จะออกตอนต่อไปก่อนสิ้นปี2018 ฮ่าฮ่าฮ่า

ชื่อตอน : 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.3k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2559 15:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8
แบบอักษร

อี้หรง

หลังจากโต๊ะจีนของแท้ผ่านพ้นไป ท่านลุงก็ประกาศว่า

"อาทิตย์หน้า ข้าจะจัดงานชมดอกไม้ต้อนรับหลานข้า และฉลองที่ซูฉายหายป่วย"

"ข้าเห็นด้วย" ท่านยายสนับสนุน

"ข้าคงต้องรบกวนฮองเฮาเป็นแม่งานแล้ว" ท่านลุงบอก

"เจ้าค่ะท่านพี่" ท่านป้ารับคำด้วยความยินดี เวลาอยู่กันเองท่านบอกไม่ต้องพูดคำราชาศัพท์ครับ

"งั้นหรงเอ๋ออยู่กับยายจนถึงวันงานเลยนะ จะได้อบรมมารยาทและซ้อมการแสดง ข้าจะเปิดตัวหรงเอ๋อให้ยิ่งใหญ่อลังการไปเลย"

ผมรีบมองหน้าท่านแม่ ท่านก็ได้แต่ยิ้มอ่อนๆมาให้ แสดงว่าไม่สามารถขัดใจท่านยายได้ ผมลอบถอนหายใจ 

"พี่จะมาหาเจ้าทุกวันดีหรือไม่" พี่ซ่านเหยาเสนอตัวอย่างกระตือรือล้น

"เจ้าอย่ามาเอาหน้า ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนหรงเอ๋อเอง" พี่จื้อเหยียนพูดบ้าง

"เจ้าจะอยู่วังหลังได้อย่างไร อย่างดีเจ้าก็ต้องไปอยู่ที่ตำหนักข้า" พี่ซ่านเหยาโต้กลับ

"เอาล่ะๆ พวกเจ้าไม่ต้องโต้เถียงกัน ถ้าพวกเจ้าอยากจะมาหาหรงเอ๋อก็มา ข้าอนุญาต" ท่านยายตัดสินถือเป็นเด็ดขาด

ท่านยายให้นางกำนัลพาผมไปยังตำหนักโบตั๋น ท่านบอกว่าเคยเป็นที่อยู่ของท่านแม่มาก่อน พี่ทั้งสองก็ตามมาด้วย

"อยู่ในวังเจ้าต้องระวังตัวนะหรงเอ๋อ" พี่จื้อเหยียนเตือน

"ข้าจะระวัง แต่ท่านจะให้ข้าระวังอะไรล่ะ จะมีคนอยากทำร้ายข้าหรือ"

"พวกคนขี้อิจฉามีเยอะไป"  พี่จื้อเหยียนบอก

"ข้าจะส่งองครักษ์ของข้ามาดูแลเจ้า นางกำนัลของท่านย่าก็มีฝีมือไม่น้อย เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก" พี่ซ่านเหยาพูดบ้าง

พี่สองคนพูดซะผมเป็นกังวลซะแล้ว เรื่องที่ต้องสืบก็ยังไม่คืบหน้า ถ้าซ่านหยวนกลับมาคงต้องยอมคุยด้วยซะแล้ว ไม่รู้ว่าได้ไปเกริ่นกับท่านลุงไว้บ้างหรือเปล่า ผมได้เข้ามาอยู่ในวังก็ดีเหมือนกัน จะลอบสืบดูว่ามีใครคิดคด อยากตั้งตัวเป็นเจ้าบ้าง

พี่สองคนเถลไถลอยู่จนเย็นทานข้าวอีกมื้อนึงจึงยอมกลับตำหนัก ทิ้งผมนอนอยู่วังหลังกับท่านยาย ผมเป็นผู้ชายนะ ฮือ.....

วันถัดไปผมโดนท่านยายเคี่ยวกรำการรำเปิดตัว ผมตั้งใจจะเปิดอย่างอลังการในยุทธจักรไม่ใช่งานชมดอกไม้ซักหน่อย จะแกล้งทำพลาดก็ไม่ได้เพราะถ้าทำไม่ได้ท่านยายไม่ให้พักเลย จนบ่ายพี่ๆทั้งสองมาหาท่านยายจึงยอมให้ผมพักได้

"พี่จื้อเหยียนข้าอยากกลับบ้าน" ผมแสร้งออดอ้อนมัน ท่าทางจะตามใจผมที่สุด

"ข้าก็อยากพาเจ้ากลับ แต่ใครจะขัดท่านยายได้ ขนาดท่านลุงยังไม่กล้าเลย" พี่จื้อเหยียนกอดผมไว้หลวมๆ ทิ้งพี่ซ่านเหยาไม่มีใครสนใจ

"เจ้าสองคนพี่น้องกอดกันพอแล้วหรือไม่" พี่ชายที่ถูกลืมเอ่ยขัดขึ้น

"ข้าจะลืมท่านได้อย่างไร" ผมย้ายไปกอดพี่ซ่านเหยาอย่างรวดเร็ว จงหลงข้าให้มากๆ อย่ายกข้าให้ใครเป็นอันขาด ผมแอบวางแผนในใจ เกิดท่านพ่อบ้าจี้ยกผมให้ซ่านหยวนจะได้มีคนช่วยค้าน

"ข้าพาเจ้าไปวังหน้าดีไหม หรือไปหอตำราหลวง หาหนังสือมาอ่านแก้เบื่อตอนที่พวกข้าไม่ว่างดีหรือไม่" พี่ซ่านเหยาเสนอ คิดถูกจริงๆที่ออดอ้อนพี่คนนี้ มีประโยชน์กว่าพี่จื้อเหยียนเยอะเลย

"เจ้ารู้จักปิดทองใส่หน้าตัวเองนัก ให้ข้าพาหรงเอ๋อไปคอกม้าทรงดีกว่า" พี่จื้อเหยียนเสนอ โปรแกรมนี้ก็น่าสนใจแฮะ 

"วันนี้ข้าอยากเห็นหอตำราหลวงพรุ่งนี้จึงไปคอกม้า พวกท่านว่าดีหรือไม่" ผมเสนอ จะบอกว่าอยากไปท้องพระคลังหลวงก็กลัวจะโดนลากกลับจวนเสียก่อน

"ข้าย่อมตามใจเจ้าอยู่แล้ว"พี่ซ่านเหยาหยิกแก้มผมแล้วจูงมือผมไปยังหอตำราหลวง มืออีกข้างถูกพี่จื้อเหยียนจับไม่ปล่อยแล้วผมจะแอบไปสำรวจวังหลวงได้อย่างไรล่ะ

พี่ซ่านเหยาจูงมือผมไม่ยอมปล่อย จากวังหลังมาสู่วังหน้า ป่านนี้สนมของท่านพี่คงทราบหมดแล้ว หวังว่าพวกนางจะเข้าใจไม่มีใครแอบวางยาพิษผมแบบในหนังหรอกนะ

พอเข้าเขตวังหน้า อาหารตาก็ไม่ค่อยมี สิ่งปลูกสร้างดูเคร่งขรึมสง่างาม มีคนคำนับที่พี่ซ่านเหยาตลอดทาง ดูน่ารำคาญแทนกว่าจะเดินไปถึงรับคำนับไปสิบกว่าครั้ง พี่จื้อเหยียนก็ดังไม่น้อย มีขันทีน้อยแอบส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้ แล้วทำไมผมถึงได้รับสายตาหวานๆจากนายทหารและขุนนางหนุ่ม อ๊ากกกก.....

ผมเดินก้มหน้ามาถึงหอตำราหลวง ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้วว่าผมมีสเน่ห์ในหมู่ผู้ชาย จริงสิ ถ้าผมเป็นฝ่ายชิงกดมันก่อนก็ยังดี หรือให้ท่านพ่อหาคุณหนูในห้องหอให้ซักคน ความคิดเพ้อเจ้อของผมสะดุดลงด้วยเสียงของพี่ซ่านเหยา

"หรงเอ๋อ เจ้าคงกลัวสินะ ข้าสั่งโบยคนที่มองเจ้าดีหรือไม่" พี่ซ่านเหยาครับ พี่อย่าพูดเรื่องแบบนี้ด้วยหน้าตายิ้มแย้มอบอุ่นจะได้ไหม ผมเคยได้ยินว่าคนจะเป็นฮ่องเต้ได้ต้องมีความเด็ดขาดและแอบโหด พี่ซ่านเหยามีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการเป็นฮ่องเต้ ซ่านหยวนเสียอีกที่ปากแข็งใจอ่อน เอ๊ะ แล้วทำไมผมต้องไปคิดถึงเขาด้วยล่ะ คนพรรค์นั้นน่ะ ตาผมหม่นแสงโดยไม่รู้ตัว

"อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยท่านพี่ ข้าแค่เศร้าใจเพียงเท่านั้น"

"ใครทำให้เจ้าเศร้าใจ พี่จะจับมันไปใช้แรงงานที่ชายแดน" พี่จื้อเหยียน พี่ก็จะห้าวไปแล้วครับ

"ข้าเพียงเศร้าใจที่ข้าไม่มีรูปร่างสูงใหญ่เช่นพวกท่านกลับมีใบหน้าและรูปร่างเหมือนอิสตรีเยี่ยงนี้" ผมซบอกพี่ซ่านเหยา

"ข้าจะไม่ปล่อยให้มอดแมงมาเกาะแกะเจ้าแน่นอน เจ้าไม่ต้องกังวลไป" พี่จื้อเหยียนประกาศ

"ถึงเจ้าจะมีใบหน้าเยี่ยงไร เจ้าก็เป็นน้องของข้า เข้าใจหรือไม่" พี่ซ่านเหยาลูบหัวผม ทำไมรู้สึกดีจัง ผมเผลอสูดกลิ่นกายของพี่ซ่านเหยาเข้าไปเต็มปอด รู้สึกดีจังแฮะ

"หรงเอ๋อ ตำแหน่งชายาของข้ายังว่างอยู่ เจ้าสนใจจะนั่งบัลลังก์มังกรเคียงข้างข้าหรือไม่" พี่ซ่านเหยาพูดด้วยสีหน้ายิ้มละไม ส่วนพี่จื้อเหยียนกระชากผมออกมากอดไว้ทันที

"เจ้าสุนัขจิ้งจอก ในที่สุดก็โผล่หางออกมา" พี่จื้อเหยียนยกมือชี้หน้าพี่ซ่านเหยาตัวสั่นด้วยความโกรธ

"ข้าก็แค่ลองถามดู ข้าไม่บังคับจิตใจหรงเอ๋อหรอก แต่ถ้าน้องของข้าหายหน้าไปนานขนาดนี้ ก็อาจจะเป็นโอกาสให้หรงเอ๋อเอนเอียงมาทางข้าบ้างก็ได้" พี่ซ่านเหยายังคงรักษารอยยิ้มไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง ผมขอถอนคำพูดที่บอกว่าพี่ซ่านเหยาสมเป็นพี่ชายที่สุดทันไหมครับ

"ท่านพี่อย่าล้อข้าเล่นอยู่เลย พาข้าไปเลือกหนังสือเถอะ" ผมกะชิ่งแล้วครับ อันตรายรอบด้านเลยกลายเป็นว่าพี่จื้อเหยียนน่าจะปลอดภัยที่สุด ได้หนังสือแล้วกลับวังหลังไปหาท่านยายดีกว่า

ผมใช้เวลาในหอตำราหลวงนานกว่าที่คิด มีตำราแพทย์และยาพิษจำนวนไม่น้อยที่ผมไม่เคยเห็น ผมยังโกยประวัติราชวงศ์ไปด้วยถ้าอ่านตอนที่อ๋องสามก่อกบฏอาจจะมีรายการทรัพย์สมบัติที่ยึดมา

ลงเอยด้วยผมหอบหนังสือตั้งท่วมหัวมาจากชั้นวาง พี่สองคนทิ้งผมไว้เพราะมีขันทีมาตามบอกว่ามีงานด่วน บอกให้ผมอ่านหนังสือไปก่อนแล้วจะกลับมารับ

"ให้ข้าช่วยไหมคุณหนู" มีเสียงผู้ชายพูดขึ้นด้านหลัง ผมตกใจทำหนังสือหล่นกระจาย

"ขออภัยที่ข้าทำให้ท่านตกใจ" ชายปริศนากล่าว มือก็ช่วยผมเก็บหนังสือ

"ท่านเป็นใคร" ผมถาม คนที่มีสิทธิเข้ามาที่หอตำราหลวงได้คงจะทำงานในวัง

"องค์ชายเจ็ด เจิ้งซ่านเหล่ย"

"เสียคารวะแล้วองค์ชาย งั้นเราก็เป็นญาติกันน่ะสิ" ผมคารวะคนตรงหน้า หน้าตาดีมีส่วนคล้ายพี่ซ่านเหยา แต่ผอมกว่า ตาเรียวสวยแต่ดูมืดมนพิกล แต่งตัวด้วยชุดเรียบๆจากผ้าเนื้อดีสีน้ำเงิน

"ไม่ต้องมากพิธี ข้าเป็นองค์ชายเพียงแค่ในนามเท่านั้น ฐานะและศักดิ์ศรีของเจ้ายังดีกว่าข้ามากนัก คุณหนูเซี่ยอี้หรง" องค์ชายเจ็ดยิ้มหม่น

"ท่านรู้จักข้าด้วยเหรอ ข้าเป็นผู้ชายนะ อย่ามาเรียกข้าว่าคุณหนูสิ แล้วองค์ชายแต่ในนามมันเป็นอย่างไรล่ะ ข้าไม่เห็นจะเข้าใจ" ผมเอียงคอถาม องค์ชายเจ็ดหน้าแดงเบือนหน้าไปมองชั้นหนังสือไม่สบตาผม

"พี่ของเจ้าคุยไปทั่ววังว่าได้น้องกลับมา ทั้งเก่งกาจทั้งงดงาม" ผมฟังแล้วอยากวิ่งไปกระโดดถีบพี่จื้อเหยียนเลย

"ท่านอย่าได้ใส่ใจพี่จื้อเหยียนเลย เจ้าคนหลงน้องนั่น" ผมเผลอทำแก้มป่อง

"พวกเจ้าดูรักกันดี" องค์ชายเจ็ดเพิ่มความหม่นหมองในดวงตา

"ก็เราเป็นพี่น้องกันนี่ ท่านก็เป็นพี่น้องของข้าเหมือนกันนะ ว่าแต่ท่านอายุเท่าไหร่" ผมรู้สึกสงสารองค์ชายเจ็ด ท่าทางจะมีความหลังอะไรบางอย่าง

"ข้าอายุสิบแปดแล้ว" ตายๆๆ เด็กกว่าผมตั้งสองปี แต่ทำตัวเหมือนคนอายุสี่สิบ ผมพิจารณาคนตรงหน้าเสื้อผ้าดูไม่ค่อยอลังการแบบองค์ชายซักเท่าไหร่ ท่าทางจะเป็นองค์ชายแต่ในนามจริงๆด้วย วางใจได้นะจ๊ะซินเดอซ่านเหล่ย นางฟ้าอี้หรงจะช่วยท่านเอง ผมคิดอย่างครึ้มใจ ในวังก็มีเรื่องสนุกเหมือนกันนะ

ผมลากซ่านเหล่ยมานั่งคุยที่ศาลาในสวนใกล้ๆหอตำราหลวง เพราะหลังจากโดนบรรณารักษ์ชรากระแอมใส่รอบที่สามเลยจำต้องระเห็จตัวเองออกมา

เราแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างสนุกสนาน ผมพบว่าซ่านเหล่ยมีความรู้มากทีเดียว

"ข้าเพียงแต่ไม่มีอะไรทำ ได้แต่ใช้เวลาว่างในหอตำราหลวงแห่งนี้" ซ่านเหล่ยพูดเศร้าๆ

"ทำไมล่ะ หรือเรื่องนี้เกี่ยวพันกับแม่ของท่าน" ผมถามตรงๆซ่านเหล่ยทำหน้าแปลกใจ

"ท่านรู้เรื่องด้วยรึ" 

"ข้าไม่ทราบหรอก แค่อาศัยการคาดเดา เหล่าองค์ชายในวังหลวงจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำมารดาย่อมมีส่วน ท่านหน้าตาดีมีความรู้แต่ไม่ได้รับโอกาส กลับมาหมกตัวอยู่ในหอตำราหลวง ถ้าท่านไม่รังเกียจเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่" ผมกุมมือซ่านเหลยไว้ใจผมตอนนี้เห็นแต่เด็กน้อยผู้ว้าเหว่ไม่ใช่องค์ชายเจ็ดผู้มืดมน

"แม่ข้าเป็นองค์หญิงเผ่าชาโม่ว ถูกส่งมาแต่งงานเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี เสด็จพ่อไม่ได้รักท่านแม่ของข้าอยู่แต่แรก แต่ท่านแม่ยังได้ตำแหน่งเป็นพระราชชายา แต่พอท่านตาของข้าสิ้นพระชนม์ ท่านน้าของข้าก่อกบฏรวบรวมกำลังทหารมาตีหัวเมืองชายแดนของเรา ตอนนั้นท่านแม่มาอยู่ในวังได้สิบปีแล้ว ข้าอายุได้เจ็ดปี พ่อของท่านยกทัพไปปราบ เผ่าของข้ากลายเป็นเมืองขึ้น ต้องส่งบรรณาการทุกสามปี" ซ่านเหลยตัวสั่นระริก จนผมต้องจับมือไว้

"จากนั้นท่านแม่ก็ตรอมใจเสียชีวิต เสด็จพ่อไม่สนใจใยดีข้าอีก มีเพียงแม่นมเหล่าขันทีนางกำนัลที่ดูแลข้า ยังดีที่ข้ามีพระอาจารย์ส่วนตัวคอยให้ความรู้ มิเช่นนั้น" เสียงของซ่านเหลยหายไปน้ำตาเจียนหยด ผมดึงเขาเข้ามากอด เด็กเอ๋ยเด็ก ถ้ารวมอายุในชาติที่แล้วของผมด้วยเขาเป็นลูกผมได้เลยนะ

"หรงเอ๋อ" เสียงพี่จื้อเหยียนเรียก

"คารวะองค์ชายเจ็ด" พี่จื้อเหยียนคำนับแต่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าคำนับไปงั้นๆ

"ตามสบาย ข้าขอตัวก่อน" ซ่านเหล่ยปาดน้ำตาลุกขึ้นเดินจากไป

"ซ่านเหล่ย ข้าจะไปหาท่านที่ตำหนักนะ" ผมตะโกนตามหลังไป ทำความดีนี่มันให้ความรู้สึกดีจังนะ

"เจ้าช่างซุกซนนัก ข้าคลาดสายตาเพียงไม่นานก็สามารถหาเรื่องใส่ตัวได้" พี่จื้อเหยียนโยกหัวผม

"ข้าไม่ได้หาเรื่องเสียหน่อย พี่นั่นแหละ ปล่อยซ่านเหล่ยให้ใช้ชีวิตมืดมนอย่างนั้นได้อย่างไร นั่นก็เป็นญาติของเราเหมือนกันนะ" ผมทำหน้างอใส่

"พอเจ้าเด็กนั่นประสบปัญหา ข้าก็ไปอยู่ชายแดนกับท่านพ่อ กลับมาก็วุ่นวายกับการเสาะหาเจ้า ข้าไม่มีเวลามาใส่ใจเด็กมืดมนแบบนั้นหรอกนะ" พี่จื้อเหยียนพูดอย่างไม่ใส่ใจ นี่มันใจดีกับผมแค่คนเดียวหรือนี่

"ข้าไม่คิดว่าจะมีพี่เป็นคนแล้งน้ำใจเยี่ยงนี้" ผมสะบัดหน้าใส่ หอบตำราเต็มอ้อมแขนลุกขึ้นเดินกลับวังหลัง ไม่มีขันทีนางกำนัลประจำตัวหรอกครับ นางกำนัลที่ท่านยายให้มาพี่ซ่านเหยาไม่ให้ตามเสด็จมาด้วยลงเอยที่ผมต้องถือของเอง พี่จื้อเหยียนคงทนดูไม่ไหว แบ่งไปถือให้ตั้งค่อน ตามมาส่งผมที่ตำหนักโบตั๋นอยู่กินข้าวเย็นด้วยแล้วจึงกลับไปนอนที่ตำหนักพี่ซ่านเหยา

 

 

 

ความคิดเห็น