ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 83 คนที่ถือไพ่เหนือกว่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 83 คนที่ถือไพ่เหนือกว่า

คำค้น : แต่งงาน, เย็นชา, ภรรยา, นิยายรัก, โรแมนติก, ดราม่า, แอบรัก, เมียจ้าง, พระเอกรวย, พระเอกซึน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 567

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2564 17:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 83 คนที่ถือไพ่เหนือกว่า
แบบอักษร

นาราจำไม่ได้แล้วว่าเธอนอนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว วันแล้ววันเล่าที่เธอได้แต่นอนอยู่คนเดียวในห้องสีขาว มีเพียงพยาบาลที่เดินเข้ามาดูแลตามเวลาเท่านั้น 

มันช่างน่าอดสูที่ต้องมานอนเป็นผักให้คนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวแบบนี้ แต่พอเวลาผ่านไป เธอก็ด้านชาและเลิกอาย 

เพราะถึงจะอายเธอก็ทำอะไรไม่ได้ อยากจะขยับก็ทำไม่ได้ พยาบาลที่เข้ามาดูแลก็ไม่ได้ใส่ใจดูแลอย่างที่เธอต้องการ  

ตั้งแต่วันที่ได้เห็นใบหน้าของตัวเอง เธอหมดอาลัยตายอยากไปแล้ว  

ทันทีที่ถอดพ้าพันแผลของเธอออก ทำให้นาราเอ่ยปากขอส่องกระจก แต่ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอแทบกรี๊ดออกมา 

ครึ่งหนึ่งของใบหน้าที่เคยนวลเนียนกลับมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดอยู่บนนั้น มันน่าเกลียดเสียจนเธอต้องหลับตาเพื่อหนีภาพที่เห็น แม้หมอจะบอกว่ามันสามารถทำการศัลยกรรมแก้ไขได้ แต่คำพูดของพยาบาลก็เหมือนมีดที่ปักซ้ำลงมาบนแผล เพราะเธอบอกว่า  

“ถึงแผลจะน่าเกลียดไปหน่อย คุณก็ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะยังไงคุณคงไม่ได้ออกไปเจอใครอีกแล้ว” 

วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไป ไม่มีแม้แต่เงาหรือข่าวคราวของแม่และตะวัน ศักดิ์ศรีที่ยังพอมีเหลืออยู่ทำให้เธอไม่เอ่ยปากถามถึงพวกเขา  

นาราไม่เชื่อว่าตนเป็นอัมพาตจริงๆ เธอคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่เกิดจากการวางยา โดยมีใครสักคนที่เกลียดเธอเป็นคนบงการ แล้วจำนวนคนที่เกลียดเธอก็ดูจะมีไม่น้อยเลยทีเดียว 

ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา ถ้าวันไหนที่เธอลุกขึ้นไปได้ก็อย่าหวังว่าพวกเขาจะได้อยู่อย่างสงบสุขอีกเลย 

แต่ว่า...ใครกันเล่าจะพาเธอออกไปจากที่นี่ได้ 

 

เมื่อเมฆหมอกแห่งความเลวร้ายจางหายไป ชีวิตของตะวันและอัยย์ก็อยู่ในความสงบสุข ตะวันใช้เวลาตลอดหลายเดือนหลังจากนั้นไปกับการดูแลอัยย์และลูกในท้อง 

วันนี้...เป็นวันที่อัยย์ต้องเข้ามาพักที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมตัวคลอด 

แม้หมอจะบอกว่าลูกในท้องแข็งแรงดี แต่เธอก็อดกังวลไม่ได้ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบกับลูก 

ตะวันสัญญาว่าหลังจากที่เธอคลอดลูกแล้ว เขาจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้เธอฟัง  

แต่กว่าจะไปถึงขั้นตอนนั้น ทั้งคู่ก็ต้องนั่งจับเข่าคุยกันอยู่หลายชั่วโมง 

“กลัวไหม?” ตะวันที่จับมืออัยย์เอาไว้แน่น  

“คุณดูกลัวมากกว่าฉันอีกนะคะ” อัยย์หันไปมองหน้าซีดๆ ของสามีแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ 

ตะวันหลับตาแล้วพยักหน้ายอมรับ เขายอมรับว่ากลัว อาจจะกลัวกว่าคนท้องอย่างอัยย์เสียอีก 

อัยย์หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วบีบมือเพื่อปลอบใจเขา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาตะวันเปลี่ยนไปมาก 

จากที่เคยเย็นชาและพูดน้อยก็กลายเป็นคนอ่อนโยน และเมื่อเห็นท้องของเธอโตขึ้นเรื่อยๆ  

ตะวันก็ยิ่งกลัวว่าเธอจะลำบากตอนคลอด เขากลัวหนักเสียจนประกาศว่าอยากจะมีลูกคนเดียว เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาเจ็บอีก 

และนั่นทำให้คุณลลิลที่อยากมีหลานหลายๆ คนหงุดหงิดใส่ลูกชาย 

“ผมขอให้ทุกคนมาเยี่ยมหลังคลอดนะ กลัวว่าถ้ามาตอนนี้ คุณจะไม่ได้พักผ่อน” 

“แต่อัยย์ก็นอนเยอะมากนะคะ เพื่อนมาสิดี อัยย์จะได้มีคนคุยด้วย” 

“ไม่...จนกว่าผมจะมั่นใจว่าคุณปลอดภัย ผมจะไม่ให้ใครเข้ามาใกล้คุณทั้งนั้น” 

อัยย์ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ กับความเป็นห่วงที่เกินพอดีของสามี  

แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าที่ตกใจจนแทบจะตกเตียง ตอนที่ได้เห็นลูกถีบท้องครั้งแรก เธอก็ไม่แปลกใจ 

“ฉันเป็นห่วงแค่อย่างเดียว ว่าคุณจะเครียดจนผมหงอกหมดหัวก่อนฉันคลอดเสร็จ” 

นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้ว ตะวันยังทำสีหน้าเห็นด้วยอีกต่างหาก “ผมว่าก็มีความเป็นไปได้นะ”  

เขายกมือภรรยาขึ้นมาจูบเบาๆ เธอไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นห่วงเธอแค่ไหน ภาพสีหน้าและคำพูดที่คลุ้มคลั่งของนารา ยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของตะวัน  

โชคดีแค่ไหนที่อัยย์ไม่ได้เจอกับนาราตรงๆ ไม่อย่างนั้น อาจจะเกิดเรื่องที่ทำให้เขาต้องเสียใจในภายหลังก็เป็นได้ 

หลังจากปล่อยให้อัยย์งีบหลับแล้ว ตะวันก็เดินออกมานอกห้องพัก  

แต่เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าวอร์ด เขาก็เจอเข้ากับมิกก้าที่ยืนรีๆ รอๆ อยู่ด้านหน้า 

“ผมขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?” 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” สีหน้าของมิกก้าทำให้ตะวันเริ่มกังวล  

เขากังวลว่าเรื่องที่มิกก้าจะพูด จะเกี่ยวกับใครคนนั้น...... 

“นารา...ผมจะคุยเรื่องของนารา” 

แค่ได้ยินชื่อตะวันก็รู้สึกหนักใจแล้ว แต่ก็ยอมเดินตามเขาไป 

ภายในห้องเล็กๆ ตะวันกับมิกก้ายืนคู่กันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่หน้าจอฉายภาพจากกล้องวงจรปิด ภายในห้องที่นารานอนรักษาตัวอยู่ 

แม้แต่คนเข้มแข็งอย่างตะวันยังอดใจหายไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพของนารา  

ร่างกายที่ปกติก็ผ่ายผอมอยู่แล้วกลับผอมจนเหลือแค่กระดูก ใบหน้าซีกหนึ่งของเธอเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่น่าเกลียด และนอกเหนือไปจากนั้น ผมของเธอ ผมที่เคยดำขลับของนารากลับมีหงอกแซม และถูกตัดจนสั้นเพื่อความสะดวกในการดูแลความสะอาด 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้น เขาก็ไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับเธออีก ได้แต่ปล่อยให้ครอบครัวเธอตัดสินใจกันเอง 

หลังจากอึ้งไปนาน เขาก็แสดงความรู้สึกต่อสิ่งที่เห็น “ทำไมถึงผอมมากขนาดนี้?” 

“กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานมานานจะลีบลงครับ เธอไม่มีแผลกดทับ แต่ว่า....” มิกก้าถอนหายใจ แล้วหันไปมองหน้าตะวัน  

“ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย เพราะถ้าร่างกายเธอเป็นแบบเดิม เธออาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่ทว่าหัวใจที่ได้รับการเปลี่ยนมากลับเข้ากันได้ดีกับร่างกายของเธอ ทำให้ตอนนี้นารายังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ต้องใช้มันบนเตียงเท่านั้น” 

“แล้วมีใครมาเยี่ยมเธอบ้างไหม?” 

“ไม่มีครับ...พ่อของเธอขอร้องให้ทางเรารับดูแลเธอ เขาจะจ่ายเงินให้ แต่ไม่ต้องการรับรู้อะไรเกี่ยวกับเธออีก จนกว่า...เธอจะเสียชีวิต”  

“เธอพูดอะไรบ้างไหม” 

“ที่ผ่านบางวันอาจจะร้องไห้ออกมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้อาละวาดอะไร แต่ว่าเมื่อเช้านี้....เธอขอให้เราติดต่อใครบางคนให้” 

“ใคร? แม่เธอเหรอ? หรือว่า...ผม?” 

“เปล่าครับ เธอขอให้พยาบาลโทรตามคนคนหนึ่งมาพบ แล้วเธอยังให้เราบอกคนนั้นว่า ถ้าเขาไม่ยอมมาหา เธอจะโทรหาคุณ” 

ตะวันหันไปจ้องมิกก้าด้วยแววตาเคร่งเครียด “ใคร?”  

ใครกันที่เกี่ยวข้องกับเขาและเธอ และยังจะมีอะไรที่เธอต้องการจากเขาอีก 

“ผู้หญิง...ชื่ออมรรัตน์ พยาบาลบอกว่าฟังจากน้ำเสียง ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะไม่อยากมา แต่เพราะถูกขู่ด้วยชื่อคุณ ก็เลยยอมรับปากว่าจะมาหาเธอ” 

ป้าอมรรัตน์กับนาราอย่างนั้นเหรอ? แล้วพวกเธอมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไงนะ? 

“เธอจะมาเมื่อไหร่?” 

“บอกไว้ว่าบ่ายสอง นี่ก็น่าจะใกล้ถึงเวลาแล้วครับ” 

ตะวันพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปกระซิบบอกบางอย่างกับมิกก้า 

 

14.00 น. 

คุณอมรรัตน์ที่สวมแว่นดำ และแมสปิดบังใบหน้าเดินเข้าวอร์ดมาด้วยท่าทางเร่งรีบ  

ทำไมยัยนั่นต้องโทรหาเธอด้วยนะ ปรกติก็เห็นป่วยกระเสาะกระแสะแทบตาย แต่ดันรอดจากการตกตึกเสียได้ 

ตั้งแต่แผนการลักพาตัวล้มเหลว เธอก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ตัดการติดต่อจากนาราไปเลย ขืนตะวันรู้ว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยคงได้ถูกตัดขาดแน่ๆ 

คุณอมรรัตน์ก้าวเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงเดี่ยวที่ตั้งอยู่กลางห้อง  

เธอค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ จนไปหยุดอยู่ข้างเตียง แต่สภาพของนาราที่เห็นทำให้เธอต้องผงะ 

“โทรมมากเลย แล้วแผลบนหน้าเธอ ทำไมมันถึงได้แย่แบบนี้?” 

คำวิจารณ์ที่ออกจากปากของแขกทำเอานาราต้องเม้มปากเก็บความเจ็บปวดเอาไว้ 

ผีเจาะปากมาหรือไง ถึงได้พูดไม่รักษาน้ำใจคนแบบนี้.... 

“แล้วเรียกฉันมาทำไม?” 

“ฉันมีเรื่องที่ต้องการให้คุณช่วย” 

“เธอนอนเป็นผักแบบนี้ อยากจะให้ฉันทำอะไรให้” คุณอมรรัตน์กวาดสายตามองนาราตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วประชดออกมาอย่างร้ายกาจ “อย่าบอกนะว่า จะให้มาช่วยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้” 

แม้ว่าอยากจะกำหมัด แต่นาราก็ทำไม่ได้ เธอได้กล้ำกลืนเจ็บปวดเอาไว้ แล้วรีบบอกสิ่งที่ต้องการออกไป 

“พาฉันออกไปจากที่นี่ที ไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น พาฉันไปให้พ้นจากคนพวกนี้” 

“จะพาไปยังไงล่ะ นอนเป็นผักแบบนี้ แล้วโรงพยาบาลนี้ก็แพงจะตาย รักษาอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วหนิ่” 

“ไม่...ฉันไม่ไว้ใจคนพวกนี้” 

คุณอมรรัตน์เลิกคิ้วแล้วหันไปจ้องตานารา “หมายความว่ายังไง?” 

“พวกเขาวางยาให้ฉันเป็นอัมพาต แล้วเอาฉันมาขังไว้ในนี้ พวกเขาต้องการทรมานฉัน” 

“หา...เธอแน่ใจเหรอ?” 

“ฉันแน่ใจ ถ้ามันหนักขนาดนั้น ฉันคงตายไปแล้วล่ะ แต่นี่ฉันยังหายใจได้สบาย แค่ขยับตัวไม่ได้ พาฉันออกไปจากที่นี่ที ออกไปก่อนที่กล้ามเนื้อของฉันจะใช้งานไม่ได้” 

“แล้วจะเอาออกไปยังไงล่ะ” 

ท่าทีลังเลของคุณอมรรัตน์ทำให้นาราไม่พอใจ เธอเคยได้ทุกอย่างตามต้องการตลอด แต่กลับต้องมาขอความช่วยเหลือจากคนไม่ได้เรื่องแบบนี้ นอกจากจะเสียศักดิ์ศรีแล้วยังน่าหงุดหงิดอีกต่างหาก 

“ก็ไปติดต่อรพ. แล้วขอย้ายฉันไปไงล่ะ หรือถ้าเขาไม่ยอม ก็หาคนมาแอบพาฉันออกไปสิ หานักเลงหรือบอดี้การ์ดสักคนสองคนมันไม่ได้ยากเสียหน่อย” 

“แหม...พูดง่ายนะ ฉันไม่ได้มีญาติเป็นมาเฟียแบบเธอนี่ จะให้ไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน คนของเธอหายไปไหนหมดล่ะ?” 

“ไม่มี” นารากัดฟันตอบ เพราะตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา เธอก็ไม่เหลือใครในชีวิตอีกเลย.... 

“หา...นี่อย่าบอกนะ ว่าเขาตัดหางปล่อยวัดเธอแล้วจริงๆ” คุณอมรรัตน์ถอนหายใจออกมาแล้วส่ายหน้าเบาๆ “แต่ก็ไม่แปลกหรอกนะ อุตส่าห์เอามาชุบเลี้ยง นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้วยังสร้างเรื่องสร้างราวอีก” 

เธอพูดออกมา แม้จะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด รู้แค่ว่าตะวันจับได้แล้วว่า นาราเป็นคนบงการลักพาตัวอัยย์เท่านี้ก็มากพอที่จะถูกตะวันหมายหัวได้แล้ว 

“แต่ก็แปลกนะ แม่เธอรักเธอจะตาย ทำไมเขาถึงทิ้งเธอไว้ที่นี่คนเดียวล่ะ ไหนว่ารักนักรักหนา ถึงจะเป็นลูกนอกไส้ก็เถอะ” 

ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่เรียกเธอมาวันนี้ เพราะแต่ละคำที่ออกจากปากคุณอมรรัตน์มีแต่จะซ้ำเติมให้เธอเจ็บกว่าเดิม 

คุณอมรรัตน์ปรายตามองนาราที่นอนนิ่งๆ “หรือว่าเธอทำเรื่องที่เลวกว่านี้ ถึงได้ถูกพ่อแม่เอามาทิ้งไว้ที่นี่” 

คำว่าทิ้งคำเดียว ความอดกลั้นของนาราที่มีต่อคุณอมรรัตน์ก็ขาดผึงลง 

ชีวิตเธอเคยถูกทิ้งมาแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาถูกทิ้งอีกครั้ง 

“กรี๊ด..............”  

นาราที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง จู่ๆ ก็กรีดร้องออกมา ทำเอาคุณอมรรัตน์กลัวจนถอยกรูดไปชิดผนังห้อง 

“เป็นบ้าอะไร?” 

“แกแหล่ะ เป็นบ้าอะไร พูดมากอยู่ได้ ฉันบอกให้ทำอะไรก็ไปทำสิ ถามเหมือนคนไม่เคยมีปากอย่างนั้นแหล่ะ” 

“อ้าว...ทำไมปากดีขนาดนี้ล่ะแม่คุณ เธอกำลังต้องการความช่วยเหลือจากฉันนะ รู้ตัวหรือเปล่า จะขอความช่วยเหลือจากใคร เราก็ต้องสงบปากสงบคำเอาไว้นะ ไม่ใช่มาสั่งๆ แล้วกรี๊ดใส่แบบนี้ ไม่ได้เรียนมารยาทมาเหรอ หรือว่านิสัยต่ำสมัยเป็นเด็กกำพร้า มันยังมีอยู่?” 

“หุบปาก ฉันเบื่อจะฟังเธอพูดพล่ามแล้ว ชั้นสั่งอะไรก็ไปทำตามเสีย ให้เร็วด้วย” 

“หึ” คุณอมรรัตน์แค่นหัวเราะ เธอเบ้ปากแล้วส่ายหน้าให้กับความอวดดีของนารา 

“สั่งฉันเหรอ? ตกอับมานอนเป็นซากศพแบบนี้ก็ยังสำนึกไม่ได้สินะ......ฉันไม่ทำ” 

“แน่ใจเหรอ?” 

“แน่ใจ...ทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งของผู้หญิงบ้าๆ แบบแกด้วย ที่มาหาถึงที่นี่ก็ปราณีมากแล้วนะ” 

“ถ้าแกไม่ทำตาม ฉันจะบอกตะวัน ว่าแกร่วมมือกับฉัน ลักพาตัวนังนั่น” 

“บ้าเหรอ?” คุณอมรรัตน์ตวาดใส่โดยที่ไม่สนใจสภาพอันน่าสงสารของนาราเลย “ร่วมมืออะไรกัน ฉันแค่ยอมพาคนของเธอเข้าไปในงานเท่านั้นเอง ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาจะเข้าไปทำอะไร” 

น้ำเสียงกระสับกระส่ายของคุณอมรรัตน์ทำให้นารายิ้มหยัน ยัยนี่ไม่ต่างอะไรกับเห็บหมาเลย 

คอยเกาะเกี่ยวอยู่ข้างๆ เพื่อเอาผลประโยชน์ แต่พอมีปัญหาขึ้นมาก็กระโดดหนีก่อนใคร... 

“เธอจะคิดยังไงไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าตะวันจะคิดยังไงมากกว่า ถ้าเขารู้ว่าป้าแท้ๆ มีส่วนเกี่ยวข้อง มีหวัง....ได้ถูกตัดออกจากกองมรดกแน่ๆ” 

นาราตีถูกจุด สิ่งที่คุณอมรรัตน์กลัวที่สุดก็คือการเสียทุกสิ่งที่มี และเสียโอกาสที่จะกอบโกย 

นาราคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เธอคิดว่าคุณอมรรัตน์จะกลัวจนยอมทำตามความต้องการของเธอ  

แต่ทว่า... 

“ตะวันเขาจะไม่มีวันรู้เรื่องนี้” คุณอมรรัตน์เดินเข้าไปยืนชิดเตียงแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า 

 “เพราะอะไรรู้ไหม?” คุณอมรรัตน์หันมายิ้มหวานให้นารา เป็นรอยยิ้มที่มาพร้อมกับสายตาที่ดูเยือกเย็นจนน่ากลัว 

กว่านาราจะรู้ตัวว่าทำพลาดไปก็สายเสียแล้ว คุณอมรรัตน์ค่อยๆ หยิบเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋า 

ด้านในเข็มมียาใส่เข้าไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร แต่สิ่งที่ได้ยินก็ทำให้นาราเริ่มกลัวจนปากคอสั่น 

“คนตาย...มันพูดอะไรไม่ได้หรอกนารา” 

คุณอมรรัตน์จับแขนข้างหนึ่งของนาราไว้ แล้วค่อยๆ จิ้มเข็มลงไปบนแขนข้างนั้นช้าๆ............ 

 

 

……………………………………………………….. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว