email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 20:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

บทที่ 2 

“เก็ตไม่สบายรึเปล่า?” เอมลุกขึ้นนั่งก่อนจะซบลงบนไหล่ของผมเพื่อถามอย่างออดอ้อน 

“ไม่... ไม่เป็นไร กลับบ้านก่อนนะ” ผมลุกขึ้นยืนก่อนจะคว้าเสื้อผ้าที่ตกเกลือนกลาดพื้นขึ้นใส่ 

“คราวก่อนก็ปล่อยให้เอมรอ เก็ตเป็นอะไรของเก็ตเนี่ย!!” หล่อนโวยวายก่อนจะลุกออกจากเตียงแล้วเดินมาแนบร่างอวบอั๋นเปลือยเปล่าเข้า กับแผ่นหลังของผม 

ภาพเหตุการณ์วันนั้นยังวนเวียนไม่ไปไหน ความเจ็บปวดบนร่างกาย รอยแผลรอบข้อมือยังคงอยู่ ผมกำลังตายซากลงอย่างช้าๆ 

“ผมจะกลับ” แม้เรือนร่างของเอมจะเย้ายวนแค่ไหน มันก็ไม่สามารถรั้งให้ผมอยู่ต่อ ทำไมวะ!? 

ผมทำมันไม่ได้อีกแล้ว.... 

“ฮ่ะ อ๊ะ ฮ่า แฮ่ก” 

ผมพยายามยกมือขึ้นปิดปากเมื่อรู้ว่าเสียงของตัวเองชักจะดังเกินไปแล้ว สถานที่เดิมๆ ท่ามกลางกองเอกสารและกลิ่นแอร์อับๆ 

“ขยับบ้างสิ” เขาหยุดการเคลื่อนไหว ผมหันหลังไปมองเจ้าของร่างใหญ่ก็สบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเย้ายวน 

“ไม่! หยุดก็ดีผมเหนื่อย” ผมว่าก่อนจะกัดฟันลุกออกจากตักเขา แต่มือใหญ่ก็คว้าเข้าที่สะโพกผมก่อนจะกดลงไปอย่างเดิม “อื้อ” ผมร้องเพราะเจ็บจากการถูกเสียดสีโดยไม่ทันตั้งตัว 

“แต่ผมยังไม่เสร็จ” เขาว่าก่อนจะดันให้ตัวผมก้มลงไปข้างหน้า สองมือก็ยันที่พื้นโดยอัตโนมัติ 

“อ๊า” แรงกระแทกที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนทำให้ผมต้องร้องออกมาอย่างห้ามไม่ได้ 

“ร้องเบาๆซี่เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก” เขาก้มลงมากระซิบที่ข้างหู ผมจึงยกมือขึ้นปิดปาก ขณะที่ส่วนล่างยังคงขยับอย่างต่อเนื่อง 

“โอ๊ะ ลืมไปเลย” อยู่ดีๆเขาก็พูดขึ้น 

“ตอนบ่ายผมสั่งให้แผนกการเงินเอาข้อมูลการใช้จ่ายภายในบริษัทมาให้ดูนี่หน่า” 

ไม่นะ! 

“ขอดูย้อนหลังไปตั้งห้าปีก่อนนู่นแหนะ คุณรู้ใช่มั้ยว่ามันถูกเก็บไว้ที่ชั้นไหน” ผมเหลือบตาดูนาฬิกาก็เห็นว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะบ่ายโมงแล้ว 

“ปละ ปล่อยผมเถอะ” ผมพยายามหันไปอ้อนวอนมือก็พยายามดันหน้าท้องแข็งแกร่งของเขาเอาไว้ “ไม่หยุด” เขาตอบก่อนจะสาวจังหวะให้เร็วขึ้น “ยะ อย่า อย่าขอร้อง ไม่!” รอบดวงตาผมเริ่มเรือไปด้วยน้ำใสๆ 

“บอกให้เบาๆไง หรืออยากโชว์ เป็นพวกจิตวิปริตรึไง?” คนด้านบนพูดเยาะๆ ใครกันแน่วะที่วิปริต แต่พอจะหันหลังไปมองอีกครั้ง 

แกร๊ก แอ๊ด 

เสียงเปิดประตูก็ทำให้ใจผมตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม 

ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำเดินเข้ามาในห้อง เธอยังไม่เห็นพวกเราหรอก เพราะผมกับเขาอยู่หลังชั้นเก็บแฟ้มด้านในสุด “ตื่นเต้นดีจัง” เขาก้มลงมากระซิบข้างหู “หยุดเถอะ...” ผมหลับตาลงก่อนจะพูดเบาๆอย่างอ้อนวอน 

ผมแนบใบหน้าให้ชิดกับพื้นเพื่อมองลอดใต้ชั้นเก็บแฟ้ม ดวงตาคอยจ้องไปยังรองเท้าส้นสูงสีดำ ในใจก็ภาวนาอย่าให้หล่อนเดินเข้ามาลึกกว่านี้ 

“เก็บไว้ไหนวะ” เธอสบถออกมาเมื่อยังหาไอ้แฟ้มบ้านั่นไม่ได้ 

“อ๊ะ!” อยู่ดีๆเขาก็เริ่มขยับส่วนล่างต่อ “สงสัยจะหาอีกนาน” เสียงกระซิบข้างหู ทำเอาผมเหงื่อตก ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เธอจะต้องรู้แน่ 

“อ่ะ ฮะ หยะ หยุด” ต้องขอบคุณเสียงแอร์เก่าๆที่ดังวืดๆ ทั่วห้อง ตาผมยังจ้องไปที่รองเท้าส้นสูงคู่นั้น 

เธอยังอยู่ที่ชั้นแฟ้มด้านหน้า 

“มันห้าปีที่แล้ว อยู่ชั้นในรึเปล่า?” ผมเบิกตาโพลงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าปลายเท้าของเธอหันมาทางเรา 

ไม่! 

อย่าเข้ามา... อย่า! 

ปึง 

“หมิว หาไรอ่ะ” ผมตกใจจนตัวโยนเมื่ออยู่ๆหญิงสาวอีกคนโพล่งเข้ามาในห้อง 

“ดูดดีจัง^^” คนเบื้องบนกระซิบอยู่ข้างหูผมอย่างพอใจปนเหยียดหยาม สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือ ผมต้องอดทน... อดทนให้มันจบๆไป 

“หาแฟ้มให้คุณภคินอ่ะ หาไงก็ไม่เจอ” สาวชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางร้อนรน 

“ชั้นเอามาตั้งแต่สิบโมงล่ะยะ” คนมาใหม่พูดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้ยิน หลังจากนั้นสองคนนั้นก็คุยกันสักพักก่อนจะพากันเดินออกไป 

ทิ้งให้ผมกับเขาได้อยู่ด้วยเพียงลำพังอีกครั้ง 

“เป็นไง ประสบการณ์แบบนี้คุณคงจะเพิ่งเคยลองสินะ” เขาขยับอีกสองสามครั้งก่อนจะครางต่ำแล้วปลดปล่อยออกมา “อึก” ผมกัดริมฝีปากแน่นเพราะไม่อยากจะร้องให้เขาได้ยิน 

“ปละ ปล่อย” ผมพยายามขืนตัวขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บแปลบก็ยังคงไหลเวียนอยู่ที่สะโพก 

“แล้วผมจับคุณเอาไว้หรอ?” เขาถามผมอย่างไม่ยีระขณะกำลังจัดการกับถุงยางอนามัยของตัวเอง 

ฟึ่บบ 

“เอาไปทิ้งให้ด้วย” คนตรงหน้าโยนมันลงที่ตักของผม 

“ทำไม?” แน่นอนว่าผมโกรธมากดวงตาก็พยายามจดจ้องไปที่ใบหน้าคมสันนั่นอย่างเอาเรื่อง เขายิ้มเยาะๆก่อนจะพูดต่อ 

“เท่าที่เห็น คุณก็เสร็จเหมือนกันนิ” ผมขยับหนีดวงตาสีสวยของคนเบื้องบนที่กำลังจ้องมายังส่วนล่างกึ่งเปลือยของผม 

“ลุกไหวรึเปล่า” คุณภคินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม นั่นทำให้ผมประหลาดใจ 

“หวะ ไหวครับ” ผมตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงขาดห้วง สายตาก็เผลอจับจ้องไปยังท่าทางสุขุมของคนเบื้องบนขณะกำลังจัดเครื่องแต่งกาย ของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ริมฝีปากแดงสด ช่วงขายาวสมส่วน ไหล่กว้าง 

และมือคู่นั่น.... 

“มึงรู้มั้ยว่ามือมึงสวยมาก” 

ผมพูดขึ้นอย่างที่คิดขณะที่ไอ้โพวกำลังทำการบ้านให้ผม 

“จริงหรอ” มันวางปากกาลงแล้วยกมือขึ้นเหยียดแบตรงหน้าเพื่อพิจารณา 

“อือ มันไม่ได้เรียวๆสวยๆ เหมือนมือผู้หญิงนะ แต่ว่า” ผมคว้ามือมันมาจับแล้วค่อยๆไล่ปลายนิ้วไปตามความยาวของนิ้วไอ้โพว  มือของมันขาวเนียนดี เล็บสีชมพูตามธรรมชาติถูกตัดสั้นกุดดูเรียบร้อยอย่างคนรักษาความสะอาด 

“ไม่รู้ดิ มือของคนรวยก็เงี๊ยะ!” ผมสะบัดมือไอ้โพวออกอย่างนึกหมันไส้ มือของมันเหมาะกับการเซ็นเอกสาร หรือทำงานสบายๆอย่างที่ลูกคนรวยส่วนใหญ่เขาทำกันมากกว่าจะมาทำงานกรรมกร 

“แฮะๆ เก็ตก็” มันยกมือที่ผมสะบัดออกขึ้นเกาหัวเบาๆ แล้วยิ้มเขิน 

“จะรวยจะจน เราก็เป็นเพื่อนกันได้นี่หนา ใช่มั้ย” ไอ้โพวพูดอ้อมแอ้ม 

“เออ รีบๆทำเถอะวันนี้จะได้มั้ยการบ้านกูน่ะ” ผมพูดเร่งๆมันก็สะดุ้งทันที 

“อ้อๆ โทษทีเก็ต อีกนิดนึงนะ” ไอ้โพวใช้มือสวยๆของมันคว้าปากกาที่วางทิ้งไว้ก่อนจะเริ่มขีดๆเขียนๆสูตร สมการที่ผมไม่เข้าใจอย่างขะมักเขม้นอีกครั้ง 

ผมนั่งมองท่าทางของมันแล้วขมวดคิ้วเมื่อความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิดๆ มันแปลกที่ผมไม่สามารถอธิบายได้เลย ว่ามันคืออะไร... 

“ไหวก็ลุกไปทำงานสิ” 

น้ำเสียงหยาบกระด้างทำให้ผมสะดุ้งจากภวังค์ ภาพในอดีตก็พลันหายไปในทันที 

“แต่ผมยังไม่ได้ทานข้าว” เขาเรียกผมมาที่นี่ตั้งแต่เที่ยง ซึ่งนั่นเป็นเวลาพัก เวลาที่ผมควรจะได้พัก คนตรงหน้าเลิกคิ้ว “แล้วไง?” คำพูดเย็นชาที่ออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ ทำเอาดวงตาของผมร้อนวูบวาบ สามวันแล้วที่เป็นแบบนี้ นี่เราต้องซื้อแซนวิชไปนั่งกินในห้องน้ำอีกแล้วหรอ 

“อ่ะค่าบริการ” แบงค์ยี่สิบถูกโยนลงมาตรงหน้าผม 

“ค่าตัวอัพนะ ไม่ดีใจหรอ” มือเรียวบีบคางผมให้เงยหน้าขึ้นสบตา “อึก” ผมพยามกลืนก้อนสะอื้นลงลำคอ 

“ถ้าอยากได้เยอะกว่านี้ก็ต้องทำให้ผมพอใจนะคุณกัมปนาท” ใบหน้าหล่อเหลามองผมด้วยสายตาดูถูก “แต่ถ้าลีลาคุณมันห่วยแตกก็ต้องให้ตามสภาพ” เขายิ้ม แต่มันเป็นรอยยิ้มที่แสนจะเย็นยะเยือก 

“เอาล่ะ ถ้าเข้าใจแล้วก็แยกย้าย” สิ้นคำพูดร่างสูงก็หันหลังเดินออกไปจากห้องนี้ทันที 

โดยไม่หันหลังมาเหลียวแลกันแม้แต่น้อย 

................... 

“เก็ตแกโอเคนะ” 

พี่เกรซเอ่ยถามเมื่อเห็นผมทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาหลังจากเปิดประตูบ้านเข้ามาไม่นาน “อือ” ผมครางตอบก่อนจะหยิบหมอนอิงสีตุ่นๆมากอดไว้แนบอก 

“ช่วงนี้งานหนักรึไง” เจ้าของคำถามเดินมานั่งลงข้างๆก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน 

“นิดหน่อย”ผมตอบแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันคือคำโกหก 

“อย่าหักโหมสิ พักผ่อนเยอะๆ ชั้นซื้อกับข้าวมาและนะ ไปแกะกินเอา” 

“จะไปไหนอ่ะ” ผมลุกขึ้นนั่งแล้วถามพี่เกรซที่กำลังหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย 

“เออน่า เดี๋ยวกลับมา” พี่สาวผมว่าขึ้นเหมือนจะตัดรำคาญ 

ปี๊ด ปี๊ด 

และไม่นานเสียงแตรรถยนต์ก์ดังขึ้นอยู่หน้าบ้าน 

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะก็พูดจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ทำได้เพียงนั่งมองพี่สาวเดินไปขึ้นรถเบ๊นซ์คันหรูด้วยความสะท้อนใจ 

อย่างที่เคยบอกหลังจากพ่อกับแม่เสีย พี่สาวผมก็กลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน พี่เกรซเป็นคนสวย ทำงานเก่ง งานแรกที่พี่ผมทำระหว่างเรียนก็คือเอ็มซีขายสินค้าตามห้าง รับจ้างรีวิวครีมผิวขาวเป็นตัวแทนจำหน่ายตามเนตบ้างประปราย จนในที่สุดก็ได้ไปเป็นพริตตี้ อย่างที่รู้ๆกันอยู่วงการนี้มันก็ไม่ได้ขาวสะอาดอะไร ใครมีภูมิคุ้มกันต่อกิเลสและสิ่งยั่วยุภายนอกมาก ก็จะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสวยงาม แต่น่าเศร้าที่พี่ผมยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความสบายและชีวิตอันฉาบฉวยตามยุคสมัย ที่เต็มไปด้วยวัตถุนิยม 

พี่เกรซพูดเสมอว่าสิ่งที่เธอทำก็เพื่อผม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเราสองคน 

ผมควรจะภูมิใจใช่มั้ยที่พี่สาวยอมทิ้งศักดิ์ศรี เพื่อให้ผมได้เติบโตและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้ ผมเคยขอให้พี่เกรซหยุดในวันที่ผมได้รับเงินเดือนก้อนแรก และสัญญาว่าต่อจากนี้ผมจะดูแลพี่สาวของผมเอง ทว่า 

“แกก็ตั้งใจทำงานไปเถอะเก็ต เงินนี้ก็เก็บไว้ชั้นไม่เอาอ่ะ” 

พี่เกรซบอกพลางพ่นควันบุหรี่ออกจากริมฝีปากอิ่ม ผมขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจก่อนจะพูดต่อ 

“ถึงมันจะไม่เยอะ แต่ผมจะพยายามนะ” ผมไม่อยากเห็นพี่สาวต้องถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจอีก เคยมีบางวันที่พี่เกรซโดนเด็กของพวกเมียหลวงมารุมตบอยู่หน้าปากซอยบ้านจนยับเยินไปหมด เดชะบุญที่ยังมีคนไปช่วยไว้ได้ทัน 

“หมื่นสองเนี่ยนะเก็ต ชั้นช็อปแค่ครึ่งวันก็หมดแล้ว” ผมสะอึกเมื่อได้ยิน 

“ชั้นรู้ว่าแกเป็นห่วงชั้น แต่ชั้นดูแลตัวเองได้ แกเอาเงินไปใช้เถอะมันเป็นของแก เป็นสิ่งที่แกแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย” พี่เกรซบี้บุหรี่ลงบนที่เขี่ยก่อนจะเอื้อมมือมาโยกหัวผมไปมาอย่างนุ่มนวล 

“ครับ” 

ผมยิ้ม แม้ว่ามันจะเป็นยิ้มที่ไม่ได้แสดงถึงความโล่งใจหรือความดีใจซะทีเดียว ถึงใครจะมองว่าพี่สาวผมเป็นผู้หญิงไม่ดี แต่สำหรับผมพี่เกรซคือคนที่ผมรักและเคารพมากที่สุด 

“ยอดไปเลยอ่ะ พอเปลี่ยนแผนบริหารตามที่คุณภคินเสนอ ยอดขายของเราก็พุ่งเอาๆ” 

ผมได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมหลงใหลจากเหล่าบรรดาพนักงานสาวเป็นรอบที่ร้อยของวัน ผมพยายามจะไม่ให้ความสนใจอะไรมากนักเพราะยังมีงานตรงหน้าให้สะสางกองอยู่เป็นภูเขา 

“ได้ยินว่าคุณเขาเพิ่งถูกจัดอันดับให้เป็นซีอีโอหนุ่มไฟแรงประจำปีนี้แลยนะแก เริ่ดอ่า” สงสัยจริงๆว่าพวกเธอไม่มีงานมีการทำกันรึยังไง 

“จะมีแฟนรึยังเนอะ” ผมชะงักมือบนแป้นพิมพ์ ความรู้สึกแปลกๆที่อยู่ในอกซ้ายมันยังไงกัน 

“อ่ะแฮ่ม” ระหว่างที่กำลังหาคำตอบให้ตัวเองเสียงกระแอ้มไอของพี่โอมก็ดังขึ้น สาวๆวงเม้าท์ก็พากันแยกย้ายไปอย่างรู้หน้าที่ ผมส่ายหัวเล็กน้อยแล้วกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ เขาจะมีแฟนหรือไม่มี มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราสักหน่อย 

“วันนี้ว่าง่ายดีนิ” 

คนตรงหน้าพูดขึ้นขณะติดกระดุมที่ข้อมือ 

“แล้วไม่ดีรึไงครับ” ผมบอกเขาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน 

“ก็ดี แต่ไม่ค่อยเร้าใจเท่าไหร่” ผมมุ่ยหน้าเมื่อได้ยิน 

จะให้มาดีดดิ้นเป็นสาวน้อยเสียซิงทุกครั้งมันก็ใช่เรื่อง ผมเหนื่อย และผมเองรู้อยู่เต็มอกว่าต่อให้สู้แค่ไหนก็หนีไม่พ้นอยู่ดี ไม่ใช่ว่ายอมนะ แต่การอยู่เฉยๆแล้วปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ให้มันจบๆไป คงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของผมในตอนนี้ 

“วันนี้ทำดีนะ” ผมไม่ได้พูดอะไรตอบเพียงแต่คว้าเนคไทมาถือก่อนจะลุกขึ้นบ้าง 

“เชี้ย” ผมอุทานเบาๆเมื่อรู้สึกได้ถึงความเคล็ดยอกที่แล่นไปทั่วสะโพก ยังไม่ชินอีกหรอวะ? 

“ทำไมไม่ใส่ให้เรียบร้อย” เขาถามแล้วชี้มาที่มือของผม จะใส่ได้ไงล่ะ ขาดวิ่นซะขนาดนี้ 

“อ่อ โทษที” คนตรงหน้าพูดเมื่อนึกได้ว่าเอาเนคไทด์ผมไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ 

“คราวหลังจะซื้อใช้ให้” เขาบอกอย่างไม่ยี่ระ นั่นทำให้ผมรู้สึกโมโหนิดๆ 

“ไม่จำเป็นหรอกครับ” ผมตอบ อีแค่เนคไทด์เส้นเดียวผมมีปัญญาซื้อใหม่ได้ ไม่ต้องไปเดือดร้อนเศษเงินจากซีอีโอไฟแรงหรอก 

“จำเป็นสิ” เขาว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

“คิดซะว่าเป็นปลอกคอ..ของขวัญจากเจ้าชีวิตของคุณเป็นไง” 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว