ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 ...เส้นทางของอสรพิษ วิหค และจิ้งจอก...

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 ...เส้นทางของอสรพิษ วิหค และจิ้งจอก...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2559 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 ...เส้นทางของอสรพิษ วิหค และจิ้งจอก...
แบบอักษร

...เส้นทางของอสรพิษ วิหค และจิ้งจอก...

 

ผมรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังกัดเล็บขณะขับรถอยู่จึงได้ลดมือลง ผมมักติดนิสัยกัดเล็บเวลาที่กำลังใช้สมองครุ่นคิดหรือกำลังเครียด ซึ่งที่มาของภาวะเครียดครั้งนี้เกิดจากเรื่องของยูคยอม ผมขับรถออกจากโรงแรมที่ผมไปดักทำร้ายฮุ่ยหมิ่น

 

จากนั้นก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการขับรถครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ายูคยอมจะไปอยู่กับฮุ่ยหมิ่นได้ มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมพบยูคยอมเป็นครั้งสุดท้าย กายีให้เงินเขาเพื่อให้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หากเงินที่กายีให้ไปทำให้ยูคยอมต้องเลือกเดินทางผิดจะเป็นยังไง?

 

ผมขับรถไปที่บ้านของคุณต้วนในตอนเช้า ตั้งใจว่าจะเก็บเสื้อผ้าของตัวเองไปนอนเฝ้ากายีที่โรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าเมื่อผมไปถึงบ้านผมก็พบกับกายีและคุณต้วน

 

“ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่?” ผมมองไปที่กายีเขาสวมเสื้อยืดสีขาวหลวมๆมีผ้าพันแผลแขวนรอบคอ มีโอเวอร์โค้ทสวมทับไหล่กันหนาว

 

“ฉันมีเรื่องต้องสะสาง เลยต้องออกจากโรงพยาบาลเร็วหน่อย ว่าแต่งูน้อยไปไหนมา?” ผมยังไม่ทันนึกคำแก้ตัวกายีก็ตัดบท

 

“เอาเถอะ รีบเก็บของซะเราจะไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กัน” กายีพูดพลางคลี่ยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุด พร้อมกับใช้มือถือโทรติดต่อลูกน้องให้มารอรับ

 

“รีบไปเถอะ” คุณต้วนเป็นอีกคนที่ช่วยเร่งผม

 

 

“แล้วคุณไม่ไปด้วยกันหรอครับ?”

 

“ฉันมีเรื่องต้องอยู่ทำที่นี่นิดหน่อย”คุณต้วนตอบผมเสร็จก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป ท่าทางของเขาเย็นชาผิดกับทุกที ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกของเขาดี เพราะคนที่ทำให้เขากลายไปเป็นคนเย็นชาแบบเดิมคือผม

 

กายีพาผมขึ้นเครื่องบินส่วนตัวจากฮ่องกงไปลงยังสนามบินซ่างไห่ผู่ตงโดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง จากนั้นเมื่อรถมารับเราไปยังที่พักชั่วคราวกายีก็ให้ผมช่วยเขาเปลี่ยนผ้าพันแผล

 

“ทำไมคุณถึงต้องรีบร้อนมาเซี่ยงไฮ้ด้วย?” ผมถามเขาขณะยืนพันแผลให้เขาใหม่

 

“ฉันต้องการทำให้บ้านใหญ่เห็นว่าฉันไม่เป็นไร คนพวกนั้นถ้าเห็นว่าฉันกำลังอ่อนแอหรือจนตรอกเมื่อไหร่ ก็จะหาวิธีทำลายเราจนสิ้นซาก....เพราะฉะนั้น...” กายีจับมือผมแล้วเงยหน้ามอง

 

“ระหว่างนี้นายห้ามอยู่ไกลเกินกว่าสายตาฉันจะมองเห็นเด็ดขาด...ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว ห้ามทำเรื่องเสี่ยงอันตรายอีก...ได้ไหมเสี่ยวซือ?” ผมมองกายี แววตาของเขาหม่นหมองผิดกับตอนที่ผมเห็นเขากลับมาที่บ้านทั้งที่ยังไม่หายดี

 

มองเขาตอนนี้ก็ทำให้ผมรู้...ผมคือจุดอ่อนเดียวของกายี....ผมอยู่ข้างเขามีแต่จะทำให้เขากลายเป็นคนอ่อนแอ เขาอ่อนไหวและห่วงผมมาก

 

“ผมขอโทษที่ทำให้คุณเป็นห่วง แต่ผมอยากแก้แค้นแทนคุณ ถ้าคุณเห็นหน้าฮุ่ยหมิ่นตอนนี้แล้วคุณจะขำ” กายีดึงมือผมลงไปนั่งแล้วกอดผมไว้

 

“นี่ไม่ตลกนะเสี่ยวซือ...ได้โปรด....อย่าทำให้ฉันห่วงนักเลย” ผมสวมกอดเขา

 

“ไม่มีอะไรที่คุณต้องห่วงหรอกกายี” ผมลูบหลังปลอบเขา

 

 

ผมเพิ่งรู้เหตุผลของกายีว่าทำไมถึงต้องรีบมาบ้านใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้ เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของประมุขของบ้าน ผู้คนจากทั่วสารทิศมุ่งหน้ามาอวยพรวันเกิดให้แม่ใหญ่ของกายี และเขาคิดว่างานใหญ่โตแบบนี้ปลอดภัยที่สุดที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ไม่มีทางที่แม่ใหญ่จะกล้าลงมือกับเขาในงานวันเกิดของตัวเองท่ามกลายสายตาของแขกในงาน แต่การบุกมาถึงรังเสือไม่ใช่ความคิดที่ถูกนัก ยิ่งกายีพาคนมาแค่ 10 กว่าด้วยแล้วผมยิ่งรู้สึกว่าต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

 

บ้านใหญ่ของกายีปลูกในชาญเมืองที่ห่างไกล ด้านนอกล้อมรอบไปด้วยป่าเขาและธรรมชาติที่เงียบสงบ แต่ท่ามกลางความสงบนั้นกลับแฝงอันตรายรอบด้าน

 

คนของกายีที่ส่งมาก่อนหน้าลงมือบุกเข้าไปโดยฝ่าคนเฝ้าประตูเข้าไปด้านในทีละชั้นๆโดยมีผมและกายีเดินตามหลัง กายีซุ่มชุบเลี้ยงยอดฝีมือไว้เพียง 10 คน แต่ 10 คนนี้ล้วนเป็นนักสู้ฝีมือดีผิดกับคนของบ้านใหญ่ แม้ทางเข้าจะมีประตูหลายชั้นเหมือนพระราชวังต้องห้าม แต่ไม่นานก็ถูกตีฝ่าเข้าไปถึงด้านในได้

 

แม่ใหญ่ของเขานั่งอยู่บนบรรลังก์ภายในห้องโถงกว้างตกแต่งด้วยไม้สักทั้งห้อง ด้านหลังเก้าอี้คือลูกชายทั้งสองของแม่ใหญ่อันได้แก่ฮุ่ยหมิ่นที่หน้าตาบวมช้ำกับกุ้ยอิง ท่าทางของเธอดูเหมือนนางพญา ยังคงวางท่าดื่มชาที่อยู่ในมือต่อโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านผิดกับลูกชายสองคนด้านหลังที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้มทันทีที่เห็นพวกเขาปรากฎตัว

 

“แกโผล่หัวมาที่นี่ทำไม?” หญิงวัยกลางคนในชุดจีนทาปากสีแดงเลือดนกวางถ้วยชาลงแล้วปรายตามองกายี

 

สถานการณ์ตอนนี้อัดแน่นไปด้วยบรรยากาศมาคุ ทั้งคนของเราและคนของทางนั้นต่างตั้งท่าเตรียมพร้อมไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมแตะปืนที่อยู่ข้างเอวพอให้ได้อุ่นใจว่ามันยังอยู่ตรงนั้น กายีเองก็สวมชุดเกราะกันกระสุนแล้วถึงแม้ว่าตอนแรกจะงอแงไม่ยอมใส่

 

“ก็มาอวยพรในฐานะคนเคยรู้จักน่ะสิ” วันนี้กายีที่อยู่ในชุดสูทสวมโค้ทสีดำตัวใหญ่มีขนเฟอร์รอบคอ เขาตอบด้วยสีหน้าแช่มชื่นเดินด้วยท่วงท่าทางสบายๆเข้าไปใกล้แม่ใหญ่โดยมีคนของเราล้อมรอบคอยปกป้อง

 

“เรื่องเมื่อ 4 ปีก่อนต้องขอบคุณจริงๆ วันนี้ผมถึงได้สามารถสร้างสุสานของพ่อกับแม่ได้เสร็จและสวยงามขนาดนี้ พวกท่านจะได้ไม่พรากจากกันอีก” ผมมองกายีสนทนากับแม่ใหญ่ด้วยภาษาจีน เขาขยับเข้าไปใกล้แล้ววางภาพถ่ายใบหนึ่งลงบนโต๊ะ แต่แม่ใหญ่หยิบภาพถ่ายนั้นขึ้นมาฉีกโดยที่ไม่มองภาพนั้นก่อนเลยด้วยซ้ำ ไม่ช้าภาพถ่ายก็เป็นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆปลิวอยู่ในอากาศ

 

“เฮ้อ~ เลิกทำอะไรที่มันไร้ประโยชน์แบบนั้นซะทีเถอะ คิดว่าผมมีรูปใบนั้นแค่ใบเดียวหรือไง?” กายีทอดเสียงเหนื่อยหน่าย

 

เพราะแก!คืนนั้นฉันถึงเสียคนไปกว่า 50 คน ได้ศพพ่อแกกลับไปแล้วยังไง? ฝังข้างกันแล้วยังไง? คิดว่าฉันไม่มีปัญญารื้อสุสานของสวะพวกนั้นหรือไง!!” แม่ใหญ่ตะเบ็งเสียงจนสรรพสิ่งรอบข้างเงียบสนิท

 

ผมยอมรับว่าเธอค่อนข้างรับมือกับกายีได้เก่งพอตัว ทั้งที่ทุกคนถูกบรรยากาศของกายีกดดันจนผมแทบไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของคนในงาน แต่ดูเหมือนว่ามีแค่กายี แม่ใหญ่ ผมและยูคยอมเท่านั้นที่ไม่ถูกกลืนไปกับความกดดันนั้น

 

เจ้าเด็กนั่นอยู่ในงานมาตลอด คอยมองสอดส่องจากด้านหลังแขกในงาน ผมนึกสงสัยอยู่ในทีว่าทำไมยูคยอมถึงได้มารวมกลุ่มกับฮุ่ยหมิ่นได้ แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด การอยู่ที่นี่ไม่ใช่ผลดีกับตัวเขา ผมต้องหาทางนัดพบกับเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อคุยกันให้รู้เรื่อง

 

“สวะ? สวะสองคนที่เป็นหนามยอกอกทิ่มแทงใจคุณมานานกว่า 20 ปีน่ะหรอ? แน่ล่ะคุณมีปัญญารื้อสุสาน ผมเองก็มีปัญญาเก็บกวาดสวะที่มันกล้าเข้ามาเหยียบสุสานบรรพชนของผมเหมือนกัน อ้อ! ลืมไปซะสนิท ผมมีของขวัญวันเกิดมาให้ด้วย” กายีหันมาที่ผม ผมจึงหยิบ(ของขวัญ)ที่เป็นกล่องบุด้วยผ้าไหมสีทองปักเลื่อมสีแดงให้กายี

 

“นี่แกเล่นตลกอะไร?” ซ้อใหญ่ทอดเสียงเย็น

 

“ผมไม่เหมือนลูกชายไม่เอาอ่าวทั้งสองคนของคุณหรอกน่า! ได้ข่าวว่าคนนึงติดยา อีกคนก็เพิ่งถูกตำรวจเกาหลีล้างบางไม่ใช่หรือไง? ดีนะที่ไม่ตายไปซะก่อน ฮุ่ยหมิ่น...นั่นหน้าพี่ไปโดนอะไรมาหรอ?” กายียิ้มเยาะมุมปากยั่วประสาทฮุ่ยหมิ่น

 

แก!!” ฮุ่ยหมิ่นออกปากตะโกนอย่างเดือดดาล

 

“รีบรับเปิดดูเถอะ.....หรือว่าคุณกลัว? ผมไม่ใส่ของแปลกๆอย่างยาพิษหรือระเบิดแบบที่คุณเคยส่งมาให้ผมบ่อยๆหรอกน่า~” เขาเร่งแม่ใหญ่

 

ผมเหลือบมองกายีอยู่ชั่วครู่เมื่อได้ยินเขาพูดว่าเคยได้ของแปลกๆจากแม่ใหญ่อย่างระเบิดกับยาพิษ หลายปีมานี้มันคงยากสำหรับกายีที่ต้องเจออะไรแบบนั้นตลอดเวลา

 

หญิงวัยกลางคนพยักหน้าให้คนเดินไปหยิบกล่องนั้นออกมาเปิดดูช้าๆ ภายในนั้นมีแผ่นไม้เก่าๆที่เกลาด้วยมีดและปราศจากการขัดเงา ด้านหน้ามีตัวหนังสือจีนเขียนด้วยสีแดงที่ยังไม่แห้งดีจึงทำให้มีสีไหลย้อยลงมาตามตัวหนังสือ ดูๆไปก็คล้ายมีเลือดไหล ให้ความรู้สึกสยดสยองแปลกๆ ผมกวาดตาดูคล่าวๆเห็นเขียนวันเดือนปีอยู่บนนั้นด้วย แต่ตัวอื่นผมอ่านไม่ออก น่าจะเป็นชื่อแซ่ของแม่ใหญ่

 

นี่แกจงใจมาหาเรื่องหรือไงห๊ะ! ทำไมถึงให้ป้ายวิญญาณกับแม่ใหญ่!!” คราวนี้คนที่ตะเบ็งเสียงออกมาคือกุ้ยอิงพี่ใหญ่ของฮุ่ยหมิ่น

 

ก็ทำไว้เผื่อน่ะสิ! เผื่อปุบปับตายขึ้นมาไม่มีแผ่นดินกลบหน้าจะได้นอนกอดแผ่นป้ายวิญญาณของตัวเอง! จะได้ไม่เป็นแค่เศษสวะชิ้นหนึ่งอย่างที่ชอบพูด”กายีหันไปถลึงตาใส่กุ้ยอิงจนอีกฝ่ายเงียบสนิทไม่กล้าหือ จากนั้นก็ปรายตามองขึ้นไปที่แม่ใหญ่ที่นั่งอยู่บนบรรลังก์ด้วยสายตาท้าทาย

 

จำไว้นะ! กรรมอะไรที่เคยทำไว้ระวังไว้สักวันมันจะย้อนกลับมาหาตัวเป็นร้อยเท่าพันทวี! มีชีวิตอยู่ให้พ้นปีนี้ล่ะ! จะได้รอดูความพังพินาศของตระกูลเฉินของตัวเอง!” กายีพูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนี แม่ใหญ่กำแผ่นป้ายวิญญาณในมือแน่นจนข้อมือแดง ก่อนจะปากใส่กายีที่หันหลังอยู่ แต่ไม่ทันที่ป้ายวิญญาณนั้นจะถึงอีกฝ่าย ผมที่ความรู้สึกไวกว่ากระโดดเตะแผ่นป้ายวิญญาณกลางอากาศเฉี่ยวหน้ากุ้ยอิงไปแค่เพียงปลายจมูก

 

เป็นแกนั่นเอง! ฉันจำแกได้!!” ฮุ่ยหมิ่นตาวาวโรจน์ตรงมาชี้หน้าผมถลันตัวทำท่าจะเดินเข้ามาหาเรื่อง แต่เพราะคนของเรายังล้อมพวกผมไว้อยู่เขาจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เราจึงเดินออกมาอย่างง่ายดาย

 

------------------------------------------------

 

ขณะที่เดินกลับออกมาจากด้านใน ผมจงใจเดินรั้งท้ายโยนกระดาษแผ่นหนึ่งเพื่อฝากข้อความให้ยูคยอม ให้เขามาเจอกับผมที่คาเฟ่งในฮ่องกงที่ใกล้กับอ่าววิคตอเรียในอีก 1 วันข้างหน้า โชคดีที่หมอนั่นหัวไว แค่ผมโยนเศษกระดาษให้โดยไม่พูดอะไรหมอนั่นก็รีบรับแล้วเดินจากไปทันทีโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำเช่นกัน

 

ผมเดินมาขึ้นรถพร้อมกับกายีที่เขาทำคราวนี้ถือเป็นการประกาศสงครามกับบ้านใหญ่โดยเฉพาะ หลังจากนี้คงมีเรื่องให้ต้องรับมือกันอีกเยอะทีเดียว

 

 

เราอยู่ค้างคืนที่เซี่ยงไฮ้อีกคืนเพราะกายีเจ็บแผล ผมตามหมอจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมาดูอาการของเขา หมอบอกว่าเพราะเขาเคลื่อนไหวเยอะไปจึงทำให้แผลเปิด ทางที่ดีควรอยู่นิ่งๆและพักผ่อนให้มาก เราจึงตัดสินใจบินกลับไปพักผ่อนที่ฮ่องกง ทันทีที่ผมกลับมาถึงบ้านสุนัขไซบีเรียนตัวใหญ่ขนสีเทาก็พุ่งออกมาจากในบ้าน มันยิ้มให้ผมและตรงเข้ามากระโจนใส่ด้วยความดีใจ

 

หวงหลง!” ผมคุกเข่านั่งลงเล่นกับหวงหลง ไม่ใช่แค่หวงหลงที่คิดถึงผม ผมเองก็คิดถึงมันเช่นกัน แต่ถ้ามันอยู่ที่นี่ก็แสดงว่าคุณต้วนต้องเป็นคนไปรับมันมาจากอเมริกา

 

“ทำไมหวงหลงถึงอยู่ที่นี่? คุณไปรับมันมาหรอครับ?” ผมเงยหน้ามองคุณต้วน

 

“เราเข้าไปคุยกันบ้านเถอะ มีคนรอพบนายอยู่แน่ะ” คุณต้วนเดินนำผมเข้าไปในบ้าน หวงหลงวิ่งผ่านประตูเข้าไปเป็นตัวแรก ส่วนผมประคองกายีเข้าบ้านตามไปทีหลังสุดเมื่อผมเข้าไปด้านในก็พบกับคนที่ผมไม่คาดคิดว่าเขาจะอยู่ที่นี่ด้วย

 

“ไม่เจอกันนานเลยนะแบมแบม” จูเนียร์ฮยองยืนส่งยิ้มให้ผมอยู่กลางบ้าน ใบหน้าของเขาดูสดใสกว่าตอนที่ผมพบที่โรงพยาบาล จะว่ายังไงดีล่ะ สีหน้าเขาดีขึ้นมาก ดูมีน้ำมีนวล ดูเหมือนเขามีความสุขมากกว่าตอนที่พวกเรา 3 คนพี่น้องอยู่ด้วยกันซะอีก

 

“พี่.....จำผมได้แล้ว?” ดวงตาของผมไหวระริก ความรู้สึกผสมปนเประหว่างตื้นตันกับสับสน ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อท้นออกมาพี่ก็คว้าผมเข้าไปกอด

 

ฮยอง!!” ผมกอดเขาไว้สองมือจิกขยุ้มเสื้อเขาแน่น น้ำตาผมไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ผมรู้สึกว่ามันนานเหลือเกินที่ผมไม่ได้กอดเขาไว้แล้วร้องไห้เหมือนเด็กๆแบบนี้ แต่วันนี้ฮยองอยู่ต่อหน้าผม เขาจำผมได้และเขากลับมาหาผม...พี่กลับมาหาผม!!

 

“พี่น้องได้พบกันวันนี้ถือว่าเป็นวันดี ใช้ห้องได้ตามสบายเราจะไปอยู่อีกห้อง” กายีดูไม่แปลกใจที่เห็นจูเนียร์ฮยองสักเท่าไหร่ ซึ่งผมเดาว่าคุณต้วนน่าจะเล่าเรื่องของพี่ให้เขาฟังแล้ว เขาจึงได้เปิดทางให้ผมได้คุยกับฮยองตามลำพัง แต่ผมรีบพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน

 

“ผมขอพาพี่ออกไปข้างนอกได้มั้ยครับ?” กายีกับคุณต้วนมองหน้ากันก่อนจะยอมให้ผมพาพี่ออกไปข้างนอกได้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับบ้านก่อนตะวันตกดิน เพราะกายีกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับผม เมื่อผมรับปากว่าจะรีบกลับกายีจึงยอมให้ผมออกไปโดยดี

 

“ทำไมต้องออกไปข้างนอกด้วย?” ยังไม่ทันขึ้นรถพี่ก็ชิงถามผมก่อน

 

“ผมมีคนหนึ่งต้องไปพบ...โชคดีที่ทั้งเค้าและพี่มาทางนี้พอดี”

 

“นายจะพาพี่ไปพบใคร?” ผมหันไปมองพี่แล้วตอบ

 

“ยูคยอม”

 

 

ผมขับรถสปอร์พาพี่ไปยังร้านกาแฟเล็กๆใกล้กับอ่าววิคตอเรีย ซึ่งเป็นที่นัดหมายของผมกับยูคยอม ที่แห่งนี้หาไม่ยาก หากหลงทางถามคนแถวนี้ก็จะรู้จักที่นี่ทั้งนั้น หลังจากที่ได้ที่นั่งและสั่งกาแฟเรียบร้อยผมก็เริ่มถามคำถามพี่

 

“ที่ผ่านมาพี่เป็นยังไงบ้าง? สบายดีหรือเปล่า? ทำไมอยู่ดีๆความทรงจำถึงกลับมา?” อันที่จริงผมไม่ต้องถามก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าพี่สบายดี สีหน้าเขาไม่ซูบซีดเหมือนคนขาดสารอาหารอย่างเมื่อก่อน เวลาที่พี่ยิ้มจะเห็นรอยพับที่หางตา แสดงว่าเขายิ้มและหัวเราะบ่อย จะมีก็แต่คนที่มีความสุขเท่านั้นจะมีสีหน้าแช่มชื่นขนาดนี้

 

“จะให้พี่ตอบคำถามไหนก่อนดีล่ะ?” พี่หัวเราะเมื่อถูกผมรัวคำถามใส่

 

“เลือกตอบมาสักข้อเถอะน่า! ผมร้อนใจจะแย่!

 

“หลายปีมานี้ฉันสบายดี อยู่กับคุณแจบอมเขาคอยช่วยดูแลฉันตลอด ฉันกลับไปเรียนต่อแล้วสอบเทียบจนจบได้งานเป็นครูผู้ช่วยในโรงเรียนอนุบาล”

 

จากนั้นพี่ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่าง 4 ปีที่ผ่านมาให้ผมฟังอย่างละเอียด ทุกครั้งที่เขาพูดถึงสารวัตรอิมคนนั้นใบหน้าของพี่จะสดใส ดวงตาแวววาวราวกับว่าพี่เล่าไปพร้อมกับย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความทรงจำ

 

“งั้นเร็วๆนี้พี่ก็ต้องรีบกลับไปล่ะสิ?” ผมสรุป แต่พี่กลับส่ายหน้า

 

“พี่อยู่กับเขาไม่ได้” พูดจบประโยคพี่ก็ก้มหน้าซ่อนใบหน้าตัวเอง

 

“ทำไมถึงอยู่กับเขาด้วยไม่ได้?” พี่ค่อยๆเงยหน้ามองผมแล้วตั้งคำถามกลับ

 

“แล้วนายล่ะ...ทำไมตอนนั้นนายถึงเลือกที่จะไม่บอกความจริงกับพี่ว่านายคือน้องของพี่?” แววตาของพี่ที่มองผมมีแต่ความสับสน ผมหลบตาลงมองโต๊ะก่อนตัดใจพูด

 

“ถ้าพี่ได้เห็นตัวเองในตอนนั้นพี่จะทำอย่างผม แผลของพี่เต็มตัว หลังหัก ขาหัก ตามตัวมีแต่เศษกระจก มีรอยช้ำที่อกแล้วก็มุมปาก ตาของพี่บวมจนแทบจะมองไม่เห็น พี่ต้องเข้าเฝือกและใช้เหล็กดามขาที่หักอยู่ 8 เดือนเต็ม บาดแผลภายนอกว่าร้ายแรงแล้ว ตอนที่ผมได้ยินจากหมอว่าพี่ถูกทารุณกรรมทางเพศจน...” ผมเม้มปาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไปอีกผมเองได้แต่ก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาร่วงลงบนหน้าตักตัวเอง นึกสมเพชตัวเองที่ตอนนั้นไม่สามารถช่วยอะไรพี่ได้เลย สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในขณะนั้นคือต้องปล่อยพี่ไป ให้เวลารักษาแผลที่กาย แต่แผลที่ใจยังหวนกลับมาทำร้ายพี่อีกจนได้

 

“ผมอาจมีโอกาสได้บอกความจริงกับพี่หลายครั้งก็จริง แต่ผมไม่สามารถพูดมันออกมาได้ พอได้ยินหมอบอกว่าพี่ความจำเสื่อม มันจึงเป็นโอกาสดีที่พี่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้ว่านั่นจะแปลว่าผมจะไม่สามารถเรียกพี่ว่าพี่หรืออยู่กับพี่ได้อีก นายตำรวจคนนั้น...อิมแจบอมเขาเป็นคนดี เขาดูแลพี่ทั้งที่เขาแทบไม่รู้จักพี่ด้วยซ้ำ ผมมองออกนะว่าเขาชอบพี่ ถ้าพี่ไม่รีบกลับไปเขาคงเป็นห่วงพี่แย่”

 

“พี่กลับไปหาเขาไม่ได้อีกแล้วแบมแบม เขารู้แล้วว่าพี่เป็นใครและเคยเจออะไรมาบ้าง ไม่สิ...เขารู้มาตลอดแต่ไม่เคยพูดเรื่องในอดีตของพี่เลยสักคำ เมื่อไม่นานมานี้พี่เพิ่งรู้ความจริงว่าเอกสารและรายงานการถูกทำร้ายร่างกายของพี่อยู่ที่เขามาตลอด ดังนั้น...ทันทีที่ความทรงจำของพี่กลับมา สิ่งแรกที่พี่ทำคือหนีออกมาจากเขา คนดีๆอย่างเขาไม่เหมาะกับคนสกปรกอย่างอย่างพี่สักนิด”

 

หมอนั่นกล้าพูดว่าพี่สกปรกหรอ?” ผมถามแทบจะในทันที

 

แบมแบมอา~สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าวันนี้พี่จะอยู่กับเขาหรือจากไป สำคัญที่ว่า...ช่วงที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกันมันเป็นความทรงจำที่ดี เพราะอย่างนั้นเราก็ยังมีอะไรดีๆให้นึกถึงและยิ้มให้กับความทรงจำนั้น” ผมจ้องหน้าพี่แล้วเค้นเสียงถาม

 

“แบบนี้เนี่ยน่ะหรอยิ้ม....พี่กำลังร้องไห้อยู่ชัดๆ” พอพี่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบแตะแก้มตัวเองและพบว่ากำลังน้ำตาไหลอยู่จริงๆ สีหน้าพี่เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะรักแต่อยู่เคียงข้างไม่ได้เพราะคิดว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับอีกฝ่าย ผมล่ะอยากจับหมอนั่นมาเค้นคอจริงๆว่ารู้สึกยังไงกับพี่ผมกันแน่

 

“พี่รักเขา....แต่ต้องจากมาเพื่อมอบอนาคตให้เขา ส่วนเขา...ที่ปิดบังความจริงพี่ไว้ตลอดก็หวังจะได้อยู่กับพี่ในอนาคต ถ้าพวกพี่สองคนรักกันจริงๆทำไมไม่อยู่ด้วยกัน? ทำไมต้องทิ้งใครสักคนไว้แล้วอ้างว่าทำเพื่ออีกฝ่ายด้วย?” เรื่องของพี่มีอิทธิพบต่อผมมาก เพราะเขาทำให้ผมรู้สึกว่าผมกำลังมองกายีอยู่

 

กายีมักจะคอยคิดแทนผมเสมอ ความคิดของเขามักจะซับซ้อนและเหนือกว่าผมอยู่ขั้นหนึ่งเสมอ ผมเข้าใจว่านั่นเพราะรอบตัวเขามีแต่อันตรายจึงต้องใช้สมองอยู่ตลอดเวลาเพื่อหาทางออกให้ตัวเองหลายๆทาง แต่สิ่งที่ผมต้องการคือค่อยๆคิดไปด้วยกัน ผมไม่ต้องการการปกป้อง แต่อยากเป็นฝ่ายปกป้องเขาด้วย

 

ดังนั้นเมื่อจูเนียร์ฮยองถามความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณต้วนผมจึงได้ปฏิเสธและเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผมกับกายีให้เขาฟังอย่างไม่ปิดบัง พี่เองเมื่อได้ยินผมพูดว่ารู้สึกผิดต่อคุณต้วนที่อยู่กับเขาแล้วอาศัยความอ่อนโยนจากคุณต้วนระหว่างที่รอกายีมารับ พี่เองก็รู้สึกผิดเช่นเดียวกับผม เขาเล่าว่าในอดีตตัวเองก็ใช้ประโยชน์จากคุณต้วนเช่นกัน มาตอนนี้คิดจะหนีจากสารวัตรอิมก็วิ่งแจ้นมาหาคุณต้วนถึงที่นี่

 

คุณต้วนไม่เคยปฏิเสธคนที่เข้ามา...และไม่เคยรั้งคนที่จะจากไป

 

นั่นเพราะคุณต้วนรู้จักตัวเองดีว่าเขาเป็นคนเย็นชาที่ไม่รู้จักการเข้าหาคนอื่นก่อน เขาไม่เคยเรียกร้องจากใคร ตรงกันข้าม...เขามักจะหยิบยื่นไมตรีให้กับคนที่เดือดร้อนเสมอ และรู้ด้วยว่าตัวเองน่าเบื่อเสียจนคนที่อยู่ข้างๆรู้สึกเหมือนว่าไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ ซึ่งลึกๆลงไปแล้วพวกเราสองคนรู้ดีว่าคุณต้วนเป็นคนเงียบๆที่ขี้เหงาคนหนึ่ง

 

เรานั่งคอยยูคยอมจนกระทั่งเย็นแต่คยอมก็ไม่โผล่มาให้ผมเห็นแม้แต่น้อย

 

“แบมแบม...หรือเนี่ยจะเกี่ยวกับเรื่องกองทัพ?” อยู่ๆพี่ก็โพล่งออกมา

 

“กองทัพอะไร?” ผมย่นคิ้ว

 

“ก่อนพี่ออกจากเกาหลีพี่ได้ยินจากเพื่อนยูคยอมว่ายูคยอมเรียนจบนายร้อยและถูกกองทัพเรียกตัวให้ไปปฏิบัติภารกิจลับของทหาร”

 

“ทหาร? ถ้างั้นผมว่าคยอมอาจไม่มาแล้วก็ได้ ผมพบเขาเมื่อคืนนี้ที่เซี่ยงไฮ้ เขาอยู่กับหัวหน้าแก๊งมาเฟียจีนคู่อริของกายี หากคยอมเป็นคนของกองทัพอย่างพี่ว่าจริงผมไม่รู้ว่ากองทัพมอบภารกิจอะไรให้เขาทำ แต่การที่คยอมแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้นไม่ใช่เรื่องดีแน่”

 

“นี่เรา....ทำอะไรไม่ได้เลยหรอเนี่ย” จูเนียร์ฮยองทอดเสียงเศร้า

 

มันก็เหมือนโชคชะตา....ที่ถ้าคลาดกันแล้วครั้งนึงก็จะไม่มีทางจะกลับมาเจอกันอีก มันก็มีอยู่จริงๆนะและพวกเราสามคนก็ได้พลาดโอกาสนั้นมาแล้วครั้งนึง” ผมมองดูพี่ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

 

ก่อนเดินทางกลับบ้าน ผมขอร้องให้ฮยองให้เก็บเรื่องของยูคยอมไว้เป็นความลับ รู้แต่เพียงเราสองคน เพราะผมไม่อยากให้กายีลำบากใจ

 

 

ทางด้านเสี่ยวเจียเและเสี่ยวเอินเมื่อได้อยู่กันตามลำพังหลังจากที่เสี่ยวซือและจูเนียร์ออกไปข้างนอกแล้ว เสี่ยวเอินก็เดินเข้าไปพบเสี่ยวเจียในห้องทำงานของเขา

 

“มีอะไรหรอเสี่ยวเอิน?” กายีเงยหน้ามองเสี่ยวเอินที่เดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วปิดประตูลงกลอน ทั้งที่ปกติเสี่ยวเอินไม่เคยทำท่าลับๆล่อๆแบบนี้มาก่อน

 

“วันที่นายกลับมาจากเซี่ยงไฮ้ ลูกน้องของฉันคนหนึ่งในกลุ่มนายคัดสิ่งนี้มาให้ฉัน” เสี่ยวเอินวางกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆลงตรงหน้า

 

“ของสิ่งนี้ลูกน้องฉันบังเอิญไปเห็นเสี่ยวซือส่งมันให้กับคนของฮุ่ยหมินเขาจึงแอบไปขโมยในมาจากกระเป๋าของชายคนนั้นแล้วคัดมันลงกระดาษก่อนจะแอบเอากลับไปใส่ไว้ที่เดิม....นายคิดว่ายังไง?” เสี่ยวเจียอ่านข้อความที่นัดแนะเวลาและสถานที่ซึ่งตรงกับวันนี้ที่เสี่ยวซือหายไปกับพี่ชายตลอดครึ่งวันพอดี

 

ชายหนุ่มหยิบไฟแช็คในลิ้นชักโต๊ะออกมาแล้วจุดกระดาษใบนั้นหมอดจนเหลือแต่เพียงขี้เถ้าแล้วทิ้งใส่ถังขยะข้างโต๊ะ เสี่ยวเอินเห็นพฤติกรรมของสหายก็สอดปากถาม

 

“นายไม่คิดจะถามเขาเลยหรอว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร? และทำไมต้องแอบไปเจอกันในที่ลับตาคนด้วย?” เสี่ยวเจียถอนหายใจเหนื่อยหน่ายแล้วเหลือบตาขึ้นมองเสี่ยวเอิน

 

“เรื่องของเสี่ยวซือฉันจะถามเขาเอง ฉันไม่อยากรู้เรื่องของเสี่ยวซือจากปากคนอื่นหรือเรื่องที่เขาไม่ได้เล่าเอง” เสี่ยวเอินกลอกตาส่งเสียง หึ! ในลำคอ

 

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เขายังไว้ใจได้หรือไม่ให้นายเป็นคนตัดสินใจเอง แต่ฉันขอเตือนนายเอาไว้อย่าง ว่าคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงมักถูกปิดบังความจริงเสมอ” เสี่ยวเอินหมุนตัวเดินออกไปที่ประตู

 

“แล้วนายล่ะเสี่ยวเอิน....ฉันยังไว้ใจนายได้อยู่หรือเปล่า?” เสี่ยวเอินหยุดกึ๊กที่หน้าประตู เขาค่อยๆหันไปมองอีกฝ่ายช้าๆ สีหน้าของเสี่ยวเจียราบเรียบแต่แฝงไอเย็นเฉียบ

 

“นายกำลังหมายถึงอะไร?” เสี่ยวเอินตวัดตาถามกลับ

 

“ตลอดหลายปีมานี้นายคอยดูแลเสี่ยวซือมาตลอด นายเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขายามที่เขาทุกข์ที่สุดและสุขที่สุด และนายไม่คิดจะปิดบังสายตาของตัวเองเวลาที่มองเสี่ยวซือแม้แต่น้อย ฉันรู้นะว่านายชอบเสี่ยวซือ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? ครึ่งปีก่อน? สองปีก่อน? หรือว่าสี่ปีก่อน?” เสี่ยวเจียลุกจากเก้าอี้เดินมาพิงที่ขอบโต๊ะทำงาน

 

“จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่มันสำคัญกับนายด้วยงั้นหรอ? ก็อย่างที่นายว่านั่นแหละ ฉันอยู่กับเขาในตอนที่เขาทุกข์ที่สุด ในตอนที่เขาถูกคนแทงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด หรือตอนที่เขาทรมานเพราะคิดว่าถูกนายทิ้ง  ฉันเป็นคนอยู่เคียงข้างเขายามเจ็บไข้ ในตอนที่เขาป่วยเพราะตากฝนจนเป็นปอดบวมเพียงเพื่อจะมองหน้าของนาย ในตอนที่เขาต้องการนายที่สุด ตอนนั้นนายไปอยู่ที่ไหน? ฉันไม่ใช่คนที่สมควรจะอยู่กับเขายามเขามีความสุขหรอกหรือ?” เสี่ยวเจียมองคนตรงหน้าแล้วพูดด้วยความทระนงตน

 

“นายทำให้เสี่ยวซือมีความสุขไม่ได้หรอก” เสี่ยวเอินมองอีกฝ่ายแล้วหลบสายตาที่พุ่งตรงมา ข้อนี้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันเป็นความจริง ต่อให้เขาพยายามแค่ไหน ต่อให้ดีแค่ไหนเสี่ยวซือก็ไม่มีวันมองเขา เสี่ยวซือรักแค่เสี่ยวเจีย ข้อนี้เขารู้ดีที่สุด

 

“ถ้านายตั้งใจจะถามว่าฉันเคยนอนกับเสี่ยวซือหรือเปล่า เรื่องนั้นฉันขอปฏิเสธ แต่ไม่ขอปฏิเสธที่ว่าฉันชอบเขาจากใจจริง” เสี่ยวเอินพูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป

 

เสี่ยวเจียมองเสี่ยวเอินเดินจากไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่ประหลาดพิกลที่สุด หยั่งคำนวณที่สุดในโลกนี้ก็คือหัวใจของมนุษย์นี่เอง

 

 

ในตอนที่ผมและพี่กลับมาถึงบ้านก็พบว่าคุณต้วนและกายีแทบจะไม่พูดไม่มองหน้ากันเลย ผมรู้สึกได้ถึงความห่างเหินบางอย่างระหว่างพวกเขาแต่ไม่กล้าถามอะไรออกไป กายีว่าเย็นนี้เขาต้องแวะเข้าออฟฟิศเพื่อไปสะสางงานให้เรียบร้อยก่อนทานมื้อเย็นเพื่อเลี้ยงต้อนรับพี่ผม เขาจึงชวนคุณต้วนและพี่ให้ไปออกไปพร้อมกันเลย

 

ความจริงแล้วผมค่อนข้างแน่ใจว่ากายีไม่อยากปล่อยให้คุณต้วนหรือพี่ผมออกไปเผชิญอันตรายแต่เพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่มีการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างกลุ่ม เฉิน ของพี่ชายทั้งสองของกายี ค่อยๆดำเนินไปถึงขั้นเกินบรรยายแล้ว ทุกคนประดุจเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ทุกการกระทำต้องคิดอ่านคำนวณอย่างหาที่สุดมิได้

 

เราสี่คนนั่งอยู่ในรถมินิแวนสีดำขณะที่กายีเป็นคนขับมุ่งหน้าพาเรามายังสำนักงานของเขาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฮ่องกง กายีขับรถไปจอดเทียบริมถนนก่อนจะกระโดดลงจากรถและหันมาสั่งให้เรานั่งรอในรถสักครู่

 

“ปัง! ปัง! ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นสามนัดติดๆกัน ผมที่นั่งอยู่ข้างจูเนียร์ฮยองรีบดันตัวพี่ให้ก้มหัวลงต่ำ คุณต้วนที่นั่งอยู่ข้างหน้าตะโกนให้เรารีบออกจากรถ ขณะที่กายีหันกลับไปดวลปืนกับฝ่ายตรงข้าม

 

ทางนั้นมีกันกี่คน!” ผมลงจากรถพร้อมกับยิงป้องกันให้พี่ที่ลงมาจากรถสมทบกับพวกเราที่ริมถนนโดยมีรถแวนเป็นเกราะกำบัง

 

“3! และที่มองไม่เห็นอีกไม่ต่ำกว่า 2 คน” กายีตะโกนตอบกลับมา

 

“รีบเข้าไปในอาคารกันก่อน! ฉันจะยิงคุ้มกันให้” คุณต้วนตะโกนบอก

 

เมื่อได้สัญญาณ ผมก็บอกให้พี่ก้มให้ต่ำที่สุดแล้วออกวิ่งไปกับเขาและกายีเพื่อเข้าไปในตัวตึกสำนักงานของกายี ผมดันพี่ที่กำลังกลัวจนลนลานเข้าไปด้านใน จากนั้นก็วิ่งออกมาด้านหน้าเพื่อยิงคุ้มกันคุณต้วนที่กำลังวิ่งตามเข้ามากับกายี ทว่าระหว่างที่คุณต้วนกำลังวิ่งเข้ามาเขากลับถูกยิงจนล้มลง

 

คุณต้วน!” ผมร้องลั่น

 

อย่าออกไป!” กายีตะโกนห้ามผมเสียงหลงแล้วเป็นคนวิ่งออกไปรับคุณต้วนแทน โดยที่ผมคอยยิงคุ้มกันให้

 

เมื่อคุณต้วนถูกพาตัวเข้ามาผมกับพี่ก็ตรงเข้าไปช่วยกันหามเขาไปที่โซฟา พี่ใช้ผ้าสะอาดที่พอจะหาได้ช่วยห้ามเลือดให้คุณต้วนไว้ชั่วคราว

 

“ถูกยิงแค่ถากๆไม่โดยอวัยวะสำคัญ แต่เราต้องพาเขาไปโรงพยาบาล” พี่บอกผมขณะช่วยพันแผลที่แขนให้คุณต้วน

 

กายีผละจากพวกเรารีบไปที่ปุ่มฉุกเฉิน เขาใช้ข้อศอกทำลายปุ่มกด เกิดเสียงกริ่งหวีดดังสนั่นไปทั่วบริเวณ คนที่ได้ยินเริ่มวิ่งโกลาหลออกมาจากออฟฟิศ กายีไปที่เค้าท์เตอร์ประชาสัมพันธ์แล้วประกาศให้พนักงานทุกคนเริ่มอพยบหนีออกทางประตูฉุกเฉินด้านหลัง แม้สถานการณ์จะดูวุ่นวายแต่กลับเป็นระเบียบกว่าที่ผมคิด ผมเดาว่ากายีคงเคยได้มีการให้พนักงานซ้อมอพยพมาก่อน

 

“อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย ต้องหนีขึ้นชั้นบน ฉันจะให้ฮอ.มารับที่ดาดฟ้าตึก” กายีรุนหลังผมกับพี่และคุณต้วนให้เดินนำขึ้นบันไดไปก่อนเพราะเมื่อกดปุ่มฉุกเฉินแล้วไฟฟ้าก็ไม่สามารถใช้ได้ชั่วคราวเราจึงขึ้นลิฟต์ไม่ได้

 

กายีคอยระวังหลังให้เราทั้งยังพยายามใช้โทรศัพท์ติดต่อกับลูกน้องและหลี่เจ๋อข่ายให้ส่งคนมาช่วย ส่วนผมเองก็คอยช่วยพยุงคุณต้วนกับพี่ เห็นพี่แสดงอาการประหลาด เขาดูกลัวจนลานลาน แน่ล่ะ พี่ไม่เคยตกอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนย่อมต้องตกใจกลัวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

 

พาเดินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้น 25 เห็นว่าคุณต้วนเริ่มเหนื่อยจนหายใจไม่ทันจึงขอกายีหยุดพักชั่วคราว ผมดึงมือพี่ให้เดินไปที่ระเบียงทางเดินแล้วถามเขา

 

“พี่ไม่เป็นไรนะ? พี่!” จูเนียร์ฮยองไม่มองหน้าผม มือของเขายังสั่นและตาลอยเหมือนคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

เฮ้! พี่! มองผมสิ! มองผม!” ผมประคองใบหน้าของพี่ให้หันมาสบตาผม สุดท้ายผมก็ทำได้ แววตาของพี่มองตรงมายังผม ผมจะมองเห็นความหวั่นไหวในแววตาคู่นั้น

 

“ผมจะไม่ยอมให้พี่เป็นอะไรเด็ดขาด! พี่ไม่ต้องกลัวนะ” ผมกอดเขาแล้วลูบหลัง รู้สึกได้ถึงความกลัวและแรงสั่นผ่านแผ่นหลังของเขา

 

“เอานี่ไว้ใช้ป้องกันตัว เล็ง...เหนี่ยวไก...แล้วยิง” ผมมอบปืนพกสั้นให้พี่ไว้ใช้ยามจำเป็นและหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในอนาคต

 

ขณะที่ผมกับพี่เดินกลับไปรวมตัวคุณต้วน เราก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากชั้นล่าง เดาว่าคนพวกนั้นกำลังตามเราขึ้นมาด้านบนแล้ว

 

“รีบไป!” กายีสั่ง ผมจึงรีบพาคุณต้วนและพี่ขึ้นไปด้านบนอย่างว่องไวโดยกายีคอยยิงโต้ตอบกับคนด้านล่างเป็นระยะๆ และด้วยเหตุนั้นเองทำให้เราต้องเดินชิดผนังด้านหนึ่งไว้

 

ผมกับพี่พยุงคุณต้วนมาถึงชั้น 36 อยู่ๆประตูหน้าบันไดหนีไฟที่พวกเราอยู่ก็เปิดผ่าง! ชายในชุดสูทสีดำมีวิทยุติดต่อที่ข้างเอวกำลังเล็งปืนมาที่เรา ผมพยุงคุณต้วนไว้ด้วยไหล่ข้างหนึ่ง พี่อยู่อีกข้างหนึ่งของคุณต้วน พวกเราแทบลืมหายใจเมื่อถูกปืนจี้ตรงๆและผมก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามขยับตัวเพราะกลัวว่าฝ่ายนั้นจะทำอะไรพี่

 

หยุด! อย่าขยับ!” ฝ่ายนั้นพูดด้วยภาษาจีน

 

“แบมแบม...ถ้าพี่ให้สัญญาณนายรีบพาคุณต้วนหนีไปซะ” พี่ก้มหน้าพูดกับผมด้วยเสียงเบา

 

พูดอะไรกัน! อย่าตุกติกนะ!

 

ฝ่ายนั้นตะคอก พี่ค่อยๆยกมือขึ้นเหนือหัว แล้วอยู่ๆก็กระโจนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม พี่ผลักฝ่ายนั้นล้มกลับไปหน้าประตูทางเดิน ผมพยุงคุณต้วนให้นั่งลงแล้วรีบควักปืนวิ่งไปที่พี่

 

“ปัง! ปัง!” เสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ร่างที่ล้มลุกอยู่ที่พื้นแยกออกจากกัน พี่พยายามลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก

 

พี่ปลอดภัยนะ!” ผมตะโกนถามจูเนียร์ฮยอง

 

“พี่ไม่เป็นไร” เขาตอบกลับมา

 

“พี่เป็นคนยิงหรอ?” ผมมองไปที่ร่างชายคนนั้น เลือดไหลนองเต็มพื้น

 

“พี่ไม่ได้ยิง” พี่ลุกขึ้นมองร่างนั้นแล้วเงยหน้ามองผม

 

ในตอนนั้นเองที่ผมเห็นเงาทอดยาวตรงมาจากระเบียงทางเดินหน้าออฟฟิศที่ปราศจากผู้คน เงาร่างนั้นเล็งปืนมาทางผมแล้วค่อยๆเดินย่างเท้าเข้ามาช้าๆ ผมเองก็ไม่ลดปืนที่เล็งฝ่ายนั้นเหมือนกัน ผมดันพี่ให้หลบไปยืนด้านหลังผม ฝ่ายนั้นค่อยๆสืบเท้าเข้ามาใกล้ จากที่มองเห็นเพียงเงารางๆตอนนี้ผมกลับมองเห็นอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

 

ฝ่ายนั้นสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม สวมถุงมือสีดำใส่สนับมือสนับเท้า รองเท้าคอมแบ๊ทสีดำคู่ใหญ่เยื้องกายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เขาถือปืนยาวสวมชุดเกราะสีดำมีตัวอักษรสีขาวเขียนว่า S.W.A.T ใบหน้าถูกปิดบังซ่อนไว้ภายใต้ผ้าคลุมใบหน้าที่เหลืออยู่เพียงส่วนดวงตา กระนั้นก็ยังมีแว่นตาใสๆที่ปิดบังดวงตาไว้อีกชั้น ทันทีที่ฝ่ายนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าผม เขาก็เป็นฝ่ายลดปืนลงก่อน

 

“พี่?” น้ำเสียงคุ้นหูแต่อื้ออึงเพราะเสียงถูกหน้ากากคลุมไว้จนทำให้เสียงที่เปล่งออกมาเพี้ยนไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะรู้ตัวจึงค่อยๆถอดแว่นตาและหน้ากากสีดำออก ใบหน้าของยูคยอมอยู่เบื้องหน้าผมนี่เอง

 

“ผู้กองคิม! เป็นอะไรหรือเปล่า?” เสียงจากด้านหลังทำให้ผมหันไปทำท่าเล็งปืนใส่ชายปริศนาอีกคนที่เพิ่งจะโรยตัวลงมาจากหลังคาด้านบน

 

นี่มันเรื่องอะไรกัน! ผมรู้สึกสับสนไปหมดแล้วเมื่อชายอีกคนที่แต่งตัวคล้ายชุดของยูคยอมเดินตามมาสมทบ

 

“คุณแจบอม?” ผมหันไปด้านหลังเห็นพี่กำลังยืนตะลึงลานเมื่อเห็นอีกฝ่ายค่อยๆถอดแว่นตาและหน้ากากออกช้าๆ

 

“จินยองอา~ ในที่สุดฉันก็หานายพบจนได้” ผมเพิ่งจะนึกออก ชายคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอิมแจบอม นายตำรวจคนนั้นที่เคยอยู่กับพี่

 

ขณะที่สมองผมกำลังเริ่มเรียบเรียงทุกอย่าง กายีก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู เขาเล็งปืนมาที่ยูคยอมและอิมแจบอม

 

อย่ายิง!” ผมกับพี่แทบจะผสานเสียงขึ้นมาพร้อมกับเอาตัวเองเข้าขวางคนทั้งคู่ไว้

 

“เขาเป็นใครเสี่ยวซือ? คนที่นายกำลังปกป้องเป็นใคร?” กายีถามผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชาอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

ผมมองกายีด้วยดวงตาไหวระริก พยายามอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้ทั้งสองคนต้องเผชิญหน้ากัน...แต่ลิขิตฟ้าไม่อาจฝืน

 

“เขาเป็นน้องชายของผม...ยูคยอมเป็นน้องของผม”

---------------------------------------------------------

To Be Con

ติดตามต่อตอนหน้าค่ะ

นามิ

 

 

ความคิดเห็น