ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 ...งูเกี้ยว...

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 ...งูเกี้ยว...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2559 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 ...งูเกี้ยว...
แบบอักษร

...งูเกี้ยว...

 

ผมขับรถตามรถพยาบาลจนถึงที่โรงพยาบาล หลังจากที่วนหาที่จอดรถได้ผมก็ลงไปติดต่อแผนกฉุกเฉิน แต่เพราะเหตุการณ์กราดยิงทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงเยอะมาก พยาบาลเองก็พยายามตอบคำถามจากญาติๆและรับโทรศัพท์มือเป็นระวิง

 

“คุณหวังใช่มั้ยคะ? ตอนนี้คุณแจ็คสันหวังถูกย้ายตัวไปห้องเดี่ยวแล้วค่ะ แต่วันนี้ยังไม่อนุญาตให้เยี่ยมนะคะ” พยาบาลสาวตอบคำถามผมเสร็จก็หันไปวุ่นวายกับคนอื่นๆต่อ

 

ผมหลบความวุ่นวายออกมาแล้วแอบเดินขึ้นไปหากายีที่ห้องเดี่ยวเอง ตอนนี้ผมร้อนใจไปหมด ไม่รู้ว่าอาการของกายีเป็นหรือตาย ที่ไม่อนุญาตให้เยี่ยมเพราะยังไม่ฟื้นหรือเพราะอะไร หัวผมคิดไปเองต่างนานาว่าเขาจะเจ็บหนักและทั้งหมดเป็นเพราะผม

 

ผมเดินไปตามระเบียงทางเดิน มองหาป้ายชื่อ แจ็คสัน หวัง ที่นี่ไม่มีคนไข้อื่นที่สกุลหวัง ผมไม่รู้ว่ากายีเปลี่ยนชื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่เข้าใจเหตุผลของเขาด้วย รู้แต่เพียงว่าเขาชอบที่จะให้ผมเรียกว่ากายีเหมือนอย่างเวลาที่แม่ใช้เรียกเขามากกว่า มาคิดตอนนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่าปริศนาในชีวิตของกายีมีมากมายเต็มไปหมด...และเขาเลือกที่จะไม่บอกผม

 

ขณะที่ผมเดินไล่หาห้องไปเรื่อยๆก็เห็นนางพยาบาลสาวสวยเดินออกมาจากห้องคนไข้รายหนึ่ง ผมรีบหลบข้างกำแพง ขณะที่ซ่อนตัวหัวผมก็คิดวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาว่าเป็นเพราะผมเลือกที่จะปกป้องคุณต้วนหรือเปล่าถึงทำให้กายีต้องบาดเจ็บ  หากกายีเป็นอะไรไปผมจะทำยังไง? ถ้าไม่มีกายีผมจะทำยังไง? ถ้าไม่ได้เห็นหน้ากายีอีกผมจะทำยังไง?

 

พอคิดมาถึงตรงนี้ร่างทั้งร่างก็สั่นเทิ้ม ใจแป้วเหมือนคนเสียขวัญ ผมหงายมือมองดูมือตัวเองก็พบว่ามือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำตามันพาลจะไหลออกมาซะทุกครั้ง ผมรอฟังเสียงฝีเท้าจนกระทั่งมันค่อยๆดังห่างออกไปผมจึงออกมาจากที่ซ่อน ในที่สุดผมก็เจอป้ายชื่อของกายี ผมค่อยๆบิดลูกบิดประตูแล้วผลักเข้าไปเงียบๆ

 

ห้องด้านในเป็นห้องติดแอร์ห้องเล็กๆ มีผ้าม่านสีฟ้าบังตาเตียงคนไข้อยู่อีกชั้น ผมตั้งใจว่าจะเข้ามาดูเงียบๆหากเขาไม่ใช่กายีจะได้รีบจากไปทันที ผมยื่นมือออกไปจับผ้าม่านแล้วเปิด ทันทีที่ผ้าม่านเปิดออกผมก็เห็นกายีสะดุ้งพร้อมกับล้วงมือไปใต้หมอนหยิบปืนขึ้นเล็ง แต่เมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาเป็นผมกล้ามเนื้อที่เครียดเขม็งของเขาก็คลายลง

 

“เสี่ยวซือเองหรอ?” กายีรีบซุกปืนไว้ใต้หมอนดังเดิม น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง ลำตัวมีผ้าพันแผลรอบอกและพันเลยขึ้นไปถึงไหล่ขวา และเพราะแขนของเขายังถูกพันนี่เองจึงทำให้ไม่สามารถสวมเสื้อจากทางโรงพยาบาลได้กายีจึงสวมแต่กางเกงขายาวเท่านั้น

 

ตามแขนและลำตัวตรงที่ไม่ถูกผ้าพันเห็นแต่แผลเป็นทั่วร่างกายเขา รอยแผลเป็นรอยหนึ่งมีลักษณะนูนคล้ายรูปดาวอยู่ตรงท้องของกายี รอยแผลเป็นแบบนี้มักเกิดจากการถูกยิงแล้วผ่าเอากระสุนออก ผิวเนื้อที่ถูกกระสุนปืนหากเป็นลูกโม่ที่มีขนาดใหญ่จะทำให้ผิวเนื้อแตก เมื่อเย็บแล้วผิวสมานกันดีจะเกิดเป็นแผลเป็นนูนแบบนี้ ส่วนแผลเป็นที่แขนซ้ายมีรอยยาว ขอบแผลราบเรียบแบบนี้มักจะเกิดจากวัตถุมีคม ทั้งนี้ความยาวของแผลและความลึกของอาวุธที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน ข้อนี้ผมรู้ดีที่สุดเพราะผมเองก็มีแผลแบบนั้นที่ท้องเช่นกัน

 

แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้คนคนนี้ไปรับบาดแผลมากมายขนาดนี้มาจากที่ไหนกัน! ขณะที่คนคนนี้ลำบากแทนตายผมอาจจะนอนหลับสบายอยู่บนเตียงก็ได้ พอคิดแบบนี้แล้วผมก็เงยหน้ามองกายีได้ลำบากนัก

 

หากตอนนั้นผมดึงดันที่จะอยู่ข้างกายเขา วันนี้เขาคงไม่บาดเจ็บเท่านี้ เมื่อมองหน้าเขาใกล้ๆแบบนี้ผมก็พบว่ากายีดูซูบลงไปมาก ใต้ตาเขามีรอยคล้ำเหมือนคนอดนอน ทุกๆคืนคงมีแต่ความหวาดระแวงว่าจะมีคนมาเอาชีวิต ขนาดเมื่อครู่ตอนผมเข้ามาเขายังมีท่าทีระแวดระวังขนาดนั้น เขาได้กินเต็มอิ่ม ได้นอนหลับเต็มตาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

“ทำไมอยู่ๆถึงวกกลับมาอีกล่ะ? แล้วเสี่ยวเอินไม่ได้มาด้วยกันหรอ? เสี่ยวซือ? เสี่ยวซือเป็นอะไร....ใครทำอะไรงูน้อย?” คำพูดของกายีแทบไม่เข้าหูผมเลย ในใจผมตอนนี้เหมือนมีตะกอนถ่วงจนพูดอะไรไม่ออก เมื่อกายีเห็นผมไม่ตอบเขาก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้วตรงเข้ามาหาผม

 

อย่าเพิ่งเข้ามา!” ผมดึงม่านปิด ซ่อนใบหน้าตัวเองไว้หลังผ้าม่านของโรงพยาบาล

 

ผมทำใจไม่ได้....ผมทำใจไม่ได้จริงๆที่เห็นกายีทุกข์ทรมานอยู่ข้างนอกโดยที่ผมไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง

 

“อึก...อึก...” ผมก้มหน้าดึงผ้าม่านขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง แม้จะเม้มปากกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองแล้วก็ยังไม่สามารถทำให้ตัวเองหยุดตัวสั่นได้

 

เสี่ยวซือ....งูน้อยกลับมาหาฉันหรอ?” ผมรู้สึกว่าเงาร่างของกายียืนอยู่ตรงหน้า ฝ่ามือของเขาแตะลงบนหัวผม เขาลูบหัวผมแล้วค่อยๆเลื่อนมือลงมาดึงผ้าม่านในมือผมออกไป

 

ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาเงยขึ้นมองเขา ฝ่ามือของกายีสัมผัสที่แก้มผมก่อนจะเอื้อมมาที่ไหล่ จากนั้นเขาก็รวบตัวผมเข้าไปกอด

 

....นานเหลือเกินที่ฉันไม่ได้กอดนายไว้แบบนี้...” เสียงทุ้มคุ้นหูกระซิบเบาๆ

 

ผมคิดถึงเสียงของเขา เสียงของเขาทุ้มต่ำฟังสบายหูกว่าเวลาที่เขาชอบโวยวาย คิดถึงวิธีที่เขาเรียกผมว่างูน้อย ราวกับว่าผมเป็นงูตัวน้อยๆของเขาจริงๆ คิดถึงท่าทางกวนๆของเขาพอๆกับตอนที่เขาทำท่าขรึมเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้อง คิดถึงกลิ่นของเขา ยามที่ผมกอดเขาไว้ผมมักได้กลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย และการอยู่กับเขายังทำให้ผมสบายใจทุกครั้ง

 

ผมเพิ่งรู้ว่าการที่เรารู้สึกคิดถึงใครสักคนสุดหัวใจ นั่นแปลว่าคนคนนั้นสำคัญสำหรับเรา และเมื่อคนที่เราคิดถึงมาอยู่ตรงหน้า นั่นยิ่งทำให้รู้ว่าเราโหยหาเขามากแค่ไหน

 

“อึ่ก......กากา.....กากา....ฮือ...” ผมสวมกอดเขา ดึงเขาเข้ามาให้อยู่ในอ้อมกอดผม มือจิกยึดแผ่นหลังของเขาไว้แน่นไม่ให้เขาไปไหนอีก

 

...ผมรัก...รักกายีมากเหลือเกิน...

 

“ชู่ว~นิ่งซะเด็กดี” กายีลูบหลังผมปลอบให้ผมหยุดร้องไห้

 

“อาา.....ฮือออ...” ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้ ความทรมานจากความคิดถึงที่ถูกเก็บซ่อนไว้กว่า 3 ปี ไหลทะลักพรั่งพรูออกมาทั้งหมดในคืนนั้น

 

ผมร้องไห้หนักมากจนกายีต้องอุ้มผมไปนั่งสงบสติที่เตียงคนไข้แทน เขาคอยลูบหลังและกระซิบปลอบที่ข้างหูผมตลอดเวลา จูบซับน้ำตาให้ผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช็ดน้ำตาผมด้วยหลังมือของเขาซ้ำไปซ้ำมาสลับกับการกอดและจูบหน้าผากผมจนกระทั่งผมสงบลง

 

“รู้มั้ยผมเป็นห่วงคุณมากเลย คิดว่าคุณจะเป็นอะไรไปแล้วซะอีก แล้วก็นึกโทษตัวเองตลอดเวลาที่ตอนนั้นผมเลือกจะช่วยคุณต้วนก่อน”

 

กายีได้ยินผมอธิบายก็หัวเราะแล้วรั้งต้นคอผมเข้าจูบแก้ม พอนั่งบนเตียงคนไข้แบบนี้เขายังจะกล้าจูบซ้ายจูบขวาอย่างย่ามใจ

 

เด็กโง่! ใครใช้ให้นายคิดอย่างนั้น!” กายีดันไหล่ผมออกแล้วใช้หลังมือตัวเองเช็ดคราบน้ำตาให้ผมอีกครั้ง

 

“คุณไม่โกรธที่ผมเลือกคุณต้วนมากกว่าคุณเหรอ?” ผมแคลงใจเล็กน้อย

 

“เพราะฉันเชื่อใจเสี่ยวเอินกับงูน้อยว่าไม่มีวันทรยศฉัน...อีกอย่าง...คนรักกันไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา...ขอเพียงไม่นอกใจเวลาอยู่ไกลกันก็พอ” กายีใช้หลังมือลูบแก้มผมแล้วจ้องตา

 

“คุณจะรู้ได้ยังไงว่าผมไม่นอกใจ? คุณต้วนทั้งหล่อทั้งแสนดี เขาเลือกจะอยู่กับผมมากกว่าจะหนีผมไปอย่างคุณ” ผมเลิ่กคิ้ว จงใจพูดจี้ใจดำกายี และมันก็ได้ผลเมื่อกายีตวัดตาขึ้นมามองผมอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

 

“คุณเริ่มเสียดายเวลา 3 ปี ขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง? เสียใจหรือเปล่าที่คืนนั้นเมื่อ 3 ปี ก่อนผมไม่ได้ออกไปพบคุณ? ทรมานบ้างหรือเปล่าที่ผมไม่ได้อยู่ข้างๆ คุณเคยคิดอยากสัมผัสผมแบบนี้บ้างหรือเปล่า?” ผมจงใจใช้ปลายจมูกไล้ปลายจมูกเขา แกล้งให้เขารู้สึกวาบหวิวด้วยการเป่าลมหายใจรถต้นคอโดยไม่คิดจะทำอะไรมากกว่านั้น แต่แล้วจู่ๆกายีก็จับไหล่ผมพลิกตัวกดอยู่ใต้ร่างของเขา

 

“งูน้อยพูดแบบนี้แสดงว่าคืนนั้นที่อู่ไหลนายพบฉันแล้วแต่จงใจไม่ปรากฏตัวออกมาให้ฉันต้องทรมานมากขึ้น ฉันควรลงโทษอสรพิษตัวนี้ยังไงดี?” ผมนอนมองกายี มองความทรมานในแววตาพลางเอื้อมมือออกไปประคองใบหน้าของกายีไว้

 

กับคุณต้วนผมมีให้แต่ความภักดี ระหว่างผมกับเขายังมีหนี้ชีวิตที่ต้องชดใช้ แต่กับคุณ...หากคืนนี้ผมต้องเสียคุณไปจริงๆ ผมก็จะกลับมาตายไปพร้อมกับคุณ” ดวงตาผมรื้นน้ำตาก่อนที่มันจะไหลลงไปข้างแก้ม กายีก้มลงจูบผม บดขยี้ปากผมด้วยความร้อนผ่าวเผาไหม้ใจของผมให้เป็นจุลแล้วกอดผมไว้ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเราต่างก็โหยหากันมากแค่ไหน

 

ห้ามนายคิดอย่างนั้นอีกเข้าใจมั้ย? เสี่ยวซือของฉันต้องแก่ตายบนเตียงอุ่นๆ อย่าตายไปพร้อมกับฉันเลย นายไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรให้ฉันทั้งนั้น นายกับฉันไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน สัญญากับฉันนะเสี่ยวซือ....ว่าหากวันหนึ่งฉันตาย...นายจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

“ขอแค่หลังจากที่ฉันตายเผากระดาษเงินกระดาษทองส่งไปให้ฉันใช้บ้าง คิดถึงฉันแค่วันละร้อยครั้งก็พอ” ผมรีบเงยหน้ามองเขาแล้วส่ายหน้าไปมาไม่ยอมรับฟังสิ่งที่เขาพูด

 

ห้ามพูดเป็นลางอย่างนั้นนะ! ไหนคุณเคยบอกว่าอยากใช้ชีวิตเรียบง่าย จูงมือเมียเฒ่าเดินเล่นรอบทะเลสาบซีหูไง ผมยังไม่เคยไปดูทะเลสาบที่ว่านั่นเลยสักครั้ง! คุณจะผิดสัญญาไม่ได้เด็ดขาด!!” กายีเห็นชักสีหน้าก็หัวเราะร่วน

 

“เฮ้ๆอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปสิ ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเองไม่ได้คิดจะจากนายไปไหนอีกหรอกอย่าคิดมากนะ” กายีรีบแก้ตัวแล้วจูบหน้าผากผมทีหนึ่ง แต่ผมไม่วางใจ กายีไม่ใช่คนพูดจาเรื่อยเปื่อย คำพูดของเขามักผ่านการคิดทบทวนมาแล้วเป็นอย่างดี ไม่มีทางที่เขาแค่พูดไปอย่างนั้นๆเอง

 

หากคุณอยากตาย ผมจะทำให้คุณอยากอยู่ไม่อยากตายเอง” ผมดันไหล่กายีให้เอนลงไปกึ่งนั่งกึ่งนอนลงบนเตียง จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งคร่อมที่ตักเขา ป้อนจูบเขาจนถึงปาก ขยับเอวบดเบียดร่างกายเขาจนรู้สึกว่าส่วนนั้นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ผมค่อยๆขยับตัวถอยหลังลงไปที่ปลายเท้ากายีแล้วใช้ปากปรนเปรอให้กับกายี จนได้ยินเสียงกายีร้องครางกระเส่า จากนั้นจึงกางเกงตัวเองลงแล้วขึ้นคร่อมกายี

 

อย่า! เดี๋ยวนายจะเจ็บ”

 

“คุณไม่ต้องการผมหรอ?” ผมมองหน้าเขาแล้วขยับเข้ากระซิบต่อ

 

“แต่ถึงเจ็บก็ดี...คุณจะได้รู้ไงว่าผมรอคุณแค่คนเดียว”

 

ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงดำเนินบทรักครั้งแล้วครั้งเล่าจนเราเหงื่อโทรมกาย ผมอิงแอบแนบหน้าลงบนลาดไหล่ที่ชื้นเหงื่อ สองมือโอบรัดกายีไว้ในวงแขน ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามแรงขยับโยกครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับว่าเรากำลังชดเชยวันเวลาที่เคยห่างกันนานถึง 4 ปี ภายในเวลา 4 ชั่วโมง ผมรับเอาทุกอย่างของกายีเข้ามาไว้ในตัวจนปวดสะโพกไปหมด สุดท้ายกายีเห็นแก่ผมจึงยอมนอนกอดผมเฉยๆ แต่เพราะเตียงในโรงพยาบาลเล็กนิดเดียว ทำให้กายีต้องใช้ตัวเองต่างหมอนให้ผมหนุน โดยโอบผมไว้บนตัวเหมือนตัวนาก ผมรู้ว่าการทำเรื่องอย่างว่าในโรงพยาบาลเป็นเรื่องไม่สมควร แต่ ณเวลานั้นมันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ

 

กายีใช้มือข้างหนึ่งโอบรอบตัวผมไว้ราวกับผมเป็นตุ๊กตาสุดหวง เขาลูบแขนผมเล่นแล้วสอดนิ้วผสาน ดึงมือผมไปจูบอยู่หลายครั้ง

 

บางครั้งก็แกล้งจูบที่หัวเพราะผมรู้สึกจั้กกะจี้บนหัวทุกครั้งเวลาที่ลมหายใจของเขาเป่าโดน เรานอนคลอเคลียจนกระทั่งผมเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อตอนที่กายีสะดุ้งตื่นกลางดึกจนผมที่นอนอยู่บนตัวกายีสะเทือนไปด้วย

 

“กายี?” ผมพลิกตัวหันมามองกายี กายีปรือตาขึ้นมามอง เมื่อเขาเห็นหน้าผมเขาก็รั้งผมเข้าไปกอดแล้วหลับตาต่อเหมือนกำลังอยู่ในฝันพลางพึมพำ

 

เสี่ยวซืออย่าโกรธฉันเลยนะ ที่บอกว่านายไม่จำเป็นต้องชดใช้อะไรให้ฉันทั้งนั้น เราไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน ก็เพราะนายเอาแต่คิดเรื่อง Give and Take การให้และรับอย่างยุติธรรมมันใช้ไม่ได้กับความรัก ความรักที่ฉันมอบให้อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เสี่ยวซือมีความสุข แต่การทำให้เสี่ยวซือมีความสุข...มันคือทั้งหมดของชีวิตฉัน นายไม่ต้องให้อะไรฉันเพราะฉันได้ทั้งหมดของนายมาตั้งนานแล้ว” ผมองกายีพูดแล้วอมยิ้ม

 

ผมจูบแก้มเขาแล้วค่อยๆขยับตัวแล้วลุกออกมาจากเตียงเงียบๆ ใช้ห้องน้ำชำระร่างกายลวกๆแล้วแต่งตัว จากนั้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้กายีถึงได้เห็นว่าตรงที่มีผ้าพันไว้มีเลือดซึมออกมา ผมทั้งขยับบนตัวเขาทั้งอาศัยตัวเขานอนโดยลืมไปซะสนิทว่าเขายังเป็นคนป่วยอยู่ ดังนั้นผมจึงกดปุ่มเรียกพยาบาลแล้วซ่อนตัวในห้องน้ำ รอจนกระทั่งนางพยาบาลเข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้กายีถึงเดินหลบออกมาจากห้อง

 

ผมลงไปที่อาคารจอดรถ หยิบมือถือขึ้นมาเช็คสถานที่กับข่าวที่ให้สายไปสืบเรื่องของฮุ่ยหมิ่นมา จากนั้นก็ตั้งค่าGPSแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังที่พักของฮุ่ยหมิ่นที่เป็นโรงแรม 5 ดาวแถวถนนนาธาน หลายปีมานี้ผมให้คนคอยตามสืบเรื่องรอบตัวของกายีมาตลอดเพื่อจะได้รู้ความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะครอบครัวแม่ใหญ่ของกายี ตั้งแต่วันที่เธอปฏิเสธกายีผมก็ให้คนจับตาดูเธอมาตลอด และสายเองก็รายงานมาแล้วว่าเหตุการณ์กราดยิงในงานอย่างอุกอาจนั้นเกิดจากความไม่พอใจของฮุ่ยหมิ่นที่บริหารงานในเกาหลีได้ล้มเหลวจนถูกตำรวจล้างบางไปจนหมดยกแผงจนทางการเกาหลีแถลงข่าวถึงผลงานการทะลายแก๊งมาเฟียข้ามชาติอย่างครึกโครมมาแล้ว แต่การที่ฮุ่ยหมิ่นหนีรอดมาถึงฮ่องกงได้ก็ยังนับว่าแปลกมาก ผมได้ยินมาว่าเขาหนีมาพร้อมกับลูกน้องเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

 

ผมขับรถไปแอบจอดไว้ที่ตึกรับจอดรถที่อยู่ห่างจากโรงแรมที่ฮุ่ยหมิ่นพักเพียงไม่กี่บล็อก ผมสวมฮู๊ดสีดำรูดซิบจนถึงคาง

 

จากนั้นก็เดินปะปนไปกับผู้คนก่อนจะหลบเข้าไปซ่อนตัวข้างตรอกในความมืด รอเวลาที่ฮุ่ยหมิ่นจะออกมาจากโรงแรม แต่ผิดคาด! เพียงแค่ผมรออยู่ด้านนอกไม่นานก็เห็นฮุ่ยหมิ่นลงมาจากรถแท็กซี่พร้อมกับลูกน้องชายคนหนึ่ง

 

ขณะที่พวกเขากำลังประคองกันเข้าตึก ผมก็ตลบฮู๊ดขึ้นปิดบังใบหน้า แล้วโผล่เข้าใช้ด้ามปืนตบท้ายทอยของลูกน้องชายของฮุ่ยหมิ่น จากนั้นก็เตะเสยเข้าไปที่ใบหน้าของชายคนนั้นอีกครั้งจนฝ่ายนั้นล้มลง ฮุ่ยหมิ่นที่กำลังเมามายพยายามดิ้นแล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ผมจึงลากคอหมอนั่นเข้าไปในตรอกประเคนหมัดใส่ใบหน้าของฮุ่ยหมิ่นไม่ยั้งจนฝ่ายนั้นเลือดกบปากทรุดลงคุกเข่าร้องไห้ขอความเมตตา

 

จำไว้นะ! ขืนแกสอดมือเข้ามายุ่งกับคุณหวังอีกแกจะเจอหนักกว่านี้แน่!!” ผมกระชากคอเสื้อฮุ่ยหมิ่นให้ลุกขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็ตีเข่าอีกฝ่ายจนล้มลงไปนอนกองที่พื้น ในตอนั้นเองที่ผมรู้สึกถึงความเลื่อนไหวด้านหลัง พอตั้งใจจะหันไปดูก็ถูกวัตถุบางอย่างจ่อที่หัว

 

“หยุด! ยกมือขึ้นแล้วค่อยๆหันมาช้าๆ” ฝ่ายนั้นพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ ผมจึงต้องยอมทำตามแต่โดยดี

 

ผมค่อยๆหันไปด้านหลังช้าๆ ซ่อนใบหน้าตัวเองไว้ใต้ฮู๊ดสีดำ อีกฝ่ายใช้ปลายกระบอกปืนเขี่ยฮู๊ดผมลง พอผมเงยหน้าขึ้น เราต่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายแต่ผมที่ได้สติเร็วกว่าจึงผลักเขาไปให้พ้นทางแล้วออกวิ่งหนีสุดชีวิตจนกระทั่งมาถึงที่จอดรถ

 

ผมขับรถออกจากถนนนาธานด้วยความรู้สึกตกใจระคนประหลาดใจที่เห็นอีกฝ่าย ผมไม่ได้ตาฝาดหรือจำคนผิดแน่ๆเพราะระยะห่างเมื่อครู่ถือว่าใกล้มาก แม้จะผ่านมานานเกือบ 4 ปีแล้วผมก็ไม่มีทางจำยูคยอมผิดไปได้! คำถามต่อมาคือ...ยูคยอมมาทำอะไรที่นี่? ทำไมถึงเข้ามาช่วยฮุ่ยหมิ่นได้? หรือคนที่ช่วยฮุ่ยหมิ่นออกจากเกาหลีคือยูคยอม? ในหัวผมตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว!

 

 

-----------------------------------------------------

To Be Con

ติดตามต่อตอนหน้าค่ะ

นามิ

 

 

ความคิดเห็น