email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น : ฤทธิ์รักในรอยแค้น แก้แค้น 18+ วัยทำงาน วัยเรียน รุนแรง นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.2k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2564 20:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บทนำ 

“เก็ต เลิกกันเถอะ” 

ผมเงยหน้ามองคู่สนทนาด้วยแววตานิ่งเฉย การถูกบอกเลิกคงจะกลายเป็นเรื่องที่เริ่มจะชินชาซะแล้ว ชายหนุ่มผู้มีดวงหน้าหวานหยดมองมาที่ผมด้วยแววตาตัดพ้อเมื่อเห็นว่าผมไม่ได้ พูดอะไรตอบไป 

“เก็ต” คนตรงหน้าเริ่มขึ้นเสียง ผมถอนหายใจเบาๆ 

“อือ” แล้วตอบออกไป อยากเลิกก็จะเลิกให้ 

“ไอ้เหี้ยเก็ต!” 

ซู่ 

แก้วน้ำที่เต็มไปด้วยโค้กเย็นเจี๊ยบไม่รวมน้ำแข็ง ถูกยกขึ้นแล้วสาดใส่หน้าผมทันที ความเปียกชื้นไล่ลงมาตั้งแต่หัวถึงหน้าอกและคงจะไหลลงไปอีกเรื่อยๆ 

“สะใจแล้วก็ไปเถอะโย” ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงขึ้นเช็ดแล้วพูดประโยคดังกล่าว 

“เออ” ผมแอบเห็นดวงตาคู่สวยเรือไปด้วยน้ำตา แต่จะให้ทำไงละ โยบอกเลิกผมเอง 

“คนอย่างมึงมันเหี้ยจริงๆ ต่อจากนี้ชีวิตมึงจะต้องทนทุกข์ กูขอแช่ง” ผมยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ชีวิตต่อจากนี้หรอ ความทนทุกข์ของผมมันไม่มีวันจะเกิดขึ้นต่อจากนี้หรอก 

มันเกิดขึ้นมานานแล้ว 

พลั่ก! 

“ไอ้เหี้ยเก็ต พอได้แล้ว” เสียงห้ามปรามของเพื่อนไม่ทำให้ผมหยุด มันยิ่งโหมกระพือให้ผมสาวหมัดใส่ไอ้สวะนี่แรงขึ้น 

“อย่ามายุ่งกับเมียกูอีก” พอซ้อมไอ้หน้าหมาแดกแฟ็บนี่จนพอใจแล้วก็ทิ้งทวนเบาๆ 

“เก็ต เก็ต” มะนาวผู้หญิงที่เป็นต้นเรื่องของวันนี้เดินมาเกาะแขนผมอย่างเอาอกเอาใจ 

“มะนาวรักเก็ตที่สุดเลย” หึ ผมขำเยาะๆในลำคอก่อนจะสะบัดแขนออก 

“เลิกกันเหอะ” ผมไม่ได้โง่นะ พอลับหลังก็แอบไปเอากัน ที่มาฝากรอยตีนไว้ที่หน้าไอ้นี่ก็เพราะผมรู้สึกเหมือนโดนหยามมากกว่า 

“เก็ต” มะนาวเรียกชื่อผม แล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็คงจะปลอบอยู่หรอก แต่ตอนนี้ 

“ไปหาไอ้ภูดิ” พูดแล้วก็มองไปยังเพื่อนที่ร้องห้ามผมก่อนหน้านั้น คนทั้งสองหน้าซีด 

“มึงไม่ต้องห่วงหรอกไอ้ภู ยังไงกูก็เป็นเพื่อนมึง กูไม่แตกกับมึงเพราะเรื่องผู้หญิงหรอก” ผมเดินไปตบบ่ามัน 

“เก็ต” หล่อนยังคงเรียกชื่อผม 

“เลือกเอาเถอะมะนาว เก็ตขอบาย” เสียผมไปหนึ่งก็ยังเหลืออีกสองนะ ไม่รวมพวกผู้ชายคนอื่นๆอีก พอพูดจบผมก็เดินออกมาทันที เพื่อนคนอื่นๆก็ทยอยตามมา 

พวกอันธพาล เด็กเหลือขอ 

คือคำที่พวกผมมักจะถูกเรียกบ่อยๆ 

ผมไม่ได้เก็บเอามาคิดให้เปลืองสมองหรอก ก็แค่ไม่ชอบใครก็แสดงให้รู้ว่าไม่ชอบ มันก็แค่นั้นตรงไปตรงมาดีออก อีกอย่างคำพวกนี้มันก็ช่วยกันไม่ให้ใครเข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตผมมากด้วย 

“ถอยไป ลูกพี่กูจะเดิน” ไอ้บอยหนึ่งในกลุ่มกำลังกำจัดพวกเด็กน้อยออกไปให้พ้นทาง 

“พอเถอะ” ผมพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าการกระทำของไอ้นี่มันชักจะเกินไปแล้ว ไอ้แว่นนี่แทบจะเยี่ยวราดอยู่รอมร่อ 

“ก็มันเกะกะนิ” ไอ้บอยว่า 

โรงเรียนคืออาณาจักร... ทุกคนรู้จักผม ทุกคนชื่นชมในความหล่อ ทุกคนเกลียดชังในความเลว ทุกคนรู้สึกขยาด เอือมระอา แต่ไม่ว่าใครจะคิดยังไง ผมก็ไม่เคยสน 

ผมรู้สึกมีความสุขกับชีวิตดี เรียนบ้าง โดดบ้าง ต่อยตีเป็นงานอดิเรก หิ้วหญิงใหม่ๆทุกอาทิตย์ ชีวิตไม่เคยขาดสีสัน จนวันหนึ่ง... 

วันที่ผมพลาดพลั้งให้กับไอ้เบสอริที่เพิ่งจะมีเรื่องไปหมาดๆเมื่อสามวันก่อน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายเมื่อถูกไม้หน้าสามฟาดลงมาที่หลังเป็นครั้งที่สี่ 

“ไอ้สัดเก็ต! ลุกสิเก่งนักไม่ใช่ไง” ไอ้เบสโยนไม้ทิ้งแล้วเหยียบลงมาที่แก้มของผม ผมนอนนิ่งมองหน้ามันด้วยสายตาอาฆาต มันรุมผม มันเล่นทีเผลอ ไอ้หมาลอบกัด! 

“ไอ้เบส! มีคนมา! ไอ้เบส!” แต่แล้วเพื่อนของมันก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา 

“ไอ้สัด! ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” มันยกเท้าออก ความชาหน่วงก็แล่นขึ้นมาทั่วแก้ม 

ไอ้เบสกับพวกออกไปแล้ว ผมถูกทิ้งในนอนจมกองเลือดอยู่โกดังร้างหลังโรงเรียน น่าสมเพชชะมัด 

“นาย” เสียงเรียกของเด็กผู้ชายทำให้ต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง มันเริ่มจะมัวซะแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเบ้าตาผมกำลังบวมเป่ง 

“นาย ไหวมั้ย?” ความเจ็บปวดทำให้ต้องนิ่วหน้า เด็กผู้ชายที่ยังเห็นหน้าไม่ชัดพยายามจะจับตัวผม 

“อย่าสิวะ!” ผมตวาดออกไปด้วยแรงที่มี 

“คนอื่นๆกำลังมาช่วยนะ อดทนไว้” นี่คือเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน ก่อนสติจะดับวูบลงไป 

สามวันกับการนอนพักฟื้น 

พอตื่นมาก็โดนพ่อด่า แม่ว่า พี่สาวเฉ่ง ยังดีที่ผมเป็นคนกะโหลกหนา กระดูกแข็ง โดนยำตีนบ่อยแค่ไหนก็แค่ฟกช้ำ ไม่ถึงตายหรือพิกลพิการ 

“ถ้าโพวไม่มาช่วยแกนะ ป่านนี้คงได้ไปนอนโลงศพไม่ใช่โรง’บาล” ผมมองหน้าพี่เกรซ โพว ใครคือโพว 

“ใคร?” ผมถาม 

“ชั้นโทรบอกแล้ว เดี๋ยวแกก็ได้เจอ พอเขามาก็กราบขอบพระคุณเขาด้วยละ” พี่เกรซว่าแล้วเดินออกไปนอกห้อง ผมนอนมองเพดานไปเรื่อยเปื่อย เสียงทีวีช่วยให้ไม่รู้สึกเหงาเท่าไหร่ พ่อกับแม่คงจะออกไปทำงานกันแล้ว 

ปึง 

“ไง” ผมหันไปยังประตูเมื่อมองคนมาใหม่ 

เด็กผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งแต่ผอมกระหร่อง ผิวขาวซีดเหมือนไม่เคยถูกแดด และใบหน้าอมโรคในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม 

“มึงเป็นใคร” ผมถาม 

“เออ” ไอ้เด็กนี่ยิ้มแหยๆแล้วเดินเอาถุงผลไม้ไปวางไว้บนโต๊ะ 

“เราชื่อโพว” มันว่าแล้วเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ อ่อ คนนี้หรอ 

“หมอบอกว่ามะรืนนายก็คงกลับบ้านได้” รอยยิ้มของมันทำให้ผมประหลาดใจ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ทำไมมันถึงกล้ายิ้มแบบนี้ให้ผม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดีใจ ความโล่งใจ 

“มึงช่วยกูทำไม” ไอ้โพวหุบยิ้ม “ก็แค่อยากช่วย” มันพูดตอบ 

ยอมรับว่าชื่นชมมันลึกๆ ทั้งที่ตัวกระจ้อยหร้อย โดนลมก็คงจะปลิวไปไกลแล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องต่อยตี แต่มันคงจะกล้าหาญน่าดูที่เข้ามาช่วยผมในสถานการณ์แบบนั้น 

“ขอบใจ” ผมพูด “กูเก็ต” แล้วแนะนำตัว “อื้อ เก็ต” ไอ้โพวยิ้มสดใสให้กลับคืน 

มิตรภาพของเราก็เริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้น 

“เก็ต ไปกินข้าวกันมั้ย” ไอ้โพวมักจะเดินมาเรียกผมทุกครั้งเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง มันเป็นเด็กห้องคิงส์ส่วนผมมันเด็กห้องบ๊วย สมาชิกในห้องก็มีแต่พวกเหลือขอ เกเร แต่ไอ้โพวก็ไม่เคยแสดงให้เห็นสักครั้งว่ารังเกียจที่จะคบหาสมาคมกับผม เพื่อนคนอื่นๆก็แซวแล้วแซวอีก 

“เมียมึงมาน่ะไอ้เก็ต” ไอ้โก้พูดขึ้นเสียงดัง พวกเพื่อนคนอื่นก็มองด้วยสายตาขบขัน ไอ้โพวยิ้มเขินๆแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรตอบ มันไม่เคยไม่พอใจเลย 

“มึงไปเถอะ” ผมพูดทั้งๆที่ไม่ได้มองคนที่หน้าประตู ตอนแรกที่เราเริ่มเป็นเพื่อนกันผมมักจะไปไหนมาไหนกับไอ้โพวบ่อย มันบอกผมว่ามันเป็นโรคหอบหืดแล้วก็ป่วยบ่อย ที่บ้านเลยให้เรียนแต่โฮมสคูล พออาการเริ่มดีขึ้นมันเลยขอออกมาเรียนที่โรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆบ้าง เราสองคนสนิทกันไวมาก ไอ้โพวเป็นคนยิ้มง่าย หัวเราะเก่ง เวลาผมอยู่กับมันทีไร ผมมักจะรู้สึกสบายใจทุกครั้ง 

“อือ” มันพยักหน้ารับคำของผม แล้วเดินออกไปกับเพื่อนของมัน 

แต่ไอ้โพวมันไม่ได้ดีกับผมแค่คนเดียว 

มันดีกับทุกๆคน ใครๆก็ชอบมัน นั่นทำให้ผมหงุดหงิด ผมไม่อยากเป็นแบบนี้อีกเลยตัดสินใจตีตัวออกห่าง ผ่านมาสองปีกว่าแล้ว ไอ้โพวก็ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าผมจะทำท่าเย็นชาใส่แค่ไหน มันก็ยังทำตัวเป็นปกติ เจอกันก็ทัก มีเรื่องอะไรก็ชอบมาเล่าให้ฟัง ผมไม่ชอบ! ผมหงุดหงิด! และคิดว่า.... 

ผมอาจจะเกลียดมันเข้าซะแล้ว 

“วันนี้กลับเย็นจัง” เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ผมต้องหยุดชู๊ตบาส เวลาห้าโมงในโรงยิมเก่าของโรงเรียน ที่นี่คือสถานที่ส่วนตัวของผม มีไม่กี่คนที่เข้ามาได้ 

“เสือก!” ผมตอบอย่างอารมณ์เสีย ทั้งๆที่เมื่อก่อนผมมักจะชวนมันมาเล่นด้วย แต่พอเห็นว่ามันไปเล่นบาสอยู่กับแก๊งค์สภานักเรียนคนดีที่โรงยิมใหม่เมื่อเดือนก่อน ผมก็ไม่เคยชวนมันมาที่นี่อีกเลย “แหะๆ” ไอ้โพวขำแห้งๆแล้วยิ้มเบิกบาน นั่นทำให้ผมหงุดหงิดมากกว่าเก่า เลยโยนลูกบาสเก็ตบอลลงพื้นเสียงดังลั่น 

“เป็นอะไรอ่ะเก็ต?” มันไม่เคยถามผมแบบนี้มาก่อน ดี วันนี้จะได้เคลียร์กันไปเลย 

“มึงมันน่ารำคาญ!!” ผมตะโกน แต่พอเห็นดวงตาคู่นั้นมองมา ผมไม่เข้าใจเลย ผมเป็นอะไรไป? 

“เราไปทำอะไรให้เก็ตอ่ะ เก็ตเป็นแบบนี้มาหลายเดือนแล้วนะ” ไอ้โพวพูดเสียงนิ่ง เหมือนพยายามใช้เหตุผล ลอจิคแบบที่คนฉลาดๆเขาทำกัน เหอะ! “กูไม่รู้” ผมตอบ 

“เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ” มันพูดขึ้น ผมมองหน้ามันอีกครั้ง เพื่อนหรอ? ผมรู้สึกแสลงที่จะใช้คำๆนี้กับมันเต็มกลืน แค่คิดก็มวนท้องอยากจะอ้วก! “ใครบอกว่ามึงเป็นเพื่อนกู” คำถามของผมทำให้ไอ้โพวหน้าเจื่อนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันคงจะเสียใจมาก แปลกที่ผมเองก็รู้สึกแย่เหมือนกัน 

“เราคงคิดไปเองอ่ะแหละ”มันยิ้ม แล้วหัวเราะเบาๆ 

ผมกำลังจะเสียมันไปงั้นหรอ? 

“ที่มาวันนี้ก็แค่จะมาคุยด้วยเรื่องเบลน่ะ” เบลคือผู้หญิงที่มาสารภาพรักกับไอ้โพวเมื่อสองอาทิตย์ก่อน 

“วันนี้เราตกลงคบกับเบลแล้ว แค่อยากจะมาเล่าให้ฟัง” มือผมชาไปหมด และคนตรงหน้ายังคงยิ้มเหมือนเดิม 

“ขอโทษที่ทำให้ไม่พอใจ หลังจากนี้จะไม่มายุ่งกับเก็ตอีก” ไอ้โพวพูดเสร็จแล้วหันหลังเตรียมจะออกไป 

ผมกำลังจะเสียมันไปจริงๆ 

ไม่เอา .... 

เดินหนีกูง่ายๆแบบนี้ได้ยังไงวะ!! 

ทำแบบนี้มันหยาม 

ใช่! มันกำลังหยามผม 

“ไอ้โพว!” ผมวิ่งไปกระชากแขนมันอย่างแรง “โอ้ย! เก็ต” แขนบีบของผมทำให้ไอ้โพวหน้านิ่ว มันคงจะเจ็บมาก แต่ก็สาสมดี สาสมกับสิ่งที่มันกำลังจะทำกับผม 

มันกำลังจะทิ้งผม 

“จะทำอะไรอ่ะเก็ต” ไอ้โพวหน้าซีดเมื่อผมลากมันให้เข้ามาในห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา แล้วจัดการล็อกประตู 

“เก็ตเกลียดโพวมากเลยหรอ” มันถามทั้งๆที่ตัวสั่นงันงก ผมเดินไปผลักมันให้นอนลงไปบนเบาะยูโดเก่าๆที่วางซ้อนกันกลางห้องจนฝุ่นตลบขึ้นมา “เก็ต” ไอ้โพวพยายามยันตัวขึ้นนั่งแต่ผมก็ตามลงไปกดทับมันให้นอนราบลงเหมือนเดิม 

มึงจะทำอะไร 

น้ำเสียงเรียบนุ่มของไอ้โพวกลายเป็นแข็งกระด้าง สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาผมใจหาย “มึงจะทำอะไร ไอ้เก็ต!” ไอ้โพวเริ่มดิ้นและผมก็เริ่มโกรธมากขึ้นเป็นเท่าทวี 

ผมเกลียดมันมาก มันกล้าดียังไง กล้าดียังไงวะ! 

“ปละ ปล่อยกู!” ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น กางเกงของไอ้โพวถูกดึงให้ร่นลงไปด้วยน้ำมือของผม ผิวขาวเนียนของมันทำเอาใจเต้นไม่เป็นระส่ำ กลิ่นกายยั่วยวนทำให้สติเตลิดหายไปหมดจนสิ้นทุกเหตุผล 

“ไอ้เก็ต ไอ้เหี้ย! ปล่อยกู แฮ่ก” คนใต้ร่างพยายามดิ้น ทั้งต่อย เตะ ถีบ แต่ก็ไม่ได้สะเทือนอะไรผมมากนัก มันก็แค่เด็กขี้โรค อ่อนแอ น่าสังเวชคนนึง จะมาสู้อะไรกับผมได้ 

“อยู่เฉยๆน่ะ!” ผมตะคอกมันเสียงดังลั่นห้อง ไอ้โพวตัวสั่น น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย “เก็ตไหว้ละ กราบก็ได้ ปล่อยกูไปเถอะนะ” น้ำเสียงสั่นเครือกับดวงตาอ้อนวอนของมันทำให้ผมใจอ่อน 

ผมควรจะปล่อยมันให้ไปหาเบล ไปหาเพื่อนคนดีของมันง่ายๆอย่างนี้น่ะหรอ?? 

“ฮึ” ผมเหยียดยิ้มที่มุมปาก แล้วจับมันพลิกให้นอนคว่ำ ตัดปัญหาโดยไม่ต้องมองหน้าก็สิ้นเรื่อง 

“ไอ้เก็ต กูเจ็บ ปล่อยกู”มันพยายามดิ้น ผมไม่เปิดโอกาสอีกแล้ว เศษผ้าที่หล่นอยู่ตามพื้นกลายมาเป็นเชือกผูกแขนไอ้โพวให้ไพ่หลังไว้ การต่อสู้ดิ้นรนที่น่าเวทนาของมันไม่ทำให้ผมยอมหยุดการกระทำ 

ผมกลายเป็นคนเลวโดยสมบรูณ์แบบ 

คราบเลือดที่ไหลลงมาตามเรียวขาขาวๆ ไอ้โพวที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเบาะในสภาพที่เหลือเพียงเสื้อนักเรียน เสียงสะอื้นของมันและเสียงหอบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ  ผลงานที่ผมได้ทำลงไป ผมไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าควรจะทำยังไง... 

“แฮ่ก ไอ้เก็ต ช่วยกูด้วย แฮ่กๆๆๆ ช่ะ ช่วย ฮ่าๆ กู ฮึก” ผมไม่กล้าแม้จะเดินไปแกะเศษผ้าที่ผูกข้อมือมันไว้ออก แต่อาการของไอ้โพวกำลังแย่ เลยตัดสินใจเดินไปที่กระเป๋านักเรียนของมันที่ตกอยู่ข้างๆล้วงมือลงไปหยิบยา พ่นขึ้นมา จากนั้นก็จัดการพ่นยาใส่ปากให้คนบนเบาะจนอาการหอบหยุดไป 

“เก็ต” มันค่อยๆเหลือบตาขึ้นมามองหน้าผม สายตานั่นทำให้ผมรู้ว่าไอ้โพวของผม มันไม่มีอยู่แล้ว... 

ไม่มีอีกแล้ว..... 

หลังจากวันนั้น ไอ้โพวก็ไม่มาเรียน แถมมีข่าวแว่วๆว่าเบลไปคบกับไอ้เปรม ผมพยายามใช้ชีวิตปกติ แม้เพื่อนๆในห้องจะแวะเวียนมาถาม มาแซะบ่อยๆว่าไอ้โพวมันไปไหน ทำไมไม่มาชวนผมกินข้าว 

ผ่านมาสองอาทิตย์ 

ผมเริ่มร้อนรน อารมณ์เสียง่าย หงุดหงิดหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว มันเหมือนมีกองไฟสุมอยู่ในอก วันนี้ผมต้องรู้ให้ได้ 

“โพวมาเรียนยัง” มันเป็นเรื่องน่าตกใจที่อยู่ดีๆเหล่านักเรียนห้องบ๊วยพากันยกขโยงมาอออยู่หน้าห้องคิงส์ ไอ้เติร์กเพื่อนที่ชอบไปไหนมาไหนกับไอ้โพวบ่อยๆกำลังยืนขาสั่นอยู่ตรงหน้าผม 

กูถามว่าโพวมาเรียนรึยัง!!” เพื่อตัดรำคาญผมเลยตัดสินใจเพิ่มโทนเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด 

“พะๆๆๆ โพวละๆ ออกแล้ว” พูดเชี้ยอะไรของมัน 

“อะไรนะ!?” ผมถามเสียงแข็ง 

“โพวลาออกแล้ว” 

คำตอบของไอ้เติร์กทำเอาเข่าแทบอ่อน ผมไม่สนอะไรอีกแล้วมือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็กดเบอร์ที่จำขึ้นใจแล้วโทรออกทันที 

“เลขหมายที่ท่านเรียกยังไม่เปิดให้บริการ” 

แม้ว่าจะโทรไปกี่ครั้ง มันก็ยังเหมือนเดิม ไอ้โพวกำลังจะหายไปจากผม 

มันกำลังจะหายไปตลอดกาล 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>Enjoy Reading<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<< 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว