่ยง 

  

             “ร่วมกันยังไง เอากันต่างที่ต่างเวลา สำหรับกูไม่นับร่วมหรอกนะคับฟ้า…” 

  

             “…” 

  

             “เพราะกูเรียกแบ่งกันใช้อย่างทั่วถึง…หึ” 

  

             “…!” 

  

             ประโยคที่ฟังแล้วยิ่งรังเกียจให้กับระบบความคิดของผู้ชายที่ชื่อขุนศึกคนนี้เป็นที่สุด หัวคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ การที่นอนกับใครก็ได้แบบนี้มันสนุกมากหรือ…ผู้ชายตรงหน้าผมมันมีสมองไว้คั่นหูแค่นั้นใช่หรือไม่ 

  

             “ทุเรศ มึงมันคิดได้ทุเรศฉิบหาย!” 

  

             ผมอาศัยช่วงจังหวะที่ขุนศึกเผลอทำการยกเข่าหน้ากระทุ้งเข้าบริเวณเป้ากางเกงด้วยแรงทั้งหมดที่มี คราวนี้ผมมั่นใจว่าไม่พลาดเหมือนรอบแรกอย่างแน่นอน เมื่อเจ้าตัวโดนผมกระทำถึงกับอ้าปากค้างหน้าตาแดงก่ำขดตัวงอล้มลงพื้นด้วยความเจ็บปวด เมื่อความเจ็บปวดก่อตัวขึ้นผมจึงรีบลุกออกจากร่างสูงและยืนให้ห่างออกไปจากผู้ชายคนนี้ เมื่อผมตั้งหลักได้จึงเอี้ยวตัวหันหลังมองเพราะกลัวจะโดนฉุดลงพื้นอีกครั้ง 

  

             “อึ่ก!...อึ่ก!” 

  

             “ให้กูไปเอากับหมายังดีกว่าเอากับมึงเลยขุนศึก!” 

  

             ถึงจะเจ็บแค้นยังไงผมก็ไม่สามารถตะโกนด่าชายที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นให้สุดเสียงได้เพราะพี่หวานและคนงานจากบ้านใหญ่อยู่กันไม่ต่ำกว่าห้าคน ถ้าผมสติแตกขึ้นมาเดี๋ยวอากงกับอาม่ารวมทั้งป๊าม๊าทั้งสองบ้านจะตื่นตระหนกจนพาลเป็นเรื่องใหญ่กันไปเสียเปล่า ๆ  

. 

. 

. 

. 

. 

  

             เวลาล่วงเลยไปจนตอนนี้หนึ่งทุ่มตรงหลังจากจบภารกิจจัดของเข้าบ้านหลังใหม่เสร็จสิ้น แม้ตัวผมจะไม่ใช่คนออกแรงก็ตามแต่แค่ยืนสั่งมันก็ทำให้ผมเหนื่อยล้าไม่น้อย ด้วยความเหนื่อยจึงอยากจะลองทำกับข้าวกินเองในมื้อแรกของการเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่และตอนนี้ผมก็กำลังยืนสาละวนอยู่หน้ากระทะไฟฟ้ามาร่วมหลายนาที  

  

             “เทน้ำลงไปก่อนแล้วตามด้วยกระเทียมสับกับพริก…” 

  

             ผมยืนอ่านวิธีทำเมนูผัดกะเพราบนหน้าจอมือถือ ต้องบอกก่อนว่าผมทำกับข้าวไม่ค่อยจะเป็นแต่ก็เคยลงมาช่วยห้องครัวบ้างเป็นบางครั้ง มันจึงทำให้ผมพอจะจับเครื่องไม้เครื่องมือเป็นบ้างแต่ไม่ชำนาญเท่าไหร่นัก ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าครัวด้วยตัวเองอย่างจริงจังในชีวิต 

  

             “ตามด้วยหมูสับแล้วก็ปรุงรสงั้นเหรอ ก็ไม่ยากนี่หว่า” 

  

             ผมพึมพำพูดกับตัวเองในขณะที่มือก็ผัดสิ่งที่อยู่ในกระทะไป เย็นนี้ผมเลือกทำเมนูผัดกะเพรากับไข่ดาวเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ผมสามารถทำได้ไม่ได้ใช้วัตถุดิบเยอะอะไรนัก ด้วยความที่ก่อนพี่หวานจะกลับเข้าบ้านใหญ่ก็ได้อัดของสดไว้ให้ผมเต็มตู้เย็นตามคำสั่งบัญชาการจากม๊า อันที่จริงวันนี้ม๊าต้องมาหาแต่กลับมาไม่ได้เพราะมีนัดไปดูพื้นที่กับครอบครัวของขุนศึกทางภาคใต้ตั้งแต่เมื่อวาน มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าท่าทางของทุกคนดูจะมีความสุขกันมากมายเหลือเกิน ยังไม่ทันจะผ่านพ้นงานหมั้นไปได้ไม่นานก็พากันยกโขยงเที่ยวทะเลกันทั้งบ้าน ปล่อยให้ผมต้องมาเผชิญชะตากรรมกับคนแบบขุนศึกสองต่อสอง 

  

             ผมยืนผัดเมนูอาหารที่ตัวเองตั้งใจทำอยู่ครู่หนึ่งจนเสร็จและมื้อนี้ผมก็ทำเผื่อเจ้าของบ้านอย่างขุนศึกไว้อีกหนึ่งที่เพราะยังไงเราสองคนก็อยู่บ้านหลังเดียวกันผมคงไม่ใจจืดใจดำนั่งกินข้าวคนเดียวโดยไม่แบ่งปันเจ้าของบ้านหรอก  

  

             ‘โอเคครับ ผมกำลังไปรับ…อยากกินอะไรตามใจแพรมเลย’ 

  

           เสียงคุยโทรศัพท์ของบุคคลที่ผมกำลังพูดถึงอยู่ในหัวเดินลงมาจากชั้นสองของตัวบ้าน สายตาผมตวัดมองขึ้นดูตอนนี้คุณสามีป้ายแดงแต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอกอย่างไม่ต้องเดา ขุนศึกเมื่อเดินลงมาถึงขั้นบันไดสุดท้ายสายตาคมกริบคู่นั้นก็มองทะลุผ่านเข้ามายังห้องครัวก่อนที่สองเท้าคู่นั้นจะเดินตรงเข้ามาหาผมที่กำลังยืนตักข้าวใส่จานอย่างไม่รีบร้อน 

  

           ‘แค่นี้ก่อนนะแพรม แล้วเจอกันครับ’ 

  

             เสียงนั้นตัดบทสนทนาลงทันทีและเดินตรงมาที่โต๊ะกินข้าวด้วยสีหน้ายกยิ้มอย่างมีความสุข สายตาคมก้มลงมองอาหารที่ผมเพิ่งจะทำเสร็จโดยมีจานข้าวสองใบวางอยู่ 

  

             “ทำกับข้าวเป็นด้วย?” 

  

             ผมชายตามองเจ้าของคำถามเพียงเสี้ยววินาทีแล้วหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง ถึงไม่บอกผมก็รับรู้ได้ว่าสามีป้ายแดงคนนี้กำลังจะออกไปข้างนอกกับผู้หญิง ช่างเป็นสามีที่ดีเสียจริงย้ายเข้าบ้านมายังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแต่ดันออกไปเริงร่ากับหญิงอื่น  

  

             ทุเรศ… 

  

             “จะไปไหนก็ไป อย่ามาอยู่ให้รกหูรกตา” 

  

             ผมตักผัดกะเพราใส่จานตัวเองโดยมีจานเปล่าอีกจานวางไว้ตรงข้ามแต่ดูจากสถานการณ์จานเปล่าใบนั้นคงไร้เจ้าของเสียแล้วเพราะเจ้าของตัวจริงกำลังจะออกไปข้างนอกกับหญิงสาวในสต๊อก สำหรับผมไม่ได้สนใจและไม่ได้คาดหวังให้คนที่กำลังโน้มตัวค้ำแขนกับเก้าอี้นั่งลงกินด้วยกันเสียหน่อย 

  

             เพราะที่ทำมันเป็นแค่มารยาททางสังคมก็เท่านั้น… 

  

             “กูไม่อยู่กินข้าวด้วย ไม่ใช่ลับหลังนั่งร้องไห้เหมือนในละครนะครับคุณภรรยา” 

  

             มือที่กำลังตักผัดกะเพราถึงกับชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่เจ้าตัวพ่นใส่ ผมวางช้อนลงและตวัดสายตาขึ้นมองหน้าขุนศึกด้วยท่าทีที่ไม่สบอารมณ์ บรรยากาศระหว่างกินข้าวที่เป็นเหมือนเซฟโซนของผมได้หายไปเพราะตัวต้นเหตุกำลังยืนเห่ากวนประสาทขัดขวางความสุขผมไม่เลิกรา 

  

             “ไม่เข้าใจภาษาคนหรือไง…กูกำลังไล่มึงอยู่ไปสักทีเถอะ” 

  

             ผมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อต้องมานั่งต่อปากต่อคำกับผู้ชายคนนี้ แทนที่ผมจะได้นั่งกินข้าวอย่างสุนทรีย์เพราะตลอดทั้งวันความเหนื่อยล้าที่ผมเจอก็ทำให้หมดแรงหมดพลังไปมากและตอนนี้มันถือเป็นช่วงเวลาที่ผมจะสามารถเรียกพลังกลับคืนมาได้เต็มร้อย แต่ดันมีหมาบ้ามาขัดอารมณ์ผมอีกจนได้ 

  

             “คืนนี้กูไม่กลับ มึงล็อกประตูบ้านซะเผื่อมีคนขึ้นบ้านจะซวยกูอีก” 

  

             “ไม่ต้องมายืนพล่าม น่ารำคาญ” 

  

             ผมตอบกลับไปทันควันแล้วหันกลับมานั่งตัวตรงในท่าเดิมและจัดการอาหารตรงหน้าเข้าปากโดยไม่สนใจขุนศึกอีกต่อไป เมื่อร่างสูงเห็นปฏิกิริยาของผมก็ยืนควงพวงกุญแจรถเล่นแล้วมองผมสักพักก่อนจะเดินหันหลังออกไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ  

  

             ข้าวคำแรกถูกใส่เข้าปากอย่างไม่สบอารมณ์ถึงแม้รสชาติจะดีเยี่ยมกว่าที่คิดไว้มากแต่ความรู้สึกลึก ๆ ก็หงุดหงิดใจไม่น้อยที่โดนปั่นประสาทได้สำเร็จ ในระหว่างก่นด่าคนที่เดินออกไปจากบ้านได้ไม่นานเสียงเครื่องยนต์ของรถซูเปอร์คาร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอยู่หน้าบ้านและไม่นานเสียงนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเงียบที่เข้ามาแทน…. 

  

             บ้านหลังใหญ่แต่อยู่คนเดียวทั้งหลังก็เหงาดีชะมัด…. 

  

             ความเงียบเข้ามาปกคลุมมากเกินไปจนทำให้บรรยากาศรอบตัวผมค่อนข้างเงียบสงัด เงียบเกินกว่าที่ผมจะนั่งกินข้าวตามลำพังได้คนเดียวต่อจึงตัดสินใจคว้าโทรศัพท์ที่วางแน่นิ่งข้างตัวกดโทรหาเพื่อนหรือใครสักคนที่สามารถอยู่เป็นเพื่อนผมในระหว่างกินข้าวมื้อค่ำบนโต๊ะอาหารใหญ่ตอนนี้ได้ 

  

             ‘ว่ายังไงครับซ้อใหญ่แห่งตระกูลศิริเจริญสกุล’ 

  

             ประโยคเปิดทักทายของเพื่อนสนิทอย่างไอ้หงส์ทำเอาตัวผมกลืนข้าวแทบไม่ลง… 

  

           ‘ซ้อใหญ่อะไรของมึง! อย่ามากวนตีนกู!’ 

  

             ผมก่นด่าเพื่อนปากเสียออกมาด้วยเสียงแข็งบวกกับอารมณ์ที่หงุดหงิดจากขุนศึกเป็นทุนเดิม อารมณ์ที่มันร้อนรุ่มจึงต่อติดได้ง่ายกว่าทุกครั้ง… 

  

           ‘โมโหง่ายเชียวนะครับตั้งแต่เป็นซ้อใหญ่เนี่ย…โทรมามีเรื่องอะไร…ทำไม ย้ายเข้าไปเรือนหอคืนแรกมันตื่นเต้นถึงกับต้องโทรมาหากูเลยเหรอวะ’ 

  

             ‘…’ 

  

             ผมแค่นหัวเราะออกมาเมื่อสิ่งที่ไอ้หงส์กำลังพูดมันช่างแตกต่างไปจากความจริงที่ผมกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้โดยสิ้นเชิง ใครจะไปรู้ว่าการเข้าเรือนหอคืนแรกของผมมันช่างเกินความคาดหมายกว่าที่คิดไว้  

  

             ‘เปล่า กูนั่งกินข้าวคนเดียวแล้วมันเหงาเลยโทรหามึงให้อยู่เป็นเพื่อน’ 

  

             ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปรกติและไม่ได้เสียใจที่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียวเลยแม้แต่น้อย ก็อย่างที่บอกไปคน ประเภทนั้นยิ่งอยู่ไกลยิ่งเป็นผลดีต่อชีวิตและคับฟ้าอย่างผมรักความสันโดษเป็นที่สุด แต่สถานการณ์ที่กำลังเผชิญคงจะเหมารวมไม่ได้เพราะผมยังไม่ชินกับสถานที่ใหม่หากทว่าอยู่นานไปกว่านี้การอยู่คนเดียวก็คงจะเริ่มชินมากกว่านี้ 

  

           ‘ห้ะ! เดี๋ยวๆ อย่าบอกนะว่าผัวมึงไม่อยู่บ้าน แล้วปล่อยให้มึงอยู่คนเดียว…’ 

  

           ‘อือ แต่ก็ดีเพราะกูได้อยู่คนเดียว’ 

  

             ผมตักข้าวเข้าปากไปอีกหนึ่งคำแล้วตบท้ายด้วยไข่แดงไปอีกหนึ่งชิ้น เมื่อผมมีเพื่อนคุยบรรยากาศจึงกลับมาสดชื่นขึ้นบ้างจึงทำให้ตัวผมรู้สึกเจริญอาหารมากกว่าเมื่อครู่หลายเท่า 

  

             ‘แต่มันคืนแรกเข้าหอเลยนะโว้ย! แล้วผัวมึงเขาไปไหน!’ 

  

             น้ำเสียงตื่นเต้นถามกลับมาค่อนไปทางตะโกนและพฤติกรรมของเพื่อนผมคนนี้ดูท่าทางจะจริงจังมากกว่าตัวผมเสียอีก… 

  

             ‘หาผู้หญิง ดาราที่ชื่อแพรมอะไรสักอย่างกูไม่ได้สนใจ’ 

  

             ใช่…เมื่อสิ่งไหนบนโลกก็ตามที่ผมไม่ได้สนใจผมก็จะไม่อยากรับรู้อะไรด้วยทั้งสิ้น แต่กับเหตุการณ์ครั้งนี้หูผมดันไปได้ยินโดยไม่ได้ตั้งใจจึงพาลทำให้รับรู้ว่าขุนศึกกำลังไปหาคู่ขาร่วมเตียงนอนของเจ้าตัว 

  

             ‘แพรม? ดาราเบอร์หนึ่งช่องเอ็นอะนะ เหี้ย…ตัวแม่เลยนะนั่น!’ 

  

             ‘แล้วยังไง มึงจะมาบอกกูทำไม’ 

  

             ผมย้ายโทรศัพท์จากที่แนบหูวางลงบนโต๊ะแทนเพราะเริ่มรู้สึกเมื่อยกับการยกโทรศัพท์ด้วยมือเป็นเวลานาน เพราะจากการประเมินสถานการณ์แล้วนั้นถ้าไอ้หงส์เปิดประเด็นมาขนาดนี้คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมงถึงจะวางสาย 

  

             ‘มึงต้องรู้เพราะมึงมีศักดิ์เป็นเมีย! มึงจะมาทำเป็นไม่รับรู้เกี่ยวกับผัวตัวเองแบบนี้ไม่ได้! ได้เป็นถึงซ้อใหญ่ของตระกูลศิริเจริญสกุลเลยนะไอ้คับฟ้า ผู้หญิงต่อแถวรอคิวตั้งเท่าไหร่! แล้วมึงจะยังนั่งเฉยอยู่บ้านให้ผู้หญิงควงผัวมึงเย้ยออกสื่อหรือไง! คิดไอ้สัสคิดเยอะ ๆ!’ 

  

             “…” 

  

             คำต่อว่าถูกพ่นออกมาจากปลายสายที่ไม่คิดจะให้ผมได้พูดแทรก ไอ้หงส์เอ่ยออกมารัวใส่ผมไม่ยั้งแบบชนิดที่ไม่กลัวลืมหายใจ แต่สิ่งที่มันพูดออกมาไม่ได้ทำให้คนอย่างคับฟ้าคนนี้สะทกสะท้านสักนิดเพราะทุกอย่างที่เพื่อนผมพูดไม่มีวันที่ขุนศึกจะเดินควงให้สื่อจับได้แน่  

  

           เพราะคำว่าผู้ใหญ่มันค้ำคอ... 

  

             ‘กูก็นิ่งในเวลาที่ไม่มีใครมายุ่งกับกู แต่ถ้าเข้ามาล้ำเส้นกูเมื่อไหร่…ไอ้หงส์ มึงก็รู้ว่าเพื่อนมึงคนนี้มันเป็นยังไง’ 

  

             ถึงผมจะรักในความสันโดษแต่ถ้าความสันโดษของผมถูกรบกวนและถูกรุกราน ตัวผมก็ไม่นิ่งเฉยเหมือนกันและผมก็เชื่อว่ามันต้องมีสักวันที่ผู้หญิงของขุนศึกจะต้องเข้ามาก่อกวนผมแน่ถ้าเกิดรู้ว่าผมเป็นใคร ยิ่งขุนศึกอยู่ในวงการสื่อบันเทิงก็ต่างพาจ้องจะเล่นข่าวผู้ชายคนนี้อยู่ตลอด เพราะการเล่นข่าวเกี่ยวกับหนุ่มธุรกิจไฟแรงอย่างขุนศึกมักจะทำให้ยอดเรตติ้งพุ่งขึ้นสูงในเพียงชั่วข้ามคืน 

  

             ก็วงการบันเทิงนี่เนาะ… 

  

             ‘เออกูรู้ แต่มึงจะปล่อยไปแบบนี้เรื่อย ๆ หรือไงไอ้คับฟ้า!’ 

  

           ‘ใช่ ถ้าพื้นที่กูยังสงบเป็นปรกติดีกูก็จะอยู่แบบนี้ 

  

             ‘…’ 

  

           ‘แต่ถ้าพื้นที่กูถูกแตะเมื่อไหร่ มึงคอยดูไว้เลยว่ามันจะเป็นยังไง’ 

 

         

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว