email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 20:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

บทที่ 3 

“เก็ตมีของมาส่งอ่ะ” 

ผมรับกล่องขนาดพอดีมือจากมิ้ว พนักงานสาวฝ่ายทรัพยากรบุคคลก่อนจะเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน เนคไทด์สีดำที่ผลิตมาจากวัสดุชั้นเยี่ยม การันตีได้จากยี่ห้อแบรนด์ที่ติดหราอยู่หน้ากล่อง ผมส่ายหัวแล้วเก็บมันลงไปดังเดิม 

ปลอกคองั้นหรอ? 

ให้ตายผมก็ไม่ใส่! 

“เนคไทด์ผมไปไหน” 

น้ำเสียงเคร่งขรึมทำให้ผมต้องห่อไหล่ บรรยากาศภายในห้องเก็บเอกสารก็เย็นเยือกจับจิต 

“อยู่ในกระเป๋า” ผมพยายามเค้นเสียงตอบด้วยความเรียบนิ่ง 

“ทำไมไม่เอามาใส่” เขาตรงมาคว้าแขนผมแล้วบีบแรงๆพอให้รู้สึกเจ็บ 

“ก็ไม่อยากใส่!” ผมพยายามสะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุม แต่ก็ไม่มีแรงขัดขืนมากพอ อ่อนแอถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะไอ้เก็ต 

“อยู่นิ่งๆนะ” เขาบีบแก้มผมอย่างแรงจนใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเขม็งประหนึ่งจะล้วงความกลัวทั้งหมดที่ผมมีออกมา 

“ใครอนุญาตให้คุณอยากหรือไม่อยาก” เขาถามผมด้วยน้ำเสียงกดต่ำ ทว่าฟังดูร้ายกาจ 

“ฮึก” ผมพยายามกลั้นก้อนสะอื้น และความรู้สึกที่ว่าผมกลัวเขามากขนาดไหน ก่อนจะตอบออกมาเสียงสั่น 

“ผม ผมไม่อยาก” 

“ทำไม? หรือไม่ถูกใจ” ผมมองหน้าเขา แก้มและคางก็เริ่มปวดจากแรงบีบไปหมด 

“ไม่ชอบหรอ” ผมไม่เข้าใจสักนิด เขาจะมาสนใจทำไมว่าผมจะชอบหรือไม่ 

ผมมีค่าถึงขนาดนั้นเลยหรอ? 

ตึกตัก 

หัวใจมันเต้นแปลกๆเมื่อคิดได้ดังนั้น 

“ฮึ” 

แต่เมื่อได้ยินเสียงเย้ยหยันของคนตรงหน้า ผมก็ทำได้เพียงเม้มปากแล้วก้มหน้าหนีต่อไป 

“ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะชอบไม่ชอบ ต่อให้ผมซื้อเชือกฟางมาให้คุณก็ต้องใส่อยู่ดี...” 

“ถ้าผมพอใจ” 

สิ้นคำพูดร้ายกาจ ผมก็รู้สึกว่าตัวเองมันช่างไร้ค่าสิ้นดี และที่นึกได้เมื่อกี้มันก็แค่ความคิดงี่เง่า 

“ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด แล้วหันหลัง” คำสั่งของเขาทำให้ผมเจ็บลึกไปถึงขั้วหัวใจทุกครั้ง มันไม่ได้เจือไปด้วยความรู้สึกอะไรเลยนอกเสียจากความอยากเอาชนะ และความอยากที่จะทำลายศักดิ์ศรีของผมให้แหลกละเอียด 

และผมเองก็คงจะบ้าไปแล้วเหมือนกัน ที่ยอมปล่อยให้เขาทำตามใจโดยที่ไม่คิดจะต่อสู้หรือนึกต่อต้านอะไร ผมกลายเป็นพวกอ่อนแอ ขี้แพ้ ไอ้เก็ตคนเก่ามันคงจะตายไปแล้วจริงๆ 

ไอ้โพวก็คงจะเหมือนกัน 

วันนี้เป็นวันเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัท ผมได้รับมอบหมายให้มาเป็นสต๊าฟคอยดูแลความเรียบร้อยภายในงาน แม้จะเหนื่อยที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากมายแต่ก็ยังดีกว่าการนอนดมกลิ่นเอกสาร เก่าๆภายในห้องนั่น อยากให้งานเปิดตัวมีอีกสักเดือนจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมยอมมาทำแบบไม่เอาค่าแรงเลยก็ได้ 

“เหนื่อยมั้ย” เสียงหวานของคุณพิม และใบหน้าสวยของเธอทำให้พอจะยิ้มได้บ้าง 

“ไม่ครับ” ผมตอบแล้วรับขวดน้ำเย็นๆจากมือขาวดูนุ่มนิ่ม 

“ทนหน่อยนะคะ เดี๋ยวจบงานค่อยฉลองกัน” คุณพิมพูดขึ้น ผมจึงพยักหน้า 

“น้องพิม คุณพ่อเรียกค่ะ” เสียงทุ้มนุ่มไม่รวมถึงคำพูดที่เจ้าของเลือกใช้ทำให้สาวสวยตรงหน้าหันไปหาแล้วยิ้มจนตาหยี ผมถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว เมื่อเห็นบุคคลที่สามเดินเข้ามา....ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 

“อ๋อ จะเปิดงานแล้วหรอ ขอบคุณนะคะพี่โพว” ชายหนุ่มตรงหน้ายิ้มละมุนให้เธอ 

ท่าทางอ่อนโยนแบบนี้ คือท่าทางของไอ้โพว ไอ้โพวที่ผมคิดถึง 

บ้าชะมัด! เขาไม่ได้พูดกับเรา เขาไม่ได้ยิ้มให้เราสักหน่อย 

ผมเลือกที่จะยืนเฉยๆแล้วยกน้ำขึ้นดื่ม แต่สายตาเจ้ากรรมกลับเหลือบไปมองร่างสูงที่กำลังโอบเอวบางของคุณพิมตรงไปทางเวที 

การไม่รู้สึกอะไรเลย คือสิ่งที่ผมปรารถนา 

หลังจากจบพิธีเปิดได้ประมาณชั่วโมงกว่า ผมก็รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มันช่างเลวร้ายไม่ต่างจากห้องเอกสารเท่าไหร่นัก “คนเยอะจังวะ” ในขณะที่คิดในใจอย่างหงุดหงิด กิริยาอาการที่แสดงออกมาบนใบหน้ากลับตรงกันข้าม ผมยืนแจกของไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้ยินเสียงเหล็กกระทบกันใกล้ๆหู 

“ว๊ายยยย” 

และเสียงร้องของลูกค้าตรงหน้าบวกกับอาการตกใจจนตาโต ทำให้ผมต้องหันไปมองด้านหลังของตัวเอง 

แอ๊ดดดดดด 

แบ็คดร๊อปขนาดใหญ่กำลังจะร่วงลงมา และคนโชคร้ายที่ยืนอยู่ใต้นั้นไม่ใช่ใคร 

ผมเอง.... 

“ไอ้โพว มึงว่ากูหล่อป่ะ” 

ผมเอ่ยถามมันขณะที่เรากำลังนั่งกินข้าวกลางวันที่โต๊ะม้าหิน 

“หา?” 

มันเงยหน้าขึ้นมามองทั้งๆที่ปากยังเขี้ยวหนุบหนับ นี่ขนาดมันบอกว่ามันหิวนะเนี่ย กินไม่มูมมามเลยสักนิด 

“เออ หล่อสิ คนมาชอบเก็ตตั้งเยอะ” ไอ้โพวตอบแล้วก้มลงเขี่ยหมูสับในกล่องข้าวไปมา 

“ก็จริง” ผมพูด 

“แล้วกูกับไอ้เติร์ก ใครหล่อกว่ากัน” ไอ้โพวเงยหน้าขึ้นมามองผมอีกครั้ง แล้วเลิกคิ้วงงๆ 

“ทำไมถามงั้นอ่ะ” มันพูด 

“ก็อยากรู้” ใช่ก็แค่อยากรู้ว่าผมกับเพื่อนเด็กเรียนที่ช่วงนี้ชอบมาคุยกับมันบ่อยๆใครหล่อกว่ากัน ผิดด้วยหรอ 

“ไม่รู้สิ” มันมีท่าทางลังเล อะไรวะ เมื่อกี้ยังบอกว่ากูหล่ออยู่เลย 

“ไม่รู้ได้ไง” ผมถามมันด้วยความหงุดหงิด กะอีแค่ตอบมาว่าใครหล่อกว่ากันมันจะไปยากตรงไหน 

“อือ เติร์กเขาก็โอเคนะ หน้าตาดี” มันพูดยิ้มๆ แต่ผมได้ยินแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์ ไอ้เต้าหู้นั่นอะนะหน้าตาดี ฮึ 

“แต่เราว่า” มันเว้นช่วง 

“ว่าไร” ผมจึงเร่งเร้าให้มันพูดต่อ 

“เก็ตหล่อกว่า” ผมคิดไปเองรึเปล่าว่าไอ้โพวมันมีท่าทางเขินๆ 

“ให้มันได้อย่างงี้ดิวะ” แล้วผมเองก็รู้สึกพออกพอใจอย่างน่าประหลาด ก่อนจะยกมือขึ้นยีหัวคนตรงหน้าอย่างมันส์มือ 

“เก็ตอย่า ฮ่าๆ” มันขำคิกคักแล้วพยายามป้องปัดพัลวัน 

ไอ้โพวมักจะทำให้ผมรู้สึกดี 

ผมชอบนะ...... ผมชอบเวลาที่ได้อยู่กับมัน 

“เฮือกกกกกก” 

ผมสะดุ้งขึ้นมาก่อนจะรู้สึกถึงความเจ็บจี๊ดที่แล่นไปทั่วศีรษะ เมื่อไล่สายตาไปทั่วก็รู้ทันทีว่ากำลังนั่งอยู่บนเตียงในสถานพยายบาลแห่งไหนสักที่ พอยกมือขึ้นลูบหัวก็สัมผัสได้ถึงความสากของผ้าก็อต 

แอ๊ดดด 

“ไง” เสียงเปิดประตูบวกกับร่างสูงของใครบางคนทำให้ผมต้องถดตัวหนีตามสัญชาตญาน 

“ฮึ” เขามองผมแล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ 

“ผม เอ่อ มาที่นี่ได้ยังไง” ลึกๆแล้วผมอยากให้เขาตอบว่าเขาพาผมมา น่าตลกที่อยู่ๆก็คิดอะไรแบบนี้ออกมาได้ 

“คุณโอม หัวหน้าคุณเป็นคนพามา” คนตรงหน้าตอบเสียงเรียบ 

“แล้วคุณล่ะ” ผมถามต่อ แค่สงสัยน่ะ 

“คุณเข้ามาเยี่ยมผมหรอ” 

“ไม่เชิง” น้ำเสียงห้วนๆของคุณภคินทำให้ต้องก้มหน้าลง ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับว่ากำลังผิดหวัง ผมผิดหวังเรื่องอะไรวะ? 

“อุบัติเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นภายในงานที่ผมเป็นคนจัด ถ้าไม่ลงมาตรวจสอบความเสียหายด้วยตัวเอง ผมก็คงจะเป็นพ่องานที่แย่มาก” ผมถูกจัดเป็นหนึ่งในความเสียหายของเขาสินะ 

“เจ็บมากรึเปล่า” ร่างสูงเดินเข้ามาข้างเตียงก่อนจะยกมือสัมผัสตรงผ้าก๊อตที่พันหัวผมไว้ 

“ไม่... ครับ” ผมหลุบหนีดวงตาสีน้ำตาลอ่อน และความนุ่มนวลเมื่อครู่ก็ทำให้หัวใจมันเริ่มเต้นแปลกๆ 

“ดี” เขาผละออกแล้วยืนกอดอกด้วยท่าทางนิ่งๆดังเดิม 

เราจ้องตากันประมาณสองสามวิท่ามกลางความเงียบ ก่อนที่คุณภคินจะเป็นคนพูดขึ้นก่อน 

“ผมขอตัว” 

ชักเกลียดตัวเองซะแล้ว ที่เผลอไปคิดว่าเขาอาจจะพูดมากกว่านั้น 

แค่คำว่า “หายไวๆนะ” ก็ยังดี 

.............. 

“บริษัทนี้เขาพาแกไปออกรบรึยังไงกัน” พี่เกรซบ่นกระปอดกระแปดเมื่อเห็นสภาพของผม 

“แค่หัวแตกนิดหน่อยเอง เย็บไม่กี่เข็ม” เท่าที่ฟังจากพี่โอมก็โดนไป 

5 

เหนาะๆ 

“พรุ่งนี้ไปทำงานไหวมั้ยล่ะ” พี่เกรซถามแล้วเดินมาจับใบหน้าผมพลิกไปมา 

“ไม่อ่ะ ลาหยุดและ” พรุ่งนี้วันศุกร์ มะรืนก็เสาร์ จากนั้นก็อาทิตย์ ได้หยุดตั้งสามวันแหนะ 

“ดี เฝ้าบ้านนะ” พี่เกรซพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแต้มมุมปาก 

“จะไปไหนอ่ะ” ผมถาม 

“ญี่ปุ่น” 

“อะไรนะ” ผมตกใจกับคำตอบของพี่สาวมาก เพราะก่อนหน้านั้นก็ไม่ 

เคย 

เห็นพูดถึง ญี่ปุ่นนะครับไม่ใช่สำเพ็งที่จะไปวันนี้ พรุ่งนี้ได้ 

“พี่ทศเขาง้อชั้นแหละ” พี่เกรซพูดต่อด้วยความปลื้มอกปลื้มใจ 

“ทะเลาะกันหรอ” ผมเริ่มหงุดหงิดนิดๆ ทุกครั้งที่พี่เกรซได้ของแพงๆหรือได้ไปเที่ยวที่ดีๆมันก็จะเป็นอีหรอบนี้ตลอด 

“นิดหน่อย ไม่คิดว่าจะง้อได้เว่อขนาดนี้” คำพูดที่แฝงมากับความตื้นตันใจทำให้ผมรู้สึกอดสูอย่างบอกไม่ถูก 

“ไปนอนนะ” แต่ผมจะทำอะไรได้ ต่อให้พูดยังไงพี่เกรซก็ไม่ยอมเลิกกับไอ้แก่ตัญหากลับนั่นอยู่ดี 

“เออ อย่าลืมกินยาล่ะ” 

“ครับ” ผมตอบรับขณะเดินขึ้นบันได 

ผมมาทำงานตามปกติในวันจันทร์ท่ามกลางความเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนร่วมแผนก มันทำให้รู้สึกดีนะ แต่เมื่อได้ยินข่าวเรื่องการปรับเปลี่ยนห้องเอกสารพันปีให้กลายเป็นออฟฟิศของแผนกกราฟฟิก กลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีมากกว่า ดีจนอยากจะกระโดดโลดเต้นไปทั่วทั้งตึกเลย 

“ยิ้มทั้งวันเลยนะ” พี่โอมทักขณะรับงานผมไปตรวจ 

“ถูกหวยครับ” ผมก็พูดไปงั้น ทั้งที่ความจริงโดนแดกเรียบ 

“เมื่อกี้พวกช่างโทรมา บอกว่ามีลังกระดาษเอสี่กับแฟ้มเปล่าเยอะแยะเลย ว่างแล้ว เก็ตไปเลือกๆมาไว้ที่แผนกเราหน่อยนะ” ผมพยักหน้ารับ ในใจก็นึกชมแผนกช่างว่าเริ่มทำงานกันได้รวดเร็วดีแท้ 

แต่เมื่อใกล้ถึงช่วงพักกลางวัน ผมกลับนั่งไม่ติดเก้าอี้ รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง มันร้อนอกร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก ในวันที่โดนบังคับ เขาสั่งผมแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวว่าให้ไปเจอกันตอนเที่ยงทุกวัน ห้ามช้า ห้ามเบี้ยว มันเป็นคำขาดที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่จะคิดมากทำไมในเมื่อตอนนี้ห้องเอกสารมันก็เข้าไปทำอะไรไม่ได้แล้ว 

แถมเขาเองก็ไม่เคย....ไม่เคยพูดหรือบอกอะไรกันสักนิด 

“ไอ้เก็ตมาเอากระดาษหรอ” แต่สุดท้ายผมกลับเดินลงไปที่ห้องนั่น แต่มันก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะยังไงผมก็ต้องมาดูของใช้สำนักงานที่ไม่มีใครเอา ให้พี่โอมอยู่ดี 

“พอจะมีเหลือให้แผนกเล็กๆของผมบ้างมั้ยอ่ะพี่” ผมถาม แต่พี่ต้องหัวหน้าช่างกลับหัวเราะขำ 

“ช้าไปล่ะมึง เมื่อกี้สาวๆจากแผนกเซลล์พาเด็กฝึกงานมาขนไปเกือบหมด” 

“โห” ผมร้องด้วยความเซงนิดๆที่ช้ากว่าพวกแผนกเซลล์ พอมองเข้าไปในห้องก็เห็นว่าเอกสารที่เคยเรียงเป็นระเบียบบนชั้นได้ถูกขนลงมากองระเกะระกะเต็มพื้นไปหมด 

“หัวเป็นไงบ้างล่ะ” แกถามผมแล้วมองผ้าก๊อต 

“ยังปวดนิดนึง” เรื่องผมโดนแบ็คดรอปหล่นใส่หัวกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนพูดถึงกันทั่วทั้งบริษัท และก็เกือบจะได้เป็นข่าวนอกบริษัทด้วย ดีนะที่เจ้าของงานเขาใช้เงินอุดพวกสื่อมวลชนไว้ได้ทัน อีกทั้งคลิปหลุดที่ผู้มาร่วมงานแอบถ่ายแล้วปล่อยลงโลกโซเชียลก็หายเรียบ ถึงมันจะเป็นความผิดของพวกออแกไนซ์ที่รับจัดอีเว้นท์ แต่หากมีชื่อของบริษัทแปะหราอยู่ มันก็สามารถสร้างภาพลักษณ์แย่ๆได้ 

“ต้องทำไรบ้างอ่ะพี่” ผมถามหัวหน้าช่าง 

“ก็ขนพวกแอร์เก่า ชั้นวางแฟ้ม แล้วก็เดินสายไฟใหม่ ทาสี โล๊ะพรม เยอะแยะว่ะ” แกตอบด้วยความเหนื่อยที่แฝงมาในน้ำเสียง 

“นานมั้ยอ่ะกว่าจะเสร็จ” 

“นาน! เกินสามเดือนได้เพราะต้องรอพาทิชั่น รอเครื่องคอมจากฝ่ายจัดซื้ออีก นี่ยังไม่รวมตกแต่งเจาะนู่นเจาะนี่นะ” ผมพยักหน้าเป็นอันเข้าใจ มันคงจะจบแล้วสินะเรื่องทุกอย่าง 

“คุณภคินนี่ก็ช่างคิดเนอะ อยู่ดีๆไปจับพวกกราฟฟิกให้แยกจากฝ่ายการตลาด” 

“ผมไปกินข้าวก่อนละ” 

ผมสะอึกกับชื่อที่พี่ต้องเอ่ยเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้มให้แกนิดๆเพื่อขอตัว 

คิดถึงข้าวแกงร้านป้าใจจะขาด ไม่ได้กินมาตั้งสองอาทิตย์ 

ผมเดินมาตามทางเดินอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเห็นป้ายห้องน้ำชายก็กะจะแวะเข้าไปทำธุระส่วนตัวสักหน่อย 

ไม่คิดเลยว่าเขาจะยืนอยู่ในนั้นด้วย 

......... 

ผมไม่พูดอะไรเพียงแต่เดินตรงไปทำธุระของตัวเองที่โถ รู้สึกได้เลยว่าโดนจ้อง แต่ก็ช่าง ทนนิ่งไว้ดีกว่า 

“ไม่ทักทายกันหน่อยหรอ” เขาพูดเมื่อผมรูดซิปกางเกงแล้วเดินไปล้างมือที่อ่าง ใบหน้าคมคาย ชุดสูทสีดำและกลิ่นของน้ำหอมราคาแพงทำเอาระบบร่างกายผมเริ่มปั่นป่วนไปหมด 

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้เป็นมารยาท 

“ยินดีด้วยนะ ห้องนั้นใช้การไม่ได้แล้ว” น่าขำที่ผมกลับมีความรู้สึกอยากจะถามเขาว่าทำไมถึงสั่งปรับปรุงห้องนั่นแว่บ เข้ามาในหัว 

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มกวนตีนตอบ 

“แผนกกราฟฟิกเป็นแผนกที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และพื้นที่ส่วนตัวค่อนข้างสูง ถ้าให้ไปอยู่รวมกับพวกเซลล์ที่มีโทรศัพท์เข้าทั้งวัน หรือพวกพีอาร์มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่” ไม่เข้าใจว่าเขาจะพูดให้ฟังทำไม ผมหิวจนไส้กิ่วและต้องการที่จะออกจากห้องน้ำเต็มทน 

“คุณมีความเห็นว่าไง” ผมมองเขาด้วยความสับสน แต่ก็ยอมพูดตอบ 

“ก็ดีครับ” จะให้คนอย่างผมไปเสนอความเห็นอะไรกับซีอีโออย่างเขาล่ะ 

“ฮึ” เขาสบถขำในลำคอ 

“ทานข้าวให้อร่อยละ” คุณภคินกวาดสายตามองผมเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป 

กลิ่นน้ำหอมค่อยๆเจือจางลง ขณะที่บางสิ่งบางอย่างกลับเข้มข้นขึ้นทีละนิดๆ 

ผมไปกินข้าวร้านป้าตามที่หวังไว้ พอเจอพวกพี่โอมกับเพื่อนคนอื่นๆก็เข้าไปร่วมโต๊ะเป็นปกติ 

“กว่าจะมากินกับพวกกูได้” พี่โอมถามเสร็จก็หันไปสั่งน้ำ 

“ว่างแล้วพี่” สองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมต้องโกหกทุกคนว่าออกไปกินข้าวกับแฟนบ้าง(ทั้งที่ไม่มี) ทำธุระบ้าง จ่ายค่าไฟบ้าง รถโดนชนบ้าง และอีกหลายๆอย่าง ถ้าเกิดเป็นพินอคคิโอ้จมูกคงยาวเป็นกิโลแล้วมั้ง 

มื้อเที่ยงเป็นไปตามสไตล์สังคมออฟฟิศ ผู้ชายส่วนใหญ่คุยกันเรื่องถ่ายทอดสดกีฬาเมื่อคืน ส่วนผู้หญิงก็มีข่าวสารใหม่ๆมาอัปเดตตลอดเวลา แต่เรื่องที่ทำให้ผมชะงักช้อนเข้าปากก็คือเรื่องของผู้ชายที่ชื่อภคิน 

“เมื่อวานกูเห็นคุณพิมกับคุณภคินกลับบ้านด้วยกันเว้ยมึง” นิกกี้สาวช่างเม้าส์ประจำแผนกเป็นคนเริ่มประเด็น 

“ก็เขาสนิทกันนิมึง” แอมเลขาของพี่โอมเป็นคนพูดต่อ 

“ก็รู้ แต่มึงกูว่าสองคนนี้เขาไม่น่าจะสนิทกันธรรมดาว่ะ” 

“กูก็ว่างั้น ตั้งแต่งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์และ ท่าทางคุณเกล้าจะปลื้มคุณภคินแบบออกหน้าออกตาม๊ากกกกก พาไปแนะนำคนนู้นคนนี้ทั่วงานเลยมึง” คุณเกล้าคือพ่อของคุณพิม ซึ่งเป็นประธานบริษัท 

ผมรู้สึกหายใจติดๆขัดๆยังไงก็ไม่รู้ 

“อารมณ์พ่อตาอวดลูกเขยอ่ะ” 

“ว้ายยย อิจฉาคุณพิมอ่ะแก” 

“เก็ต” 

“เก็ต!” ผมสะดุ้งสุดตัวทันทีแล้วหันไปหาเจ้าของเสียงเรียก 

“เหม่ออะไร ข้าวหกเลอะเทอะละ” พี่โอมพูดพลางชี้ไปที่มือของผม มันเลอะเทอะอย่างที่แกบอกจริงๆแหละ 

“เออ ลืมไปว่ายังไม่ได้จ่ายค่าเน็ต ผมขอตัวก่อนนะครับ” 

ผมวางช้อนลงแล้วลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะท่ามกลางความงงงวยของทุกคน สองเท้าก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด 

มันเหมือนมีทุ่นหนักๆมาถ่วงไว้ที่อกข้างซ้าย 

ผมคิดอะไรไม่ออกเลยนอกจากใบหน้าเย้ยหยันของคนที่ควรจะเกลียด... 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว