email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.4k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2559 16:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

 

    บทที่ 10

 

 

 

          “อ่าวพี่เก็ตรู้จักพี่เขาหรอ”

          เจ้าของห้องหันมาถามขณะที่ผมทำได้แค่ยืนอึ้ง เบี่ยงเบนความสนใจแล้ววิ่งหนีออกไปเลยดีมั้ยวะ แต่จะหนีไปไหน? มาถึงตรงนี้แล้วยังไงกูก็ไม่น่ารอด....

          “คุณยังไม่ตอบผมเลยนะ” เขาถามอีกครั้งด้วยท่าทางเรียบเฉยแต่น่ากลัวสัดๆ ปวดหัวตึบในทันใด

          “เชิญนั่งก่อนเลยครับ พี่ชายอยากจะรับน้ำอะไร” ไอ้เด็กนี่ก็บริการดีจริงๆ แล้วคำพูดคำจา น้ำเสียง ท่าทางนอบน้อมแบบนั้น ทำไมไม่เห็นทำกับกูบ้าง สองมาตรฐานโคตร

          “ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบมันแล้วยิ้มเบาๆ แต่ผมรู้ว่านั่นคือรอยยิ้มอาบยาพิษ

          “อ่อครับ” ไอ้โดมเอ่ยแล้วทำหน้าประมาณว่าแล้วยังไงต่อดี

          สงสารแม่งว่ะ ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย

          “นี่คุณภคินเจ้านายกู” ผมพยายามคุมโทนเสียงในเป็นปกติ ไม่ให้แหบ ไม่ให้สั่นด้วยความวิตก

          “เจ้านาย อ่อ สวัสดีครับ” มันยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม ถ้าเดินไปกราบอกได้คงทำไปแล้วละมั้ง ฮึ!

          “ครับ” คนถูกไหว้นี่ก็ดีนะ ยกมือรับดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีจริงเชียว

          “คนของผมมาทำอะไรให้คุณลำบากรึเปล่าครับ” เขาถามไอ้โดม แต่ทำไมกูใจเต้น เวลานี้มันใช่มั้ยไอ้เก็ต?!

          “ไม่เลยครับ เมื่อวานพี่เก็ตเขาดูเศร้าๆซึมๆ ผมเลยชวนมาหาไรดื่ม” เขาพยักหน้าแล้วเหลือบตามามองผมเป็นระยะๆ

          “แฮะ” ส่งยิ้มเจื่อนๆให้ไป

          “แต่พี่เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ เมาก็นอน เรียบร้อยมาก” พูดดีไอ้โดม พูดดี

          “นอนค้างด้วยหรอครับ” เขาถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแข็งนิดๆ แต่ไอ้เด็กโดมคงจะยังไม่รู้ตัว

          “ครับ” มันตอบหน้าตายิ้มปริ่มมาก

          “นอนที่ไหน” เอาละสิ ห้องไอ้โดมแม่งมีห้องนอนเดียวด้วย

           บอกเขาไป โซฟา!

          “เออ ห้องผมครับ” คนถูกถามดูจะงงเล็กน้อยแต่ก็ยอมตอบไปตามความจริง

          ผมคงจะหวังมากไปสินะ โอ้ยยย หน้ามืด!

          “ฮึ” เขาสบถแล้วครับ

          “คุณกัมปนาท เรามี งาน ที่จะต้องคุยกันอีกเยอะเลยทีเดียว ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ” เขาเน้นคำว่างานก่อนจะหันไปเอ่ยลากับไอ้โดมด้วยความสุภาพ

          “อ่อครับ” เมื่อเจ้าของห้องพยักหน้า คุณภคินก็หันหลังเดินออกไปทันที

          “กูคงต้องไปก่อนนะ” ผมบอกไอ้โดมด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง

          “ฟรีแลนซ์นี่ท่าจะไม่ง่ายเลยนะ เจ้านายพี่ดูเครียดๆชอบกล”

          “เออ”

          ผมตอบได้แค่นั้นแล้วเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะตรงไปยังร่างสูงที่ยืนกอดอกเปิดลิฟท์รออยู่เบื้องหน้าอย่างไม่สามารถ จะคาดเดาชะตากรรมของตัวเองได้เลย

 

 

 

          เราสองคนเงียบกันมาตลอดทาง บรรยากาศภายในลิฟท์ก็โคตรจะอึดอัดจนอยากจะขอถังออกซิเจนมาสูดให้ชุ่มปอดสักสองสามถัง เขากำลังเล่นสงครามประสาทกับผมโดยการหันมามองเป็นระยะๆแต่ไม่ยอมพูดอะไร จนกระทั่งสองเท้าเหยียบเข้ามาในห้องนั่นแหละ

 

          “คุณภคิน โอ๊ะ” เขาจับแขนผมแล้วเหวี่ยงลงให้นั่งบนโซฟา

          “พอมีเงินก็เอาไปเลี้ยงเด็กสินะ” ผมขบกรามแน่น แล้วเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนกั้นตัวผมไม่ให้หนี

          “คุณคิดไปเอง” ผมบอกเขาแล้วทำท่าจะลุกขึ้นแต่ก็โดนกดไหล่ให้นั่งลงอย่างเดิม คราวนี้เขาลงมาคร่อมทับตัวผมทั้งตัวเลยล่ะ

          “แล้วคุณไปทำอะไรห้องมัน” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนดูแข็งกร้าว คำพูดที่เปล่งออกมาก็หยาบกระด้างไม่แพ้กัน

          “ผมเบื่อ” ผมบอก กึ่งประชดกึ่งเรื่องจริง

          “งั้นหรอ” แรงบีบที่ไหล่ทำให้ต้องเผลอนิ่วหน้า เขากำลังใช้อำนาจอยู่เหนือผม

          “แล้วคุณละ รู้ได้ไงว่าผมอยู่กับโดม” ผมจ้องด้วยสายตาท้าทาย ยังไงซะมันก็ดีกว่าเผยด้านที่อ่อนแอ ด้านที่แสดงว่าผมกลัวเขาเสียเต็มประดาให้เห็น

          “คุณไม่จำเป็นต้องรู้” เขาสะอึกไปแว่บนึงก่อนจะเค้นเสียงตอบด้วยความไม่พอใจ

          “ทำไมผมจะรู้ไม่ได้!” ผมถามต่อด้วยความไม่ยอมแพ้ “คุณทิ้งผมให้อยู่คนเดียว แล้วจะมาโทษกันมันใช่เรื่องหรอ คนที่ผิดคือคุณ!! ไม่ใช่ผม แล้วการที่อยากจะมีเพื่อนสักคนมันแย่ตรงไหน” คุณภคินจ้องมาด้วยสายตาอ่านยาก ในขณะที่อารมณ์น้อยใจก็ค่อยๆพุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างหยุดไม่ได้

          “แต่คุณก็ไม่ได้อยู่รอโทรศัพท์” เขาพูดตอบ

          “ก็เพราะคุณโกหกผม คุณบอกว่า อึก จะมา คุณก็ไม่มา” เหี้ย! กลืนเข้าไปเลยนะก้อนสะอื้นเนี่ย

          “ผมจำเป็นที่จะต้องใส่ใจคุณถึงขนาดนั้นเลยหรอ” คำถามของเขาทำเอาเส้นสติขาดผึ่ง

          “ฮึก ปล่อยกู!!

          ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายแล้วเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่ใบหน้าหล่อๆของเขาแบบเต็มข้อ ทว่าเขากลับนิ่งแล้วค่อยๆหันกลับมาด้วยดวงตาประหนึ่งราชสีห์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้ตายภายในไม่กี่วินาที

          “ผมใจดีมากไปใช่มั้ย คุณกัมปนาท”

          เขาเอ่ยขณะที่เลือดสีแดงสดค่อยๆไหลลงมาจากมุมปาก และดูเหมือนจะไม่สนใจปาดมันออกแม้แต่น้อย

          “นิสัยชอบความรุนแรงของคุณยังไงมันก็แก้ไม่หายใช่มั้ย”

          ผมส่ายหน้ารัวๆพร้อมกับหยดน้ำตาที่ค่อยๆไหลลงมาอาบร่องแก้ม

          “คุณไม่รับโทรศัพท์ แถมยังไปยุ่มย่ามกับคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต นั่นมันเกินพอแล้ว” เขาเน้นประโยคสุดท้ายก่อนจะถอดเข็มขัดจากเอว

          “ไม่!!” ตาผมเบิกกว้างเมื่อสองมือกำลังถูกมัดด้วยเข็มขัดของเขาด้วยความรุนแรง

          “หน้าที่ของคุณคืออะไรคุณกัมปนาท” เขาจิกหัวผมให้เงยหน้าแล้วใช้มืออีกข้างบีบคางจนเจ็บไปหมดทั้งแก้ม

          “ฮึก” ผมไม่ยอมตอบเพราะกลัวจนตัวสั่นไปหมด หัวสมองหมุนติ้วดวงตาก็เริ่มจะพร่ามัว

          ทำไมต้องทำกันแบบนี้ด้วย ผมไม่ชอบให้เขาสัมผัสผมแบบนี้ ผมไม่ชอบให้เขาพูดกับผมแบบนี้

          “หน้าที่ของคุณคือทำให้ผมพอใจ ซึ่งคุณบกพร่อง” น้ำเสียงเย็นเยือบและสัมผัสหยาบกระด้างไร้ซึ่งความอ่อนโยนค่อยๆฆ่าผมให้ตายลงอย่างช้าๆ ผมนอนตาลอย หายใจรวยรินอยู่บนโซฟาทั้งๆที่ไร้อาภรณ์ปกปิด เหมือนซากๆนึงที่รอเวลาแหลกสลายเป็นผุยผง

          “อ๊ะ” เขาจับผมให้คว่ำลงขณะที่สองมือก็ยังถูกมัดด้วยเข็มขัดไพ่หลังไว้แน่นหนา เสียงถอดกางเกงที่ดังอยู่เบื้องหลังทำให้ต้องหลับตาปี๋เพื่อรอรับกับบทลงโทษ อันแสนจะทารุณ

          “ผมไม่ชอบแบบนี้” ผมร่ำร้องออกมาเพียงบางเบา โดยหวังไว้ลึกๆว่าเขาจะเห็นใจและช่วยเตรียมความพร้อมให้ผมบ้าง แม้สักนิดก็ยังดี...

          “อื้อออ ฮึก”

          แต่ก็เปล่า….

          ความรู้สึกเจ็บจุกเนื่องจากถูกกระแทกเข้ามาอย่างรุนแรงทำเอาน้ำตาไหลพรากอย่างไม่สามารถกดกลั้นได้อีกต่อไป ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถอยหลังกลับไปอยู่ในจุดๆเดิม เป็นเพียงเครื่องระบายความใคร่ที่แสนจะไร้ค่า ไม่ได้รับแม้แต่จูบ หรือสัมผัสนุ่มนวลปลอบโยน ทำไปส่งๆเพียงเพราะต้องการแก้แค้นในสิ่งเลวทรามที่เคยก่อไว้กับเขาก็แค่นั้น

          “ร้องออกมาสิ ชอบความรุนแรงนักไม่ใช่หรอ” เขาพูดเหยียดๆแล้วหยัดกายเข้าออกด้วยความบ้าคลั่ง ขณะที่ผมทำได้แค่ก้มหน้ากัดลงบนที่เท้าแขนของโซฟาเพื่อระบายความเจ็บ

          “อึก” ผมกระตุกเมื่อเบื้องบนสมดั่งความต้องการ ก่อนจะหายใจเข้าออกเพื่อบรรเทาความปวดหน่วงอันเกิดจากการเสียดสีที่รุนแรง

          ไร้ความปราณี..

          “อื้อออออ” ผมเบิกตาโพล่งเมื่อเขาหยัดกายเข้ามาอีกเป็นครั้งที่สองอย่างกะทันหัน

          “ออกไป อะ ออก อึก” คราวนี้ผมพยายามสู้ แต่ทว่ายิ่งดิ้นรนคนที่ยิ่งทรมานก็คือผมอยู่วันยังค่ำ

          “ฮึก อึก ไม่” น้ำสีใสเริ่มไหลทะลักออกจากเบ้าตา

          “เหี้ย ฮึก ปล่อยกู!” ยิ่งดิ้นเป็นหมาบ้าเขาก็ยิ่งบีบสะโพกผมแรงขึ้นๆ

          “คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดกับผมแบบนี้” เขาเอ่ยออกมาอย่างเลือดเย็น

          “ดูเหมือนว่าคุณจะลืมนะ ว่ามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร” คำพูดนิ่งๆของเขาสามารถกรีดหัวใจของผมให้ยับเยินได้อย่างไม่มีชิ้นดี

          “เออ! งั้นก็ปล่อยผมไปซะทีสิ”

          ผมตะโกนใส่อย่างเหลืออด

          “ปล่อยให้คุณไปขายตัวกับไอ้เด็กนั่นต่อนะหรอ” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงดูถูกแล้วกระแทกสวนเข้ามาจนเจ็บแปล๊บ แต่มันก็ยังเจ็บไม่เท่ากับหัวใจผมหรอก

          “ใช่!! เห็นแบบนั้นมันก็รวยนะ เลี้ยงผมต่อจากคุณได้สบาย” ผมเหยียดยิ้มพูดใส่คนตรงหน้าด้วยความท้าทาย

          “ฮึ คิดไม่ผิดจริงๆว่าคนอย่างคุณมันก็ได้แค่นี้” เขาเอ่ย

          “ยอมทิ้งศักดิ์ศรีโง่ๆเพื่อแลกกับเศษเงิน น่าสมเพช” ผมเม้มริมฝีปากแน่นแล้วพยายามดันตัวเขาออกด้วยความอ่อนแรง ในใจก็คิดอยากจะหูหนวกเสียตอนนี้จะได้ไม่ต้องมาทนฟังคำพูดร้ายกาจของเขา

          “ที่ยอมมานอนอ้าขาให้ผมอยู่ทุกวัน ก็เพื่อเงินสินะ” เขาคิดกับผมแบบนี้มาตลอดเลยหรอ เขาคิดว่าผมอยู่กับเขาก็เพราะเงินเท่านั้นหรอ

          “คุณต่างหาก..” คนเบื้องบนนิ่งเหมือนต้องการจะรู้ประโยคถัดมาจากปากผม

          “คุณมันเลว โรคจิต ที่ผมมาที่นี่ก็เพราะคุณ คุณบังคับผม” ผมแอบเห็นความวูบไหวของดวงตาสีน้ำตาล แต่ก็พยายามจะไม่ใส่ใจ เพราะขนาดผมร้องไห้จนเจียนตายขนาดนี้เขายังไม่แคร์เลย

          “คุณมันก็เลวพอกันแหละคุณกัมปนาท ทำร้ายได้แม้กระทั่งเพื่อนสนิทขี้โรค” เออ ขุดอดีตกันเข้าไป ผมมันชาติชั่ว ผมมันเหี้ยยิ่งกว่าอะไรดี ผมรู้ แล้วจะให้ทำยังไงในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมาผมเองก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเลยสักวันเดียว

          “เรื่องอดีตผมยังชดใช้ให้ไม่พออีกหรอ ต้องให้ตายใช่มั้ยถึงจะพอใจ” ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงอีกต่อไปในเมื่อทุก สิ่งที่ทำมามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

          “เลิกพูดจาโง่ๆซะที คุณกัมปนาท” เขาช้อนตัวผมให้ขึ้นนั่งซ้อนด้านหน้า ก่อนกระซิบลงที่ข้างหู

          “คุณจะตายได้ก็ต่อเมื่อผมสั่งเท่านั้น”

          “อึก ฮึก” ผมเม้มปากแล้วร้องไห้อย่างกล้ำกลืนขณะขยับไปตามความพึงพอใจของเขาผู้ซึ่งเป็นดั่งเจ้าชีวิต แต่อยู่ดีๆศีรษะก็เริ่มหนักอึ้ง ความเมื่อยขบและอาการวิงเวียนทำให้ไม่สามารถประคองร่างกายต่อไปได้อีก ผมค่อยๆหลับตาลงแล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ

 

          ผมกำลังจะตายรึเปล่าและถ้าผมตายเขาจะเสียใจบ้างมั้ย

 

                                                                      ..............

 

 

 

          “เก็ต โกรธอะไรเรารึเปล่า”

          ผมมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกหงุดหงิด

          “เปล่า” ตอบส่งๆไปงั้นก่อนจะเก็บข้าวของเพื่อออกไปหาข้าวกิน คาบบ่ายก็คงจะไม่เรียนแล้วโดดดีกว่า

          น่าเบื่อ!

          “เอากระเป๋าไปทำไมอ่ะ” มันถามหน้าซื่อๆ นั่นทำให้ผมนึกรำคาญใจแบบสุดๆ

          “เสือก” พูดแค่นี้แล้วเดินชนไหล่แม่งออกมา

          “มองไร!” ผมหันไปตวาดไอ้หน้าเต้าหู้ยี้ที่ยืนรอไอ้โพวอยู่หน้าห้อง

          “ปะ เปล่า โพวไปกินข้าวกันเถอะ” ไอ้เติร์กเรียกไอ้แห้งที่ยืนทำหน้างงอยู่ในห้อง ผมหันหลังไปมองแปบนึงก่อนจะก้าวเท้าเดินฉับๆออกมาอย่างหัวเสีย

          นับวันผมก็ยิ่งหมันน้ำหน้าพวกมัน เมื่อเช้าบังเอิญไปเห็นไอ้โพวกำลังนั่งหัวเราะบ้าบออะไรกับไอ้เติร์กก็ไม่รู้ ฮึ! ได้เพื่อนใหม่แล้วก็ถึงเวลาถีบหัวกูทิ้งสินะ เอาสิไปใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้พอกูหลีกทางให้

          “เก็ต เดี๋ยวดิ” เสียงเรียกของมันดังอยู่ด้านหลังก่อนจะรับรู้ถึงสัมผัสที่หัวไหล่

          “อะไรของมึงวะ!!” ผมหันไปปัดมือมันออกแล้วยืนประจันหน้าด้วยความไม่พอใจ ส่วนไอ้โพวเห็นมันตัวบางร่างน้อยแต่แม่งก็สู้ว่ะ มันยืนมองผมกลับด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวจนต้องแอบหลุบตาหนีแปบนึง

          “เฮ้ยๆ พวกมึงเป็นไรกันวะ” ไอ้โก้เดินออกจากห้องมาพร้อมกับพวกที่เหลือแล้วถามผมด้วยความสงสัย

          “หงุดหงิดไรอ่ะเก็ต” มันดูจะคาดคั้นคำตอบอย่างไม่ยอมแพ้

          “มึงจะรู้ไปทำไม” ผมตอบแล้วเตรียมจะหันหนี แต่ก็โดนมือผู้ดีขาวๆของมันคว้าไว้ก่อน

          “ก็เราไม่เข้าใจ วันนี้เก็ตพูดไม่ดีกับเรา”

          “ปกติกูเคยพูดดีกับมึงด้วยหรอ?” ผมตอบสวนด้วยความสะใจเล็กๆ คนตรงหน้าดูอึ้งไปเลยครับ

          “โพว แก้วโทรตามแล้วนะบอกว่าพิซซ่ามาส่งแล้ว” ฮึ! พิซซ่าหรอ นี่มึงเบื่อข้าวแกงโรงอาหารแล้วใช่มั้ย

          “อ่อโอเค” มันหันไปยิ้มบอกไอ้เติร์กที่ยืนขาสั่นพั่บๆเพราะโดนเพื่อนผมจ้องเขม็ง ถ้าไม่มีไอ้โพวนะมันได้โดนรุมตื้บแน่โทษฐานเอาเรื่องที่พวกผมไปแอบดูดบุหรี่หลังตึกเก่าไปบอกอาจารย์

          “เราจะมาบอกว่าวันนี้เราไม่กินข้าวด้วยนะ” คนตรงหน้าพูด

          “เรื่องของมึง” ผมตอบ

          “เก็ตอย่าประชดเราได้มั้ย วันนี้เราต้องกินเลี้ยงฉลองโครงงานวิทยาศาสตร์” มันพยายามจะอธิบายซึ่งผมไม่อยากรับฟัง

          “รีบๆไปเหอะกูเบื่อขี้หน้า” ผมบอกมันอีกครั้ง

          “เก็ต! แต่มันขึ้นเสียงใส่ผมครับ ซึ่งมันไม่เคยทำมาก่อน

          มึงเปลี่ยนไปแล้วสินะไอ้โพว

          “ปล่อยกู!” ผมตวาดมัน แล้ว….

          “อั๊ก!” ใช้สองมือดันตัวมันออก ไม่แรงมากเท่าไหร่หรอกแค่ล้มลงไปก้นจ้ำเบ้า

          ก็อยากผอมแห้งแรงน้อยเองนิ ช่วยไม่ได้

          “เฮ้ย!” ไอ้เติร์กเริ่มมีปากเสียงแล้วเดินมาประคองไอ้โพว เดี๋ยวเถอะมึง!

          “เราไม่เป็นไรเติร์ก” มันพูดแล้วมองมายังผมด้วยดวงตาสีน้ำตาลออ่อนสั่นไหว

          “ขอโทษละกันนะ ถ้าเราทำให้เก็ตไม่พอใจ” มันเอ่ยคำนั้นกับผมทั้งๆที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร

          น่าหัวเราะฉิบหาย

          ผมอยากจะขำดังใจนึก แต่กลับทำไม่ได้เมื่อเห็นร่างผอมๆของมันเดินเคียงคู่ออกไปกับไอ้หน้าเต้าหู้ยี้

          “เมนส์มาหรอ” ไอ้โตถาม

          “ใคร” ผมเอ่ยด้วยความงงขณะที่ตาก็จ้องไปยังภาพตรงหน้า

          “มึงไง”

          “อยากแดกตีนแทนข้าวใช่มั้ย?” ผมหันไปถามมันแล้วเดินออกไปจากบริเวณนั้นทันที

          หาเรื่องกระทืบคนก่อนกลับบ้านคงจะช่วยทำให้อารมณ์ผมดีขึ้นไม่น้อย

 

 

 

          “อื้มมม”

          สัมผัสนุ่มนวลที่โอบล้อมรอบตัวทำให้ไม่อยากจะขยับเขยื้อนร่างกายมากนัก ผมค่อยๆลืมตาก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงแสนนุ่มภายในห้องนอน ความเคล็ดยอกแล่นไปทั่วทันทีที่ผมพยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่เมื่อไม่เป็นผลผมจึงยอมแพ้แล้วเอนตัวลงนอนอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนมาสอด ส่ายสายตาไปทั่วแทน จนมาพบกับเขา

          คุณภคินกำลังนั่งหลับอยู่ข้างเตียงของผม ข้างตัวก็มีกะละมังเล็กใส่น้ำและผ้าขนหนูพาดไว้ ผมก้มลงสำรวจร่างกายอีกครั้งก็เห็นว่าตัวเองสวมชุดนอนเรียบร้อยแต่รอยช้ำที่เกิดจากเข็มขัดรอบข้อมือยังคงอยู่ แถมยังปวดอีกต่างหาก

          “ตื่นแล้วหรอ” เสียงแหบๆดั่งคนเพิ่งตื่นนอนดังขึ้น เขาดูเซ็กซี่มากในชุดเสื้อเชิ๊ตที่ปลดกระดุมออกสองเม็ดและกางเกงสแลคสีดำ แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

          “คุณกัมปนาท” ผมเงียบไม่ยอมตอบแล้วหันหน้าหนี แต่เขากลับเขยิบขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วเอามือมาสัมผัสที่หน้าผากของผม

          ด้วยความนุ่มนวล

          “ตัวไม่ร้อนแล้ว” เขาเอ่ย

          “คุณปล่อยผมเถอะ” ผมพูดออกมาอย่างเหนื่อยล้า คือจริงๆตั้งใจจะสื่อว่าให้ปล่อยมือออกจากหัวผมเถอะเพราะมันรู้สึกวูบวาบแปลกๆ

          “ไม่ได้หรอก

          “ผมปล่อยคุณไปไม่ได้หรอก” ผมค่อยๆหันกลับไปทันทีที่ได้ยิน ก็เห็นว่าแววตาเขาดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด

          “ทำไม” ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงบางเบา

 

          “เพราะคุณ...เป็นของผม”

 

         >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว