email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 20:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

บทที่ 4 

“คุณภคินมาทำอะไรชั้นนี้ว่ะ” 

ผมได้ยินเสียงพนักงานสาวซุบซิบกันอยู่ภายในแผนก พยายามจะไม่สนใจนะ แต่พวกหล่อนเสียงดังอ่ะ นั่งเฉยๆก็ได้ยินแล้ว 

“เห็นว่ามาคุยกับพี่ตาที่แผนกบัญชี ดูซีเรียสมากเลยอ่ะ” 

“จะมีการปลดพนักงานมั้ยว่ะ” 

“มึงก็พูดเป็นลาง คุณภคินเขามาแค่สามเดือนเองนะ คงไม่ใจร้ายหรอก” 

“แต่ถ้ายังมัวเป็นสาวช่างเมาส์กันแบบนี้ก็ไม่แน่นะ” เมื่อสิ้นเสียงพี่โอม สองสาวก็พากันแตกไปคนละทิศละทางทันที ทว่าอยู่ๆประตูแผนกก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของคนมาใหม่ 

“สวัสดีครับทุกคน” 

น้ำเสียงทุ้มๆทำให้พนักงานที่กำลังจดจ่อกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องเงยขึ้นมองด้วยความสงสัยปนตกใจนิดๆ 

“คุณภคิน” ผมแทบจะทำเม้าส์ร่วงลงจากโต๊ะเมื่อสายตาประสบเข้ากับร่างโปร่งในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย จนตอนนี้ก็ผ่านมาสามวันแล้ว 

“คุณภคิน สวัสดีครับ” พี่โอมรีบออกมาจากห้องของตัวเองอย่างไวเพื่อมาต้อนรับคุณซีอีโอไฟแรง 

“สวัสดีครับคุณโอม” เขาเอ่ย ดวงสีน้ำตาลอ่อนก็กวาดไปทั่วห้อง 

“แผนกนี้ ดูจะยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเท่าที่ควรนะ” พนักงานทุกคนเงียบลงในทันใดเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด ผมเองก็เกือบลืมหายใจเช่นกัน 

“ผมหมายถึง เออ พวกการตกแต่ง รีโนเวทอะไรแบบนี้น่ะ ทุกคนอย่าเพิ่งเครียดสิ” น้ำเสียงขันๆที่ฟังดูน่าหลงใหลของคุณภคินทำให้คนทั่วทั้งแผนกพากันผ่อนลมหายใจโดยที่ไม่ได้นัดหมาย 

“แอมตกใจหมดเลยค่ะ” 

“ฮึๆ ขอโทษครับ” ผมจ้องร่างสูงที่ยืนหัวเราะเบาๆกับเลขาของพี่โอมด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เขาดูเป็นกันเองและน่ารักมากกับคนอื่นๆ ไม่มีท่าทีหวงตัวเลยสักนิด 

“ผมมาที่นี่ อยากจะปรึกษาคุณโอมสักหน่อยน่ะครับ” 

“อ่อ ได้เลยครับยินดี เดี๋ยวเชิญที่ห้องผมเลย” พี่โอมวาดมือให้ซีอีโอจากชั้นสูงสุดเดินนำ ก่อนจะเดินตามหลังเข้าไปในห้องส่วนตัว 

เขาไม่มองมาทางผมแม้แต่นิดเดียว แต่กับคนอื่นๆกลับแจกรอยยิ้มไปทั่ว 

มันรำคาญใจอย่างบอกไม่ถูก แถมยังรู้สึกหงุดหงิด หงุดหงิดมากด้วย 

สองคนนั้นเข้าไปคุยกันตั้งแต่สิบโมงครึ่งจนตอนนี้ก็เที่ยงกว่าแล้วยังไม่ออกกันมาเลย 

“เก็ต ไม่ไปกินข้าวอ่อ” ไหมถามผมแล้วยิ้มให้อย่างมีนัยยะ เราเคยมีเซ็กส์กันครั้งนึง แต่โชคดีที่เธอเป็นคนรักสนุกและไม่ผูกมัดกับใครง่ายๆ ผมเลยไม่ต้องซีเรียสอะไรมากแม้เราจะนั่งทำงานอยู่ในแผนกเดียวกัน 

“ยังอะ งานยังไม่เสร็จ” ผมตอบ 

“โอเค งั้นไหมไปก่อนนะ” ผมคงไม่กลับไปเล่นกับเธออีกแล้วแหละ มันค่อนข้างเสี่ยงที่จะมีเรื่องวุ่นวายตามมาภายหลัง เมื่อไหมออกไปผมก็กลับมาทำงานของตัวเองต่ออีกครั้ง อันที่จริงมันก็เสร็จไปตั้งแต่สิบห้านาทีที่แล้ว แล้วแหละ 

ผมแค่รู้สึกไม่อยากจะลุกออกจากห้องไปไหน 

“ฮัลโหล” เสียงหวานใสของผู้มาใหม่ดังอยู่หน้าประตู 

“คุณพิมสวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักทายเจ้าของใบหน้าสวยอย่างเป็นมิตร 

“อ่าว พี่เก็ตไม่ทานข้าวหรอคะ” เธอถามก่อนจะเดินมาหน้าโต๊ะผม 

“งานยังไม่เสร็จครับ” 

“หิวแย่เลย” เธอพูดแล้วมุ่ยหน้า 

“เขาคุยกันนานรึยัง” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของคุณพิม 

“ครับ?” 

“พี่โพวกับพี่โอมน่ะ” ผมกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้ยินคำว่า “โพว” คำที่ชาตินี้คงจะไม่มีทางได้เอ่ยอีก 

“ไง เจ้าหญิงดิสนีย์” แต่เมื่อผมเอ่ยปากจะตอบ สองคนนั้นก็เดินออกจากห้องพอดี 

“พี่โอมสวัสดีค่ะ พี่โพว พิมหิวจนกินช้างได้แล้วนะ” หญิงสาวพูดขึ้นด้วยท่าทางงอนๆ 

“พี่ขอโทษครับคุณพิม คุยกับคุณภคินเพลินไปหน่อย” พี่โอมเอ่ยขึ้นแล้วหันมามองผมงงๆ ประมาณว่าทำไมยังไม่ไปกินข้าว 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวไปทานข้าวด้วยกันนะคะ” สาวสวยเอ่ยชวนแต่พี่โอมกลับยกมือปฏิเสธ 

“พอดีผมต้องออกไปรับลูกสาวน่ะครับ วันนี้ลาครึ่งวัน” 

“อ๋อ พิมอยากเจอน้องอ้อมจังเลย พี่โอมอ่ะไม่พาแกมาสักที” น้องอ้อมคือลูกสาวของพี่โอมนั่นแหละ ผมนั่งมองทั้งสามคนคุยกันเรื่องนู่นเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นธาตุอากาศ ดวงตาสีน้ำตาลจ้องไปที่ใบหน้าสวยของคุณพิมตลอดเวลาจนรู้สึกปวดหนึบๆในอก 

“ไปทานข้าวกันดีกว่าเรา” 

“โอเค อ้อ พี่เก็ตไปด้วยกันมั้ยคะ” คุณพิมหันมาชวนผม 

“ไม่ดีกว่าครับ ยังเหลืองานอีกเยอะเลย” โดนคนข้างหลังจ้องซะขนาดนั้น ใครมันจะกล้าไปด้วยวะ 

“ขยันดี” ใจผมกระตุกเมื่อได้ยิน 

“ใช่ค่ะ พี่เก็ตเขาขยันมาก” เธอหันไปชื่นชมผมให้คุณภคินฟังสักพักก่อนจะขอตัวไปทานอาหารกลางวัน 

ผมอยู่คนเดียวอีกครั้งเมื่อทั้งสามคนนั่นเดินออกจากแผนกไป ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมผมถึงได้รู้สึกเจ็บจุกไปหมด 

“เหี้ย” 

ความร้อนผ่าวใต้ขอบตาทำให้ต้องสบถออกมาอย่างห้ามไม่ได้ 

 

“ทำไมชอบแส่จังวะ” 

ผมถามไอ้คนตัวผอมกะหร่องที่กำลังนั่งบีบยาแดงใส่สำลีอย่างตั้งอกตั้งใจ 

“หือ” ไอ้โพวเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วเลิกคิ้วงงๆ 

“กูถามว่าทำไมแส่ชีวิตกูจัง” วันนี้ก็มีเรื่องชกต่อยเป็นปกติ แต่เผอิญพวกอาจารย์เข้ามาเห็นตอนกำลังใช้ฝ่าเท้าละเลงหน้าคู่อริพอดีเลยซวยไป ผมกำลังจะโดนพักการเรียนพร้อมกับปรับตกในทุกรายวิชา ทว่าไอ้จ้อยนี่สิมันดันเสนอหน้าไปเป็นพยานให้ผม แถมยังใช้ความเป็นนักเรียนดีเด่นมารับประกันด้วย ผมเลยโดนแค่หักคะแนนไป 

“ก็เราอยากช่วยเก็ต” มันตอบ 

“จริงๆเก็ตไม่ผิดสักหน่อยเราเห็นว่าพวกนั้นปาไข่ใส่หัวเก็ตก่อน” ผมมองมันอย่างไม่เข้าใจนิดๆ 

“เก็ตเป็นคนดีนะ” มันพูดแล้วใช้สำลีที่มียาแดงเช็ดแผลตรงมุมปากให้อย่างนุ่มนวล 

“ฮึ” ผมสบถขำในลำคอเล็กน้อย กูนี่นะคนดี? ตั้งแต่เกิดมาก็มีมันนี่แหละที่บอกผมแบบนี้ เพราะปกติก็โดนด่าว่าสันดานทราม เป็นตัวปัญหามาโดยตลอด 

“จริงๆนะ เวลามีเรื่อง คนที่เริ่มจะไม่ใช่เก็ต” มาคิดๆดูแล้วก็ใช่ ปกติผมจะเป็นฝ่ายโดนท้าต่อยอยู่เสมอ 

“แถมเก็ตยังอ่อนโยนด้วยนะ” 

ฮะ!? 

ประโยคต่อมาของไอ้โพวทำเอาผมนิ่งไปห้าวิ มีเวลาพอจะสังเกตเห็นว่าใบหน้าขาวๆของมันเริ่มขึ้นสีระเรื่อ 

“เก็ตชอบเล่นกับแมวของภารโรง เราแอบเห็นบ่อยๆ ผู้ชายรักสัตว์เขาว่าเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน” มันบอกพร้อมกับรอยยิ้มซื่อๆ 

“หรอ” ผมพูดอะไรไม่ออก เพราะไม่ค่อยชินกับเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ 

“เราชอบเวลาเห็นเก็ตมีมุมแบบนั้น” มันพูดไปทำแผลบนหน้าผมไป ไม่ได้รู้เลยว่ากำลังโดนจ้องอยู่ ผมกำลังจ้องมันอยู่ด้วยความรู้สึกสับสน ปั่นป่วน 

“มึงคิดว่ากูดีขนาดนั้นเลยหรอ” คำถามของผมคนร่างจ้อยตรงหน้าหยุดชะงัก 

“อือ ถึงจะเลวในสายตาคนอื่นแต่สำหรับเรา เก็ตก็ดีใช้ได้” ดูคำตอบมันสิ แอบกวนนะ แล้วเมื่อกี้หลอกด่ากันปะวะ 

“ไอ้ผอมเอ๊ย” ผมหมันไส้เลยยีหัวมันไปแรงๆ ไอ้โพวก็โยกหนีพัลวัน 

“ถึงกูจะเป็นยังไงมึงก็ยังรับได้ใช่มั้ย” ผมเลิกแกล้งมันแล้วถามต่อ 

“รับได้สิ” 

“มึงจะอยู่กะกูแบบนี้ตลอดเลยป่ะ” 

“ได้มั้ยละ” มันถามกลับแล้วยิ้มจนตาหยี ขณะที่ใจผมกำลังเต้นในจังหวะแปลกๆ 

“ลูกแหง” พอได้ยินไอ้คนตรงหน้าก็ทำท่าเซงๆในทันที 

“เก็ตนิสัยไม่ดีว่ะ” มันว่า 

“โห เดี๋ยวนี้ว่ะ เว่อะแล้วหรอฮะ” ผมแกล้งดุมัน คนตัวจ้อยก็เงียบลงทันที 

“แล้วทำแผลอ่ะเมื่อไหร่จะเสร็จ กูต้องไปเตะบอลต่อนะ” 

“ได้ๆ เหลืออีกนิดเดียว” มันยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะลงมือทำแผลให้อย่างนุ่มนวล 

ดูๆไปไอ้นี่ก็น่ารักดี.... 

............ 

“นอนไม่หลับหรอ” พี่สาวผมถามขึ้นขณะถอดรองเท้าอยู่หน้าประตู 

“อือ” ผมพยักหน้าตอบแล้วเหลือบไปมองนาฬิกาที่ผนัง ตีสามยี่สิบเจ็ด 

“กลับมายังไงอ่ะ” 

“แท็กซี่ โดนไปเกือบสองพันแหนะ” พี่สาวผมทำหน้าเซงนิดๆก่อนจะตอบ ผมผงกหัวเป็นอันรับทราบก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่ม แล้วก็กะจะแวะล้างหน้าด้วยเผื่อมันจะทำให้รู้สึกดีขึ้น 

“ไม่หนุกเลยว่ะ” พี่เกรซพูดขึ้นแล้วล้มตัวลงนั่งบนโซฟา 

“พอไปถึงแม่งก็โทรหากันตลอด จะไปนู่นไปนี่ก็ต้องรีบ ต้องเร่ง ชั้นเซง! เซงมากเลยเก็ต” ผมกินน้ำเงียบๆเพื่อรับฟังสิ่งที่พี่สาวพูด 

“เขาบอกว่าคุยแล้ว เคลียร์แล้ว ทริปนี้ชั้นต้องมีความสุข จะดูแลอย่างดีตอแหล! 

“ก็เลิกซะสิ” ผมบอกแล้วหันไปประจันหน้ากับร่างบางบนโซฟา 

“ถ้ามันลำบากนักก็เลิก” พี่เกรซจ้องผมแปบนึงด้วยท่าทางไม่พอใจ แหงล่ะ เธอคงจะต้องการแนวร่วมด่า ซึ่งผมไม่ทำหรอก เรื่องนี้ก็รู้อยู่แก่ใจ 

“เลิกก็โง่สิ” ผมกรอกตาขึ้นเพดานเมื่อได้ยิน 

“ลืมไปแล้วหรอว่าเราสบายได้เพราะเขา” มันเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ 

“พี่เลยต้องตอบแทนบุญคุณแบบนี้หรอ” ผมถาม 

“ก็ไม่เชิง ที่คบก็เพราะรักด้วยแหละ” คนเรามันยอมทุกอย่างจริงๆกะอีแค่คำว่ารักเนี่ย ผมรู้สึกสังเวชยังไงก็ไม่รู้ 

“แล้วจะอยู่แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?” พี่เกรซนิ่งไปเมื่อเจอคำถามของผม 

“ชั้นเหนื่อยและ อยากขึ้นไปนอน” 

เธอไม่ตอบเพียงแต่เดินตัวเปล่าขึ้นบันได ทิ้งกระเป๋าเดินทางและถุงของฝากกองระเกะระกะไว้ที่ห้องนั่งเล่น 

เกือบจะทะเลาะกันอีกแล้วมั้ยล่ะ ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆก่อนจะกลับขึ้นไปบนห้องนอน แต่เมื่อหัวถึงหมอน 

มันกลับหลับไม่ลง... 

ผมนอนบิดไปบิดมาอยู่บนเตียงแคบๆของตัวเอง สบถในใจด้วยความโมโหเป็นพันๆครั้งด้วยความทรมานเนื่องจากร่างกายเริ่มร้อน รุ่มอย่างไม่มีสาเหตุ อาจจะเพราะห่างเรื่องนั้นนานเกินไป หรือไม่ก็คงเครียดจัด ทว่ากลิ่นหอมจางๆและสัมผัสหยาบกระด้างที่คอยไล้เลียไปทั่วตามร่างกายกลับทำ ให้รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาซะอย่างนั้น 

โคตรเกลียดเลยว่ะ! 

ผมเกลียด…ที่ดีแต่หลอกตัวเองไปวันๆว่าได้ชีวิตอิสระคืนมาแล้ว สองอาทิตย์แห่งความบัดซบนั่นมันก็แค่ฝันร้าย 

ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ 

“อ๊า อึก” ผมสัมผัสในทุกๆส่วนที่เขาเคยสัมผัส ให้ทุกๆจังหวะของปลายนิ้วเป็นตามความต้องการของร่างกายจนในที่สุด 

มันก็จบ.. 

ผมนอนขดตัวนิ่งๆอยู่ที่เดิมในความเงียบ สายตาก็จ้องไปยังคราบของเหลวที่เลอะเต็มฝ่ามือ 

“บ้าฉิบ” 

“เก็ตพี่วานเอาเอกสารนี่ไปให้คุณภคินหน่อยสิ” 

ผมเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทันทีที่ได้ยิน เอาไปให้เขาหรอ ให้เข้าไปหาเขาเนี่ยนะ 

“ผมหรอ?” นี่กูพูดอะไรออกไป 

“ทำไม?” พี่โอมเดินออกจากห้องส่วนตัวแล้วเลิกคิ้วมองผมงงๆ ในมือก็ถือซองเอกสารสีน้ำตาลปึกใหญ่ 

“เปล่าครับ” ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะลุกขึ้นรับซองนั่นมาถือไว้ 

“โอเค” พี่โอมยิ้มแล้วหันหลังกลับเข้าห้อง 

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะบ้าเข้าไปทุกทีๆ เมื่อเห็นตัวเลขลิฟท์พุ่งทะยานขึ้นทีละชั้นๆอย่างรวดเร็ว ในใจก็นึกโทษหัวหน้าที่ไม่ยอมขอให้แผนกบุคคลหาเด็กฝึกงานมาสักที เพราะถ้ามีสักคน ป่านนี้ผมก็คงจะนั่งพิมพ์งานสบายๆอยู่ในคอกแสนสุข ไม่ต้องมายืนกระวนกระวายอยู่ในลิฟท์อย่างนี้หรอก 

ติ้ง 

เสียงที่ดังกังวานบ่งบอกว่าบัดนี้ผมได้พาตัวเองขึ้นมาอยู่ชั้นสูงสุดของตึกแล้ว ตามทางเดินถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราเช่นเคย ผมเคยชอบสถานที่นี้นะ เวลาได้ขึ้นมาทีไรชอบเผลอคิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกที อาจจะฟังดูไม่เจียม แต่มันก็เป็นแค่ความฝันของคนตัวเล็กๆโง่ๆคนนึงเท่านั้น ไม่น่าเสียหายอะไร 

“ขอให้ไม่อยู่” ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินตรงไปตามทางเพื่อหาห้องที่มีประตูบานใหญ่พร้อมป้ายชื่อซีอีโอผู้ทรงคุณวุฒิ 

“ภคิน สุวรรณอักษร” 

“สวัสดีค่ะ” แต่บางทีผมก็ลืมคิดถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเลขาหน้าห้องไป 

“ครับ” ตอนนี้ในใจผมกำลังเต้นเป็นกลองรัวเลยทีเดียว ฝากซอง แล้วหันหลังไปขึ้นลิฟท์ จบ!! 

“คุณอานัสฝากเอกสารให้คุณภคินครับ” ผมพูดแล้วแจกยิ้มหวานจนหล่อนมีท่าทางเขินนิดๆ เลขาคนนี้ท่าจะมาใหม่ เพราะผมไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลย 

“ขอบคุณค่ะ คุณภคินคะเอกสารจากคุณอานัสได้แล้วค่ะ” เมื่อรับซองจากผมไปเธอก็โทรแจ้งเจ้านายของเธอ 

ทว่า 

“ได้ เอาเข้ามาเลยคุณอานัสขึ้นมาเองรึเปล่า” เสียงทุ้มที่เล็ดลอดมาตามสายทำเอาผมยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ ทางที่ดีเราควรจะเดินออกมาจากที่ตรงนี้ซะ 

“เปล่าค่ะ คุณ เอ่อ กัมปนาท เป็นคนขึ้นมาส่งค่ะ” 

ช่างเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยมเสียจริง!! 

ผมยกมือจับป้ายชื่อที่ห้อยคอไว้ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันสายไปเสียแล้ว 

“ค่ะ” เลขาสาวตอบรับคนในสายก่อนจะวางโทรศัพท์ลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองผม 

“คุณภคินเรียกคุณกัมปนาทให้เข้าพบค่ะ” 

“ส่วนเอกสารนี่ก็เอาเข้าไปให้กับมือได้เลย” ผมยื่นมือออกไปรับซองสีน้ำตาลกลับมาถือเหมือนคนไร้จิตวิญญาณ สมองมันล่องลอยหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ 

สิ่งที่รู้สึกได้อย่างเดียวก็คือความกังวลและหวั่นวิตก 

.......... 

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้คนที่กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่บนเก้าอี้หมุนตัวใหญ่ คุณภคินเงยหน้ามองเล็กน้อยก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปาก 

“ไม่เจอกันนานนะ” 

“นี่ครับ เอกสาร” ผมไม่พูดตอบเขาเพียงแต่เดินเอาเอกสารไปวางแหมะไว้บนโต๊ะไม้สักเนื้อดี 

“เย็นชาจังนะ” เขาพูดก่อนลุกขึ้น ขณะที่ผมกำลังถอยกรูดเพราะเห็นรูปร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า 

“ไม่ต้องกลัวผมจะทำแบบในห้องนั้นหรอก” คุณภคินเอ่ยเสียงเรียบแล้วเดินมายืนพิงโต๊ะด้านหน้า “นั่งสิ” เขาผายมือไปยังโซฟาตัวใหญ่ด้านหลัง 

เหอะ นั่งก็โง่! 

“นี่ยังระแวงอยู่อีกหรอ” เขาถามแล้วก่นขำเบาๆ 

“ผมไม่ทำเรื่องสกปรกแบบนั้นในห้องทำงานของผมหรอก” เขาย่นจมูกเบาๆแล้วทำหน้าเหมือนรังเกียจอะไรบ้างอย่าง 

นั่นทำให้ผมรู้สึกปวดหนึบในอกแบบไม่มีสาเหตุ 

“เท่าที่ทราบมาคุณก็ร่านไม่ใช่เล่นนะ คุณกัมปนาท ในบริษัทนี้ฟาดไปกี่คนแล้วละ” 

“นั่นมันเรื่องส่วนตัวของผม” 

แม้จะเจ็บกับคำพูดทำร้ายจิตใจ แต่ถึงยังไงก็จะไม่ยอมให้เขาเห็นความอ่อนแอในตัวอีก ไม่มีวัน! 

“ลืมแล้วรึไงว่าตัวเองมีสถานะเป็นอะไร” เขาถามแล้วค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ จนผมเริ่มได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ 

“ฮึ” ถึงตาผมได้ก่นขำบ้างล่ะ 

“หวงผมหรอ” คนตรงหน้าหยุดการเคลื่อนไหวก่อนจะเลิกคิ้วนิดๆ ท่าทางแบบนี้แม่งไอ้โพวชัดๆ 

“คิดว่าน่าหวงมั้ยละ” เขายิ้มก่อนจะยกมือเรียวขึ้นจับปลายคางผมเบาๆ แปลกที่ตัวเองกลับทำได้แค่จ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเย้ายวนคู่นั่น ไม่กล้าขยับตัวไปไหน 

“หลงผมจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วละสิ” อะไรที่ทำให้กล้าพูดแบบนั้นออกไปนะหรอ? ผมไม่รู้อ่ะ แต่ที่รู้ๆคือรู้สึกอยากจะยั่วคนตรงหน้านี้เสียเหลือเกิน 

“เฮอะ” เขาขำเบาๆอีกครั้งก่อนจะพูดตอบ 

“คุณนี่มันไม่เคยเปลี่ยนเลย ทั้งรูปร่าง หน้าตา และนิสัยห่ามๆ ที่ใครๆมักจะบอกว่ามีเสน่ห์” หัวใจผมเริ่มเต้นระรัวเมื่อเขาค่อยๆบดเบียดร่างกายเข้ามาแนบชิด ขณะที่กลิ่นหอมก็ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

เราสองคนจ้องตากันด้วยความท้าทาย ในขณะที่มือของเขากำลังไล้วนอยู่ทั่วสะโพกของผม แล้วกูจะเด้งสู้ทำไมวะ ไม่เข้าใจ?! 

“ออกไปได้และ” ขณะที่กำลังสับสนกับการตอบสนองของร่างกายตัวเองอยู่นั้น คุณภคินกลับหยุดการกระทำทั้งหมดแล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้หมุนตัวใหญ่ดังเดิม ทิ้งให้ผมยืนเท้งเต้งกลางอากาศ 

“เชิญ” เขาผายมือไปยังหน้าประตู ในขณะที่สมองกำลังตั้งคำถามว่า ทำไมๆๆๆ 

“ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่ทำ” เขาพูดแล้วใช้มือสวยที่บีบเค้นสะโพกผมเมื่อนาทีก่อนจับเม้าส์แล้วเลื่อนไปมาในท่าทางสบายๆ 

“และคงจะไม่ทำอีกแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นจากiMacเพื่อมองผมแล้วยิ้มเบาๆทว่าดูร้ายกาจ 

“สองอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านๆไปละกันเนอะ” 

“คนอย่างคุณคงไม่คิดมาก” สายตาเย้ยหยันและน้ำเสียงดูแคลนจากเขาทำให้ผมเริ่มทำตัวไม่ถูก สิ่งที่แน่นหนันอยู่ในอกตอนนี้ก็คงจะเป็นความโกรธละมั้ง 

“ก็ดี! จบซะทีเรื่องเหี้ยๆแบบนั้น” ผมกัดฟันพูดเพื่อไม่ให้เสียงสั่น 

“ลบรูปพวกนั้นซะ” อย่าคิดว่าจะลืม 

“ผมลบไปนานแล้ว” เขาตอบ “ไม่เก็บให้มันเปลืองพื้นที่หรอกสกปรก!” พอได้ยินมันก็เหมือนกับสติผมได้ขาดผึงไปในทันที 

“ทำไมมึงเหี้ยแบบนี้!” 

ผมพุ่งไปคว้าคอแม่งแล้วเขย่าแรงๆอย่างเอาเรื่อง ทว่าเขากลับทำแค่ส่งยิ้มกวนตีนมาให้ 

“โมโหอะไรวะเก็ต” 

ทั้งน้ำเสียงและสรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาผมนิ่งชะงักไปชั่วขณะ 

“คุณควรจะดีใจสิ...” เขาพูดพลางแกะมือผมออกจากปกเสื้อยี่ห้อหรูอย่างง่ายดาย 

“....หรือว่าหลงผมจนโงหัวไม่ขึ้นซะแล้ว” 

เหมือนโดนไม้หน้าสามฟาดลงกลางกบาล ผมยืนกำมือแน่นแล้วกัดริมฝีปากเมื่อรับรู้ถึงความร้อนผะผ่าวใต้ขอบตา 

ทำไมมันเจ็บใจจังวะ! 

“เงียบแสดงว่าใช่ แต่ก็ไม่แปลกหรอกพวกชอบใช้ความรุนแรงอย่างคุณมันก็เหมาะดีกับเซ็กส์แบบซาดิสต์ๆ” เขาพูดพลางหยิบบางสิ่งออกจากใต้โต๊ะ บางสิ่งที่ทำให้ผมต้องถอยหลังกรูดจนหงายหลังล้มลงบนโซฟา 

“จำได้ด้วยหรอ” ผมส่ายหน้าพัลวัน 

“อย่า” ถ้าบอกให้กราบเท้าก็จะกราบ 

“อย่า ไม่เอา” ผมพูดพึมพำในขณะที่เหงื่อเริ่มไหลหยดมายังปลายคาง 

“ฮึ ตลกว่ะ” เขาพูดแล้วเก็บของสิ่งนั้นลง 

“มาเห็นคุณในสภาพแบบนี้แล้วผมก็สะใจดี” ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนเพื่อประจันหน้ากับเขาอีกครั้ง 

“คุณทำให้ผมต้องกลับไปเรียนโฮมสคูลเหมือนเดิม” แววตาสีน้ำตาลอ่อนเริ่มแข็งกระด้าง 

“ไม่สิ ไม่เหมือนเดิมเพราะต้องไปพบจิตแพทย์อาทิตย์ละสามครั้งอย่างต่ำ” ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเมื่อรับรู้ได้ถึงความคับแค้นใจในน้ำเสียงเรียบนิ่งนั่น 

“โรคซึมเศร้าน่ะ...” เขาเอนตัวพิงเก้าอี้ในท่าทางผ่อนคลาย ทว่าผมกลับรู้สึกว่ามันคือการแสร้งทำ คนตรงหน้าสามารถพุ่งมาขย้ำคอผมได้ทุกเมื่อ และนั่นทำให้ผมกลัวจนตัวสั่น 

“เคยฆ่าตัวตายด้วยนะ ตั้งสองครั้งแหนะ...” เขายิ้มแล้วชูสองนิ้วเป็นตัววี ขณะที่น้ำตาผมไหลลงมาด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ 

“...แต่ไม่สำเร็จ” 

“เลยเปลี่ยนมันเป็นแรงผลักดัน เผื่อสักวันจะมีโอกาสได้ตอบแทนความเลวทรามที่คุณเคยให้ไว้” 

“ขอโทษ กูขะ ขอโทษ” ผมร้องออกมาอย่างไม่อายด้วยความสำนึกผิด รู้สึกเกลียดและขยะแขยงตัวเองเหลือเกินที่พลาดพลั้งไปทำลายชีวิตคนดีๆอย่าง เขา 

“มึงควรจะปล่อยให้กูตายอยู่ในโกดังนั่น” ผมพูดไปปาดน้ำตาไป ขณะที่คนตรงหน้ากลับแสยะยิ้มทิ่มแทงใจ 

“ผมก็คิดงั้น” สิ้นประโยคเจ็บแสบร่างผมก็ค่อยๆรูดลงมานั่งบนพื้นด้วยความอ่อนแรงทันที 

“สมเพชงั้นสิ” ผมส่ายหน้า “เปล่า ไม่ใช่” 

“ออกไปเถอะ ผมมีนัดต่อ” เขาพูด “ผมตัดสินใจคืนอิสระให้….” หัวใจผมกระตุกวาบเมื่อสิ้นประโยค แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคนตรงหน้าต้องอะไรกันแน่ 

“เพราะเบื่อเซ็กส์ห่วยๆของคุณเต็มทน” ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากันหวังว่าจะให้น้ำตามันหยุดไหล 

แต่แม่งไม่หยุดว่ะ เหี้ย! โคตรเหี้ยเลย! 

“ต่อจากนี้จะไปร่านกับใครก็ตามสบาย” เขามองมาด้วยดวงตาที่แสนจะหยามเหยียด จนไม่อาจจะทนไหวอีกต่อไป 

“เออ กูทำแน่!” การกระแทกเสียงกลับเป็นกลไกการป้องกันตัวอย่างนึงของผม ป้องกันตัวเองจากความรู้สึกอ่อนแอ ขี้แพ้ 

คนตรงหน้านิ่งไปพักนึงก่อนจะกัดฟันจนเห็นสันกรามขึ้นคราคร้าม 

“ออกไป!” 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว