จะออกตอนต่อไปก่อนสิ้นปี2018 ฮ่าฮ่าฮ่า

ชื่อตอน : 10

คำค้น : หรงเอ๋อ,ย้อนยุค,จีนโบราณ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.4k

ความคิดเห็น : 58

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2559 20:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
10
แบบอักษร

# 

 

 หยวนหมิงหยวนเมื่อเดือนที่แล้วค่ะ

 

 

2016-07-07

อี้หรง

"คุณชายเจ้าคะตื่นเถิดเจ้าค่ะ" ผมสะลึมสะลือลุกตามเสียงเรียกของนางกำนัล

"ปลุกข้าทำไม นี่เพิ่งยามเหม่า(ตี5) ขอข้านอนต่อเถอะนะ" ผมฟุบตัวลงกับที่นอน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหัวแต่โดนนางกำนัลดึงไว้เสียก่อน

"มิได้เจ้าค่ะ คุณชายต้องตื่นมาแต่งตัวนะเจ้าคะ ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าวันนี้มีงานชมบุปผา" นางกำนัลอีกคนดึงผมให้ลุกขึ้นนั่ง

"ข้าไม่ลืมหรอกแต่ว่างานเริ่มยามอุ้ย(13.00-14.59)มิใช่หรือ พวกเจ้าปลุกข้าทำไม" ผมนั่งหลับตากอดหมอนแน่น

"ขออภัยเจ้าค่ะคุณชาย" ผมนึกว่าพวกนางจะปล่อยให้ผมนอนต่อแต่เปล่าเลย นางจับผมถอดเสื้อผ้าแล้วช่วยกันอุ้มผมไปอาบน้ำ ผมถูกจับขัดขี้ไคลพอกหน้าอย่างพิถีพิถันยิ่งกว่าวันที่ผ่านมา นานกว่าหนึ่งชั่วยามจนรู้สึกว่าตัวจะเปื่อยแล้ว พวกนางก็จับผมนวดด้วยน้ำมันหอม แล้วให้ผมใส่ชุดยาวด้านในจากนั้นก็เริ่มทำผม ซึ่งถ้าไม่ติดว่าท่านยายเป็นคนสั่งผมคงแกะทิ้งแล้ว ยังดีที่เกล้าแค่สามช่อสอดกันไว้รวบด้วยผ้าไหมสีขาวปักลายอย่างงดงาม จากนั้นก็แต่งตัวด้วยชุดที่ท่านยายเตรียมไว้ให้ ออกแนวไม่หญิงไม่ชาย ต้นกำเนิดเสื้อผ้าแบบยูนิเซ็กเริ่มต้นที่ท่านยายกับท่านแม่ผมนี่เอง เป็นชุดทรงคล้ายชุดบุรุษแต่ตัดด้วยผ้าแพรสีม่วงด้านในเป็นผ้าไหมสีขาว มีแพรสีม่วงเข้มขลิบม่วงอ่อนคาดเอว เข้าชุดกับเสื้อคลุมสีม่วงจาง ผมจำได้ว่าสีม่วงนี้หาสีมาย้อมได้ยากดังนั้นคนที่สวมใส่ได้จะเป็นฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ผมใส่กำไลหยกม่วงที่ท่านยายให้ นางกำนัลเอาถาดใส่ปิ่นปักผมมาให้เลือก มีเกือบยี่สิบอัน หลากสีหลายแบบมาก ผมถูกใจอยู่อันนึงที่เป็นหยกขาวมีลายเส้นสีแดงจางๆอยู่ในเนื้อ แกะสลักเป็นรูปนกกระเรียนคู่ ขนาดกำลังพอดี นอกนั้นถ้าไม่ใหญ่ไปก็ติดเพชรมาเว่อร์วัง และด้วยเทคนิคสมัยโบราณ การเจียรนัยยังค่อนข้างจะเทอะทะในความเห็นของผม อันนี้กำลังดีไม่ด้อยเกินไปให้เสียหน้าท่านพ่อท่านแม่ ผมมองปิ่นหยกเขียวเนื้อดีรูปหงส์ แต่ไม่เอาดีกว่า ดูเป็นผู้หญิงไปหน่อย นกกระเรียนนี่ดีแล้ว

ผมโดนนางกำนัลลงแป้งบนในหน้า แต่งหน้าบางเบาส่องกระจกแล้วแทบจะหลงรักตัวเอง แต่นี้ผมเป็นผู้ชายนะเว้ย มันต้องหุ่นแบบท่านพ่อสิ

พอล่วงเข้ายามอู่ผมก็แต่งตัวเสร็จ นานชะมัด นางกำนัลนำเพียงของว่างมาให้ทาน ไปถึงงานแล้วผมจะฟาดให้เรียบ

ทนนั่งหลังแข็งอยู่นาน เพราะนางกำนัลบอกว่าเดี๋ยวเสื้อผ้าจะยับ เดี๋ยวผมจะยุ่งอยู่ตลอด ผมเลยโคจรลมปราณระหว่างรอช่วยได้ดีเลย จนถึงเวลาเฉากงกงก็มาเรียกไปงาน ต้องขึ้นเกี้ยวจากตำหนักไปยังสถานที่จัดงาน ซึ่งที่จริงก็อยู่ในวังนั่นแหละ แต่ด้วยความที่วังกว้างมาก ผมเองก็ยังไม่เคยไปถึงสวนด้านนั้น อยากจะเปิดเกี้ยวดูวิวเสียจริง เฉากงกงก็บอกว่าเดี๋ยวคนเห็น นี่ผมเป็นผู้ชายนะ ไม่ใช่คุณหนูในห้องหอจะได้ต้องซ่อนใบหน้าอยู่หลังม่าน บ้าที่สุด

เกี้ยวมาจอดที่หน้างาน นางกำนัลประคองผมลงมา ที่ต้องประคองเพราะเป็นเหน็บครับ มีสองคนช่วยจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย

"งามมากเจ้าค่ะคุณหนู เอ๊ยคุณชาย" นางกำนัลเบอร์หนึ่งบอก ผมฝืนยิ้มให้ ใครจะอยากสวยฟะ

"หรงเอ๋อ" เสียงคุ้นเคยเรียกผม นางกำนัลคำนับแล้วรีบถอยไปยืนด้านข้างทันที พี่จื้อเหยียนนี่เอง

"ข้ามารอรับเจ้าเข้างาน" พี่จื้อเหยียนส่งมือให้ผมจับวันนี้มันทำตัวเป็นพี่ที่ดี ผมจะทำตัวน่ารักกับมันซักวันนึงก็ได้ ผมยิ้มหวานให้มันแต่มันกลับหน้าแดง กระแอมเหมือนมีอะไรติดคอ ชุดยาวผ้าไหมสีน้ำเงินปักรูปพยัคฆ์ของมันส่งเสริมให้องอาจผึ่งผาย ผมอยากใส่แบบนี้อ่ะ

"เราเข้าไปด้านในกันเถอะ" พี่จื้อเหยียนจูงมือผมขึ้นบันไดเตี้ยสามขั้น ผ่านแนวต้นไม้เข้าไป ผมเห็นแล้วทึ่งมาก มีดอกไม้หลากสี ผีเสื้อบินกันว่อน บึงบัวขนาดใหญ่มีสะพานหินข้ามไปเกาะกลาง ต้นหลิวยืนต้นทิ้งกิ่งอ่อนช้อยอยู่ชายน้ำ ดอกส้มเบ่งบานส่งกลิ่นหอมไปหาทั่วสวน อีกสองสามเดือนผมจะมีส้มกินแน่

"โต่งหงอี้คารวะรองแม่ทัพฟาง" อยู่ๆมีคนทักพี่จื้อเหยียน หน้าตาตัวโกงชัดๆ ดูกรุ้มกริ่มกรุยกรายประสาคุณชายนิสัยเสีย

"เสียคารวะแล้ว" พี่จื้อเหยียนประสานมือกลับจึงปล่อยมือจากผม

"ไม่ทราบว่าคุณหนูข้างกายท่านรองแม่ทัพคือคุณหนูบ้านใด" ไอ้หมาจิ้งจอกเอ๊ย ดูไม่ออกหรือไงวะว่าผมเป็นผู้ชายทั้งแท่ง

"ฟางอี้หรง น้องชายข้าเอง" พี่จื้อเหยียนแนะนำพร้อมแสยะยิ้ม โต่งหงอี้ยิ้มค้างแต่ไม่ลืมประสานมือให้ผม ผมจึงคารวะกลับไม่ต้องพูดด้วยเพราะพี่จื้อเหยียนไม่รักษามารยาท

"ข้าขอตัว" พี่จื้อเหยียนจูงผมเข้าไปด้านในเลย ตีหน้าเหี้ยมจนคนที่จะเข้ามาทักไม่มีใคร่กล้าซักคน

"ท่านพี่ข้าอยากไปตรงริมน้ำ" ผมชี้ไปตรงที่น่าจะไม่มีคนที่สุด

"เดี๋ยวพี่พาไปนะ แต่ตอนนี้เราไปหาท่านพ่อท่านแม่ก่อน" พี่จื้อเหยียนยิ้มให้ผม 

เราเดินไปหาท่านแม่ที่วันนี้แต่งตัวอย่างสวยงามดูสาวกว่าอายุจริง ท่านพ่อก็องอาจอยู่ในชุดคล้ายๆพี่จื้อเหยียน หลังจากกอดท่านแม่แล้วผมก็โถมตัวใส่อกท่านพ่อ ชอบอ้อมกอดนี้ที่สุดเคย เพราะท่านพ่อตัวใหญ่ เวลาถูกท่านกอดทำให้ผมรู้สึกกลับเป็นเด็กเล็กๆอีกครั้งเหมือนตอนที่อยู่กับท่านตา

"อ้อนพ่อแบบนี้อยากได้อะไรหรือลูก" ท่านพ่อกอดผมไว้หลวมๆ

"ข้าอยากกลับบ้านของเราแล้ว" ผมเอนหัวพิงท่าน ผมสูงแค่บ่าท่านเอง

"พ่อจะทูลไทเฮาให้เอง วันนี้พองานเลิกเจ้าก็กลับจวนพร้อมกัน" ท่านพ่อบอกอย่างใจดี

"ข้ารักท่านพ่อที่สุด" ผมเขย่งเท้าหอมแก้มท่าน แต่ก็มีมือมาสะกิดผม

"เจ้าไม่รักข้าบ้างหรือไง" ไอ้พี่บราค่อนนี่เอง ผมตั้งใจว่าวันนี้จะทำตัวดีกับมันนี่

"ข้าก็รักท่านพี่" ผมเขย่งตัวหอมแก้มมันบ้าง พอถอยออกมาพี่จื้อเหยียนหน้าแดงก่ำ ท่านพ่อท่านแม่หัวเราะกันใหญ่

"ได้เวลาเตรียมตัวแล้วขอรับคุณชาย"เฉากงกงมาเรียก

"ข้าไปเตรียมตัวก่อนนะครับ" ผมแยกจากครอบครัวไปด้านหลังเพื่อเตรียมตัว ระหว่างนั้นเห็นกุหลาบข้างทางผมก็นึกอะไรดีๆออก

 

 

ซ่านหยวน

เมื่อวานข้ากลับมาถึงวังก็รีบไปหาหรงเอ๋อ แต่เขาหลับไปเสียแล้ว ข้าได้แต่ขโมยจุมพิตแก้มนวล แต่หาได้หายคิดถึงไม่ กลับทำให้ข้าคะนึงหาเขาตลอดคืน

ข้าให้จิ้นอันส่งปิ่นปักผมไปยังตำหนักโบตั๋น ขอลองเสี่ยงดวงดูสักครา ว่าหรงเอ๋อจะเลือกปิ่นของข้าหรือไม่

ขันทีประจำตำหนักเลือกเสื้อผ้าไว้ให้ข้าเรียบร้อย ข้ายอมแต่งตัวอย่างเต็มที่ วันนี้ข้าจะไม่ให้ใครเข้าใกล้หรงเอ๋อเป็นอันขาด

"ฮ่องเต้เสด็จแล้ว" ขันทีประกาศ ท่านพ่อเดินนำตามด้วยท่านแม่ ท่านยาย ท่านพี่ ตัวข้า บรรดาองค์หญิงองค์ชายต่างล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ขาดแต่องค์ชายใหญ่ที่ถือศีลอยู่บนเขา

ข้ามองหาหรงเอ๋อแต่ไม่พบ ตรงที่นั่งของครอบครัวท่านอาเว้นว่างไว้แต่ไม่มีเจ้าตัวอยู่

"วันนี้เป็นวันดีที่องค์หญิงซูฉายน้องของเราหายป่วยเนื่องจากได้ลูกชายกลับสู่อ้อมอก ข้าจึงจัดงานชมบุปผาเพื่อเป็นการเปิดตัวหลานชายของข้าและถือโอกาสสังสรรค์กัน ข้าขอเปิดงานด้วยการแสดงของหลานข้าฟางอี้หรง" ท่านพ่อกล่าวเปิดงานจบ ดนตรีก็เริ่มบรรเลงอย่างสดใส เสียงกระพรวนดังติงตัง มีลมหอบใหญ่พัดมาพร้อมกลีบดอกไม้โปรยทั่วทั้งงาน หรงเอ๋อใช้วิชาตัวเบาเหินตามลมมาลงที่ลานหินตรงกลางอย่างสวยงามดุจเทพเซียน

ข้าใจเต้นแรงเมื่อเห็นหรงเอ๋อปักปิ่นของข้า เขาคงไม่ทราบแต่ผู้อื่นทราบก็พอแล้ว ว่าเขาคือคนของข้า

ดนตรีเปลี่ยนจังหวะ หรงเอ๋อยิ้มแล้วร่ายรำตามเสียงเพลง ใจข้าร้อนรนเหมือนโดนไฟเผาเมื่อเห็นสายตาของทุกคนที่มองหรงเอ๋อ ข้างอยากจะสั่งควักลูกตาพวกมันนัก ท่านยายก็อีก ทำไมจะต้องให้หรงเอ๋อมาร่ายรำเปิดงานเยี่ยงนี้ด้วย ไม่ใช่สิ ท่านพ่อต่างหากไม่รู้ว่าจะจัดงานเปิดตัวหรงเอ๋อทำไมปล่อยให้พวกคุณชาย ขุนนางหนุ่ม ทหารโสดมองหรงเอ๋อเยี่ยงนี้ ข้าอยากจะล้มงานนัก

"หึๆ" พี่ซ่านเหยาหัวเราะใส่หูข้า นี่ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเขาเลย เรื่องที่เขาขอหรงเอ๋อไปเป็นพระชายา เขาตั้งใจจะยั่วโทสะข้าแน่ๆ

"ข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่" ข้ากระซิบเสียงเหี้ยม

"ข้าจะรอวันนั้น" พี่ซ่านเหยายิ้มละไม ข้าเกลียดใบหน้านี้จริงๆ ทุกคนมุ่งหวังให้ท่านพี่ครองราชย์เป็นคนต่อไปแต่มันทำให้พี่ของข้าเปลี่ยนไป

ข้าเลิกใส่ใจพี่ซ่านเหยาหันกลับมามองหรงเอ๋อ เขาร่ายรำอย่างงดงามไม่มีที่ติใบหน้างามนั้นแย้มยิ้มสดใส ต้องตาทุกคนจนข้าหึงหวงอยากจะเก็บไว้ดูแต่ผู้เดียว 

ในที่สุดการแสดงของหรงเอ๋อก็จบลงพร้อมเสียงชื่นชมจากคนส่วนใหญ่ เว้นเสียแต่สนมเจ๋อ ที่นั่งหน้าบูดบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์

"ถ้าคนของท่านทำอะไรหรงเอ๋อข้าไม่เกรงใจท่านหรอกนะ" ข้าบอกพี่ซ่านเหยา

"ข้าก็อยากให้นางทำ" พี่ซ่านเหยายิ้มละไม

"ฝีมือยืมดาบฆ่าคนท่านจึงยอดเยี่ยม" ข้าเสียดสี แต่ท่าทางพี่ซ่านเหยาจะไม่รู้สึก สตรีผู้โง่เขลาและจิตใจมืดบอด นางช่างไม่รู้เลยว่าพ่อของนางที่คิดว่ายิ่งใหญ่กำลังจะโดนโค่นจากตำแหน่ง ถ้านางลงมือเพียงครั้งก็พอที่จะเป็นข้ออ้างจัดการกับตระกูลของนาง

"ข้าไม่อยากให้ท่านใช้หรงเอ๋อเป็นเหยื่อล่อ" ข้าบ่นออกมา

"หรงเอ๋อก็เป็นน้องข้าเหมือนกัน เจ้าคิดว่านางสามารถเล่นงานหรงเอ๋อได้ง่ายๆงั้นรึ ผ่านไปอีกซักสองปีแม้แต่ข้ายังมิใช่คู่มือเขา"

"พี่ไม่ต้องบอกข้าหรอก ทุกวันนี้ข้ายังคลี่คลายวิชาสกัดจุดของหรงเอ๋อไม่ได้เลย" ข้ามีแต่ต้องยอมรับ

"แต่หรงเอ๋อจิตใจดีงามเกินไปทั้งขาดประสบการณ์ ข้าเกรงว่าเขาจะเพลี่ยงพล้ำให้แก่คนชั่ว" 

"เจ้าก็ส่งองครักษ์เงาติดตามหรงเอ๋ออยู่แล้วนี่ ข้าจะให้องครักษ์ของข้าอีกสองคนก็แล้วกัน หรงเอ๋อยังไม่มีคนสนิท ให้คนของข้าที่ไว้ใจได้ทำหน้าที่นี้เถิด" พี่ซ่านเหยาคิดอะไรอยู่ข้ามีหรือจะดูไม่ออก

"ข้าให้คนของข้าดีกว่า ไม่ต้องรบกวนท่านพี่" ข้าพยายามหาข้ออ้าง

"เจ้าเสียมือดีไปสองมิใช่หรือ ถ้าแบ่งคนให้หรงเอ๋อไปอีก เจ้าจะเหลือคนน้อยลงนะ ทำอย่างที่ไม่ข้าว่านี่แหละ" พี่ซ่านเหยาตัดบท จังหวะเดียวกับที่ท่านพ่อเรียกหรงเอ๋อมารับรางวัล แต่เมื่อท่านเห็นปิ่นปักผมของหรงเอ๋อก็ทำหน้าบึ้ง ปรายตามองมาทางข้า ทำปากบอกว่าไม่มีทาง

"เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมเยี่ยมมาก ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้าหนึ่งอย่าง เจ้าอยากได้บอกข้ามาได้เต็มที่" ท่านพ่อคงโปรดหรงเอ๋อมากทีเดียว

"ขอบพระทัยฝ่าบาท ข้าขอเพียงได้ใช้ชีวิตตามใจตัวเองเท่านั้นก็เพียงพอแล้วพะย่ะค่ะ" หรงเอ๋อ เจ้ามีความโลภในจิตใจบ้างหรือไม่

"โตมากับคนป่าจึงไม่รู้จักของมีค่าล่ะไม่ว่า" เสียงพูดลอยๆมาให้ได้ยินกันทั่ว

"ตบปากสนมเจ๋อสามทีลดตำแหน่งหนึ่งขั้นในฐานะที่ทำลายบรรยากาศงานชุมบุปผาวันนี้ อี้หรงเป็นหลานของข้าเจ้ายังไม่ไว้หน้า ต่อไปเจ้าคงไม่เห็นหัวใคร รัชทายาท เจ้ายอมรับหรือไม่" ข้าคิดจะเอาคืนนางอยู่ทีเดียว ท่านพ่อชิงจัดการให้ข้าเสียก่อน แต่จัดการแบบนี้ท่านพี่จะดีใจล่ะไม่ว่า

"น้อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะ" ท่านพี่ไม่แย้งซักคำ ยังคงยิ้มละไมดูสนมเจ๋อถูกผู้คุ้มกฎวังหลังตบเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณงาน ตบครั้งที่สามใบหน้าเปรอะไปด้วยเลือดถึงกับสลบไป

"เอาตัวไปให้พ้นหน้าข้า" ท่านพ่อโบกมือ ขันทีและนางกำนัลช่วยกันแบกสนมเจ๋อออกจากงานไป หรงเอ๋อท่าทางตกใจแต่มิได้เอ่ยอะไรออกมา

"มารยานัก" พี่ซ่านเหยาพูดขึ้น หางตาก็ไม่มองสนมเจ๋อ ข้ามองตามสายตาท่านพี่ไปที่เสนาเจ๋อ ที่ก้มหน้ากำมือแน่น ท่านพ่อคงทราบเรื่องที่เสนาเจ๋อลอบติดต่อกับแคว้นสุ่ยแล้ว จึงได้ตัดสินอย่างไม่ไว้หน้า

"ท่านพูดถึงเมียตัวเองแบบนี้ได้อย่างไร" 

"ตบแค่นั้นไม่สามารถทำให้นางสลบได้หรอก แต่คงอับอายจนไม่กล้าอยู่ในงานต่อ แกล้งสลบจึงเป็นทางออกที่ดี" พี่ซ่านเหยาพูดเรียบๆ ตายังคงจับจ้องไปที่หรงเอ๋อ

"ข้าขอแต่งตั้งให้ฟางอี้หรง เป็นท่านชายฟางอี้หรง มีศักดิ์และฐานะเทียบเท่าองค์ชายที่ประสูติแต่ข้าทุกประการ พวกเจ้ามีใครคัดค้าน" ท่านพ่อคงเป็นห่วงหรงเอ๋อ ต่อจากนี้ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าแน่

"รับด้วยเกล้า" เสียงเหล่าเสนาอำมาตย์รับคำอย่างพร้อมเพรียง ใครจะกล้าคัดค้านเมื่อเห็นตัวอย่างจากสนมเจ๋อ 

"ขอบพระทัยฝ่าบาท" หรงเอ๋อคุกเข่าโขกศีรษะแล้วถอยไปยืนข้างๆ ดนตรีเริ่มบรรเลงให้เหล่านางรำออกมาร่ายรำ ลบบรรยากาศอึมครึมไปหมดสิ้น ท่านพ่อก็เหมือนจะอารมณ์ดีขึ้น มีเหล่าขุนนางหนุ่มที่ไปรุมล้อมหรงเอ๋อเต็มไปหมด หน้าข้าคงจะเหี้ยมโหดมากเป็นแน่แท้

"ถ้าหวงมากก็อย่าอยู่เฉยสิน้องพี่" พี่ซ่านเหยาบอก

"หรงเอ๋อไม่ยอมมองหน้าข้าด้วยซ้ำ" ข้ากลับไปเป็นเด็กน้อยเกาะเสื้อพี่ชายอีกครั้ง

"หึๆ เจ้าไปทำเรื่องใดให้เขาโกรธกัน" พี่ซ่านเหยาถาม อย่างกับข้ารู้งั้นนี่

"ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย พอกลับมาถึงวังหรงเอ๋อก็หนีข้าไป ยังไม่ทันก้าวเข้าตำหนักด้วยซ้ำ" ข้าบอกอย่างจนใจ ถ้าข้าถ้ารู้ข้าคงเข้าไปขัดขวางเจ้าพวกขุนนางหนุ่มที่เวียนไปดื่มกับหรงเอ๋อแล้ว ยังดีที่ข้าเห็นจื้อเหยียนทำหน้าเหี้ยมใส่ทุกคน

"เจ้าลองทบทวนดูว่าพอเข้าวังแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง" พี่ซ่านเหยาแนะ

"พอลงจากรถม้าข้าก็ให้ทหารหน้าวังชำระเงินให้ หรงเอ๋อก็ยังเดินตามข้าเข้าวังดีอยู่ จนพวกข้ารับใช้มารอต้อนรับข้า..." ให้ตายสิข้าตบหน้าผากตัวเอง ข้านี่ช่างโง่นัก

"เจ้านึกออกแล้วใช่หรือไม่ เมื่อรู้แล้วก็จงไปแก้ไขสาเหตุนั้นซะ มิฉะนั้นข้าจะขอดูแลหรงเอ๋อเอง" พี่ซ่านเหยายังคงยิ้ม แต่แววตาหม่น อย่าบอกนะว่าพี่เกิดชอบหรงเอ๋อขึ้นมาจริงๆ

"ไม่มีวันที่ข้าจะยกหรงเอ๋อให้ใครแม้แต่ท่านก็ตาม" ข้าลุกจากที่นั่งไปหาหรงเอ๋อทันทีมันนานไปแล้วที่เจ้ามีโทสะต่อข้า ได้โปรดให้อภัยข้าเถอะนะ

 

ในที่สุดพระเอกก็หายโง่เสียที ตอนนี้ยาวได้แค่นี้จริงๆค่ะ พอพิมพ์แล้วมันเด้งขึ้นบรรทัดบนตลอดเลย ขี้เกียจแก้แล้ว

เวลาคิดไม่ออกจะกลับมาอ่านเมนต์ ถ้าอยากให้คิดออกต้องเมนต์เยอะๆ :)

 

 

ความคิดเห็น