email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.1k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 20:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

บทที่ 5 

“เก็ต นพไม่ไหวแล้ว” 

เสียงร่ำร้องปานจะขอชีวิตจากคนใต้ร่างไม่มีผลต่อประสาทหูของผมเท่าไหร่นัก “เก็ต!!” ผมกระแทกกายเข้าใส่ร่างเล็กๆที่กำลังสั่นเทาด้วยความทรมานด้วยแรงทั้งหมดที่มี “นพชอบตรงนี้ไม่ใช่หรอ” ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างใบหูสีแดงเข้ม 

“ชอบ แต่นพเหนื่อย พอ พอเถอะเก็ต” ผมปัดมือเล็กที่พยายามจะยกขึ้นเกี่ยวไหล่ออกอย่างไม่ใยดี แล้วเริ่มหยัดกายเข้าออกอย่างบ้าคลั่ง 

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ผมก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม ชีวิตอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องโดนพูดจาถากถาง ไม่ต้องถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ 

ชีวิตแสนสุขที่ผมโหยหา 

 

“เก็ต รักนพรึเปล่า” ร่างเล็กถามผมขณะนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม 

“เปล่า” ผมตอบแล้วหยิบกางเกงขึ้นใส่ 

“จะไปไหน” 

“กลับ” ผมพูด เพราะปกติจะไม่ค้างถ้าไม่ใช่แฟน 

“อยู่ด้วยกันก่อนสิ” น้ำเสียงขาดห้วงทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง นพกำลังร้องไห้เนื่องจากถูกผมทำร้ายจิตใจอย่างหนัก 

จริงๆแล้วผมมันก็เหี้ยไม่ต่างจากที่ใครต่อใครเขาพูดหรอก 

“ขอโทษนะ” ผมพูดแล้วนั่งลงบนเตียง คนตัวเล็กทำหน้าตกใจเพราะนี่เป็นครั้งแรก “เก็ต” ผมยกมือลูบหัวนพเบาๆ ก่อนจะลุกออกเพราะไม่อยากให้อะไรมันมากเกินไปกว่านี้ คู่นอน ก็คือคู่นอน 

“นพพักเถอะ” 

หลังจากออกมาจากคอนโดของนพผมก็ตั้งใจว่าจะกลับบ้าน แต่สุดท้ายก็มาจบที่บาร์เหล้าใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง 

“อ่าว พี่เก็ต” โซดาเด็กนั่งดริ้งค์ที่ฮอตที่สุดในร้านถลาเข้ามาออเซาะผมดังเคย เมื่อก่อนผมเป็นขาประจำของที่นี่ แต่หลังๆไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ประกอบกับเจอร้านที่ถูกใจกว่าเลยไม่ค่อยได้แวะมานั่งอีก 

“หายไปตั้งหลายเดือน ไม่คิดถึงโซหรอ” หล่อนพูดพลางลูบต้นขาผมไปมา แถมยังใช้หน้าอกอันใหญ่มหึมาสีที่ท่อนแขนผมอีก 

“ก็คิด” ผมตอบแล้วยกเบียร์ขึ้นดื่ม 

“น่ารักจังเลย” 

“ไปทำงานเถอะไป” ผมสะบัดแขนออกเพราะไม่อยากให้เธอมาเกาะแกะ 

“พี่เก็ตอ่ะ ทำไมเปลี่ยนไปเยอะเลย” ผมชะงักแก้วเหล้าทันที เปลี่ยนไปหรอ 

“ทำงานหนักหรอคะ ดูโทรมๆนะ” โซดาพยายามจะใช้ความเป็นห่วงเป็นใยออดอ้อน 

ซึ่งผมไม่ต้องการ! 

“คิดตังค์” ผมเงยหน้าบอกบาร์เทนเดอร์ก่อนจะควักเงินมาวางไว้ตามจำนวนในใบเสร็จ ท่ามกลางความงงงวยของสาวสวยข้างๆ 

“พี่เก็ต” 

“อย่ามายุ่งน่ะ!” ผมรีบลุกออกจากเก้าอี้แล้วตรงออกไปนอกร้าน เพื่อหาแท็กซี่กลับบ้าน 

บางทีผมอาจจะลืมไปแล้วละมั้งว่าตัวเองเคยใช้ชีวิตปกติแบบไหน เพราะไม่ว่าจะทำอะไรๆ มันก็เบื่อ มันก็เซ็งไปหมด ผมเคยลองใช้เวลาว่างนั่งอยู่เงียบๆคนเดียวเพื่อให้สมองและจิตใจที่อ่อนล้าได้พักผ่อน ทว่า มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น มันไม่ใช่ชีวิตแสนสุขอย่างที่ผมพยายามหลอกตัวเองไปวันๆ ทุกๆคำพูดร้ายกาจ ทุกๆสัมผัสที่เต็มไปด้วยไฟราคะ กำลังฉุดร่างของผมให้ดำดิ่งลงเรื่อยๆ 

น่าสมเพชชะมัดที่สุดท้ายผมก็ไม่ลืม.....ไม่สามารถลืมเขาได้เลย 

“หน้าแม่งเนียนว่ะ หยั่งกะผู้หญิง” 

ไอ้โก้พูดพลางจะเอื้อมมือมาจับแก้มไอ้ตัวจ้อย ทว่าผมยื่นมือไปปัดออกได้ทัน 

“ไรวะ แค่นี้หวง” ผมหงุดหงิดที่ได้ยินไอ้โก้แซว แต่หากปล่อยให้มันได้บีบแก้มขาวๆของไอ้โพวละก็ ผมว่าผมคงจะหงุดหงิดยิ่งกว่า 

“มึงก็เหมือนกัน นั่งนิ่งอยู่ได้” ไม่เข้าใจตัวเองว่าจะหันไปว่าไอ้โพวทำไม 

“ขอโทษ” เออ ไอ้นี่ก็บ้าจี้ขอโทษกูอีก วันนี้โพวมันมากินข้าวกับพวกผมครับ หนุ่มเรียบร้อยร่างบางที่นั่งอยู่ท่ามกลางหมู่เด็กเกเรเหลือขอ ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็คงจะนึกว่าพวกผมกำลังรุมแกล้งมันอยู่แน่ 

“ไอ้บอยดูเหี้ยไรอยู่วะ” ไอ้โตที่ตัวโตสมชื่อหันไปหาคนข้างๆที่กำลังก้มหน้างุดไม่พูดไม่จา 

“นม” คนถูกถามพูดขณะที่ยังก้มหน้าตาลุกวาวอยู่ 

“ไหนๆ แบ่งกูด้วย เหยดเข้!!” ไอ้โก้เอื้อมมือไปคว้าหนังสือปลุกใจเสือป่ามาจากไอ้บอยก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น มึงอยากโดนเข้าห้องปกครองรึไงวะ 

“ใหญ่กว่าหัวเด็กอีก” มันพูดแล้วซี้ดปากคนอื่นๆก็ตามกันไปสุมหัว ยิ่งเปิดไปหน้าหลังๆไอ้พวกนี้ก็ยิ่งซี้ดซ้าดกันเข้าไปใหญ่ 

“ไอ้โพวมึงเคยดูนี่ยัง” ไอ้โตพูดพลางคว้าคอไอ้โพวที่กำลังนั่งทำหน้าตาอีหลักอีเหลื่อเข้าไปร่วมวง 

“เออ อ่า” มันเบิกตากว้างเมื่อเห็นรูปในหนังสือ ขณะที่คนอื่นๆพากันหัวเราะกร๊าก 

“พอๆ พวกมึงนิเดี๋ยวมันก็ใจแตกพอดี” ผมคว้าไอ้โพวออกมานั่งข้างๆเหมือนเดิม หน้าแม่งแดงมากอ่ะ 

“ใจแตกหรืออะไรแตกวะ ฮ่าๆๆ” ไอ้บอยพูด พวกที่เหลือก็พากันขำใหญ่ ผมยังขำเลย 

“ว่าแต่มึงเคยแตกไปบ้างยัง” สิ้นคำถามของไอ้โก้ ทุกคนก็พากันเงียบสนิทเพื่อรอคำตอบ ผมรู้สึกวูบๆในช่องท้องยังก็ไม่รู้ หน้าซื่อๆเซื่องๆ แบบไอ้โพวไม่มีทางจะไปทำเรื่องอะไรแบบนั้นหรอก มันไม่มีปัญญาขนาดนั้น 

คนร่างจ้อยเงียบไปนานสักสองนาทีได้ 

แล้วนี่กูจะลุ้นตามทำไมวะ? 

“เออ ไม่อ่ะ” มันตัดสินใจตอบด้วยท่าทางอายๆ นั่นทำให้ผมฉีกยิ้มกว้างในทันที 

“อ่าว นี่มึงยังไม่เคยนอนกับไอ้เก็ตหรอ” 

“ไม่!!!” 

โพวตะโกนสวนทันทีที่ได้ยินคำถามจัญไรๆของไอ้โก้ 

“ขอโทษ” มันพูด “เก็ตเราต้องเข้าเรียนแล้วแหละ ไปก่อนนะ” 

ผมนั่งมองร่างผอมกะหร่องของมันเดินห่างไปเรื่อยๆด้วยความรู้สึกสับสนปนไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันต้องปฏิเสธซะหน้าเครียด พูดเฉยๆว่าไม่เคยก็ได้นิ แล้วก็ไม่เข้าใจตัวเองด้วย ว่าทำไมถึงได้รู้สึกแย่ตอนได้ยินมันพูดแบบนั้น 

“หงอยๆ เมียไปแล้วหงอย” 

พลั่กกก เข้าให้ 

ผมเบิ๊ดหัวไอ้โก้เจ้าของคำถามจัญไรเมื่อกี้ไปด้วยความหงุดหงิด 

“เมียพ่อง” ผมพูด บรรยากาศในโต๊ะก็เปลี่ยนจากเมื่อกี้หน้ามือเป็นหลังตีนทันที 

“โทษมึง” ไอ้โก้ว่าเบาๆ 

“ว่าแต่ไอ้จ้อย เอ้ย ไอ้โพวมันก็น่ารักดีนะ” ไอ้โตพยายามพูดให้บรรยากาศดีขึ้น ทว่ากลับแย่ลงเพราะมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นเป็นเท่าทวี 

“ผอมเป็นไม้เสียบผีขนาดนั้นมึงใช้ส้นตีนดูหรอ” ทำไมกูต้องมาอารมณ์เสียกับเรื่องพวกนี้ด้วยวะ โคตรงงตัวเอง แต่พอมาคิดๆดูแล้ว  ต้องเป็นเพราะไอ้โพวแน่ๆ ตั้งแต่รู้จักมันผมก็เริ่มไม่ปกติ ผมแปลกไป ผมไม่เหมือนเดิมก็เพราะมัน ไอ้โพวมันเข้ามาป่วนผมจนทุกๆอย่างมันรวนไปหมด 

ผมไม่ชอบให้ตัวเองเป็นแบบนี้เลย 

แม่งโคตรน่ารำคาญ!! 

............. 

“ไม่หนุกหรอมึง” 

“ครับ” พี่โอมพูดขึ้น ปลุกผมให้หลุดจากภวังค์ 

“ช่วงนี้เหม่อบ่อยนะ” แกพูดแบบนี้มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ 

“ผมเครียดนิดหน่อย เดี๋ยวก็หาย” ผมตอบเพราะไม่อยากให้แกคิดว่าประสิทธิภาพในการทำงานของผมจะลดลง ก่อนจะยกน้ำพั้นท์รสชาติแสนกร่อยขึ้นกระดก 

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในงานเลี้ยงฉลองเนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเข็นออกมาสดๆทำยอดขายได้ทะลุเป้า 

แน่นอนว่างานนี้เกิดได้ก็เพราะ 

คุณภคิน สุวรรณอักษร 

“บริษัทเราไม่ได้จัดงานแบบนี้มานานแล้วนะ ไปสนุกกันหน่อยสิ” พี่โอมพูดแล้วตบบ่าผมเบาๆ เฮอะ! จะจัดได้ไงล่ะในเมื่อยอดขายที่ผ่านๆมามันก็ไม่ทำให้มีกำไรเหลืออู้ฟู้ขนาดเอามาละลายไปกับโรงแรมห้าดาวได้เหมือนอย่างวันนี้ 

“มาประจำไม่ถึงเดือนยอดขายถล่มทลายซะแล้ว พี่ละหายสงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นซีอีโอทั้งที่อายุน้อย” ผมแอบเบ้ปากเบาๆ พอพี่โอมหันมามองก็แกล้งยิ้มให้ 

“อย่าลืมรอจับของรางวัลในตอนท้ายล่ะ เห็นว่ามีทองตั้งห้าบาทแหนะ” แกพูดด้วยความตื่นเต้น 

“ครับ” ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วยืนมองพี่โอมเดินเข้าไปร่วมวงกับพวกผู้จัดการ 

น่าเบื่อ! 

ผมอยากจะกลับบ้านใจจะขาด แต่ก็คงทำตอนนี้ไม่ได้เพราะมันดูจะเสียมารยาทเกินไปนิส ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงไม่แคร์ 

“เก็ต” พอหันไปตามเสียงเล็กก็เจอกับหน้าสวยๆของชะเอม เธอจ้องมายังผมด้วยสายตายั่วยวนแฝงนัยยะ 

โอเค หาอะไรเล่นสักแปบ ค่อยกลับเข้ามาในงานก็แล้วกัน 

“อ๊า เก็ต เดี๋ยว” 

ผมผลักเอมเข้าไปในห้องน้ำชายที่ถูกกั้นไว้ให้เป็นส่วนตัวสำหรับงานเลี้ยงของบริษัทเท่านั้น 

“เก็ต” สาวสวยพยายามร้องประท้วงเมื่อผมซุกไซ้ไปทั่วลำคอขาวขณะที่มือก็กำลังคลึงอยู่บนอกอวบอิ่มของหล่อน 

“ตรงนี้หรอ” เธอถามผมเสียงกระเส่า ก็ตรงนี้สิ จะให้ไปทำที่ไหนละ 

“ตื่นเต้นดีออก” ผมเงยใบหน้าขึ้นจากซอกคอหอมแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ 

“บ้าจริง” หล่อนยกมือขึ้นตีไหล่ผมเบาๆ “ก็ได้ ฮิๆ” 

เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าคลุกวงในอย่างเต็มรูปแบบผมก็ควักอุปกรณ์ออกจากกระเป๋ากางเกงมาสวมใส่ทันที ริจะรักสนุกก็ต้องป้องกัน ผมทำอย่างนี้มาตลอดแหละไม่อยากเสี่ยงโรค ไม่อยากเสี่ยงว่าวันดีคืนดีจะมีหญิงคนไหนจูงเด็กน้อยมาชี้หน้าด่าหาว่าผมเป็นคนเสกเข้าท้อง แถมเมื่ออาทิตย์ก่อนก็เพิ่งไปตรวจเลือดมา ผลคือผมยังใช้ชีวิตโลดโผนได้อีกยาวไกล 

“เบาๆสิ เอมยังไม่พร้อมเลย” เธอพูดแล้วเริ่มใช้มือเพื่อเตรียมพร้อมทั้งของผมและของเธอ ทว่า 

“คุณภคิน” 

ฮะ?! 

ผมถูกผลักออกทันที และเมื่อหันไปด้านหลังก็พบกับร่างสูงที่มีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตรงประตู 

“เก็ตอ่ะ! ฮึ่ยยย” เอมเหวี่ยงผมขณะจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง หางตาสวยก็ลอบมองไปยังคนมาใหม่ตลอดเวลา เธอกำลังอายและผมเป็นคนผิดงั้นหรือ 

? 

“ขอโทษค่ะ” พอเครื่องแต่งกายกลับมาเป็นเหมือนเดิม ชะเอมก็ขอตัวออกจากห้องน้ำไปทันทีในท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบสุดๆ เดาไว้เลยว่าชาตินี้ผมคงไม่ได้แอ้มหล่อนอีกแล้ว 

“งานไม่สนุกหรอ” คนตรงหน้าถามเมื่อเหลือแค่เราสองคน 

“กร่อยแบบสุดๆเลยครับ” ผมตอบประชดแล้วลงมือจัดเครื่องแต่งกายของตัวเองบ้างหลังจากปล่อยให้ซิปมันเปิดอยู่นานสองนาน 

เขาหันไปล้างมือที่อ่าง ไม่ยอมมองผมเลยสักนิด 

“อุตส่าห์จัดงานในโรงแรมทั้งทีทำไมไม่ไปเปิดห้องหับให้มันเรียบร้อย” เขาพูดเสียงนิ่ง 

“เปลือง” ผมตอบ ที่มันโรงแรมห้าดาวนะ แค่ห้องที่ถูกที่สุดก็ปาไปห้าพันแล้ว 

“เฮอะ” คุณภคินหันมามองผมแล้วขำเยาะ ผมรู้สึกชาไปทั้งตัวเมื่อถูกจ้องด้วยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น 

“ทำไมครับ? หรืออยากช่วยผม” การพูดท้าทายก็เพื่อจะปกปิดความรู้สึกอ่อนแอภายในจิตใจ 

โคตรงี่เง่าเลยกู! 

“โอะ” แต่เมื่อร่างสูงยกมือขึ้นจับกระดุมบนเสื้อสูท ผมกลับถอยหลังหนีอย่างคนจนตรอก สายตาของเขาทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนด่าว่าทำตัวน่าขายหน้า มันเจ็บยิ่งกว่าโดนด่าแบบตรงๆเสียอีก 

คนที่แพ้ในคราวนี้ก็คงจะเป็นผมอีกแล้ว 

ผมจุดบุหรี่สูบหลังจากที่เขาออกจากห้องน้ำ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจึงตัดสินเดินกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง 

“อีเหี้ย กูอยากจะร้องไห้” 

เมื่อไปถึงก็รับรู้ได้ทันทีว่าบรรยากาศมันไม่เหมือนเดิม พวกพนักงานสาวนี่จะคร่ำครวญกันทำไม หรือไม่ได้ทองห้าบาทกัน? 

“อย่างงี้คุณภคินก็ไม่ใช่หนุ่มคลีโอแล้วล่ะสิ” 

“ฮืออออ กูเสียใจ” สาวๆจากแผนกบัญชีพากันบ่นระงมด้วยความเซ็ง ขณะที่ผมยืนงงหัวโด่ 

“เมื่อกี้มึงพลาดซะแล้ว” พี่โอมคนเดิมเดินมาหาผม ข้างๆก็มีแอมกับนิกกี้ที่มีสภาพไม่ต่างจากสาวแผนกบัญชีสักเท่าไหร่ 

“หนูเดาไม่ผิดจริงๆพี่โอม” นิกกี้พูด 

“เออ ยอมรับ” หัวหน้าผมตอบอารมณ์แบบขอไปที 

“มีอะไรหรอครับ” ผมถาม 

“คุณภคินเขาประกาศหมั้นคุณพิม” 

“หรอครับ” ปากผมหนักอึ้ง 

จุกจนตัวชา อกซ้ายปวดหน่วง ใต้ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ทั้งหมดนี้คืออาการที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันอย่างหาสาเหตุไม่ได้ นี่ผมกำลังบ้าเป็นอะไร?! เพียงแค่ได้ยินว่าเขากำลังจะหมั้นกัน ทำไมผมถึงรู้สึกอยากจะร้องไห้เหมือนจะเป็นจะตายให้ได้ 

ทำไมต้องเสียใจ?...เพราะความรู้สึกที่ว่ากำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

มันทำแบบนั้นกับผมอีกแล้ว 

มันกำลังจะทิ้งผมไว้ข้างหลัง คนเหี้ยๆอย่างผม 

…. 

กำลังถูกมันทิ้งอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

“พี่ผมกลับก่อนนะ” รับรู้ได้เลยว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูน่าสมเพชขนาดไหน ผมไม่รอฟังคำอนุญาตเพียงแต่ยกมือไหว้แล้วหันหลังเดินจากมาอย่างคนไร้ชีวิต สองเท้าก้าวไปเรื่อยๆโดยมีจุดหมายอย่างดียวคือลิฟท์เพื่อลงไปชั้นล่าง 

แต่เมื่อได้เห็นร่างสูงที่คุ้นเคยอีกครั้ง ผมก็ไม่สามารถห้ามตัวเองได้อีกต่อไป 

.......... 

“สวัสดีคุณกัมปนาท” 

ผมเดินเข้ามายืนอยู่ในลิฟท์ตัวเดียวกับเขาอย่างหน้าด้านๆ และเท่าที่รู้ก็คือลิฟท์นี่มันไม่ได้ลงไปชั้นล่างด้วย มันกำลังเคลื่อนอย่างช้าๆขึ้นไปยังชั้นบนสุดของโรงแรม 

“คุณมาทำอะไรที่นี่” เขาถามแล้วเลิกคิ้ว 

นั่นสิ กูมาทำอะไรที่นี่? 

สมองผมกำลังทำงานอย่างหนักเนื่องจากไม่สามารถหาคำพูดอะไรมาตอบคนข้างๆได้ หรือแม้แต่จะตอบตัวเอง 

…. 

ผมยังทำไม่ได้เลย 

“ไปดื่มอะไรหน่อยมั้ย” เขาเอ่ยชวนเมื่อลิฟท์เปิดออกกว้างสู่คลับฟลอร์ ชั้นที่พวกมีตังค์เท่านั้นถึงจะมีปัญญาได้ขึ้นมาพักบนนี้ ผมไม่ตอบเพียงแต่เดินตามเขาไปเหมือนลูกเป็ดหลงทาง 

“แบบไหน” เขาหยิบกระป๋องเบียร์ยี่ห้อแพงมาให้เลือกสองยี่ห้อ ผมส่ายหน้าก่อนจะตัดสินใจปัดมันออกจากมือขาวตรงหน้า 

“คุณเป็นบ้าอะไร!” เขาขึ้นเสียงใส่ 

“เออ!! เป็นบ้า!” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอย่างอวดดี 

“รักคุณพิมรึไง” ผมถามทั้งที่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะถามทำไม เขาจะรักหรือไม่รักคุณพิมยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวสักนิด 

“ใช่” น้ำเสียงนิ่งๆของคนตรงหน้าทำเอาแทบจะยืนไม่อยู่ 

“โกหก” ผมเอ่ย เสียงเบา ผมอยากให้มันโกหก! มันต้องโกหกผมสิ! 

“ทำไมกูต้องเป็นแบบนี้” ผมพึมพำกับตัวเองเหมือนว่าจะเป็นบ้าเข้าไปทุกที แล้วเดินไปนั่งลงบนโซฟา “ไม่เข้าใจเลย คุณทำผมเจ็บ คุณทำผมร้องไห้ คุณทำให้ผมรู้สึกเหมือน อึก คนไร้ค่า” สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยให้ตัวเองร้องออกมาอย่างน่าไม่อาย เหี้ย!! เกลียดตัวเอง 

“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ มันเจ็บ 

!….. 

รู้มั้ยว่ามันเจ็บ” ผมเริ่มอาละวาดโดยการหยิบหมอนอิงปาใส่ร่างสูงตรงหน้า เขายกมือบังเล็กน้อยก่อนจะเดินมากระชากแขนผมให้ลุกขึ้น 

“ปล่อย!” ผมดิ้นแล้วพยายามหนีจากการเกาะกุม ทว่าแรงของเขาเยอะมาก ผมสู้ไม่ไหว ไม่มีแรงหลงเหลืออีกแล้ว ผมมันอ่อนแอ ผมมันขี้แพ้ ขณะที่ในใจก็คิดเพียงไม่กี่อย่าง 

อย่าหมั้นกับคุณพิมนะ 

อย่าแต่งงานกับคุณพิมนะ 

ขอร้อง 

ขอร้องละ อย่าทำแบบนั้น 

“อึก ทำไมต้องทำกันแบบนี้ด้วยวะ” ผมยกมือข้างที่เหลือทุบไปยังอกกว้างอย่างเต็มแรง แล้วดิ้นหนีต่อ 

“เก็ต!!” คุณภคินพยายามจับให้ผมอยู่นิ่งๆ 

“อื้ออออ” 

ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ 

ผมหยุดดิ้นทันทีเมื่อริมฝีปากของเราประกบกัน และมันบ้าบอมากๆที่ผมกลับเหนี่ยวคอเขาเอาไว้เพื่อให้สัมผัสของเราแนบชิดมาก ยิ่งขึ้น มันไม่ได้ลึกซึ้งเหมือนคนรัก แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความเร่าร้อนจนแทบยืนไม่ไหว  เราจูบกันอย่างคนขาดน้ำที่หิวกระหาย 

และเรื่องนี้ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี 

“ผมพอใจคุณ คุณกัมปนาท” เขาพูดขณะซุกไซ้ไปตามร่างกายที่ไร้อาภรณ์ของผม ซึ่งมันต่างจากสองอาทิตย์บัดซบนั้นมาก ต่างเสียจนเผลอคิดไปว่านี่อาจจะเป็นความฝัน ผมไม่พูดตอบเพียงแต่ดึงใบหน้าคมคายให้ขึ้นมาสบตาก่อนจะมอบจูบให้เขาอีกครั้ง และอีกครั้ง 

“ต่อจากนี้ คุณต้องทำหน้าที่เดิม” เขาพูดขณะที่ริมฝีปากเรายังสัมผัสกันอยู่บางเบา ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะกลั้นใจถามคนตรงหน้า 

“หน้าที่อะไร” 

“ฮึ” เขาสบถขำ ก่อนจะพูดในสิ่งที่ทำให้ผมไม่อาจทดกลั้นหยดน้ำตาไว้ได้อีกรอบ 

“คุณไม่มีสิทธิเลือก” ผมสะอื้นด้วยความเจ็บปวด เมื่อรู้ว่าสุดท้ายเขาก็ยังมองผมเป็นเหมือนเดิม แค่อีตัวโง่ๆ ที่สามารถโยนเศษเงินใส่หน้าเมื่อไหร่ก็ได้ และมันบัดซบตรงที่ผมกลับไม่นึกเกลียดหรือโกรธอะไรเลยแม้แต่น้อย ผมสามารถเป็นในสิ่งที่เขายัดเยียดให้โดยที่ไม่รู้สึกถึงคำว่าศักดิ์ศรีอีกต่อไป 

ผมยอมมอบทุกสิ่ง ทุกอย่างให้เขา ด้วยความหวังเล็กๆว่าสักวันเขาจะยอมมอบความรู้สึกที่มีต่อคุณพิมให้ผมบ้าง 

เพียงแค่เศษเสี้ยวก็ยังดี... 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว