email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.1k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 20:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

บทที่ 1 

10 

ปีผ่านไป 

ชีวิตมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่วาดไว้สักเท่าไหร่ บ้านผมประสบปัญหาหนี้สินอย่างหนักตอนผมกำลังเข้ามหาลัย ความฝันที่จะเป็นนักบาสดับวูบ ถัดมาไม่กี่เดือนพ่อกับแม่ก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ พี่เกรซต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้าน ผมทำงานไปเรียนไป สิ่งที่ไม่เคยทำก็ต้องทำ แม้จะเกลียดแสนเกลียดที่ต้องปั้นหน้ายิ้มแย้ม พูดในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดให้คนอื่นพึงพอใจ แต่เพื่อปากท้องและอนาคตก็ต้องฝืนทนเอาไว้ 

ผมเรียนจบจากคณะบริหารแล้วมาทำงานในบริษัทส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง เงินเดือนที่ได้รับก็ถือว่าน่าพอใจ แม้งานมันจะน่าเบื่อขนาดไหนก็เถอะ ผมรู้สึกหมดไฟ ไม่มีจุดหมายอะไรสักอย่าง ที่ยังพยายามใช้ชีวิตอยู่ทุกๆวันนี้ก็เพื่อพี่เกรซ 

“เก็ตคืนนี้ไปหาเอมหน่อยสิ” ผมพยักหน้า เซ็กส์คือสิ่งที่ผมสามารถทำกับใครก็ได้ ทั้งหญิงและชาย มันก็แค่กิจกรรมที่ช่วยให้ผมปลดปล่อยความเครียด ส่วนเรื่องแฟนหรือคนรัก ผมยอมรับว่าไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ที่ยอมตกลงคบกับใครต่อใครก็คงเป็นไปตามอารมณ์มากกว่า วันนี้อยากคบพรุ่งนี้อยากเลิก วันนี้ชอบพรุ่งนี้เบื่อ ผมเป็นแบบนี้มานานมากแล้ว และคิดว่าคงจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ 

“เก็ต เก็ต” เสียงเรียกของพี่โอมหัวหน้าแผนกดังออกมาจากในห้อง ผมลุกขึ้นจากโต๊ะประจำตำแหน่งเพื่อเดินเข้าไปหาแกในห้องทำงาน 

“ครับพี่” 

“เตรียมของไว้พร้อมรึยัง” พี่โอมถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น 

“ครับ” วันนี้จะมีการจัดงานต้อนรับ CEO จากบริษัทแม่ เห็นว่าจะมาประจำอยู่ที่นี่สามเดือน จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่หรอก แต่เพราะพี่โอมเป็นคนมอบหมายงานให้ไปจัดหาของขวัญต้อนรับสำหรับแผนกธุรการ ผมก็ต้องทำ 

“เก็ตเอาไปให้คุณเขาเลยนะ เห็นว่าจะมาถึงบริษัทตอนบ่ายสามนี่แหละ ตอนนี้ก็น่าจะแลนดิ้งแล้ว” ฟิตดีจัง ผมคิดในใจ เป็นถึงระดับ CEO เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอเมริกาอยู่หลายชั่วโมง แทนที่จะพักผ่อนสักวันแล้วค่อยเข้าบริษัท แต่นี่ถึงปุ๊บก็แวะเข้ามาปั๊บ 

“เห็นเขาว่าอายุยังน้อย ไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ เก่งเนอะว่ามั้ย” พี่โอมเอ่ยชื่นชม CEO นั่นให้ผมฟังอยู่นานก่อนจะปล่อยให้ผมออกมาทำงานทำการ 

เวลาบ่ายสามโมงตรง ทุกคนในแผนกดูตื่นเต้นเมื่อทราบว่าคุณ CEO ไฟแรงได้เดินทางมาถึงบริษัทเรียบร้อยแล้ว ตรงเวลาจนน่าขนลุกเลยทีเดียว ผมเดินไปเอากล่องของขวัญที่เฟ้นหามาอย่างดีถึงสามวันเพื่อขึ้นไปต้อนรับที่ชั้นบนสุด 

ติ้งงง 

“เก็ต” เมื่อลิฟท์เปิดออก คนในนั้นก็เอ่ยชื่อผมด้วยความประหลาดใจในทันที ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างๆ 

“เมื่อวานนพโทรหาไม่รับ ติดงานอะไรหรอ” ชายหนุ่มตัวเล็กพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ 

“ไม่ได้ติดงาน แต่ไม่อยากรับ”ตอบตามความจริงอ่ะนะ ผมคิดกับนพแค่คู่นอน เบื่อแล้วก็ควรปล่อยให้นพไป เขาควรจะได้ไปเจอคนที่ดีกว่าผม ผมเสียสละนะเนี่ย 

“อ่อ” นพหน้าเจื่อนบรรยากาศเริ่มอึดอัด สักพักลิฟท์ก็เปิดออก พนักงานคนอื่นๆก็พากันเดินเข้ามาคั่นกลางเราสองคนไว้ ซึ่งก็ดี 

“แกเห็นคุณภคินแล้วหรอ” พนักงานสาวที่น่าจะมาจากแผนกการตลาดเอ่ยขึ้น 

“อื้อ เมื่อกี้ชั้นลงไปโอเปอร์เรเตอร์กับพี่แนน เห็นคุณเขาตอนออกจากรถพอดี อื้อหื้อ หล่อลากไส้มากแก” พนักงานอีกคนเอ่ยตอบด้วยท่าทางตื่นเต้น 

มือผมเริ่มชื้นเหงื่อ 

ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นอย่างพนักงานสาวพวกนั้น ผมอาจจะคิดมากไปเอง เรื่องแบบนี้มันก็เกิดกับตัวผมมาตลอด 10 ปี พอเอาเข้าจริงๆแล้วมันก็ไม่มีอะไรสักนิด มันจะเป็นไปได้ยังไง 

เป็นไปไม่ได้หรอก 

ติ้งงง 

เสียงลิฟท์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้นสูงสุดของตึก นานๆทีผมจะได้มาเหยียบบนนี้ ทำไงได้เราก็แค่พนักงานธุรการต๊อกต๋อย 

“อ่าว พี่เก็ต” คุณพิมเลขาสาวคนสวยของผู้บริหารควบตำแหน่งลูกสาวสุดที่รักของท่านด้วย เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงสดใส 

“สวัสดีครับ” ยังไงซะเธอก็มีตำแหน่งสูงกว่าผม การทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพก็เป็นเรื่องที่สมควร 

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ค่ะ” หล่อนยิ้มหวาน คุณพิมเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย เพรียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ในบริษัทนี้ผู้หญิงคนเดียวที่ผมไม่กล้าอาจเอื้อมก็มีแค่คุณพิมนี่แหละ ส่วนคนอื่นๆถ้าเสนอมาก็สนองกลับ ไม่เคยโกง 

“เอาของมาต้อนรับพี่ภคินหรอคะ” เธอถามผมด้วยรอยยิ้มก่อนจะชี้มาที่มือของผม 

“ครับ” ผมตอบ 

“งั้นตามพิมมาเลยค่ะ ตอนนี้พี่ภคินกำลังคุยกับคุณพ่ออยู่” ผมเดินตามร่างบางไป ในใจก็แอบชื่นชมสัดส่วนแสนสวยของเธอ ใครกันนะที่จะได้ครอบครองเรือนร่างเย้ายวนนี่ 

เมื่อเข้ามาในห้องรับรองที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา ผมก็สอดส่ายสายตาหาบุคคลที่เป็นหัวข้อสนทนาของวันนี้ทันที แต่ก็ไม่เห็นแหะ ได้ยินเพียงเสียงพูดคุยกันอยู่ในอีกห้องหนึ่ง ซึ่งคงจะเป็นห้องทำงาน 

“พี่เก็ตรออยู่นี่นะคะ เดี๋ยวพิมมา” ผมยิ้มแล้วมองตามร่างบาง ทั้ง CEO และผู้บริหารคงจะอยู่ในนั้นน่ะแหละ คุณพิมเดินตรงไปเปิดประตูไม้สัก และเมื่อประตูเปิดออกผมก็พบกับแผ่นหลังสูงใหญ่ของคนๆนึงในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เส้นผมสีดำขลับและน้ำเสียงนุ่มนวลทำเอาใจกระตุกวูบ แม้จะไม่เห็นหน้า แต่ผมก็รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก เหงื่อกาฬไหลทั่วใบหน้าและแผ่นหลัง จากนั้นประตูก็ปิดลง กั้นผมกับสามคนในนั้นไว้ 

ผมยืนนิ่งอยู่หลายนาทีพร้อมหายใจเข้าออกลึกๆ 

ปึง 

ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อร่างสะโอดสะองเดินออกมา 

“พี่ภคินอ่ะ! พิมโตแล้วนะ” เธอพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มร่างใหญ่ก็เดินไล่หลังตามมา 

“โตอะไร ยังดูการ์ตูนดิสนีย์อยู่เลย” เสียงทุ้มนุ่มดังคนที่มีนิสัยอ่อนโยนทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นระส่ำ CEO หนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินบัดนี้ได้ออกมายืนอยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว 

เขาสูงกว่าผม ตัวใหญ่กว่าผม ผิวขาวเหลืองดูสุขภาพดี ริมฝีปากสวยได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วหนา และดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั่น 

ผมรู้สึกหายใจไม่ออกคล้ายกับคนที่กำลังจะจมน้ำตาย 

“พี่เก็ตไม่สบายรึเปล่าคะ” คุณพิมถามผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง 

“มะ ไม่เป็นอะไรครับ” ผมรีบตอบเธอไป ชายหนุ่มตรงหน้ามองผมก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างนุ่มนวล อาจจะไม่ใช่ก็ได้ 

ในโลกใบนี้มีคนที่หน้าตาคล้ายกันเยอะแยะจะตายไป 

“ผมเป็นตัวแทนจากแผนกธุรการครับ” ผมแนะนำตัวพร้อมกับยื่นของขวัญต้อนรับให้ CEO หนุ่ม คุณภคิณยิ้มก่อนจะพูดตอบ “ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” มือใหญ่ยื่นออกมารับของ ผมสะดุ้งเมื่อปลายนิ้วของเราสัมผัสกัน มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าช็อตจนรู้สึกเจ็บแปลบ 

“คุณชื่ออะไร” เขาถาม 

“กัมปนาทครับ” ผมตอบแล้วพยายามยิ้มให้ 

“ชื่อเล่นน่ะ” คนตรงหน้าพูดสวน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่าว่าดวงตาสีน้ำตาลเริ่มแข็งกระด้าง 

“เก็ตครับ” แน่นอนว่าผมรู้สึกไม่พอใจ เลยตอบห้วนๆไป 

“หึๆ” เขาหัวเราะขันๆในลำคอเบาๆ 

“คุณไปทำงานเถอะ” คนตรงหน้าพูด เหอะ นี่ไล่กันรึเปล่าวะ ผมพยักหน้าก่อนจะยกมือไหว้จากนั้นก็หันหลังเดินออกมา ไม่ทันที่จะปิดประตูเสียงทุ้มๆก็ดังขึ้นอยู่เบื้องหลัง เสียงนั่นทำเอาผมแทบจะทรุดฮวบอยู่หน้าห้อง 

“ต่อจากนี้พิมไม่ต้องเรียกพี่ว่าภคินนะ” 

“เรียกว่า พี่โพว” 

............................................... 

วันนั้นทั้งวันผมไม่มีสมาธิจะทำงาน สิ่งที่ผมคิดอย่างเดียวคือการลาออก! ผมอยากจะลาออก ทั้งใบหน้านั้น ชื่อจริง ชื่อเล่น และนามสกุลที่พึ่งไปสืบมา มันถูกต้อง มันใช่มาก 

เขาคือโพว ไอ้โพวของผม! 

ผมควรจะทำยังไง งานสมัยนี้มันก็ไม่ได้หาง่ายๆด้วยและผมไม่ใช่คนเก่งอะไร ก็แค่คนโง่ๆคนนึงที่เรียนจบออกมาแบบคาบเส้น จะมีดีก็ที่หน้าตาเท่านั้น อีกอย่างถ้าผมออกพี่เกรซต้องเครียดแน่ๆ ผมเดินไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำเป็นสิบๆรอบ แล้วก็ตัดสินใจว่า 

ผมจะไม่ออก 

เขามาอยู่ที่นี่แค่สามเดือน สามเดือนเท่านั้น แล้วระดับ CEO คงไม่ได้มายุ่งกับแผนกผมมากหรอก ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ผ่านมาก็ 5 ปีแล้ว ผมได้เจอผู้บริหารระดับสูงๆแค่ไม่กี่ครั้งเอง มันก็แค่อดีต อดีตเลวๆของผม ซึ่งก็ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว 

หวังว่าเขาจะให้อภัย.... 

ตอนนี้เราสองคนต่างก็มีทางเดินกันคนละเส้น โพวเขาอาจจะทิ้งอดีตไปแล้ว ได้เวลาที่ผมควรจะต้องทิ้งมันไปบ้างแล้วเริ่มต้นใหม่เสียที พอกันทีกับความทนทุกข์! ยอมรับว่าผมเองก็ดีใจและก็โล่งใจที่เห็นเขาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เปลี่ยนไป....จนจำแทบไม่ได้ จากเด็กหนุ่มที่ร่างกายอ่อนแอกลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ โพวจะต้องมีชีวิตที่มีความสุขมากแน่ๆ 

ผมเผลอยิ้มออกมา ก่อนจะออกจากห้องน้ำเพื่อไปทำงานต่อ 

“เก็ตๆพี่วานเราไปเอาแฟ้มเอกสารที่เป็น Contact Company ของสองปีที่แล้วหน่อยสิ” พี่โอมพูดขึ้น 

“ครับ” ผมรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานอีกรอบ แฟ้มที่ว่าอยู่ในห้องเอกสารชั้นล่าง นอกจากพนักงานธุรการแล้วพวกแผนกอื่นๆก็ไม่ค่อยจะได้เฉียดเข้าไปหรอก ผมไม่ค่อยชอบกลิ่นอับในห้องนั่นสักเท่าไหร่และกลิ่นกระดาษเก่าๆก็ยังทำให้ผม เวียนหัวตึบๆด้วย 

“แฟ้มเยอะฉิบเป้ง” ผมบ่นพึมพำขณะเฟ้นหาสิ่งที่ต้องการ แต่อยู่ในนี้นานๆก็ดีเหมือนกัน แอบอู้บ้างอะไรบ้าง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้เวลาเลิกงานแล้ว 

แกร๊ก 

เสียงเปิดและปิดประตูทำให้ผมชะงัก เสียงล็อคลูกบิดและเสียงฝีเท้าจากรองเท้าหนังเนื้อดีกระทบกับพื้นห้องทำเอาผมเหงื่อตก 

“คุณภคิน” ผมพูดขึ้นเสียงเบาเมื่อเห็นคนมาใหม่เต็มๆตา เขาเข้ามาในนี้ทำไม ผมพยายามหาไอ้แฟ้มบ้านั่น แต่ยิ่งรีบเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหาไม่เจอ ผมกำลังจะสติแตก ในใจก็เริ่มเรียกร้องอยากจะออกไปจากห้องนี้เสียที 

อย่าเข้ามานะ 

ขอร้องล่ะ 

อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ 

“คุณภคินหรอ? หึ!” น้ำเสียงเย็นชาและใบหน้าหยิ่งยโสของเขาทำให้ผมอาการหนักกว่าเก่า“ทำไมหน้าซีดอย่างนั้นละ?” ร่างใหญ่ค่อยๆย่างสามขุมมาเรื่อยๆ “คุณภคิน..” ผมคงดูโง่มาก เพราะความกลัวค่อยๆคืบคลานเข้ามาทีละนิดๆ 

“คุณ อื้มม มะ มีอะไรรึเปล่าครับ” ผมค่อยๆหันไปประจันหน้า นั่นทำให้เห็นว่าเขาตัวใหญ่กว่าผมมากขนาดไหน 

“วัวสันหลังหวะ” คนตรงหน้าพูดขึ้นยิ้มๆ 

“ครับ?” ผมตอบพร้อมเลิกคิ้ว 

“ผมไปอยู่อเมริกามาสิบปี สุภาษิตไทยมันก็มีลืมๆไปบ้าง คุณจะช่วยตอบผมได้มั้ยว่า วัวสันหลังหวะเนี่ย มันหมายความว่ายังไง” ถอยคำเย็นชา สายตาดูถูก และคำถามนั่นมันช่างบาดลึกไปยังขั้วหัวใจของผม เขารู้ว่ามันหมายความว่ายังไง คนที่มีความผิดติดตัว มักจะกลัวและหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด คนตรงหน้านี้ไม่เหมือนตอนที่อยู่กับคุณพิม ไม่เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนสักนิด 

“เอ่อ ผมขอโทษครับ ผมคงต้องขอตัว” ผมไม่อยากจะอยู่ในนี้อีกแล้ว มันแย่ไปหมด ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวเหมือนคนจะร้องไห้ ผมรับไม่ได้ ผมกลัว ผมละอายแก่ใจ ความรู้สึกเลวร้ายประเดประดังเข้ามาเต็มไปหมด 

หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!” เสียงแข็งกระด้างที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดังขึ้น ก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ร่างของผมก็ถูกกระชากอย่างแรง 

“โอ๊ย!” ผมร้องเสียงหลง แต่คนตรงหน้ากลับยิ้มเยาะ 

“ลืมไปหมดแล้วใช่มั้ยเรื่องเลวๆที่เคยทำเอาไว้น่ะ” เขาพูดแล้วเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือผมให้มากขึ้น ไปเอาเรี่ยวแรงขนาดนี้มาจากไหนกัน 

“คุณภคิน” เลิกเรียกชื่อเขาจะได้มั้ยวะ! อยากจะด่าตัวเองจริงๆ ผมไม่ใช่ไอ้เหี้ยเก็ตอันธพาลครองโรงเรียน ไอ้เหี้ยเก็ตที่ใครๆเกรงกลัวในบารมีได้ตายไปนานหลายปีแล้ว ตอนนี้ก็มีแค่นายเก็ต กัมปนาท พนักงานเงินเดือนฝ่ายธุรการธรรมดาๆเท่านั้น ยิ่งเทียบกับคนตรงหน้า ผมไม่อำนาจจะต่อรองอะไรได้เลย..... 

ผมควรจะยอมรับผิด ดี! ดีเหมือนกัน เคลียร์ไปเลยก็ดี 

“เอาสิ! ต่อยผมเลยสิ” ผมตะโกนใส่เขา 

“ไล่ออกก็ได้ ถ้ามันทำให้ทุกอย่างดีขึ้น” แรงบีบที่ข้อมือเริ่มแรงขึ้นจนรู้สึกได้ว่าเลือดไม่ได้ถูกไหลเวียนไปยังส่วนนั้น ช้ำแน่ๆเลยแบบนี้ 

“นี่สิ แบบนี้แหละ” เขายิ้มอย่างพึงพอใจในปฏิกิริยาของผม 

“น่าเสียใจจังนะ ที่คุณลืมมันไปแล้ว” ลืมที่ไหน ผมไม่เคยลืม ไม่เคยลืมเลย.... 

“ร้องไห้ทำไม” คนตรงหน้าถามเมื่อผลักให้หลังของผมเข้าไปชิดกำแพง ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขัดขืนอะไรแล้ว “ฮึก” น่าสมเพช น่าสมเพชที่สุด ผมร้องไห้ทำไมกัน ละอายแก่ใจมากรึไง 

“น้ำตาของคุณไม่ได้ทำให้ผมใจดีหรอกนะ” เขาพูดแล้วใช้มืออีกข้างบีบแก้มผม 

“ทุกๆการกระทำ ทุกๆคำพูดของคุณ ผม จำ มัน ขึ้น ใจ 

“อั่ก” คนตรงหน้าผลักหัวผมให้กระแทกกำแพง แม้จะไม่เจ็บมากแต่ก็ทำให้ผมตัวสั่นได้ 

“ดูคุณตอนนี้สิ น่าสมเพชชะมัดเลย” ถ้อยคำเหยียดหยามของเขาและการกระทำแสนหยาบกระด้างทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าเก่า แม้ได้สะอึกสะอื้นมากมาย แต่ก็รู้สึกได้ว่าใบหน้ามันร้อนวูบวาบไปหมด 

“หลายสิบปีที่ต้องทนทุกข์ทรมาน หลายสิบปีที่สวะอย่างคุณทำชีวิตผมป่นปี้” แววตาของเขาเจ็บปวด ผมอยากจะบอกว่าขอโทษ แต่ติดอยู่ว่าเขาเรียกผมว่า สวะ! โพวเรียกผมว่าสวะงั้นหรอ? 

“แล้วคุณจะมายุ่งกับสวะอย่างผมทำไม!” ไหนๆหน้าที่การงานก็จะพังพินาศอยู่แล้ว เอาให้สุดทางไปเลย 

“ฮ่าๆๆๆ” เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง นั่นทำให้ผมทำตัวไม่ถูก 

“แม้จะมีสภาพน่าอดสูถึงขนาดนี้ คุณก็ยังไม่ทิ้งมันไปสินะ” ผมส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ 

“ศักดิ์ศรีโง่ๆของคุณ มาแลกกันหน่อยมั้ย” คำถามของเขาทำให้ผมเบิกตากว้าง 

“จะทำอะไร!?” ผมพูดออกไปด้วยความตื่นตระหนก 

แกร๊ก กริ๊ง 

มือใหญ่มุ่งลงไปที่เข็มขัดกางเกงของผม ไม่นะ ไม่ ผมสะบัดตัวหนีแต่แรงของเขากลับมีมากมายมหาศาล ที่สำคัญคือผมกลัว กลัวเหลือเกิน 

“ทำไมล่ะ เมื่อสิบปีที่แล้วคุณให้ผมได้สัมผัสกับประสบการณ์เลวๆ ได้เจอกันทั้งทีทำไมไม่ยอมให้ผมตอบแทนบ้าง?” เขาพูดพลางกระชากกางเกงผมออก 

“อย่า ขอร้องละอย่าทำ” ผมร้องออกมาอย่างคนจนตรอก 

“เหอะ อย่าทำหรอ? วันนั้นคุณทิ้งผมให้นอนบนเบาะที่เต็มไปด้วยฝุ่นโสโครก ทั้งๆที่ผมป่วยจนเจียนตาย แต่คุณก็ยังทำ!! แล้วมาวันนี้คุณกลับบอกให้ผมปล่อยหรอ?!” ผมทำได้เพียงอยู่นิ่งๆฟังสิ่งเลวร้ายที่เคยทำในอดีตจากปากของคนตรงหน้า ข้อมือก็ถูกมัดไพล่หลังเอาไว้ด้วยเข็มขัดของตัวเอง “อย่าขอร้องละ ให้กราบก็ได้ไม่เอา ไม่ ฮึก” มือใหญ่ผลักผมให้ลงไปนอนอยู่บนพื้นที่รายล้อมไปด้วยลังใส่เอกสารอย่างง่าย ดาย กลิ่นของกระดาษเก่าๆและแอร์อับๆเริ่มทำให้เวียนหัว 

สถานที่นี้มันช่างเลวร้าย 

แกร๊ก คนเบื้องบนปลดเข็มขัดราคาแพงออกก่อนจะรูดซิบกางเกง ความเป็นชายที่แข็งขืนลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า แปลกที่ผมรู้สึกร้อนวูบวาบ แถมกลิ่นกายนั่นกลับทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น แต่มันก็เท่านั้นแหละเมื่อความกลัวมันมีมากกว่า 

“โอ๊ย!!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อความเจ็บแสบแล่นขึ้นมา ไม่มีการเล้าโลม ไม่มีการบอกกล่าว ไม่มีอะไรทั้งนั้น 

“แน่นสุดๆไปเลย” เขาครางออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะขยับกายเข้าออกในจังหวะรัวเร็ว ผมรับรู้ได้ถึงของเหลวอุ่นร้อนที่ไหลลงมาตามน่องขา 

“เลือดคุณออกน่ะ” เขาใช้มือกดหัวผมให้แนบกับพื้นก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบ ผมกัดริมฝีปากแน่นเมื่อรู้ว่าศักดิ์ศรีที่ยึดถือไว้มาตลอดชีวิตกำลังถูกพรากออกไปช้าๆ 

แต่มันยังน้อยกว่าผมเยอะ! 

“โอ๊ย ฮึก” เขากระแทกร่างเข้ามาจนสุดจนผมต้องหวีดร้อง ยังไม่เสร็จอีกหรอ 

“โพว โพว จะ เจ็บ โพว” อะไรทำให้ผมกล้าอ้อนวอนเขาแบบนี้ จะทำตัวเองให้น่าสมเพชไปถึงไหนกัน 

“โพวหรอ? คุณกล้าดียังไงมาเรียกผมว่าโพว” แม้ร่างของเขากำลังกระแทกใส่ผมอย่างหนักหน่วง แต่น้ำเสียงที่ถามกลับเย็นเยือก 

“เอาล่ะ ผมจะให้เลือกระหว่างปากกับในนี้” เขาถามเยาะๆ ผมจึงหันหน้าไปมองอย่างไม่พอใจ “ทำหน้าแบบนี้ทำไมหรอ อ๋อ ผมลืมไปเมื่อสิบปีก่อนคุณไม่ได้ให้ผมเลือกเลยนี่หน่า” ผมสะอึกเบาๆ 

“แย่จังที่ผมเลวไม่เท่าคุณ” คำก็เลว สองคำก็เลว เออ กูมันเลว กูมันเหี้ย รีบๆทำให้เสร็จสักทีสิวะ! 

ไม่นานเสียงครางทุ้มต่ำก็ดังขึ้น ความอุ่นร้อนแผ่ซ่านไปทั่วท้องก่อนที่ร่างเบื้องบนจะกระตุกเบาๆ 

“ฮึก”  ผมพยายามกลืนก้อนสะอื้น ไม่อยากจะเห็นสภาพตัวเองในตอนนี้เลย 

ตี๊ด 

พอหันไปตามเสียงเมื่อครู่แล้วก็ต้องตกใจ เขากำลังถ่ายภาพของผม.... 

“หยุดนะ! ไม่” ผมพยายามเบือนหน้าหนี แต่คนเบื้องบนก็ยังไม่หยุด เสียงจากกล้องในมือถือราคาแพงดังระรัว 

ไม่ 

ไม่เอาแบบนี้ 

ไม่เอา 

“ต้องขอบคุณ Apple นะที่สร้างกล้องที่มีความคมชัดได้อย่างไร้ที่ติ” เขาพูดแล้วหยิบกางเกงสแลคของผมขึ้นเพื่อเช็ดทำความสะอาดตรงส่วนนั้นของตัวเอง 

ฟึ่บ 

ก่อนจะโยนทิ้งลงตรงหน้าผมอย่างไม่เห็นค่า 

“ถ้าคิดว่ามันกำลังจะจบละก็ คุณคิดผิดนะคุณกัมปนาท” 

“คุณทำลายชีวิตผมมาเป็นสิบปี แค่เซ็กส์ครั้งเดียวมันไม่พอหรอก” 

“หลังจากนี้มาเป็นอีตัวให้ผม” 

“ไม่!” ผมตะโกนเสียงดังลั่น พยายามขืนร่างกายที่ปวดร้าวให้ลุกขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้ในเมื่อมือยังถูกมัดอยู่อย่างแน่นหนา 

“ทำไมละ” เขาว่าพลางย่อตัวลง 

“กูไม่เป็นให้มึงหรอก!!!” ผมตะโกนออกไปด้วยความโกรธ 

“ในสถานการณ์แบบนี้คุณมีสิทธิ์เลือกด้วยหรอเคยโง่ยังไงก็ยังโง่อย่างงั้น” คำพูดของเขาทำเอาผมจุกจนอยากจะร้องไห้อีกรอบ 

“จะทำยังไงน้า.... ถ้ารูปนี้มันหลุดออกไป” หน้าจอทัชสกรีนโชว์หราให้เห็นเต็มตาๆ ดวงหน้าที่ชัดเจน ช่วงล่างไม่มีอะไรปิดบัง แถมยังมีคราบนั่น ผมเบือนหนีไม่อยากจะมองอีกต่อไป 

“ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงทำกำไรได้น้อยที่สุดในบรรดาบริษัทลูกทั่วโลก” ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม 

“เพราะมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลห่วยๆไง ที่หน้ามืดเอาRapist แบบคุณเข้ามาทำงานได้” ถึงจะโง่แต่ผมก็รู้ว่ามันแปลว่าอะไร “พรุ่งนี้ผมจะเอาเรื่องการทำงานของHR ขึ้นพิจารณา แล้วโล๊ะออกให้หมด” 

“อย่า!” ผมร้องห้าม มันมากเกินไปแล้ว 

“ทำไมล่ะ คุณแคร์ด้วยหรอ” ผมไม่ยอมพูดอะไรตอบ 

“ไม่ว่าคนพวกนั้นจะเป็นยังไง คุณก็ต้องมาเป็นอีตัวของผมอยู่ดี” 

แกร๊ง 

เขาโยนเหรียญห้าลงตรงหน้าผม 

ค่าบริการ” เมื่อได้ยินดังนั้นน้ำตาที่สู้อุตส่าห์เก็บกักไว้ก็ไหลออกมาทันที ผมร้องไห้อีกครั้งอย่างไม่สามารถห้ามตัวเองได้เลย 

“เจ็บดีมั้ยละ ผมไม่อยากเอาคุณฟรีๆหรอก มันดูเหมือนเป็นกิจกรรมคลายเครียดน่ะ” เสียงสะอื้นของผมเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ 

“เอาเป็นว่าผมจ่ายให้ละกัน แลกกับศักดิ์ศรีของคุณ” ผมอยากจะตายไปให้พ้นๆ 

“ต่อจากนี้ชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับผมคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะทำอะไรหากผมไม่พอใจ คุณก็ไม่มีสิทธิ์” ผมนอนมองคนเบื้องบนด้วยความอ่อนล้าเต็มที 

“อย่าถือดีว่าตัวเองวิเศษวิโสละ คุณมันไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น” ริมฝีปากผมถูกกัดแน่นจนรับรู้ถึงรสเลือดขมปร่า 

“ทำไม? อยากตายหรอ” คำถามของเขาฟังดูเลือดเย็น ดวงตาสีน้ำตาลเริ่มแข็งกร้าว 

“จำเอาไว้ คนที่จะฆ่าคุณให้ตายได้มีแค่ผมเท่านั้น” 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>TBC<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

Writer Talk : อยากลองเปลี่ยนแนวให้ดูโตๆขึ้นบ้างตามอายุไรท์ แอร๊ยยยย เก๊าแค่ยี่สิบต้นๆน้า พอลองเขียนปุ๊บก็รู้ว่า ย๊ากกก ยากอ่ะ  ชอบก็เม้นท์ชอบก็โหวต มีข้อคิดเห็นอะไรเสนอมาเต็มที่เลยนะจ๊ะ ^^ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว