ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สัญญาหมั้นหมาย

ชื่อตอน : สัญญาหมั้นหมาย

คำค้น : นิลกาฬนาคราช กัญญาวดีเทวี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 123

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2564 19:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สัญญาหมั้นหมาย
แบบอักษร

สัญญาหมั้นหมาย  

ขวัญวารีเข้ามาช่วยอรสาจัดแจงเปลี่ยนผ้าคลุมเตียงและปลอกหมอนภายในห้องรับแขก เนื่องจากชายหนุ่มผู้มาเยือนในวันนี้จะพักอาศัยอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราวตลอดระยะเวลาที่อยู่เมืองไทย หญิงสาวนึกรู้แก่ใจดีว่าสิ่งที่เขากล่าวกับคุณยายและน้าสาวเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น 

มิได้คิดเข้าข้างตนเองแต่อย่างใด…

แท้จริงแล้ว คือ ข้ออ้างที่เขาถือโอกาสจะมาวนเวียนอยู่ในชีวิตของขวัญวารีต่างหากเล่า

“เหลือแค่เปลี่ยนปลอกหมอนเท่านั้น น้าวานหนูทำต่อทีนะ เดี๋ยวน้าจะไปเตรียมอาหารเย็นเสียหน่อย ไม่รู้ตานิลจะทานอะไรได้บ้าง เอ…คงจะต้องทำกับข้าวเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่าง เสียดายวันนี้ตาธามเข้าเวร พรุ่งนี้เช้าถึงจะกลับ ไม่อย่างนั้นก็จะคงได้ทานข้าวพร้อมหน้ากัน”

อรสาอดที่จะเปรยถึงชายหนุ่มผู้มาเยือนและบุตรชายอย่างเสียดายไม่ได้

“แหม น้าสาดูจะเอ็นดูคุณนิลอะไรนี่เสียเหลือเกินนะคะ คำก็ตานิล สองคำก็ตานิล พูดถึงเขาทุกห้านาทีแล้วเนี่ย”

ผู้เป็นหลานเอ่ยแซวน้าสาวของตัวเอง จึงเห็นอีกฝ่ายส่งค้อนให้วงใหญ่

“น้าแค่กังวลว่าตานิลจะทานกับข้าวรสมือบ้านเราไม่ได้ เขาไปเติบโตที่บ้านเมืองอื่นนี่นะ เฮ้อ…ไม่พูดแล้ว เดี๋ยวน้าไปเข้าครัวก่อน ส่วนเรานะ พอเปลี่ยนปลอกหมอนเสร็จก็ไปคุยเป็นเพื่อนพี่เขาหน่อยแล้วกัน ถามพี่เขาดูสิว่าขาดเหลืออะไรบ้างไหม”

“ต้องถามด้วยเหรอคะ เขารวยออกอย่างนั้น ถ้าขาดเหลืออะไรก็คงจัดหาเองได้อยู่หรอก”

เสียงหวานกล่าวอย่างอิดออด อย่างเขานั้นหรือจะขาดเหลือสิ่งใด ออกจะมีมากจนเหลือเฟือเสียด้วยซ้ำกระมัง มีมากจนน้าสาวของเธออาจจะคิดไม่ถึงด้วยซ้ำไป

“เอ…เรานี่ยังไงกันยัยขวัญ แขกไปใครมาที่บ้านของเรา เราเป็นเจ้าบ้านก็ต้องต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีที่สุดสิ ว่าแต่เราน่ะเป็นอะไร น้าเห็นตั้งแง่กับพี่เขาเสียเหลือเกิน”

“อะไรกันคะ ใครตั้งแง่กัน ขวัญเปล่าเสียหน่อย”

“น้าจะไปรู้เหรอ เห็นทำหน้าตึงใส่พี่เขาแปลกๆ ไม่เอานะ ทำแบบนั้นไม่น่ารักเอาเสียเลย”

“โอเคค่ะ ขวัญจะไม่ทำแบบนั้นกับคุณนิลของน้าสาอีกแล้ว ตอนนี้ขวัญตกกระป๋องแล้วนี่นา จะอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุดเลยค่ะ”

เมื่อเห็นน้าสาวเตรียมจะเอ่ยดุ ขวัญวารีจึงรีบพูดแทรกอย่างจำยอมด้วยสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยม หากแต่ก็มิวายแสร้งทำเป็นน้อยใจเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากอรสาไม่น้อย

คล้อยหลังที่น้าสาวเดินออกไปจากห้องรับแขก จึงหันกลับมาจัดแจงเปลี่ยนปลอกหมอนต่อจนเกือบแล้วเสร็จ ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกได้ถึงการเข้ามาภายในห้องของใครบางคน แม้จะไม่ได้หันกลับไปดูก็ตาม ในใจกลับคิดไปว่าเป็นน้าสาวที่กลับเข้ามาอีกครั้ง

“ลืมอะไรหรือเปล่าคะน้าสา”

หญิงสาวเอ่ยถามเสียงใส หากแต่น้ำเสียงทุ้มละมุนที่ตอบกลับมานั้นพลอยทำให้เธอหยุดมือจากสิ่งที่ทำและหันกลับไปมองผู้มาเยือนในทันที

“ลืมดวงใจเอาไว้น่ะ”

องค์นิลกาฬนาคราชประทับยืนยิ้มกริ่ม พลางกล่าวเย้าหญิงสาวตรงหน้า 

“คุณ…เอ่อ ท่าน?”

“ไยจึงกล่าวเรียกเสียห่างเหินเช่นนั้นเล่า…ดวงใจแห่งข้า ในกาลก่อนน้องยังกล่าวเรียกพี่ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานกว่านี้ จงกล่าวคำนั้นให้พี่ได้ชื่นใจอีกสักคราเถิดหนา”

ทรงก้าวพระบาทเข้าไปใกล้ชิดร่างบางระหงจนเกือบจะแนบสนิทกับอีกฝ่าย หากแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับยกฝ่ามือน้อยนั้นขึ้นมายันที่พระอุระของพระองค์เอาไว้พลางดันออกห่างจากตัว ทว่าเรี่ยวแรงนั้นกลับแผ่วเบานัก ด้วยว่าเมื่อองค์นิลกาฬนาคราชทรงเข้ามาประทับอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ ดรุณีแรกรุ่นอย่างขวัญวารีนั้นหรือจะไม่เกิดอาการหวั่นไหว ทั้งภายในใจรู้ดีเป็นที่สุดว่าบุรุษตรงหน้านั้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย

“เจ้าพี่”

เหมือนดั่งต้องมนต์ให้เคลิบเคลิ้ม เมื่อคำพูดหนึ่งได้หลุดออกจากปากของหญิงสาว คล้ายกับว่าเคยกล่าวคำนั้นเป็นร้อยครั้งพันครั้งด้วยความเคยชินเหลือเกิน

แม้เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ ที่เอื้อนเอ่ยออกจากปากของสตรีตรงหน้า พระหัตถ์หนาก็รั้งอีกฝ่ายเข้ามาแอบอิงไว้ในอ้อมพระพาหาของพระองค์ทันทีด้วยความคิดถึงน้ำเสียงหวานล้ำนี้อย่างสุดพระทัย

นานเท่าใดแล้วที่สตรีตรงหน้าถูกพรากมาไกลห่างจากพระองค์ด้วยความตาย กว่าจะติดตามค้นหาดวงจิตของนางจนเจอนั้นไม่ง่ายเลย ผู้ที่จากไปนั้นอาจไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว แต่พระองค์ที่ยังคงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น ทุกวันเวลาที่ผันผ่านไปช่างเชื่องช้าและแสนระทมยิ่งกว่าสิ่งใด

“น้องหญิงกัญญา ชื่นใจของพี่เหลือเกิน”

เมื่อทรงกล่าวจบก็จรดพระนาสิกคมสันนั้นลงบนเรือนผมนุ่มสลวยแผ่วเบา พลางสูดดมกลิ่นหอมละมุนที่ทรงหลงใหลและจดจำแม่นมั่นมิเคยลืมเลือน กลิ่นกายหอมจรุงของนางผู้นี้ ไยผู้เป็นพระสวามีจักจดจำมิได้ พระพาหากระชับเรือนร่างบางแน่นขึ้นอีก 

เลื้อยรัด น้องไว้ ในอ้อมแขน 

หวงแหน นางนี้ เป็นที่สุด

เมียงมอง คอยหา ใจยื้อยุด 

เอื้อมสุด แขนนี้ จึ่งได้มา

เมื่อพบ จิตน้อง เจ้าดวงมาลย์ 

ร้าวราน กลับหาย สุขคืนหา

เฝ้าถนอม ฟูมฟัก เจ้ากัญญา 

สายตา มองหา อยู่ร่ำไป

เอาใจ พี่เกี่ยว กระหวัดไว้ 

มิให้ เลือนหาย ห่างไกลได้

เพราะเกรง สูญเสีย ยอดดวงใจ 

มิใคร่ จักเป็น เช่นผ่านมา

นางในอ้อมแขนของพระองค์นี้จะรู้บ้างไหมหนอ ว่าการรอคอยของพระองค์นั้นมันช่างทรมานหนักหนา เมื่อหวนคิดไปถึงกาลก่อน…ในวันที่สูญเสียสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ ความสุขของพระองค์ก็ดั่งหลุดลอยหายไปด้วย จนเพิ่งจะกลับคืนมาเมื่อพระองค์ได้พบกับนางในเพลานี้

ปางบรรพ์ อาดูร แทบสูญสิ้น 

ชีวิน ใคร่ดับ เป็นหนักหนา

จะขอ ตามติด น้องกัญญา 

ธิดา แลบุตร ในอุทร

หากแต่ ภาระ พ่อเมืองนั้น 

คิดสั้น ละทิ้ง ไร้อาวรณ์

นาคี นาคา แห่งจันทร 

คงร้อน ด้วยขาด จอมราชัน

ทั้งยัง มิได้ ชำระความ 

นาคทราม ใจทมิฬ ให้อาสัญ

แค้นนี้ พี่ต้อง ชำระพลัน 

ให้มัน ตายตก น้องนางไป

โองการ สาปแช่ง นาคต่ำช้า 

เพลา ผ่านภพ ต้องโหยไห้

พรากจาก ของรัก ทุกชาติไป 

สุขใจ ไม่นาน ทุกข์ระทม

ให้มัน ได้พบ กรรมวิบาก 

ซ้ำซาก เวียนวน ด้วยสาสม

พรากจาก จากพราก น่าดูชม 

สิ้นลม เอ่ยโอษฐ์ ลั่นโองการ

ครานั้นองค์นิลกาฬนาคราชได้ลั่นโองการสาปแช่งแก่มันผู้นั้น ผู้ที่บังอาจพรากเอาชีวินของพระแม่เมืองแห่งจันทรบาดาลไป แล้วจึงมีรับสั่งประหารให้สิ้นชีพตายตกตามกัน ด้วยความโศกเศร้าและแค้นเคืองพระหฤทัยเป็นหนักหนา 

ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงผ่านจึงพบว่าสิ่งที่พระองค์ได้กระทำนั้น กลับเป็นการผูกเวรที่ไม่จบสิ้น ซ้ำยังเป็นการต่อเวรกันไปไม่สิ้นสุด แม้นนางในพระหทัยของพระองค์นั้นก็มิวายได้รับผลกระทบเกาะเกี่ยวเป็นกงเกวียนกรรมเช่นกัน

“อุ้ย…”

อรสาที่เดินกลับมาที่ห้องรับรองแขก เพื่อดูความเรียบร้อยอีกครั้งเพราะเห็นว่าหลานสาวใช้เวลาในการเปลี่ยนปลอกหมอนนานเกินไป หากแต่เมื่อสายตามองผ่านบานประตูเข้าไปกลับเห็นชายหนุ่มหญิงสาวด้านในกำลังยืนแอบอิงชิดใกล้กันอยู่ จึงเผลออุทานออกมาอย่างประหลาดใจไม่ได้

ทั้งสองร่างผละออกจากกันในทันที ขวัญวารีที่เพิ่งจะได้สติก้มหน้างุดเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังแดงก่ำอยู่ในขณะนี้ ทั้งยังคิดตำหนิตนเอง เหตุใดจึงยืนนิ่งให้เขากอดอยู่ได้หนอ มิวายเจ็บใจที่ว่าดูเหมือนหญิงสาวก็เคลิบเคลิ้มราวตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดถึงคะนึงหาบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายเสียด้วยสิ

องค์นิลกาฬนาคราชทรงผินพระพักตร์กลับมามองสตรีข้างกายที่กำลังก้มหน้าหลบสายตาผู้เป็นน้าเพื่อซ่อนความเขินอายก็ให้มีพระอารมณ์ดียิ่งนัก นางช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน…น้องหญิงของพี่

“อะแฮ่ม…น้าคงมาผิดที่ผิดเวลาสินะ”

อรสาที่ตีหน้าขรึมเดินเข้ามาภายในห้อง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่เห็นภาพเมื่อครู่ ด้วยว่าความห่างเหินและอาการที่หลานสาวแสดงออกในคราแรกดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าชายหนุ่มผู้นี้นัก แล้วเพราะเหตุใดกัน ครั้นลับสายตาทั้งคู่จึงดูสนิทสนมถึงขั้นแตะเนื้อต้องตัวแนบชิดกันเพียงนี้ หากมองไม่ผิดสีหน้าและแววตาของทั้งคู่เมื่อครู่นั้น…ราวกับคู่รักก็มิปาน

“ขอโทษครับ…ที่ผมเสียมารยาท”

องค์นิลกาฬนาคราชเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยท่าทีสุภาพ ทว่ากลับดูนิ่งสุขุมและสง่างามยิ่งนัก มิได้ทรงแก้ตัวหรือแก้ต่างสิ่งใดทั้งนั้น เพียงกล่าวขอโทษที่ทรงโอบกอดหญิงสาวผู้เป็นที่รักให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้น

ทว่าเป็นขวัญวารีเสียอีกที่เริ่มร้อนตัวเพราะสายตาคาดคั้นของผู้เป็นน้าที่มองเขม็งมาที่หญิงสาว ยามเงยหน้าขึ้นมาสบสายตานั่นเอง

“คุณน้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะคะ เราไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คุณน้าคิดเลย”

“เรารู้หรือยัยขวัญ ว่าน้ากำลังคิดอะไรอยู่”

น้ำเสียงขรึมดุถูกส่งมาให้หลานสาว อรสาก็พอจะรู้อยู่ว่าเด็กสมัยนี้ใช้เวลาไม่นานในการคบหาดูใจกัน แต่ลูกหลานใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ ยกเว้นลูกหลานในครอบครัวนี้อรสาไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ปล่อยตัวให้ผู้ชายแตะต้องชิดใกล้ง่ายดายเพียงนี้ ต้องมีการดุการปรามเอาไว้บ้าง

“โธ่…คุณน้า”

ผู้เป็นหลานสาวเอ่ยเสียงแผ่วสีหน้าเจื่อนลง ใครจะไม่รู้บ้างล่ะ แต่จะให้พูดยอมรับออกมาก็กระไรอยู่

“เรื่องที่น้าเห็นในวันนี้ น้าจะไม่เรียนคุณยายให้ท่านทราบ แต่ถือว่าน้าขอเถิดนะ อย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อเช่นนี้อีก…ตานิลก็เหมือนกัน เราเป็นผู้ชายไม่เสียหายอะไร แต่น้องเป็นผู้หญิงมีแต่เสียกับเสีย อย่างไรก็ควรให้เกียรติน้องบ้าง ถึงแม้จะเคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กก็เถอะ แต่ตอนนี้พวกเราก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว จะมาถูกเนื้อต้องตัวกันเหมือนเมื่อก่อนนั้นคงไม่เหมาะสมนัก”

ผู้ที่คิดว่าตนเองอาวุโสที่สุดในที่นี้เอ่ยกล่าวตักเตือนผู้อ่อนวัยกว่า หากแต่มิได้ล่วงรู้เลยว่าบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนนั้น แท้จริงมีอายุที่ล่วงผ่านมามากกว่าทุกคนในที่นี้รวมกันเสียอีก มากกว่าจนน่าตกใจทีเดียว…

“หนูขอโทษค่ะ…ที่ทำตัวไม่เหมาะสม”

จะให้แก้ตัวอย่างไรได้เล่า หญิงสาวก็ยืนนิ่งให้องค์นาคราชผู้นี้โอบกอดจริงๆ ทั้งยังประจักษ์แก่สายตาของผู้เป็นน้าเสียด้วย ตอบแล้วก็ก้มหน้าลงอย่างสำนึกความผิดตนเองตามเดิม 

ทว่าบุรุษข้างๆ กลับเอื้อมมือมากุมมือของเธอเอาไว้นี่สิ ขวัญวารีเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายอย่างฉงนใจระคนตกใจ ต่อหน้าคุณน้าเช่นนี้ ทำไมยังกล้า…

หญิงสาวบิดข้อมือออกจากการกอบกุม หากแต่ก็ไร้ผลใดใด ตวัดสายตามองอีกฝ่ายอย่างเคืองขุ่น หากอีกฝ่ายก็ยังยืนนิ่งความสะทกสะท้านสักนิดก็ไม่มี

“เอ๊ะ…เมื่อครู่น้าเพิ่งบอกไปว่าอย่างไรกันตานิล”

อรสาที่เห็นชายหนุ่มรุ่นลูกเอื้อมมือไปกอบกุมมือของหลานสาวด้วยท่าทีเรียบเฉยต่อคำกล่าวเมื่อครู่ของตนก็นึกฉุนอยู่ไม่น้อย

“ผมขอโทษครับ ที่เสียมารยาทโอบกอดน้องขวัญ อาจเป็นเพราะความคิดถึงด้วยไม่ได้เจอกับน้องมานานมาก…มากเหลือเกินครับ จึงหักห้ามใจเอาไว้ไม่ได้และทำการเสียมารยาทเช่นนี้ แต่แน่นอนว่าผมยินดีรับผิดชอบทุกการกระทำของผม หรือความจริงแล้ว คุณน้าอาจจะลืมเลือนไปกระมัง ว่าระหว่างผมกับน้องขวัญนั้น…เรามีสัญญาหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”

ชายหนุ่มเพียงคนเดียวกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลถ้อยทีถ้อยอาศัย ทว่าหนักแน่นทุกคำพูดทุกประโยคที่ล่วงออกมา แม้นผู้พูดจะดูคล้ายกล่าวเรื่องทั่วไป หากแต่ปฏิกิริยาของผู้ฟังนั้นกลับแตกต่างกันออกไปอย่างเห็นได้ชัด

หนึ่งนั้น…เสมือนเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

หนึ่งนั้น…ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงว่ามีสัญญาหมั้นหมาย ตั้งแต่เมื่อไรกัน?

…………………………………………………….

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว