ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 85 มีคุณอยู่ข้างๆ (ตอนจบ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 85 มีคุณอยู่ข้างๆ (ตอนจบ)

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 701

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2564 17:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 85 มีคุณอยู่ข้างๆ (ตอนจบ)
แบบอักษร

“จริงเหรอคะ?” 

“โอ๊ย.....” ยังไม่ทันที่อัยย์จะได้คำตอบ เธอก็รู้สึกปวดท้องจนต้องงอตัวไปกอดไว้ มดลูกของเธอบีบรัดอย่างแรง จนพูดไม่ออก 

“อัยย์...จะคลอดแล้วเหรอ?” ตะวันที่เห็นภรรยาเป็นแบบนั้นก็ตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก เขาหันรีหันขวางแล้วเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาล  

การตายของนารากลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย ตอนนี้เรื่องของอัยย์สำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น 

ไม่นานหมอก็วิ่งเข้ามาในห้อง.....  

หลังจากนั้น ตะวันก็รู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางพายุ พยาบาลและหมอที่วิ่งวุ่นเตรียมการคลอดกะทันหัน เขาได้แต่ยืนมองภรรยาถูกพาตัวเข้าห้องคลอด ชายหนุ่มผู้เคยเย็นชากลับต้องมายืนหน้าซีดอยู่หน้าห้องคลอด 

เพราะมันน่ากลัวแบบนี้ใช่ไหม อัยย์ถึงได้ยืนยันขอให้เขารออยู่ข้างนอก? 

แต่ว่าเขาจะปล่อยให้เธอต้องเจ็บปวดอยู่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ? 

หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าต้องการจะอยู่เคียงข้างอัยย์  ตะวันก็มองหาพยาบาลหรือหมอที่จะช่วยให้เขาได้เข้าไปในห้องคลอด 

“คุณพยาบาลครับ” ตะวันยื่นมือออกไปแล้วรีบร้องเรียกพยาบาลคนแรกที่ผ่านเข้ามาในสายตา 

“คะ...?” 

“ผม...ผม”  

“กรี๊ด...........” 

ทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของภรรยาดังลอดออกมา โลกของตะวันก็ดับมืดไป 

“ฟื้นแล้วเหรอคะ?” 

เสียงแรกที่ตะวันได้ยินหลังจากค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ ก็คือเสียงของภรรยา 

เมื่อเขากวาดสายตามอง ก็เห็นว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ส่วนคนที่อยู่บนเตียงที่อยู่ข้างๆ และกำลังมองเขายิ้มๆ ก็คืออัยย์ 

“ผม...?” 

“พยาบาลบอกว่าคุณเป็นลมไปตอนที่อัยย์กำลังคลอดอยู่” น้ำเสียงของเธอนั้นเต็มไปด้วยความขบขัน ใครจะไปคิด ตะวันที่แสนจะแข็งแกร่งกลับเป็นลมเพียงเพราะกลัวการคลอดลูกของภรรยา 

“คุณเป็นยังไงบ้าง? เจ็บมากไหม? ผมขอโทษที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย” ตะวันที่ยังหน้าซีดเซียวยื่นมือออกไปหาอัยย์ที่รีบยื่นมือมาจับมือเขาไว้เช่นกัน 

“อัยปลอดภัยดีค่ะ ลูกก็เหมือนกัน” 

“ผมกำลังจะขอพยาบาลเข้าไปข้างใน แต่พอได้ยินเสียงคุณกรี๊ด ผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ว่าแต่...ลูกเราล่ะ” 

“คุณแม่กับคุณอำภาคอยเฝ้าอยู่ค่ะ พวกเธอบอกว่ากลัวคนมาสลับหลานไป” 

ตะวันได้แต่ส่ายหัวให้กับอาการเห่อหลานของแม่ตัวเอง ผิดกับเขาที่ห่วงเมียมากกว่าลูก 

“ขอโทษนะที่ทำให้คุณต้องมาเจ็บแบบนี้” 

“คลอดลูกก็เจ็บแบบนี้ล่ะค่ะ แต่พอเห็นหน้าลูกก็ลืมเจ็บไปเลย” 

ตะวันยันร่างขึ้นมานั่ง แล้วลุกไปนั่งข้างๆ เธอ 

“พอแล้วนะ ผมไม่อยากให้คุณเจ็บอีก” 

แต่อัยย์กลับส่ายหน้า “ฉันอยากมีลูกอีกหลายๆ คนค่ะ” 

“ทำไมล่ะ? มันเจ็บขนาดนี้ไม่เจ็บไม่เข็ดเหรอ ผมยังกลัวเลย” 

“เพราะทั้งฉันแล้วก็คุณต่างก็โดดเดี่ยวด้วยกันทั้งคู่ ฉันไม่อยากให้ลูกเราเป็นแบบนั้น อย่างน้อยก็ขอให้มีพี่น้องสักคนเหมือนคุณซันกับลูน่าก็ยังดี และที่สำคัญ.....” 

“อะไรเหรอที่มันสำคัญ?” 

“ถ้าวันหนึ่งฉันตายไป คุณจะได้ไม่ต้องอยู่....” 

“หยุดพูด....คุณจะไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ ต้องอยู่กับผมไปจนแก่ เข้าใจไหม?” 

“ขอบคุณนะคะ...ตอนคลอดมันเจ็บจนอัยย์คิดว่าจะตายเสียแล้ว” 

นาทีนั้นอัยย์ได้รู้ว่าเธอเข้าใกล้ความตายมากขนาดไหน เหมือนผู้หญิงคนนั้น คนที่ตะวันบอกว่าเธอจากไปแล้ว 

อัยย์ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอแอบโล่งใจที่นาราจากไปแล้ว แต่ทว่าอีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอถึงได้จากไปปุบปับแบบนี้ 

“ตะวันคะ...นาราเธอตายแล้วจริงๆ เหรอคะ?” 

หลังจากตะวันพยักหน้าเบาๆ เพื่อเป็นการยืนยัน อัยย์ก็ยื่นมือไปแตะหน้าของเขาเบาๆ  

“คุณเสียใจไหมคะที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่รับปากกับเธอไว้” 

“ไม่นะ...ผมคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว ดีเกินพอ และที่สำคัญ...มันมีบางอย่างมากกว่านั้น” 

เพราะแม้นาราจะยอมรับแล้วว่าไม่ได้เป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอมีส่วนที่ทำให้เขาได้รับการช่วยเหลือ  

ดังนั้น...การแต่งงานเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณถือเป็นโมฆะและสิ่งที่เขาทำให้กับเธอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ถือว่ามากพอที่จะตอบแทนให้กับเธอแล้ว 

มันมากเกินพอแล้ว...สำหรับคนที่หลอกลวงเขามาโดยตลอด 

“ผมมีเรื่องจะถามคุณ” 

“เรื่องอะไรเหรอคะ?” 

“สร้อยเส้นนั้น คุณได้มาจากไหนเหรอ?” 

อัยย์หันไปเปิดลิ้นชักแล้วหยิบสร้อยที่รีบเก็บเอาไว้ลวกๆ ก่อนหน้านี้ เธอมองมันแล้วนิ่งไปพักใหญ่ แม้ไม่อยากจะพูดถึงชีวิตอันยากไร้ในวัยย์เด็ก แต่ตอนนี้ เธอกับเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ตะวันสมควรจะได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ 

ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มต้นกันใหม่ เธอก็ควรจะเปิดเผยให้เขารู้ 

เธอหันไปสบตาเขาแล้วพูดออกมาเบาๆ “อัยย์เป็นเด็กกำพร้าค่ะ” 

ปฏิกิริยาของตะวันนั้นไม่เหมือนที่เธอคาดไว้แม้แต่น้อย อัยย์คิดว่าหลังจากได้ยินแล้ว เขาคงจะตกใจหรือแปลกใจไม่มากก็น้อย แต่ตะวันกลับดูสงบนิ่งราวกับรู้อยู่แล้ว 

“ไม่ตกใจหรือคะ?” 

“มันไม่สำคัญสำหรับผมนี่ ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน สำคัญคือตอนนี้ คุณและผม...เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว” 

ครอบครัว............. 

คำที่เธอโหยหามาตลอดถูกเอ่ยออกมาจากปากเขาทำเอาน้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของอัยย์ 

มันดูเนิ่นนานและลำบากเหลือเกินกว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่เธอมี...ครอบครัวจริงๆ เสียที 

อัยย์ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาแล้วพึมพำขอบคุณสามี เห็นแบบนั้นใจของตะวันก็อ่อนยวบ  

เขาไม่รู้เลยว่าเธอต้องโดดเดี่ยวและลำบากขนาดไหน  

ถ้าหากเขารู้ใจตัวเองเร็วกว่านี้....  

ถ้าหากเขาได้รู้ความจริงก่อนหน้านี้…  

เขาก็คงจะทะนุถนอมเธอให้มากกว่า ยิ่งคิดตะวันก็ยิ่งรู้สึกผิด 

อัยย์ที่รู้สึกมั่นคงมากขึ้น ค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำให้เขาฟัง 

“ตั้งแต่จำความได้อัยย์ก็อยู่ในบ้านเด็กกำพร้าแล้ว มันเป็นบ้านเด็กกำพร้าเล็กๆ ที่มีเด็กอยู่ไม่มากนัก แต่ก่อนที่จะได้เข้าเรียนชั้นประถม อัยย์ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ที่ผ่านมาอัยย์เข้าใจมาตลอดว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่คิดไปเอง” 

“อะไรเหรอ?” 

“มันดูเหมือนว่าจะมีหลายๆ อย่างที่อัยย์ลืมเลือนไป เมื่อไม่นานมานี้อัยย์เริ่มจำหลายๆ อย่างได้น่ะค่ะ” 

สายตาของอัยย์ที่มองไปที่สร้อยนั้นมีทั้งความสุขและความเศร้าปะปนกัน 

“สร้อยเส้นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ แต่เป็นของที่ได้รับบริจาคมาน่ะค่ะ ที่นั่นเคยมาบริจาคเงินกับของอยู่หลายครั้ง แต่ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่มีคนให้ของแบบนี้ ผู้หญิงคนนั้นใส่สร้อยเส้นนี้ให้ แต่ตอนนั้นอัยย์ยังเด็กมาก พอโตมาก็เลยทึกทักเอาเองว่าเป็นของพ่อแม่ พอความทรงจำกลับมา อัยย์ก็ไม่อยากจะหยิบมันขึ้นมาดูอีกเลย” 

เธอหันไปหาสามีแล้วร้องไห้ออกมา “อัยย์สมเพชตัวเองน่ะค่ะ ที่หลงคิดไปว่ามีบางอย่างที่เชื่อมโยงตัวเองกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอยู่ แต่จริงๆ แล้วอัยย์ก็แค่เด็กที่ถูกทิ้งคนหนึ่ง ไม่ได้มีค่าอะไร” 

ตะวันดึงเธอเข้ามากอด เขาโยกตัวเบาๆ เพื่อปลอบโยนเธอ 

“สร้อยเส้นนี้เป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสิ่งที่อัยย์ใช้บอกตัวเองว่า แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ตัวคนเดียว แต่อัยย์ก็เกิดมาโดยมีพ่อกับแม่เหมือนกัน”  

สายตาของเธอมองทอดยาวออกไป เมื่อนึกถึงสิ่งที่ใช้ปลอบโยนหัวใจตนเอง  

“แต่ตอนนี้อัยย์ไม่เป็นอะไรแล้วนะคะ อัยย์มีคุณมีลูก มีครอบครัวมีเพื่อน มีทุกอย่างที่อัยย์ต้องการแล้ว” 

ตะวันลูบผมเธอเบาๆ ความเข้มแข็งของเธอทำเอาเขาพูดไม่ออก เธอต้องระหกระเหินผ่านความเจ็บปวดมาเท่าไหร่กว่าจะมีวันนี้  

แต่กระนั้น เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าควรจะบอกเรื่องครอบครัวของเธอให้อัยย์รู้ดีหรือไม่ 

อัยย์ดันตัวออกจากอ้อมกอด แล้วหันไปจ้องตาเขา 

“ว่าแต่คุณรู้ได้ยังไงคะว่านี่เป็นสร้อยของอัยย์?” 

คำถามของเธอทำเอาตะวันนิ่งไป จนถึงนาทีนี้เขายังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าจะบอกหรือไม่บอกเธอดี 

แม้อยากจะให้เธอได้รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง แต่สิ่งที่พ่วงมาด้วยก็ยากจะรับไหว 

“คุณอยากจะรู้จักพ่อแม่ที่แท้จริงไหม?” 

“เมื่อก่อนฉันเคยจินตนาการมากมายว่าพ่อแม่อาจจะมีความจำเป็นถึงได้ทิ้งฉันไป จินตนาการว่าถ้าได้อยู่กับพ่อแม่ชีวิตจะเปลี่ยนไปแบบไหน ฉันคงไม่ต้องลำบากแบบนี้” 

แล้วถ้าเธอรู้ว่าความลำบากที่ได้เจอมาเป็นผลงานของคนในครอบครัวเธอเองเล่า อัยย์จะรับได้ไหม? 

สีหน้ากระอักกระอ่วนของสามีอยู่ในสายตาของอัยย์ตลอดเวลา เธอมั่นใจแล้วว่าเขามีบางอย่างซ่อนไว้ แต่ยังลังเลที่จะพูดกับเธอ 

“บอกมาเถอะค่ะตะวัน อัยย์ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่ถึงจะเจ็บปวดอัยย์ก็ยังมีคุณอยู่ข้างๆ นะคะ” 

นั่นสินะ....เขาปกป้องเธอได้ ทำไมต้องกลัวด้วยเล่า 

“พอลเคยเล่าเรื่องน้ากับอาที่ตายไปให้คุณฟังใช่ไหม?” 

อัยย์ : …………….. 

เธอพูดอะไรไม่ออกหลังจากที่ได้ยินตะวันพูดแบบนั้น นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เธอรู้สึกเศร้าอย่างประหลาดตอนที่ได้ฟังพวกเขา 

“พวกเราคิดว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นพี่เลี้ยงของคุณคงเป็นคนพาคุณไปไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า เพราะไม่รู้จักญาติพี่น้องของพ่อแม่คุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณต้องเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว” 

“มันคงเป็นโชคชะตาของอัยย์เอง” 

หลังจากทบทวนสิ่งที่ได้ยิน เธอก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ถ้าเธอเป็นญาติกับพอลก็หมายความว่าแม่ของนาราเป็นป้าของเธอสินะ 

ตะวันพยักหน้าเบาๆ ราวกับรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่อะไรกันเล่าที่ทำให้เขากังวลขนาดนั้น 

“คุณบอกได้ไหมคะว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้คุณกังวล มีอะไรมากกว่านี้ใช่ไหมคะ?” 

เขากุมมือเธอไว้ราวกับกลัวว่าเธอจะวิ่งหนีไป แล้วค่อยๆ เล่าเรื่องที่ป้าแท้ๆ ของเธอและนาราได้ทำลงไป 

ตรงข้ามกับที่ตะวันกลัว อัยย์กลับรับฟังทุกอย่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอดูไม่เจ็บปวดเมื่อได้ยินว่าสองคนนั้นเป็นคนวางแผนลักพาตัวเธอ.... 

“เสียใจไหม ที่ป้าของคุณ.....?” 

“ไม่นะคะ” 

กลายเป็นตะวันที่แปลกใจเสียเอง อัยย์ยิ่งดูสงบนิ่งและเข้มแข็งจนเขาแปลกใจ 

จนวันนี้ วันที่รู้ความจริงแล้วเธอก็ยังรับมือกับมันได้เป็นอย่างดี ดีจนเขาแทบเขกหัวตัวเองที่กังวลมากไป 

“ที่ฉันบอกว่าไม่ เพราะว่าตอนที่แม่ของนาราทำแบบนั้นเพราะความรักที่มีต่อลูก ส่วนตัวนาราเอง คุณก็คงรู้ว่าเพราะอะไร อัยย์ไม่ได้ใจกว้างจนไม่โกรธหรอกนะคะ แต่ว่า...ในฐานะแม่คนหนึ่ง อัยย์เข้าใจความรู้สึกเธอนะคะ” 

“แล้วคุณคิดจะทำยังไงต่อไป? อยากกลับไปเจอครอบครัวตัวเองไหม?” 

อัยย์บีบมือสามีที่จับมือเธอไว้เบาๆ แล้วส่ายหัว “ไม่ดีกว่าค่ะ” 

“ไม่ว่าตัวตนหรือชาติกำเนิดของฉันจะเป็นยังไง ตอนนี้ฉันคือไอริณภรรยาของคุณและแม่ของลูก เป็นสถานะที่ฉันอยากจะอยู่กับมันตลอดไป ฉันอาจจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันเลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตกับคุณ อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะค่ะ” 

“ไม่อยากแก้แค้นหน่อยเหรอ?” เห็นเธอใจเย็นแบบนี้ก็ทำให้ตะวันอดแหย่ไม่ได้ 

“ถ้าไม่มีลูก ฉันก็คงจะไม่เป็นแบบนี้หรอก แต่พอมีเขาแล้ว ทุกอย่างในโลกก็ดูหมดความสำคัญไปเลย” 

“ผมด้วยเหรอ” ตะวันหันมาเหล่ตามองทันที เพิ่งจะคลอดลูกได้ไม่เท่าไหร่ เธอก็ลืมเขาแล้วเหรอเนี่ย? 

“อัยย์หมายถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตน่ะค่ะ อัยย์เดินมาไกลเกินกว่าจะกลับไปเจ็บปวดกับเรื่องพวกนั้นแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ไม่มีญาติฉันก็ยังอยู่ได้ จะอยู่ต่อไปโดยไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย” 

 

ที่หน้าห้อง  

คนสองคนที่ยืนอยู่ได้ยินการตัดสินใจของอัยย์ก็หันมามองหน้ากัน ทั้งคู่ไม่ได้พูดออกมาสักคำ แต่ค่อยๆ เดินห่างออกมาจากห้องพักของอัยย์ 

ความจริงเรื่องชาติกำเนิดของอัยย์ทำให้สองคนพี่น้องหันหน้ามาคุยกันอีกครั้ง 

หลังจากตรึกตรองกันอยู่นานหลายเดือน คุณชวนชมและบุหงาก็ตกลงกันว่าอยากจะเจออัยย์สักครั้ง โดยเฉพาะคุณบุหงาที่รู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไป มันยากเกินอภัย แต่ก็อยากจะมีโอกาสเอ่ยปากขอโทษอัยย์สักครั้งเผื่อว่าจะช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในใจให้คลายลงไปบ้าง 

เพราะความรักที่มีต่อนาราทำให้เธอทำเรื่องโง่ๆ ลงไป เธอแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว แต่ก็อยากจะทำสิ่งที่ถูกสักครั้ง 

“แบบนี้คงจะดีแล้วล่ะ” คุณชวนชมเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ดีกับทุกคน อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป เราใช้ชีวิตกับปัจจุบันดีกว่า ญาติอย่างพวกเรา ไม่มีเสียยังจะดีกว่า” 

คุณบุหงาได้แต่ฟังเงียบๆ เมื่อเดินมาถึงหน้าลิฟต์เธอก็หันไปหาน้องสาว “เราแยกกันตรงนี้เถอะ” 

“พี่ไม่ไปด้วยกันเหรอ” 

คุณบุหงาส่ายหน้าเบาๆ “ฉันจะไปรับศพนารา อย่างน้อยๆ ก็ควรจะมีใครสักคนไปรับศพเธอ” 

คุณชวนชมหันไปมองหน้าพี่สาว แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอย่างเท้าเข้าลิฟต์ไม่ได้เอ่ยคำลาออกมา แม้ว่าจะรู้ว่า พวกเธอคงจะไม่ได้เจอกันอีก 

เธออาจจะโล่งใจที่ได้เห็นอัยย์เติบโตและมีครอบครัวที่ดี แต่พี่สาวคงต้องอยู่กับความรู้สึกผิดนี้ไปจนตาย... 

 

ตะวันยืนมองเด็กน้อยตัวอ้วนกลมที่นอนอยู่บนรถเข็นที่พยาบาลเข็นเข้ามา เสียงพูดคุยระหว่างแม่เขา คุณอำภาและอัยย์กลายเป็นเหมือนลมที่ผ่านหูไป เขาไม่อยากจะเชื่อว่าชีวิตน้อยๆ ตรงหน้าเป็นลูกของเขาจริงๆ 

“อึ้งไปเลยเหรอตะวัน?” 

เขาหันไปสบตาแม่ที่ส่งยิ้มมาให้ ดูเหมือนว่าคนที่มีความสุขที่สุดในวันนี้จะไม่ใช่เขาหรืออัยย์ แต่เป็นคุณย่าคนใหม่คนนี้ 

“เหมือนไม่ใช่เรื่องจริงเลยครับ ที่จู่ๆ ก็มีลูกอยู่ตรงนี้” 

“ก็ลูกเป็นลมตอนเมียคลอดลูกจะไปรู้อะไรล่ะ” 

เขาไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคนในครอบครัว แต่หันกลับมามองเด็กที่ยังคงหลับตาอยู่ 

“ตั้งชื่อลูกได้หรือยังตะวัน ได้ยินว่าจนป่านนี้ยังตกลงใจไม่ได้เลยเหรอ?” 

“คิดได้แล้วครับ” ตะวันเดินไปจับมือภรรยามากุมไว้ 

“ชื่ออะไรคะ?” อัยย์หันไปถามด้วยความสนใจ เธอขอให้เขาตั้งชื่อ และก็รอมาตลอดแต่ 

“อคิราห์ เพราะเขาคือลูกที่จะเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตผมเหมือนกับคุณ” 

 

 

………………………….จบ…………………………. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว