จะออกตอนต่อไปก่อนสิ้นปี2018 ฮ่าฮ่าฮ่า

ชื่อตอน : 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2559 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6
แบบอักษร

อี้หรง

หลังจากที่คุยกับซ่านหยวนแล้วเราก็เร่งรีบเดินทางกลับเมืองหลวงโดยรถม้า ซึ่งเราเปลี่ยนม้าทุกวัน เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน เพียงเจ็ดวันเราก็มาถึงเมืองหลวงก่อนค่ำ ทันเวลาปิดประตูเมืองพอดี

"เจ้าไปพักที่วังของข้านะ พรุ่งนี้ข้าจะพาไปเฝ้าฮ่องเต้" ซ่านหยวนเอย ข้าไม่คิดจะเสียเงินค่าโรงเตี๊ยมอยู่แล้ว

"เจ้ามีวังอยู่ข้างนอกด้วยรึ ข้ารู้มาว่าองค์ชายที่ยังไม่ได้แต่งงานจะพักอยู่ในวังนี่นา" ผมถามเพื่อยืนยันข้อมูล

"ปกติก็ตามที่เจ้าเข้าใจนั่นแหละ แต่ข้าต้องติดต่อกับผู้คนมากหน้าหลายตา จึงทูลขอท่านพ่อออกมาสร้างวังข้างนอก" ซ่านหยวนอธิบาย

"ถึงแล้ว เราลงกันเถอะ"  ซ่านหยวนพยุงผมลงจากรถม้า นั่งนานๆใช่ว่าจะสบายนะครับ ทางก็ขรุขระ ก้นผมระบมไปหมดแล้ว ทหารที่หน้าประตูเมื่อเห็นซ่านหยวนก็รีบคำนับ

"คารวะองค์ชาย" 

"ลุกขึ้นเถอะ จ่ายเงินให้คนขับรถม้าให้ข้าด้วย แล้วจัดที่พักให้เขาพักจนกว่าม้าจะหายเหนื่อย" ซ่านหยวนสั่ง เขาประคองผมเดินมาถึงหน้าตึก พ่อบ้านและคนรับใช้รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับ

"คารวะองค์ชาย" หืมม..คิวแน่นมาก พร้อมเพรียงกันกว่านี้ไม่ได้แล้ว

"ไปเตรียมน้ำและเครื่องแต่งกายให้ชายาข้า" ซ่านหยวนหย่อนระเบิดลงในวังตัวเอง ผมหันไปมองคอแทบหลุด

"ซ่านหยวน" ผมยังไม่ทันได้ด่าองค์ชาย ก็มีผู้หญิงสวยมากสองคนแต่งกายด้วยผ้าแพรบางเบาดุจปีกจั๊กจั่น เดินชดช้อยเข้ามาหาซ่านหยวน

"คารวะองค์ชาย" 

ผมดูกิริยาแล้ว นี่คงจะเป็นนางสนมเป็นแน่ แต่กล้าแต่งตัวอย่างนี้ออกมาเลยเหรอ บ่าวไพร่เต็มวัง 

ผมมองภาพนางสนมเกาะแขนซ่านหยวน ซ้ายขวา ทำไมต้องรู้สึกแปล๊บในใจด้วยนะ ความเศร้า ความหมดอาลัยตายอยากถาโถมเข้ามาสู่จิตใจของผม

ผมหมุนตัวโดดขึ้นกำแพงวังทันที ไปหาที่นอนที่อื่นดีกว่า ไม่อยากเห็นหน้าซ่านหยวนตอนนี้

"หรงเอ๋อ" ซ่านหยวนตะโกนเรียกผม ใช้วิชาตัวเบาโดดตามมา ผมทุ่มเทท่าเท้าบาทาไร้เงาผสานกับเหยียบหิมะไร้รอยโดดไปตามหลังคาอย่างไม่มีจุดหมาย รู้แต่ว่าต้องไปให้ไกลที่สุด 

ผมปาดน้ำตา ซ่านหยวนกำลังใกล้เข้ามาทุกที ถ้าหนีอย่างเดียวโดนตามทันแน่ ต้องหาที่ซ่อน ผมเห็นบ้านหลังนึงใหญ่โตโอ่อ่า มีต้นไม้ร่มครึ้ม หนีไปซ่อนแถวนั้นรอให้ซ่านหยวนพ้นไปก่อนดีกว่า

ผมโดดเข้าไปทันที เลือกต้นไม้ที่มีกิ่งดกหนามากที่สุด ใช้วิชากบจำศีลปิดกลั้นลมหายใจ 

ผมเห็นซ่านหยวนกระโดดเลยไป หายไปพักใหญ่แล้วก็โดดกลับมา มองมาทางต้นไม้แล้วก็โดดเข้ามาในบ้าน

"เดี๋ยวนี้เจ้าไม่ใช้ประตูแล้วรึองค์ชายสี่" อยู่ๆก็มีเสียงผู้ชายดังขึ้น ผมใจหายวูบ แสดงว่าเขาเห็นผมทุกอย่างแต่ผมกลับไม่รู้ถึงการมีตัวตนของเขาเลย

"เจ้าอย่ากวนโทสะข้า ข้ามาหาคน" ซ่านหยวนหน้าตาบูดบึ้ง คงจะรู้จักกับเจ้าของบ้าน

"บ้านข้าคงไม่มีคนที่องค์ชายสี่ต้องการกระมัง" ชายคนนี้กล้ายั่วโทสะองค์ชาย นายแน่มาก

"ข้าเห็นเขาหนีมาทางนี้แล้วก็หายไป เขาอาจจะหลบซ่อนอยู่ในบ้านของท่าน"  ซ่านหยวนกระทืบเท้าอย่างขัดใจ

"ข้าขอถามได้หรือไม่'เขา'ว่าของท่านเป็นใคร" 

"เขาเป็นชายาของข้า พอใจหรือยัง" ซ่านหยวนดูใกล้หมดความอดทน ผมแอบเอาใจช่วยผู้ชายใจกล้าคนนี้

"พอใจแล้ว" ชายใจกล้ายิ้มพราย ยั่วโทสะสุดๆ

"ฟางจื้อเหยียน เจ้าจำไว้เลย เสียเวลาข้าจริงๆ" ซ่านหยวนสะบัดหน้ากระโดดขึ้นรั้วห่างออกไป ผมรอจนซ่านหยวนลับไปจากสายตาจึงออกมาจากที่ซ่อน

"ขอบคุณท่าน"

"ไม่นับเป็นอย่างไรได้พระชายา" 

"ข้าไม่ใช่พระชายาของเขา" ผมเหวี่ยง

"แต่ข้าดูอย่างไรก็ผัวเมียทะเลาะกัน" ฟางจื้อเหยียนยั่ว

"ข้าเป็นผู้ชาย" ผมเหวี่ยง

"ขอบคุณท่านที่ช่วยข้า ลาก่อน" ผมประสานมือคารวะตามธรรมเนียม 

"ช้าก่อน ท่านมีที่ไปแล้วหรือ" 

"ก็คงไปหาโรงเตี๊ยมพักก่อน" ผมคิดว่างั้นนะ

"เชื่อข้าเถอะว่าคืนนี้ซ่านหยวนต้องให้คนพลิกโรงเตี๊ยมทั้งเมืองหลวงเพื่อหาตัวท่านเป็นแน่ คืนนี้ท่านก็พักกับข้าเสียที่นี่เถอะ ข้าไปอาจปล่อยพระชายาไปนอนกลางดินกินกลางทรายได้หรอกพะย่ะค่ะ" ฟางจื้อเหยียนก้มหัวให้ผมอย่างล้อเลียน

"งั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ" ผมทั้งเหนื่อยทั้งหิว ท่าทางชายคนนี้คงอยากแกล้งซ่านหยวนมากกว่า ไม่น่ามีอันตราย

"ข้าจะพาท่านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยรับประทานอาหารกัน" ฟางจื้อเหยียนนำผมเดินเข้ามาในบ้าน หรือต้องเรียกว่าคฤหาสน์ ห้องโถงกว้างใหญ่ประดับด้วยภาพวาดสูงค่าและพรมเนื้อดี ฟางจื้อเหยียนไม่แม้จะหยุดดู พาผมเดินลึกเข้าไปด้านในไปทางปีกซ้าย

"ท่านอาบน้ำเสียก่อน ข้าจะให้คนนำเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน" 

"ขอบคุณท่าน" ผมปลดผ้าคลุมหน้าลงแบบไม่ใส่ใจว่าใครจะเห็น เพราะตลอดเวลาที่มุ่งหน้ามาเมืองหลวงอยู่แต่ในรถม้า ผมเลยไม่ได้ใส่หน้ากาก แค่คลุมหน้าไว้เฉยๆ แต่ตอนนี้ เหนื่อย หงุดหงิด ใครจะเห็นก็ช่างมัน ใครมายุ่งพ่อจะฟาดให้ตายเลย ผมคิดอย่างพาลๆ ไม่ทันสังเกตสีหน้าตกตะลึงของฟางจื้อเหยียน

ผมยังไม่ทันจะถอดเสื้อผ้าก็โดนสี่สาวรุมทึ้งเสียก่อน พาผมไปอาบน้ำทั้งล้วงทั้งควัก ฮือ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว แม้แต่ด้านหลังของอนาคอนด้าของผมนางก็จับขัดจนสะอาดเอี่ยม จากนั้นก็จับผมพรมด้วยเครื่องประทินผิวจนผมอยากจะประท้วง นี่ผมเป็นผู้ชายนะ จับผมแต่งตัวเกล้าผมเสร็จก็แทบจะผลักผมออกมาจากห้อง

"ท่านแม่ทัพรอรับประทานอาหารเจ้าค่ะ" ฟางจื้อเหยียนเป็นแม่ทัพเลยเหรอไม่น่าใช่

ทั้งสี่ต้อนผมมาเพื่อมายังห้องอาหาร ผมเห็นผู้ชายวัยกลางคนนั่งคู่กับฟางจื้อเหยียน ทั้งสองคนลุกขึ้นต้อนรับผม จ้องหน้าผมอย่างไม่วางตาจนผมเริ่มเสียความมั่นใจ

"เซี่ยอี้หรงคารวะท่านแม่ทัพ" ผมประสานมือ

"เจ้าอินทรีฟางเจี๋ยหลุนคารวะพระชายา" ไอ้บ้าฟางจื้อเหยียน ไปบอกอะไรพ่อแกวะ

"พระชายาคงหิวแล้ว เรารับประทานกันเถอะ" ท่านแม่ทัพเชิญ ผมนั่งลงในตำแหน่งแขก

"ข้ามิใช่พระชายา" ผมบอก

"เมื่อองค์ชายตรัสอย่างนั้น ย่อมเป็นตามนั้น" ท่านแม่ทัพคีบกับข้าวให้ผม ผมคีบกลับไปให้ทั้งคู่แล้วลงมือกินอย่างรวดเร็วเพราะหิวมาก หลังจากฟาดทุกอย่างเรียบผมก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย พอจะรู้สึกตัวว่าสองพ่อลูกจ้องผมแบบไม่วางตา

"พวกท่านมีอะไรอยากถามข้าหรือไม่" ผมถามออกไปตรงๆ หน้าพวกท่านเป็นเครื่องหมายคำถามซะขนาดนี้

"ท่านเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย" ถามแบบนี้ล้มโต๊ะได้ไหมครับ อยากจะเปิดอนาคอนด้าให้ดูจริง

"ข้าเป็นผู้ชาย" ก็ได้แต่คิดครับ มาอาศัยบ้านเขาอยู่นี่

"ไม่ทราบว่าปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว" แม่ทัพฟางถามต่อ

"20ปี" 

"ท่านเกิดวันใดเดือนใดปีใด" ฟางจื้อเหยียนถามบ้าง

" ข้าไม่ทราบ"

"อ้าว" สองพ่อลูกอุทานพร้อมกัน

"ข้าเป็นเด็กถูกทิ้ง ท่านตาเก็บข้ามาเลี้ยง ดังนั้นข้าจึงไม่รู้วันเกิด" ผมรีบบอกเมื่อเห็นท่าทางผิดหวังของสองพ่อลูก

"ท่านตาของท่านเก็บท่านได้จากไหน" ท่านแม่ทัพแทบจะเขย่าตัวผมอยู่แล้ว

"ชายป่าใกล้กับหุบเขามังกรร่อน ข้าโตมาจากที่นั่น" สองพ่อลูกซุบซิบกันใหญ่ผมเลยถือโอกาสกินขนมหมดเลย อ่า...อร่อยจัง

"บนตัวท่านมีปานแดงรูปร่างคล้ายใบไม้อยู่เหนือสะโพกด้านขวาใช่หรือไม่" นี่มันเกมส์ยี่สิบคำถามหรือไงครับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนอะไร ผมตอบก็ได้

"มี ท่านไปถามมาจากพวกสาวใช้ที่อาบน้ำให้ข้าเหรอ" 

"ลูกพ่อ น้องพี่" สองเสียงประสานกันแล้วดึงผมไปกอดไว้แน่น ท่านแม่ทัพน้ำตาไหลพราก ฟางจื้อเหยียนสะอื้นพลางปาดน้ำตา

"ข้าว่าพวกท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่ลูกของท่านหรอก" ผมปฏิเสธ

"ใช่สิ" พ่อลูกคู่นี้นี่ยังไงนะ ชีวิตมันจะน้ำเน่าขนาดนี้เลยหรือไง ตามหามายี่สิบปีไม่เคยเจอ อยู่ๆก็มาเจอง่ายๆแบบนี้ น้ำเน่าสุดๆ แต่แล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าผมอยู่กับท่านตาบนเขานี่หว่า ใครจะไปหาเจอ ขนาดชาวบ้านแถวนั้นยังไม่กล้าขึ้นมาหาของป่าบนภูเขาเลย

"พ่อจะเล่าให้เจ้าฟัง" ท่านแม่ทัพยังคงกอดผมไว้ไม่ปล่อย

"ท่านพ่อขี้โกงปล่อยป่อป้อมาให้ข้ากอดบ้างสิ"

"ข้าชื่อเซี่ยอี้หรง ไม่ใช่ป่อป้อของท่าน" บ้าไปใหญ่แล้ว

"ป่อป้อ เจ้าพูดกับพี่ของเจ้าแบบนี้ได้อย่างไร" ฟางจื้อเหยียนทำเป็นเช็ดน้ำตา ไอ้จิ้งจอก

"เมื่อตอนที่เจ้าเพิ่งเกิดได้สิบห้าวันก็โดนคนลักพาตัวไป เพื่อแลกกับการปล่อยนักโทษคนสำคัญ แต่เมื่อพ่อปล่อยนักโทษ คนที่จับลูกไปมันกลับตระบัดสัตย์ไม่เอาลูกมาคืนพ่อ พ่อก็เลยฆ่ามันทั้งบ้าน แต่ก็ตามหาลูกไม่พบ แม่ของลูกเสียใจจนไม่ยอมพูดจาวันๆเอาแต่นั่งร้องไห้อุ้มตุ๊กตาตัวแทนของลูก" ท่านแม่ทัพเล่าไปน้ำตาไหลไป ไม่ค่อยโหดเลยแฮะ

"ข้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ท่านพูดมาเป็นเรื่องจริง" ผมถาม คือทำใจมาแต่แรกแล้วว่าเป็นเด็กถูกทิ้ง ที่ผ่านมาอยู่กับท่านตาก็มีความสุขดี ผมเลยเฉยๆกับการที่อยู่ๆก็มีครอบครัวโผล่ขึ้นมาเพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไฝ่หา

"เจ้าตามพ่อมาสิ" ท่านแม่ทัพจูงผมไปที่ตึกหลัง มีสาวใช้เฝ้าอยู่ด้านหน้า

"องค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง" ท่านแม่ทัพถามสาวใช้ 

"นั่งกอดตุ๊กตาอยู่ริมหน้าต่างเหมือนเช่นเดิมเจ้าค่ะ" 

ท่านแม่ทัพพยักหน้ารับรู้แล้วจูงผมเข้าห้องมาโดยไม่เคาะ 

"เจ้าดูแม่ของเจ้าสิ แล้วเจ้ายังจะปฏิเสธอยู่อีกไหม ว่าเจ้าไม่ใช่ลูกของข้า"

ผมเดินเข้าไปหาผู้หญิงริมหน้าต่างด้วยความระมัดระวัง พอเห็นหน้าชัดๆเท่านั้นแหละ ผมก็เข้าใจ ผมหน้าเหมือนแม่โดยไม่ต้องพิสูจน์ดีเอ็นเอ ถ้าสมัยนี้จะมีนะ ถึงว่าสิ ตอนฟางจื้อเหยียนเห็นหน้าผมครั้งแรกถึงกับตะลึง

ผมรู้สึกเปียกบนหน้า เอานิ้วแตะดูก็พบว่าน้ำตาผมไหล จิตใต้สำนึกของผมก็ยังต้องการแม่อยู่สินะ

"ท่านแม่" ผมลงไปคุกเข่าจับมือท่านไว้

"ท่านแม่ ข้ากลับมาหาท่านแล้ว ท่านแม่" ผมยกมือของท่านมาจูบ ท่านร่างกายผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่กระดูก ผมไม่รู้ว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาเคี่ยวกรำท่านขนาดไหน แต่จากนี้ต่อไปผมจะไม่ปล่อยมือจากท่าน

"ท่านแม่ ป่อป้อของท่านไง ป่อป้อกลับมาแล้ว ท่านแม่" ผมร้องไห้น้ำตาหยดใส่มือท่านแม่ เหมือนท่านจะรู้สึกตัวขึ้นมา

"ป่อป้อ เจ้ากลับมาแล้วจริงๆเหรอ แม่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม" ท่านแม่จับหน้าผมไว้แน่น ผมกอดเอวท่านไว้

"ข้ากลับมาแล้วท่านแม่" เรากอดกันร้องไห้จนท่านแม่นิ่งไป

"ใครก็ได้ตามหมอเร็ว" ฟางจื้อเหยียนสั่งสาวใช้

"ไม่ต้องหรอก ข้าพอมีวิชาแพทย์อยู่บ้าง ข้าจะรักษาท่านแม่เอง" ผมเห็นสองพ่อลูกซุบซิบกันอีกแล้วครับ แต่ไม่สนใจ มาตรวจอาการท่านแม่ดีกว่า ผลคือท่านได้รับความกระทบกระเทือนใจมานานจนชีพจรสับสน แค่ใช้เข็มกรุยจุดชีพจรและให้ดื่มยาบำรุงอย่างต่อเนื่องท่านก็จะหายดี

ว่าแต่เข็มผมล่ะ หน้าผมคงออกอาการมากไปจนท่านพ่อถาม

"องค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง" โอ้ว เรามีแม่เป็นถึงองค์หญิงเลย

"ท่านแม่ชีพจรสับสน ถ้าใช้การฝังเข็มกรุยจุดคู่กับการรับประทานยาบำรุงก็จะหายดีครับ" ผมตอบ

"แล้วทำไมลูกถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ" ท่านพ่อถามด้วยความไม่เข้าใจ

"เข็มของข้า อยู่ในห่อผ้าที่ข้าทิ้งไว้ที่วังของซ่านหยวนครับ" ผมทำหน้าจะร้องไห้

"ไม่เป็นไร พี่จะไปเอามาให้เจ้าเอง" ไอ้จิ้งจอกพริ้วกายออกไปด้วยความรวดเร็ว ระหว่างรอผมสั่งให้สาวใช้ไปเจียดยาแล้วมาต้มให้ท่านแม่ ผมว่างอยู่เลยไปเคี่ยวยาด้วยตัวเองที่ห้องด้านหลัง เพราะที่ผ่านมาท่านแม่ป่วยมาตลอด ท่านพ่อเลยทำห้องยาไว้ด้านหลัง สะดวกดี

ยังไม่ทันที่ผมจะต้มยาเสร็จ ไอ้จิ้งจอกก็กลับมา ดูสะบักสะบอมพอสมควร

"ได้ของมาหรือไม่" ผมสะอึกเข้าไปถาม

"เพื่อท่านแม่และน้องรักของข้า ย่อมได้อยู่แล้ว" จื้อเหยียนชูห่อผ้าให้ดู ผมรับมาแล้วเริ่มปักเข็มให้ท่านแม่ด้วยความระมัดระวัง

"ท่านพ่อท่านใช้พลังภายในกรุยจุดให้ท่านแม่ได้หรือไม่" ผมถาม

"พี่ทำเอง" จื้อเหยียนอาสา ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างนอก จากนั้นก็เป็นเสียงคนต่อสู้กัน

"พ่อจะออกไปดูเอง เจ้าสองคนอยู่กับแม่ที่นี่เถอะ" ท่านพ่อยังไม่ทันเดินออกไป ก็มีคนผลักประตูพรวดเข้ามาเสียก่อน

"จื้อเหยียน เจ้าเอาชายาข้าไปไว้ไหน

 

 

ความคิดเห็น