ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำที่หายไป

ชื่อตอน : ความทรงจำที่หายไป

คำค้น : นิลกาฬนาคราช กัญญาวดีเทวี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 156

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2564 08:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำที่หายไป
แบบอักษร

ความทรงจำที่หายไป 

ในความทรงจำของอรสา ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนในวัยเยาว์ของขวัญวารี เด็กหญิงตัวน้อยเดินตามพี่ชายอย่างนิลปาลต้อย ๆ น่าแปลกที่ว่าแม้จะมีพี่ชายอย่างธามและฐากูรอยู่ด้วย แต่เด็กหญิงขวัญวารีกลับชื่นชอบและตามติดกับนิลปาลแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้เป็นพี่ชายก็คอยดูแลห่วงใยน้องสาวตัวน้อยเป็นอย่างมาก 

‘พี่นิลจ๋า โตขึ้นน้องขวัญจะเป็นเจ้าสาวของพี่นิลค่ะ’

เด็กหญิงขวัญวารีพูดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง เมื่อนั่งดูโทรทัศน์อยู่กับนิลปาล ไม่ไกลนักมีเด็กชายศรีธารา หรือ น้องธาร น้องชายคนเล็กสุดกำลังหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาในมุมหนึ่งของห้องรับแขกนี้ ส่วนเด็กชายธามกับเด็กชายฐากูลออกไปวิ่งเล่นข้างนอก ในขณะที่พวกผู้ใหญ่นั้นช่วยกันเตรียมอาหารอยู่ด้านในห้องครัวนั่นเอง เนื่องจากเป็นวันหยุดสำคัญทางศาสนา จึงค่อนข้างที่จะพิถีพิถันเรื่องการเตรียมอาหารไปถวายพระที่วัดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

‘ครับ…พี่นิลก็จะเป็นเจ้าบ่าวของน้องขวัญแค่คนเดียว’

องค์นิลกาฬนาคราชหรือก็คือเด็กชายนิลปาลในตอนนั้น ทอดสายพระเนตรมองเด็กหญิงตัวจ้อยด้วยความเอ็นดู หมายมาดในพระทัย ผู้ใดเล่าจักปล่อยให้คนรักของตนไปแต่งงานกับผู้อื่น กัญญาวดีเทวีในภพนี้แม้นจะยังคงเป็นเด็กหญิงตัวน้อย หากแต่วันหน้าก็จะต้องเติบโตเป็นสาวงามอย่างแน่นอน ไม่ต่างกับบุปผชาติงดงามอ่อนหวานที่หมู่ภมรใคร่ดอมดม จำต้องเฝ้าคอยถนอมไว้ไม่ห่างไกล ใครก็อย่าคิดหวังจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางเป็นอันขาด

‘เย้…สัญญานะคะ ว่าจะเป็นเจ้าบ่าวของน้องขวัญแค่คนเดียว’

เด็กหญิงแย้มยิ้มจนตาหยีด้วยถูกใจในคำพูดของพี่ชายตรงหน้า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วตนเองก็มิได้เข้าใจในความหมายของคำว่า เจ้าสาว และ เจ้าบ่าว อย่างถ่องแท้สักนิด เพียงแต่มองเห็นภาพในโทรทัศน์เมื่อครู่กำลังมีงานเลี้ยงรื่นเริง ผู้คนในภาพเคลื่อนไหวนั้นต่างก็ยิ้มแย้มสีหน้าช่างดูมีความสุขอย่างมาก หญิงสาวใส่ชุดสีขาวฟูฟ่องสวยงามราวกับเจ้าหญิงในนิทานยืนเคียงคู่กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ทุกคนต่างเรียกทั้งคู่ว่าเจ้าสาวกับเจ้าบ่าว เด็กหญิงขวัญวารีเพียงแค่คิดว่าเมื่อร่างกายโตขึ้นมากกว่านี้ก็อยากจะใส่ชุดสีขาวสวยงามนั้นบ้าง และคนที่จะยืนเคียงข้างในวันข้างหน้าก็จะต้องเป็นพี่ชายคนโปรดอย่างนิลปาลเท่านั้น คงจะต้องเป็นงานเลี้ยงที่สนุกสนานมากแน่นอน และนี่ก็คือความคิดตื้นเขินของเด็กหญิงตัวน้อย

‘สัญญาสิ…สัจวาจาของพี่ไม่คืนคำ พี่จะเป็นเจ้าบ่าวของน้องคนเดียวเท่านั้น นับจากนี้ตราบนิรันดร์’

คำมั่นสัญญาที่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว องค์นิลกาฬนาคราชได้กล่าวต่อหน้านางอันเป็นที่รัก หากแต่ก็มิอาจรักษาสัจวาจานั้นเอาไว้ได้ และต่อมามันก็ได้ย้อนกลับมาทำร้ายพระทัยของพระองค์เองอย่างแสนสาหัส เป็นต้นเหตุที่ทำให้นางผู้เป็นดั่งดวงฤทัยต้องม้วยมรณ์ 

ครั้งนี้สัจวาจาที่ได้ลั่นโอษฐ์ต่อหน้านางอีกครา จะทรงยึดเหนี่ยวเอาไว้ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์เอง แม้นว่าเวลานี้พระน้องนางจะอยู่ในภพภูมิมนุษย์ ในสังขารที่แตกต่างจากเหล่านาคบาดาล ในนามของขวัญวารี 

ทว่าก็มิอาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่นาง เพราะดวงจิตข้างในนั้นหรือก็คือ…กัญญาวดีเทวี เอกมหิษีของพระองค์

‘สัจวาจา ตราบนิรันดร์…คืออะไรหรือคะ น้องขวัญไม่เข้าใจเลย’

น้องสาวตัวเล็กมีสีหน้าฉงน เพราะคำพูดของพี่ชายที่กล่าวออกมานั้นฟังไม่คุ้นหูเอาเสียเลย 

‘ยากเกินไป ฟังไม่เข้าใจใช่ไหมเล่า เจ้าจอมยุ่ง’

‘ใช่ค่ะ พี่นิลพูดแล้วฟังย้ากยาก น้องขวัญเข้าใจแค่ว่าพี่นิลสัญญาจะเป็นเจ้าบ่าวของน้องขวัญคนเดียว’

‘สัจวาจาคือคำพูดที่จริงแท้แน่นอน และตราบนิรันดร์ก็คือตลอดไป พอจะเข้าใจบ้างหรือยังครับคนดี'

คนพี่เอ่ยอธิบายให้น้องสาวตัวน้อยฟัง พลางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าหงึกหงัก

‘เข้าใจนิดๆค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือ…..'

วงหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังเจื้อยแจ้วมีประกายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมา หากแต่ก็ยังน่ารักน่าเอ็นดู

‘ก็คืออะไรครับ’

‘ก็คือ…พี่นิลเป็นของน้องขวัญแค่คนเดียวสิคะ ห้ามเป็นของคนอื่น ห้ามไปเล่นกับคนอื่น ไม่งั้นน้องขวัญจะโกรธจะโป้งพี่นิลด้วย’

กล่าวพลางยกมือน้อยนั้นขึ้นมากอดอกเอาไว้อย่างแสนงอน พวงแก้มอมชมพูดูป่องจนน่าหยิกด้วยมันเขี้ยว

‘ครับผม พี่ก็เป็นของน้องคนนี้มาตั้งนานแล้ว เป็นของน้องคนนี้แค่คนเดียวตลอดไป’

องค์นิลกาฬนาคราชในรูปกายเด็กชายนิลปาลกล่าวเน้นย้ำคำว่า คนนี้ เป็นพิเศษ…คนนี้ ดวงจิตนี้

‘พี่นิลของน้องขวัญใจดีที่สุดเลยค่ะ’

เสียงหัวเราะอย่างถูกใจในอะไรบางอย่างของเด็กผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในบ้านเรียกความสนใจของผู้ใหญ่ในครัวให้หันมามองด้วยว่าบานประตูที่เชื่อมระหว่างห้องครัวและโถงห้องรับแขกนั้นเปิดกว้างเอาไว้แต่แรก

แน่นอนว่ากลุ่มของผู้ใหญ่ในห้องครัวต่างก็ได้ยินประโยคสนทนาระหว่างเด็กหญิงขวัญวารีกับเด็กชายนิลปาลเต็มสองหูหรืออาจจะหลายหูเลยทีเดียว

‘ตายจริง น้องขวัญนี่ชักจะแก่แดดแก่ลมเกินไปแล้ว ตัวกะเปี๊ยกแต่ดูพูดเข้าสิ...เจ้าบ่าวเจ้าสาวอะไรกัน’

อรสาผู้มีศักดิ์เป็นน้าสาวของเด็กหญิงขวัญวารีเอ่ยพูดกับกานดาและนิตยาที่ยืนยิ้มอยู่ด้วยกัน ส่วนคุณวิภานั่งเช็ดใบตองอยู่อีกในมุมหนึ่ง หากแต่ก็ร่วมรับฟังลูกหลานอยู่เงียบๆ 

แม้นปากจะว่ากล่าวหลานสาว หากแต่สีหน้าอรสากลับมิได้ขุ่นเคืองเช่นคำพูด เพียงแต่เอ่ยบ่นเท่านั้นด้วยรู้ดีว่าหลานสาวพูดไปตามประสาเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ความนัก

‘ก็คงเจื้อยแจ้วไปตามประสาเด็กช่างพูดนั่นล่ะ หนูขวัญคงดูจากในทีวีแล้วเห็นว่าน่าสนุกดีล่ะมั้ง ถึงได้ชวนตานิลเล่นเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาว'

นิตยาเอ่ยกับญาติผู้น้องของกานดา ซึ่งก็รู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

‘จะว่าไป…เจ้าขวัญพูดไปตามประสาเด็กก็ไม่แปลกหรอก แต่ตานิลนี่สิ ฉันรู้สึกว่าลูกชายของเธอแปลกๆ อย่างไรก็ไม่รู้ เขาดูนิ่งและก็สุขุมเกินเด็กวัยเดียวกัน คำพูดก็ดู…อืม จะพูดอย่างไรดีล่ะ’

กานดากล่าวถึงความรู้สึกประหลาดในใจที่พยายามกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด เมื่อเอ่ยถึงนิลปาลลูกชายคนโตของนิตยาเพื่อนสนิทของเธอ ช่างเป็นเด็กชายที่ไม่ว่าจะมองคราใดก็ให้ความรู้สึกครั่นคร้ามน่าเกรงขามอยู่เนืองๆ 

เด็กชายผู้มีใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาตั้งแต่เด็ก มากกว่านั้นก็คือเป็นเด็กที่ผู้ใหญ่อย่างเธอไม่สามารถคาดเดาจิตใจได้เลยสักครั้ง กานดาไม่ได้คิดเกินจริงเลยสักนิด หากเพราะเธอรู้สึกเช่นนี้จริงๆ บางอย่างในตัวนิลปาลช่างข่มให้คนรอบกายดูด้อยลงอย่างถนัด บางอย่างที่กานดาก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

‘คำพูดเหมือนกับผู้ใหญ่ใช่ไหม สาก็คิดเหมือนกับพี่ดาเลยค่ะ บางคำที่ตานิลพูดนะ…ฟังดูโบร้าณ โบราณ ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ บางคำยังไม่พูดเลยค่ะ เอ…แต่ถ้าเป็นรุ่นคุณป้าอันนี้น่าจะชินอยู่กระมัง’

อรสากล่าวแทรกขึ้นมาอย่างรู้ใจพี่สาวเป็นอย่างดี เพราะตัวหญิงสาวเองก็คิดเช่นเดียวกัน ก่อนที่ท้ายประโยคจะหันไปพยักพเยิดทางคุณวิภาที่นั่งเช็ดใบตองอยู่เงียบ ๆ อย่างใคร่จะหยอกเย้าญาติผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในที่นี้เล่น ซึ่งก็ได้ผลว่าอีกฝ่ายมิวายส่งสายตาค้อนขวับมาให้หลานสาวอย่างอรสา

‘รุ่นฉันนี่ทำไมกัน หล่อนจะบอกว่าโบราณอย่างนั้นรึ แม่สา’

‘โธ่…คุณป้าอย่าเข้าใจหลานสาวผิดสิคะ สาแค่จะบอกว่าคุณป้าเกิดก่อน ใช้ชีวิตอยู่มานานมากกว่าพวกเรา คงจะคุ้นชินกับคำพูดคำศัพท์พวกนี้ ก็เท่านั้นเองค่ะ’

ผู้อ่อนวัยกว่ารีบส่งยิ้มแป้นไปให้อีกฝ่าย พลางกล่าวแก้ตัวได้อย่างลื่นไหล 

‘แต่จะว่าไป ตานิลก็เป็นเด็กที่มีบุคลิกแตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ นั่นล่ะ ท่าทางการวางตัว คำพูดคำจาบางครั้งก็เหมือนคนที่ใช้ชีวิตมานานเกินอายุ แลไปดูตาธามกับฐากูรยังวิ่งเล่นซุกซน ปีนต้นไม้ แก้ผ้ากระโดดเล่นน้ำคลองกันอยู่เลย’

ใบหน้าที่แม้จะผ่านวันเวลามานานจนริ้วรอยปรากฏขึ้นไม่น้อย หากก็ยังคงความงดงามสมวัยเป็นไปตามครรลองแห่งการเวลา ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ความสวยสดงดงามที่เคยมี วันหนึ่งวันใดย่อมร่วงโรยไปตามธรรมชาติ คุณวิภาหม้ายสาวพราวเสน่ห์ที่ชอบใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษกับลูกสาวที่บ้านเรือนไทยหลังนี้มาตลอดหลังจากที่สามีได้เสียชีวิต ผ่านเหตุการณ์ร้ายดีมากมาย พบผู้คนหลากหลายที่เข้ามาทั้งดีและไม่ดี หากแต่ก็เพิ่งจะเคยพบเห็นบุคคลที่มีบุคลิกท่าทางเช่นเด็กชายนิลปาล 

ความจริงนิตยาก็พาลูกชายทั้งสองคนมาเยี่ยมเยือนบ่อยครั้ง หากแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด คุณวิภาจึงไม่อาจรู้สึกได้ถึงความสนิทสนมระหว่างนิลปาลกับครอบครัว หรือจากที่สังเกตดูนิลปาลนั้นเป็นเด็กที่ค่อนข้างวางตัวและถือตัวอยู่ในที ไม่เคยวิ่งเล่นซุกซนอย่างที่เด็กผู้ชายวัยเดียวกันกระทำ มักจะคอยห่วยใยดูแลและวนเวียนอยู่ใกล้น้องสาวตัวน้อยอย่างขวัญวารี จนแทบจะเรียกได้ว่าตัวติดกันทีเดียว 

ผู้เป็นมารดาของเด็กชายนิลปาลรับฟังความคิดเห็นของทุกคนที่ต่างก็วิเคราะห์บุคลิกของลูกชายคนโต ภายในใจของนิตยานั้นคิดไม่ต่างกัน แต่จะให้หญิงสาวกล่าวออกไปได้อย่างไรถึงความรู้สึกห่างเหิน ความรู้สึกกริ่งเกรงในตัวนิลปาล ความรู้สึกที่นิตยามีนั้นแตกต่างไปจากฐากูรที่มีความผูกพันความเอ็นดูในตัวลูกชายคนเล็ก ทว่านิตยาก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งต่าง ๆ ในใจเหล่านี้ให้ผู้ใดเข้าใจได้ เพราะหากพูดไปก็อาจจะถูกครหาว่ารักลูกไม่เท่ากัน

‘ลูกชายคนโตก็ต้องมีบุคลิกแบบนี้ล่ะ ทุกคนก็รู้นี่นาว่าครอบครัวทางฝ่ายพ่อของนิลปาลกับฐากูรเขามีเชื้อสายเจ้านายอยู่ ความเคร่งครัดถือตัวก็คงต้องมีบ้าง ตานิลก็คงจะได้รับในส่วนนั้นมานั่นล่ะ’

กล่าวอ้างไปเช่นนั้น หากแต่ในสมองกลับไร้ภาพจำที่ชัดเจนของนิลปาลกับครอบครัวทางฝ่ายสุราช แม้พยายามจะนึกคิดเท่าไรแต่ก็เหมือนมีบางอย่างกั้นขวางให้กลายเป็นความเลือนรางเสียอย่างนั้น

นิตยาเหลือบสายตาไปมองเด็กชายหญิงที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์ หากแต่ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นว่านิลปาลนั้นหันมาสบสายตากับเธอ แววตาสงบเยือกเย็นนั้นทำให้นิตยารู้สึกตัวชาวาบ คล้ายกับมีกระแสบางอย่างถูกส่งมาจากเด็กชายผู้นั้นพุ่งตรงมาที่เธอ และจะเพราะอะไรก็ตามนิตยาได้เอ่ยปากกล่าวบางสิ่งบางอย่างออกมาต่อหน้าทุกคน บางสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในความคิดของนิตยาเลยสักนิด

‘ฉันขอหมั้นหมายหนูขวัญให้กับตานิลได้ไหมจ้ะ กานดา’

‘เธอว่าอะไรนะ ฉันฟังไม่ค่อยถนัด….'

ทุกคนที่ได้ฟังคำพูดของนิตยาต่างมีสีหน้าประหลาดใจ บ้างคิดว่าฟังเพี้ยนไปจนต้องทวนประโยคนั้นของอีกฝ่ายเพื่อความแน่ชัดอีกครั้ง

‘ฉันบอกว่า…ฉันอยากจะสู่ขอขวัญวารีให้กับนิลปาลจะได้ไหม ขอหมั้นเอาไว้ก่อน’

‘เดี๋ยวนะ นิตคิดอะไรอยู่ ลูก ๆ ของเรายังเด็กอยู่เลยนะ’

กานดาเอ่ยท้วงเพื่อนสนิทอย่างงุนงง ที่อยู่ดีดีก็เอ่ยปากขอลูกสาวของเธอให้กับลูกชายคนโตเสียดื้อ ๆ หรือว่าเพราะคำพูดของเด็ก ๆ เมื่อครู่ จึงทำให้นิตยามีความคิดพิลึกพิลั่นเช่นนี้

‘ก็ไม่ได้จะให้แต่งกันวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่ล่ะดา ฉันแค่อยากขอหนูขวัญให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายของตานิล ไว้ทั้งคู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานั้นค่อยแต่งงานกัน ฉันรักและเอ็นดูหนูขวัญมากนะ ส่วนตานิลก็รักและห่วงใยน้องมาก เธอก็เห็นนี่นา’

‘ฉันรู้…แต่เรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องอนาคตของเด็ก ๆ ให้พวกเขาตัดสินใจกันเองไม่ดีกว่าเหรอ มันคือชีวิตของพวกเขาทั้งชีวิตเลยนะ ฉันไม่อยากให้เราทำอะไรเป็นการบังคับจิตใจของพวกเขา หากว่าในอนาคตพวกเขาอาจไม่ได้ชอบพอกันในฐานะคนรัก มันจะเป็นการผูกมัดพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สบายใจกันเปล่า ๆ’

‘สาก็เห็นด้วยกับพี่ดาค่ะ’

อรสารีบเข้าข้างความคิดเห็นของพี่สาว ในขณะที่นิตยาเงียบไปเพราะดูเหมือนทุกคนจะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ซึ่งลึกๆ เธอเองก็คิดเห็นไม่ต่างกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงดลจิตดลใจให้นิตยาเอ่ยปากออกไปเช่นนั้น และยังดึงดันที่จะสู่ขอขวัญวารีให้กับนิลปาลให้ได้

‘ให้ผมหมั้นกับน้องขวัญเถอะนะครับ’

น้ำเสียงหนักแน่นของนิลปาลดังขึ้นเรียกทุกสายตาให้หันไปมอง เด็กชายนิลปาลที่เดินเข้ามาหากลุ่มของผู้ใหญ่ในครัวตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทันได้สังเกต มือของเด็กชายจับจูงมือน้อยของน้องสาวที่เดินตามมาต้อย ๆ อย่างว่าง่าย เด็กหญิงขวัญวารีส่งยิ้มแป้นแล้นให้กับทุกคนอย่างไม่ค่อยรู้เรื่องราวที่ผู้ใหญ่พูดก่อนหน้าสักนิด หากแต่นิลปาลนั้นเข้าใจเป็นอย่างดี

‘ตานิล…รู้ไหมว่าเราพูดอะไรออกมา เป็นเด็กเป็นเล็กควรตั้งใจเรียนก่อนดีไหม เรื่องพวกนี้เอาไว้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลานจะเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้มันไม่เหมือนเล่นขายของแบบเด็ก ๆ’

กานดากล่าวกับลูกชายของเพื่อนอย่างใจเย็นน้ำเสียงละมุนละม่อม ไม่ได้มีวี่แววขุ่นเคืองอะไร ออกจะเอ็นดูและทึ่งในสายตาหนักแน่นกับคำพูดที่ดูมั่นคงของเด็กชายตรงหน้าด้วยซ้ำ หากเติบโตขึ้นยังมีอุปนิสัยและท่าทีเช่นนี้ก็คงเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านหน้าตา ฐานะ และพึ่งพาได้มากพอที่กานดาจะวางใจฝากบุตรสาวเพียงคนเดียวให้นิลปาลได้ดูแล แต่เพราะตอนนี้ทั้งคู่ยังเด็กมากนัก คำพูดในวันนี้จึงอาจเลือนหายไปตามกาลเวลาข้างหน้า หรืออนาคตความรู้สึกระหว่างเด็กทั้งสองจะเป็นอย่างไรก็สุดรู้ได้ กานดาจึงไม่อยากให้เกิดการผูกมัดผูกพันใดใดให้เป็นปัญหาตามมาในภายหลัง

‘คุณน้ากานดาโปรดเชื่อเถอะครับ ไม่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ ต่อไปอีกหนึ่งปี สองปี หรือกี่สิบปีก็ตาม ความรู้สึกของนิลปาลที่มีต่อสตรีผู้นี้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนความรู้สึกระหว่างเราได้ ไม่ว่าจะเป็นกาลเวลาหรือการพลัดพรากใดใด ความรักของผมจะคอยเหนี่ยวรั้งน้องให้กลับมาอยู่ดี นับจากนี้ผมจะดูแลน้องด้วยชีวิตของผม’

ในสายตาของทุกคนนี่คือคำพูดของเด็กผู้ชายอายุสิบสองปีที่สามารถสะกดใจคนฟังให้นิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน หากไม่เห็นด้วยตาและรับรู้ด้วยหูของตน ใครจะคิดว่าประโยคเมื่อครู่จะออกมาจากปากของเด็กทีี่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกันเล่า

ในตอนนั้นกานดาก็ยังไม่ตอบตกลงสิ่งใด หากแต่พยักหน้าเพียงรับรู้และเอ่ยปัดไปถึงเรื่องอื่น ทว่าในวันต่อมากลับมีเหตุการณ์ให้ต้องยอมจำนนต่อความมุ่งมั่นและการรักษาคำพูดของเด็กชายคนนี้ เมื่่อทั้งสองครอบครัวพากันไปทำบุญถวายอาหารที่ได้เตรียมเอาไว้ที่วัดป่าแห่งหนึ่ง จากนั้นก็พาเด็ก ๆ ไปท่องเที่ยวยังน้ำตกและด้วยความซุกซนของขวัญวารี เมื่อคลาดสายตาไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น เด็กน้อยก็วิ่งตามผีเสื้อสีสวยที่บินผ่านหน้าไปและผลัดตกลงไปในน้ำ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นบริเวณที่อันตรายเสียด้วย มักมีคนผลัดตกลงไปและเสียชีวิตอยู่บ่อยๆ เนื่องจากพื้นดินบริเวณนั้นลาดชันและเป็นช่วงประแสน้ำพัดค่อนข้างแรงทีเดียว 

เด็กหญิงขวัญวารีที่ตอนนั้นยังเด็กและว่ายน้ำไม่เก่งคล้ายถูกดึงให้จมลงไปใต้น้ำนั้นอย่างรวดเร็วมีเพียงเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนหน้านั้น ที่ทำให้ทุกคนได้รับรู้และกรูกันไปบริเวณนั้นด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ไม่ทันที่จะได้คิดให้การช่วยเหลือสิ่งใด เด็กชายนิลปาลก็กระโดดลงไปใต้สายน้ำเชี่ยวนั้น จมหายไปครู่ใหญ่จนทุกคนคิดว่าต้องสูญเสียเด็กทั้งคู่ไปแล้ว 

เจ้าหน้าที่เข้าให้ความช่วยเหลือพากันดำน้ำหาร่างของทั้งคู่ด้วยความลำบาก จนกระทั่งตะวันตกดินเย็นย่ำแล้วก็ยังหาไม่พบ ทว่าอยู่ ๆ นิลปาลก็เดินเข้ามาหาทุกคน เขาอุ้มขวัญวารีที่หลับใหลกลับมาอีกทางอย่างปลอดภัย และบอกกับทุกคนว่ากระแสน้ำพัดพาร่างของทั้งคู่ไปไกล เมื่อขึ้นฝั่งได้ก็พากันเดินเลียบริมฝั่งน้ำตกทวนกระแสน้ำที่ไหลลงมาในคราแรกจนพบกับทุกคน และเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้กานดายอมรับและนับถือในหัวใจที่กล้าหาญของเด็กชายตรงหน้า ทั้งได้เอ่ยปากยกขวัญวารีให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายของนิลปาลในที่สุด

อรสาที่หวนคิดไปถึงเรื่องราวในวัยเด็กของชายหนุ่มกับหญิงสาวตรงหน้าถึงกับเงียบไปนานทีเดียว เหตุการณ์นั้นผ่านไปนานเป็นสิบปีแล้ว ขวัญวารีที่ฟื้นขึ้นมาในตอนนั้นก็จำเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ค่อยจะได้และคิดว่าถึงตอนนี้ก็คงลืมเลือนไปเสียสิ้น กระทั่งตัวของอรสาเองก็ไม่คิดจะจดจำเรื่องสัญญาการหมั้นหมายนี้ด้วยซ้ำไป เพราะไม่คิดว่าคำพูดของเด็กชายในวันนั้น อีกฝ่ายจะยังคงจดจำและยึดมั่นมาจนถึงวันนี้ ด้วยความห่างไกลของระยะทางที่อีกฝ่ายพำนักอยู่ต่างประเทศ และความสัมพันธ์ของครอบครัวก็ค่อนข้างจะเหินห่างไปเนื่องจากการเสียชีวิตของนิตยากับสุราชผู้เป็นสามีนั่นเอง

“น้าไม่คิดว่าเราจะยังจำได้นะตานิล”

“ผมไม่เคยลืมคำมั่นสัญญาใดใดที่เคยให้ไว้ครับคุณน้า โดยเฉพาะคำมั่นสัญญาในเรื่องนี้ มันคือสัจวาจาของผม”

องค์นิลกาฬนาคราชทรงกล่าวยืนหยัดในวาจาของพระองค์ 

“เดี๋ยวนะคะ ขวัญงงไปหมดแล้ว สัญญาหมั้นหมายอะไรกัน ทำไมขวัญไม่รู้เรื่องเลย”

ขวัญวารีมองซ้ายทีขวาทีอย่างงุนงง ทั้งคุณน้าอรสากับนิลปาลพูดเรื่องการหมั้นหมายระหว่างเธอกับเขาอย่างนั้นหรือ แต่ทำไมเธอจำไม่ได้กันเล่า

“เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ น้าว่าขวัญโทรไปถามพี่ดาจะดีกว่านะ เพราะแม่ของเราเขาเป็นคนตอบตกลงปลงใจยกเราให้ตานิลเอง ฉะนั้นก็ให้เขาเป็นคนเล่านั่นล่ะดีที่สุดแล้ว”

ผู้เป็นน้าตอบหลานสาวที่ยืนเหวอ เมื่อรับรู้ข้อมูลว่ามารดาของตนเองเป็นคนตอบตกลงเรื่องการหมั้นหมายนี้ โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีใครปริปากบอกเล่าเรื่องราวอะไรให้เธอฟังเลยสักนิด

“ส่วนเรานะตานิล ถึงอ้างความเป็นคู่หมั้นคู่หมายของน้องก็ตาม แต่ยังไงน้าก็ไม่ใจอ่อนหรอกเรื่องการคบหาดูใจก็เป็นอีกเรื่อง การวางตัวชิดใกล้ก็อีกเรื่อง นึกอยากจะโอบอยากจะกอดก็ใช่ว่าจะทำได้ตามอำเภอใจต้องมีขอบเขตกันบ้าง”

อรสาวกกลับมาพูดกับชายหนุ่มที่ยืนอมยิ้มละมุนละไมเบื้องหน้า ดูสิ…อุตส่าห์ปั้นหน้าขรึมให้เพียงนี้อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีความสะทกสะท้านสักนิด

แต่จะว่าไป…คู่นี้พออยู่ใกล้เคียงกันแล้ว ก็ดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยกเชียว หนึ่งสวย หนึ่งหล่อ ในเรื่องนี้ไม่ค้านสายตาคนนอกอย่างเธอเลยสักนิด

“ขอบคุณครับที่ชม”

องค์นิลกาฬนาคราชที่ล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายที่กำลังปั้นหน้าขรึมออกอาการหวงหลานสาว หากแต่ในใจก็ลอบชื่นชมอยู่ในที จึงอดกล่าวเย้าไปไม่ได้ก็ทันได้เห็นอรสาหน้าม้านและส่งค้อนมาให้วงใหญ่ จากนั้นจึงแสร้งเดินจากไปแก้เก้อ แม้ลึก ๆ จะสงสัยว่าพระองค์ล่วงรู้ความคิดในใจได้อย่างไร กระนั้นก็มิวายดึงหลานสาวคนสวยออกไปพร้อมกับตนเองด้วย

หลังจากทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว ขวัญวารีจึงเดินออกมาโทรศัพท์พูดคุยเรื่องสัญญาการหมั้นหมายกับมารดาที่บริเวณศาลาริมน้ำ ซึ่งมารดาที่ไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้ให้ทราบเพราะต้องการให้หญิงสาวนั้นตั้งใจเกี่ยวกับการเรียน อีกทั้งเมื่อนิตยาเสียชีวิตไปก็ไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวทางฝ่ายนั้นสักเท่าไหร่ ห่างเหินกันไปจนกานดาเองก็เริ่มจะลืมเลือนสัญญานั้นไปเช่นกัน นิลปาลกับฐากูรก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกลับมา จึงคิดว่าสัญญาในวัยเด็กนั้นอาจเป็นโมฆะไปเสียด้วยซ้ำ

“แม่ก็แล้วแต่หนูเลย หนูจะเปิดใจลองคบหากับพี่เขาดูก่อน แม่ก็ไม่ติดขัดอะไรหรอกนะ เพราะแม่รู้ว่าแม่เชื่อถือในตัวผู้ชายคนนี้ได้และแม่ก็รู้ดีว่าถึงจะคบหากันแล้ว ลูกสาวแม่ก็ยังคงไม่ทิ้งเรื่องการเรียน…แต่ถ้าคบหากัน แล้วคิดว่าไม่ใช่ก็ให้พูดกันด้วยเหตุผลนะลูก เลื่อนสถานะกลับมาเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน หรือถ้าหนูมีใครอยู่ในใจตอนนี้แล้ว ก็บอกพี่นิลเขาไป แม่รู้ว่าพี่เขาพร้อมรับฟังหนูเสมอ เพราะไม่อย่างนั้นก็คงจะกลับมาทวงสัญญาหมั้นหมายนี่ตั้งนานแล้วล่ะ”

“ขอบคุณค่ะแม่ ขวัญขอเวลาคิดเรื่องนี้หน่อยนะคะ…ฝันดีค่ะ รักแม่นะคะ”

เมื่อวางสายจากมารดาหญิงสาวจึงถือโอกาสนั่งรับลมเย็นสบายยามค่ำต่ออีกครู่ใหญ่ พลางครุ่นคิดถึงคำบอกเล่าของมารดาถึงช่วงวัยเด็กของตนเอง วัยเด็กที่เธอจดจำได้อย่างเลือนราง ทั้งที่เกิดเรื่องราวใหญ่โตเพียงนั้น แต่ทำไมถึงจำเหตุการณ์ที่ตกลงไปในน้ำไม่ได้เลยสักนิด พยายามคิดหากแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบเสียที

“ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก ไฉนน้องจึงพยายามขวนขวายหามันอยู่เล่า”

“คุณ…”

ขวัญวารีชะงักไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องเขม็งสีหน้าคล้ายดุเธออยู่ในที นึกรู้ว่าเขาเคยบอกว่าไม่ให้เธอใช้สรรพนามที่เหินห่างเช่นนี้ แต่ครั้นจะให้เรียกเขาว่า เจ้าพี่ เช่นที่เขาบอกนั้น ขวัญวารีก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจพิกล นี่สมัยไหน พ.ศ.ใดกันแล้ว ใครเขาใช้คำพูดเล่านี้กันล่ะ

“พี่นิล”

“ค่อยฟังแล้วชื่นใจขึ้นมาหน่อย”

ทรงก้าวพระบาทเข้าใกล้และเอนพระวรกายลงนั่งที่ระเบียงที่นั่งตรงข้าม เพื่อมองวงพักตร์ของพระน้องนางได้ชัดเจนขึ้น

“ไม่ใช่ความทรงจำที่ดี แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นระหว่างที่ตกลงไปใต้น้ำนั่นใช่ไหมคะ”

วงหน้าหวานเชิดขึ้น หากแต่สายตาจ้องเขม็งมาที่องค์นาคราชที่ประทับนั่งอยู่เบื้องหน้า ความกลัวและกริ่งเกรงที่เคยมีในคราแรกค่อยคลายลง โดยที่ตัวหญิงสาวเองก็ไม่รู้ตัว คล้ายกับเป็นความเคยชินที่ว่าเขาไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากเธอเลยสักนิด มันคือความเคยชิน คุ้นเคย หรืออาจเป็นความผูกพันแต่เก่าก่อนหรือไม่ ขวัญวารีก็แยกแยะไม่ออกเสียแล้ว

“หึ ไม่เปลี่ยนสักนิด นิสัยของน้องที่อยากรู้ก็ต้องรู้เสียให้ได้ จอมดื้อดึงเป็นที่หนึ่ง”

ทรงกล่าวพลางสรวลน้อยๆ นานเท่าใดที่ไม่ได้นั่งสนทนาด้วยความผ่อนคลายอย่างนี้ อีกฝ่ายเพียงนั่งกอดอกและยักใหล่เล็กน้อยคล้ายไม่สนในถ้อยคำเปรยของพระองค์นัก

“ก็แค่อยากจะรู้นี่คะ ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดูเหมือนความทรงจำช่วงนั้นมันขาดหายไป พี่นิลทำอะไรให้ขวัญ เอ่อ…จำไม่ได้หรือเปล่าคะ”

เมื่อมาคิดดูแล้ว ก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะทำไม่ได้ ชายหนุ่มเบื้องหน้านี้ธรรมดาเสียที่ไหน หากว่าเขาทำให้เธอหลับฝันย้อนไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตกาลได้ล่ะก็ การลบความทรงจำบางช่วงนั้น…ก็อาจจะทำได้กระมัง

ครั้นทอดพระเนตรเห็นสายตาคาดคั้นของพระน้องนาง จึงต้องยอมเอ่ยเล่าถึงเรื่องราวในช่วงเวลานั้นที่พระองค์ทรงใช้มนต์ลืมเลือนกับนาง เพราะความที่เยาว์วัยของขวัญวารีแต่กลับต้องเผชิญกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น ทำให้องค์นิลกาฬนาคราชไม่ใคร่จะให้ติดตรึงเป็นความทรงจำที่เลวร้ายฝังอยู่ในจิตของนางตลอดช่วงเวลาในภพมนุษย์นี้

“ไม่ปฏิเสธว่าใช่…พี่ใช้มนตราลบความทรงจำของน้องไปช่วงหนึ่ง แต่ขอให้น้องฟังพี่แถลงไขก่อนเถิด แม้นต่อมาน้องจักว่ากล่าวสิ่งใดพี่จะขอรับไว้ทุกอย่าง ทว่าคงเพียงเล่าถึงเหตุการณ์ให้น้องฟังเท่านั้น เพราะพี่เชื่อว่าหากฟังจนจบแล้ว น้องอาจไม่ต้องการความทรงจำนั้นกลับคืนก็ได้”

คนฟังเมื่อได้ยินเช่นนั้น ใจหนึ่งก็ใคร่รู้ ส่วนอีกใจก็นึกหวั่น ๆ อยู่ไม่น้อย ลองได้เอ่ยประโยคทำนองนี้ขึ้นมา ระดับความน่ากลัวคงมีตั้งแต่ปานกลางไปจนถึงระดับมากอย่างแน่นอน ในความคิดของหญิงสาวมโนภาพในใจไปถึงสัตว์ร้ายต่าง ๆ หรือจะโดนตัวอะไรคาบไปกินใต้น้ำแล้วไหมนั่น

“หึ คิดไปถึงไหนกันแล้ว เช่นนี้พี่คงไม่ต้องเล่าให้น้องฟังแล้วกระมัง”

เมื่อเห็นสีหน้านางดูครุ่นคิดไปไกล จึงเอ่ยถามคนช่างคิดมาก คิดไปเองได้คำตอบไปเอง เพราะเป็นเช่นนี้จึงเกิดเรื่องราวในอดีตอย่างไรเล่า 

“ฟังค่ะ น้องอยากฟัง เล่าให้น้องฟังได้ไหมคะ”

กลัวนั่นล่ะ แต่ความอยากรู้กลับมีมากกว่า และอีกเช่นเคยว่าสรรพนามแทนตัวได้เปลี่ยนเป็นคำที่เหมือนจะคุ้นชินติดปากมานานแสนนานได้เอื้อนเอ่ยออกมา โดยที่ขวัญวารีก็ไม่ทันได้สังเกตคำพูดตนเอง

“คิดไปตอนนั้นพี่ก็ผิด หากตอนนั้นไม่แยกตัวออกมาสั่งการราชกิจด่วนกับสมุทรนาคา หากอยู่กับน้องก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น…ตรงนั้นเป็นสถานที่อันตราย ไม่ใช่เพียงแค่พื้นดินลาดชันและกระแสน้ำเชี่ยวแรงเท่านั้น แต่มันเป็นเส้นทางลงไปยังวังนางพญาพราย รู้จักนางพรายหรือไม่เล่า"

ทรงเอ่ยถามคนที่นั่งฟังตาปริบ ๆ ประหนึ่งพระองค์กำลังเล่านิทานสักเรื่องหนึ่งให้เด็กน้อยได้ฟัง

“นางพราย พรายน้ำ ผีพรายน่ะหรือคะ”

“ใช่ ตรงนั้นมักมีบริวารของนางพญาพรายคอยลวงให้คนตกลงไปในน้ำ และลากเอาลงไปเป็นบริวารให้กับนางพญาพราย วิญญาณของผู้คนที่สังเวยยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มฤทธิ์ให้นางแกร่งขึ้น ทั่วบริเวณนั้นคืออาณาเขตของนาง ตอนแรกก็อุตส่าห์เตือนทุกคนให้ออกมาห่างบริเวณนั้นแล้ว ไม่คิดว่าพวกมันจะใช้เล่ห์กลเรียกผีเสื้อมาล่อเด็กน้อยให้วิ่งตามไปเสียได้”

สายพระเนตรเหลือบมองคนตรงหน้าที่ร้องอ้าวออกมาเบา ๆ เอ่ยเถียงขมุบขมิบทันได้ยินว่า…ใครจะรู้ว่าโดนหลอกกันล่ะ

“รู้อีกทีก็ตกน้ำไปเสียแล้ว ถูกดึงลากไปถึงวังนางพญาพรายนั่น พี่ตามลงไปช่วยเจ้าจากนางพญาพราย ดีที่ว่าการเสพวิญญาณนั้นต้องดึงออกจากร่างที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น จึงจะยิ่งเพิ่มฤทธิ์มากกว่ามาเพียงวิญญาณที่ออกจากร่างแล้ว นั่นจึงทำให้บริวารของนางพญาพรายไม่ทำอันตรายน้องจนกว่าจะถึงมือนายของพวกมัน พี่ตามลงไปช่วยน้องได้ทันก่อนจะถูกดึงวิญญาณออกจากร่าง และจัดการเก็บกวาดเล็กน้อย…”

องค์นิลกาฬนาคราชละไว้ถึงวิธีการที่พระองค์จัดการกับนางพญาพรายที่บังอาจเอามืออันสกปรกโสมมมาแตะต้องขวัญวารีให้แปดเปื้อน หากเล่าให้หญิงสาวตรงหน้าได้ฟังก็จะมากล่าวว่าพระองค์โหดร้ายเอาได้ แต่เอาเป็นว่าสถานที่แห่งนั้นจนถึงบัดนี้ไม่มีวังนางพญาพรายอีกต่อไปแล้ว

“แต่เพราะน้องได้เห็นเรื่องราวทั้งหมด เด็กผู้หญิงเพียงไม่กี่ขวบได้เห็นเหล่าผีพรายที่ เอ่อ…รูปลักษณ์ของพวกนั้นไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่ น้องก็คงคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นน้องกลัวจนร้องไห้ไม่หยุด ตัวสั่นขวัญหาย พี่ไม่อยากให้น้องจดจำเรื่องเลวร้ายนี่ไปตลอดชีวิต จึงต้องลบความทรงจำในช่วงเวลานั้นออกไปเสีย ครานี้เข้าใจพี่หรือยังเล่า เจ้าตัวยุ่ง ยังอยากจะได้ความทรงจำนั้นกลับคืนหรือไม่”

ทรงเลิกคิ้วพลางเอ่ยเย้าคนที่นั่งฟังใจจดจ่อ ทั้งลอบกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบากเล็กน้อย ดูก็รู้ว่าหวาดหวั่นแต่ก็ยังรักษาท่าทีอยู่

“ก็…ถ้ามันเป็นอดีตที่ผ่านแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเถิดค่ะ เราควรอยู่กับปัจจุบันใช่ไหมคะ”

ขวัญวารีกล่าวแก้เก้อ ถ้าเป็นเช่นที่องค์นิลกาฬนาคราชเอ่ยเล่า ความทรงจำอันน่าสยดสยองนั้นก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นล่ะ ไม่ขอเอามันกลับคืนมาแต่อย่างใด 

พลันสายตาของหญิงสาวเหลือบไปมองที่บนระเบียงบ้านโดยบังเอิญ จึงทันได้เห็นอรสาคอยเมียงมองมาที่ศาลาริมน้ำที่เธอกับองค์นิลกาฬนาคราชนั่งเล่นรับลมอยู่ครู่ใหญ่ ก็ให้นึกรู้ว่าคุณน้าของเธอคงจะคอยจับตาดูอยู่นานแล้ว อีกอย่างนี่ก็มืดค่ำการที่มานั่งพูดคุยสนทนาในที่ลับตาอยู่กับบุรุษที่แม้จะอ้างสิทธิ์ของการเป็นคู่หมั้นคู่หมาย (ที่เธอก็เพิ่งจะรับรู้) ก็คงไม่เหมาะสมอยู่ดี

“ฮ้า…น้องง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ และขอบคุณที่เล่าเรื่องราวในความทรงจำที่เลือนหายไปให้ฟังอีกครั้ง และก็…ขอบคุณที่ห่วงความรู้สึกของน้องค่ะ ขอบคุณจริง ๆ ”

ขวัญวารีแสร้งง่วงนอนและขอตัวออกมา หากแต่ก็ยังไม่ลืมขอบคุณในสิ่งที่องค์นิลกาฬนาคราชได้กระทำไป แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือถูกต้องนักในการลบความทรงจำของผู้ใด หากแต่เจตนาของอีกฝ่ายล้วนทำไปเพราะปกป้องความรู้สึกและความทรงจำที่แสนงดงามของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้หญิงสาวโกรธเขาไม่ลงสักนิด เพราะรับรู้ได้ถึงความห่วงใยและใส่ใจของอีกฝ่าย 

ความรู้สึกอ่อนโยนและอบอุ่นโอบล้อมอยู่ในห้วงคำนึงของขวัญวารีจนกระทั่งเข้าสู่นิทราอย่างสมบูรณ์ องค์นิลกาฬนาคราชก้าวพระบาทเข้ามาข้างเตียงที่มีร่างบางระหงของสตรีผู้หนึ่งนอนหลับอยู่ วงหน้างดงามดูพริ้มพรายด้วยความสุขใจในยามหลับใหล วรองค์สูงทรงประทับลงบนเตียงข้างร่างนั้น ก้มลงไปประทับจุมพิตที่แก้มนวลอย่างอดพระทัยไม่ได้ พระโอษฐ์แย้มเพียงนิด หากแต่ประเดี๋ยวสายพระเนตรก็หม่นลงเพียงนึกถึงอดีตที่ล่วงผ่าน

“แต่ความทรงจำบางอย่าง แม้เจ็บปวดเพียงใดก็ไม่อาจหักใจลบมันออกไปได้ มันตราตรึงไว้ทั้งทุกข์และสุข พี่ก็อยากจะถนอมน้องไว้ให้พบแต่สิ่งสวยงามเสมอ แต่ความเป็นจริงนั้นยากนัก ไม่ว่าอย่างไรโปรดจงตราไว้ในดวงจิต สลักไว้ในความทรงจำของเจ้า ให้รับรู้ไว้ว่าพี่จะอยู่เคียงข้างน้องกัญญาวดีผู้นี้เสมอ น้องคือความสุขเพียงหนึ่งเดียวของพี่ ขาดน้องพี่ก็เหมือนเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ”

ทรงกล่าวด้วยสุรเสียงแผ่วลง ก่อนจะเอนพระวรกายลงประทับเคียงข้างและโอบกระชับนางไว้ในอ้อมพระพาหา ทรงหลับพระเนตรลงและพาพระน้องนางดำดิ่งไปสู่อดีตกาลก่อนนั้นอีกครา

……………………………………………………………

นิลวดี ศรีนาคา :  

ถึงผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านเรื่องนี้อยู่นะคะ หลายท่านคงได้อ่านเรื่อง นางเดียวในหทัย…ดวงใจนิลกาฬ ไปเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เกิดในอดีตทั้งหมดของเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้อาจใช้เวลาเขียนนานเลยค่ะ เพราะงานประจำของผู้เขียนตอนนี้สุมทรวงมากค่ะ ในยุคเชื้อไวรัสตอนนี้ก็พยายามกอดขาเก้าอี้เอาไว้เหนียวแน่น ยิ่งกว่าตุ๊กแกเกาะฝาผนังอีกค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้อ่านทุกท่านที่กำลังประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากการเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 2019 นะคะ แน่นอนว่าทุกคนได้รับผลกระทบหมด แต่เราจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายนี่ไปด้วยกัน สู้ ๆ นะคะ….กอด ๆ เนอะ

ปล. องค์นิลกาฬนาคราชท่านโหดนะ เวลาท่านโกรธนี่พังราบนะจ๊ะ ถึงท่านจะอยู่ในโหมดอ่อนโยนกับนางผู้เป็นที่รัก แต่ถ้าใครมาทำให้ท่านโกรธก็เตรียมชะตาขาดได้เลย ยิ่งถ้าบังอาจมาแตะนางเป็นที่รักด้วยแล้ว แม้เป็นผีไปแล้วก็อาจจะอยากตายอีกรอบล่ะค่ะ ไม่ได้ผุดได้เกิดนะจ๊ะบอกเลย 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว