facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 45.3k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

บทที่ 4 

 

             สายตาจ้องมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ เหล่าบรรดาช่างแต่งหน้าคอยสาละวนกับหน้าผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นานนับหลายชั่วโมง ภายในบ้านหลังโตวันนี้ถูกเนรมิตให้เป็นดั่งสวรรค์ไม่ว่าจะเป็นผ้าสีขาวที่ถูกจัดโดยออแกไนซ์ชื่อดัง ดอกไม้ พุ่มไม้ ถูกตัดแต่งด้วยสีขาวโพลนให้เปรียบเสมือนดั่งความรักอันแสนบริสุทธิ์เพื่อให้งานวันนี้ออกมาดูดีแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างมันดูเป็นไปตามแผนที่วางไว้แต่มีเพียงหนึ่งสิ่งที่มันไม่เป็นไปตามที่ทุกคนคาดหวัง  

 

นั่นคือผม… 

 

             ผมที่ไม่ได้รู้สึกยินดีกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง…แม้แต่เสี้ยวเดียวก็ไม่รู้สึก ผมหลุบสายตามองไปยังลิปสติกที่กำลังถูกผสมเข้าด้วยกันหลากหลายเฉดสี พู่กันหัวเล็กเริ่มแตะลงบนริมฝีปากล่างก่อนจะไล่แต้มไปทั่วพื้นบริเวณด้วยฝีมือของช่างแต่งหน้าสาวประเภทสอง เมื่อการละเลงไล่สีลิปสติกเสร็จสิ้นลงตัวผมก็ยิ่งถูกเอ่ยชมจากบรรดาช่างแต่งหน้ากันยกใหญ่ 

 

             “โอ๊ย! เลิศมากค่ะลูก! ปากสีนี้คือปังไม่ไหวแล้วนะคะน้องคับฟ้า!” 

 

             “ก็พูดเกินจริงไปหน่อยนะครับพี่ระดา” 

 

             “พี่พูดจริง ๆ ค่ะคุณน้อง! ถามนางแนนซี่ดูได้ถ้าไม่เชื่อพี่” 

 

             “จริงค่ะ แต่งขนาดนี้มงลงแล้วนะคะ! คุณน้องรู้ไหมตั้งแต่พี่เกิดมาจนแต่งหน้าให้คนนับร้อยเพิ่งจะเคยเจอผู้ชายหน้าสวยอย่างคุณน้องครั้งแรกเลยนะคะ ต๊าชไม่ไหววว!” 

 

             พี่ระดาและพี่แนนซี่รุ่นพี่คนสนิทที่วันนี้ทำหน้าที่ดูแลเสื้อผ้าหน้าผมให้โดยเฉพาะ เหตุผลที่ผมเลือกสองคนนี้มาก็งานที่จัดขึ้นเป็นงานหมั้นกันภายในครอบครัวไม่มีบุคคลภายนอกรับรู้ถึงเรื่องราวน่ายินดีในวันนี้หรือเรียกง่าย ๆ ว่าหมั้นแบบไม่ออกสื่อ ดังนั้นวันนี้จึงมีแต่คนที่สนิทเท่านั้นที่มาร่วมงานได้ 

 

             “ก๊อก ๆ ค่ะทุกคน เจ้าบ่าวคนนี้เสร็จหรือยังเอ่ย เจ้าบ่าวอีกคนลงไปรออยู่ข้างล่างแล้วน๊า” 

 

             หมวยน้องสาวสุดแสบของผมเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับชุดเดรสสีครีมอ่อนขาสั้นที่วันนี้ดูโตเป็นสาวมากกว่าทุกวัน ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มสีสันด้วยเครื่องสำอางราคาแพงยิ่งเพิ่มความสดใสให้กับน้องสาวผมเข้าไปใหญ่ หมวยเดินเข้ามาหาผมที่นั่งแน่นิ่งอยู่บริเวณหน้ากระจกแล้วมองอย่างตกตะลึงจนตัวผมเริ่มรู้สึกประหม่า  

 

             “ฮะ เฮียคับฟ้าของหมวยเหรอเนี่ย! หล่อมาก เฮียหล่อมาก!” 

 

             เสียงตะโกนกรี๊ดลั่นจากประตูหน้าห้องวิ่งเข้ามาสวมกอดผมจากทางด้านเต็มแรง ผมจากสีหน้าไม่มีชีวิตชีวาเริ่มแปรเปลี่ยนมาสดใสขึ้นเมื่อได้รับพลังจากอ้อมกอดของน้องสาว หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจว่ายัยหมวยจะตื่นเต้นดีใจร้องกรี๊ดซะจนผมนึกว่าได้เจอศิลปินเกาหลีก็ไม่ปาน 

 

             “วันนี้เฮียของหมวดดูดีสุด ๆ ไปเลย!” 

 

             สีหน้าดีอกดีใจของหมวยปรากฏขึ้นโดยที่ทุกคนยืนมองดูด้วยรอยยิ้มให้กับคำชมของสาวน้อยที่เป็นดั่งดวงใจของผมรองจากอากง อาม่า และป๊ากับม๊า  

 

             “แล้วพวกพี่วันนี้ไม่หล่อหรือไงหมวย” 

 

             ไอ้หงส์ที่ยืนอยู่มุมห้องกับไอ้เนมเอ่ยแซวน้องสาวผมด้วยสีหน้าแววตาพร้อมแกล้งเต็มที่ หมวยหันไปหาพวกมันแล้วยิ้มให้ไปหนึ่งทีตามสไตล์สาวเฟรนลี่สุดแสบ 

 

             “พี่หงส์ พี่เนมแล้วก็พี่ฟอง วันนี้ทุกคนหล่อมากแต่น้อยกว่าเฮียของหมวยอยู่ดีค่ะ” 

 

             เริ่มต้นมาทำเอาพวกมันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพราะในที่สุดหมวยก็เอ่ยปากชมพวกมันได้เสียทีหลังจากที่ยื่นเก๊กหล่อมานมนาน แต่รอยยิ้มเหล่านั้นกลับเลือนหายไปในชั่วพริบตาเมื่อประโยคพ่วงท้ายของยัยหมวยเอ่ยขึ้น จากนั้นสาวน้อยสุดแสบจึงหันมากอดผมโชว์ให้ทุกคนเห็นว่าผมนั้นหล่อที่สุดในสายตาของเจ้าตัว ท่าทางที่แสดงออกต่อผมมันช่างทะเล้นเสียจนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบหัวกลม ๆ ของเด็กสาวด้านหลัง เด็กอะไรช่างพูดช่างจาแถมยังชมพี่ชายไม่หยุดพักหายใจหายคอ 

 

             “พูดแบบนี้มาให้ตีเลยยัยเด็กแสบ! พวกพี่จะหล่อน้อยกว่าเฮียเราได้ยังไง! มานี่เลย!” 

 

             ไอ้เนมตัวเปิดคนแรกที่พุ่งเข้าใส่หมวยจากมุมห้องสี่เหลี่ยมกว้าง จากนั้นพวกมันที่เหลือก็วิ่งไล่ตามมาติดๆ หมวยที่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าก็รีบมาหลบอยู่ด้านหน้าผมด้วยเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดอย่างสนุกสนาน บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะจนพาลทำให้อารมณ์ผมที่หม่นหมองในใจตั้งแต่เช้าเริ่มดีขึ้น  

 

             สายตาผมจับจ้องไปยังภาพเหตุการณ์ตรงหน้าและระบายยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อแก๊งเพื่อนสนิทกับน้องสาวสุดที่รักกำลังวิ่งไล่จับกันอย่างมีความสุข แต่ภาพตรงหน้าก็พาลทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากผมไม่มีหมวยที่คอยเป็นยาเติมพลังให้ตัวผมนั้นจะเป็นอย่างไร  

 

             ตั้งแต่หมวยยังเด็ก ๆ น้องสาวผมคนนี้ไม่ได้ติดแค่ผมแต่ยังติดพวกไอ้หงส์ ไอ้เนมและไอ้ฟองครบแก๊งเลยก็ว่าได้ เวลาเหล่าพ้องเพื่อนมาบ้านพวกมันมักจะเข้ามาหาหมวยก่อนทุกครั้งและนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมหมวยกับเพื่อนผมถึงสนิทกันมากราวกับเป็นพี่น้องที่คลานออกจากท้องแม่เดียวกัน 

 

             เสียงวิ่งไล่จับระหว่างชายสามหญิงหนึ่งดังระงมไปทั่วห้อง สายตาผมจ้องมองเหตุการณ์ผ่านกระจกบานใหญ่ไปพร้อม ๆ กับใบหน้าตัวเองที่กำลังถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางราคาแพง เสียงเฮฮาอย่างสนุกสนานยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งเสียงประตูห้องถูกเปิดออก แขกที่มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นเพราะสาวสวยที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องคือม๊าผมเอง 

 

             “วิ่งเล่นอะไรเอะอะเสียงดังกันยัยหมวย ม๊าให้ขึ้นมาตามเฮียเรานะไม่ใช่ให้มาวิ่งเล่นไล่จับกับพวกพี่เขาแบบนี้” 

 

             “โธ่ม๊า! หมวยแค่เล่นนิดเดียวเอง” 

 

             น้ำเสียงนุ่มนวลของม๊าเอ่ยขึ้นพร้อมกับช้อนสายตามองยัยหมวยอย่างดุ ๆ จนคนที่ถูกต่อว่าเดินคอตกมายืนข้างผมแทน เมื่อช่างแต่งหน้าเก็บรายละเอียดเสร็จสายตาผมจึงตวัดมองผู้เป็นแม่ผ่านบานกระจก วันนี้ม๊าผมสวมใส่ชุดเดรสสีครีมอ่อนที่เป็นธีมสีของงานและดูท่าว่าม๊าผมจะสวยมากกว่าทุกวันเสียด้วยซ้ำไป  

 

             ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของม๊าฉายแววแห่งความสุขและตื่นเต้นส่งมาให้ลูกชายคนโตอย่างผม ก่อนจะก้มลงมาสวมกอดด้วยวงแขนเล็กที่คอยเฝ้าทะนุถนอมผมตั้งแต่เด็กจนโต อ้อมกอดแสนอบอุ่นของผู้เป็นแม่มันช่างช่วยให้จิตใจลูกชายคนนี้ที่กำลังกระสับกระส่ายทุเลาลงไปมาก หากทว่าวงแขนนี้ก็สามารถทำให้ผมรู้สึกเศร้าหมองได้ในขณะเดียวกันเพราะความอบอุ่นใจที่ได้รับมันกำลังตอกย้ำให้ผมเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่หลีกหนีไม่ได้ว่าวันนี้ผมจะถูกตีตราจอง 

  

           ในฐานะซ้อใหญ่แห่งตระกูลศิริเจริญสกุล… 

 

             “ได้เวลาแล้วนะลูก เราต้องลงไปกันแล้ว” 

 

             ประโยคของม๊าช่างเป็นประโยคที่เหมือนเอาหนามนับพันมาทิ่มแทงลงบนตัวผม ถ้าให้เลือกระหว่างกระโดดลงหน้าผากับเดินลงไปข้างล่างผมจะตอบโดยไม่ต้องคิดว่าจะไปทางไหน ให้ผมตายเสียจะดีกว่าไปหมั้นกับผู้ชายสันดานแย่อย่างขุนศึก ไม่ต้องมีสรรพนามเรียกพี่เพราะคนพรรค์นั้นเรียกเหี้ยยังสงสารเหี้ยเลย 

 

             “ยิ้มหน่อยสิลูก วันนี้งานมงคลของลูกเลยนะคับฟ้า” 

 

             อุ้งมือนุ่มของม๊าเดินเข้ามาประคองใบหน้าผมไว้ สายตาสั่นไหวคู่นี้อบอวลไปด้วยความตื้นตันใจที่เห็นผมในชุดเตรียมเข้าพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการ ผมระบายรอยยิ้มบาง ๆ ส่งให้และลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แขนขวาตัวเองยกขึ้นเพื่อให้ม๊าสอดมือมาคล้องได้สะดวก  

 

             ฝ่ามือเล็กของม๊าเอื้อมมาลูบแก้มผมอย่างเบามือก่อนที่เราทั้งคู่จะย่างเท้าเดินพ้นขอบประตูออกไปยังด้านนอก เมื่อผมเดินออกจากห้องก็ถึงกับตกตะลึงกับภาพที่เห็นเพราะตอนนี้บ้านทั้งหลังถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวโพลนทุกจุด คนรับใช้ไม่ต่ำกว่าสิบคนยืนต้อนรับผมตั้งแต่หน้าห้องตลอดจนสุดราวบันได สองเท้าผมค่อย ๆ เดินลงไปทีละขั้นโดยรักษาการก้าวเท้าเพื่อประคองตัวม๊าให้เดินอย่างระมัดระวัง แต่ความรู้สึกตกตะลึงยังไม่หายไปจากใจเพราะในหัวคอยแต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าแค่งานหมั้นไม่กี่ชั่วโมงทำไมทุกคนถึงต้องจัดพิธีใหญ่โตขนาดนี้  

 

             ตระกูลศิริเจริญสกุลช่างจัดงานได้สมฐานะเสียจริง…  

 

             “ยิ้มเข้าไว้เฮีย เดี๋ยวรูปออกมาไม่สวยนะ” 

 

             หมวยที่เดินอยู่ด้านหลังเอ่ยกระซิบบอกในระหว่างที่ผมกำลังก้าวลงตามขั้นบันได เมื่อผมพาม๊าเดินลงมาจนสุดทางตากล้องสามคนพากันเดินปรี่เข้ามาจัดมุมถ่ายภาพตามการเคลื่อนไหวของพวกเราทุกคน ตลอดระยะเวลาในการเดินไปยังส่วนของห้องรับแขกเสียงกดชัตเตอร์ของกล้องตัวใหญ่ยิงรัวมาไม่มีหยุด ถึงภายนอกผมจะยิ้มแย้มแค่ไหนแต่ภายในใจกลับอยากจะตะโกนให้ดังสุดเสียงว่าผมไม่อยากหมั้น 

  

           ไม่อยากหมั้นเลยสักนิด... 

 

             โซฟาสีขาวตัวยาวมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทุกคนต่างเคารพนับถือนั่นนั่งยิ้มต้อนรับว่าที่หลานสะใภ้อย่างผมด้วยแววตาสุดแสนจะความเอ็นดูและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ส่วนว่าที่สามีของผมวันนี้มาในชุดสูทสีครีมอ่อนตัดกับเสื้อเชิ้ตสีขาวเนกไทสีดำยิ่งเพิ่มความดูดีกว่าทุกครั้งที่เห็น เสื้อผ้าบนเรือนร่างของร่างสูงมันไม่แตกต่างไปจากผมเลยสักนิดเพราะชุดของพวกเราถูกออกแบบมาให้เป็นชุดคู่…สีของชุดดูเรียบร้อยสะอาดตาแต่ใครหนอใครจะรับรู้ว่าสีมันช่างแตกต่างกับนิสัยของผู้ชายตรงหน้าผมเป็นที่สุด 

 

             “จะได้เวลาแล้ว พร้อมกันหรือยัง” 

 

             ผมหย่อนตัวลงแล้วคลานไปนั่งบนพื้นโดยมีขุนศึกนั่งรอผมอยู่ก่อนหน้า สายตาคมกริบคอยมองผมไม่ห่างราวกับดีใจที่จะมีพันธะความสัมพันธ์เชิงสามีภรรยากับผม ขันหมากพิธีหมั้นแบบจีนของทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าล้วนแต่เป็นสีแดงเต็มไปหมด เมื่อผมเคลื่อนย้ายตัวเองมานั่งข้างร่างสูงและผมก็ทำทีเป็นเบนสายตามองผู้ใหญ่แทนการจ้องตากับว่าที่สามีในอนาคต  

 

             “เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยนะคะ” 

 

             พิธีกรสาวอย่างอี๊ผมกล่าวเปิดพิธีด้วยการให้ผมกับคนข้างกายคลานเข่าเข้าไปไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่ง ในงานวันนี้ทางครอบครัวของเราทั้งสองฝ่ายเชิญแขกเฉพาะญาติคนสนิทประมาณยี่สิบคน จากที่ผมบอกไปว่างานนี้เป็นพิธีที่จัดขึ้นเฉพาะคนในครอบครัวแต่ก็อย่างว่าครับครอบครัวคนจีนถึงจะบอกว่าจัดแบบไม่ใหญ่โตแต่จำนวนของญาติที่มาใช่ว่าจะน้อยเสียที่ไหน  

 

             “ต่อไปจะเป็นพิธียกน้ำชานะคะ” 

 

             อี๊ผมบอกกล่าวถึงลำดับขั้นตอนต่อไป เมื่อพิธีกรเอื้อนเอ่ยจบหมวยกับน้องสาวว่าที่สามีของผมก็คลานมาอยู่ด้านหลัง หยกยื่นถาดน้ำชามาให้โดยมีขุนศึกทำหน้าที่เป็นคนรับไว้ด้วยตัวเอง เมื่อถาดน้ำชาถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่กับขุนศึกผมจึงทำหน้าที่เอื้อมมือไปถือไว้ด้วยเช่นเดียวกัน สายตาของเราจ้องมองกันอย่างห้ามไม่ได้และแน่นอนว่ารอยยิ้มสุดแสนจะเสแสร้งก็ถูกฉายแววขึ้น 

 

             “ให้ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวยกน้ำชาให้ผู้หลักผู้ใหญ่จนครบคนเลยนะคะ” 

 

              เราสองคนทำตามคำบอกกล่าวของพิธีกรในงานด้วยการช่วยกันยกและประคองถาดน้ำชาให้แก่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ เริ่มจากอากงอาม่า ป๊าและม๊าฝั่งของขุนศึกจากนั้นจึงตามด้วยฝั่งครอบครัวของผม ตลอดระยะเวลาที่ยกน้ำชาสีหน้าแววตาของทุกคนช่างมีความสุขเสียเหลือเกินรวมไปถึงเราสองคนที่กำลังเล่นละครตบตาด้วยการฝืนยิ้มทำสีหน้าให้ดูมีความสุขเท่าที่จะทำได้ 

 

             รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจอมปลอม… 

  

           ความสัมพันธ์แบบจอมปลอม… 

 

             ละครฉากใหญ่แห่งปีได้เริ่มขึ้นเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกำลังถูกยัดเยียดใส่เข้ามาให้เราทั้งคู่ รอยยิ้มที่ปั้นแต่งบนใบหน้าของผมมันก็แค่หน้ากากที่ใส่เข้าหาคนข้างกายเพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจก็เท่านั้น 

 

             “ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการสวมแหวนให้กันแล้วนะคะ” 

 

             ตัวผมหันออกไปทางด้านประตูทางเข้าบ้านที่มีบรรดาญาติมาร่วมยินดีกับพิธีหมั้นของผม ชายร่างสูงที่นั่งข้างกายเอื้อมมือไปคว้ากล่องแหวนประจำตระกูลที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นแหวนที่ประเมินราคาไม่ได้ด้วยเงินเพราะมันเป็นแหวนเพชรโบราณนานนับหลายปี  

 

             “เราขอให้ฝั่งเจ้าบ่าวสวมแหวนให้กับเจ้าสาวด้วยค่ะ” 

 

             สิ้นสุดคำพูดของอี๊ฝ่ามือใหญ่ของชายที่กำลังจะเป็นสามีเอื้อมมาคว้ามือผมไปจับไว้แล้วค่อย ๆ สวมแหวนสอดเข้ามาที่นิ้วนางด้านซ้าย ในจังหวะเดียวกันแสงไฟจากกล้องสี่ห้าตัวก็ต่างพากันจับภาพวินาทีที่แหวนถูกสวมใส่เข้ามาที่นิ้วผม จากนั้นผมก็เอื้อมไปคว้าแหวนอีกวงแล้วจับมือของผู้ชายตรงหน้าขึ้นมาสวมใส่ให้เช่นเดียวกัน  

 

             สายตาเราทั้งสองจ้องมองกันด้วยรอยยิ้มที่ปั้นแต่งเพื่อให้ทุกคนเชื่อสนิทใจว่าการหมั้นครั้งนี้ช่างมีความสุขเหลือล้นและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักที่บริสุทธิ์เหมือนกับดอกไม้สีขาวภายในบ้าน เสียงปรบมือดังระงมกลางห้องโถง ญาติมิตรทั้งฝั่งผมและฝั่งขุนศึกพากันเฮลั่นด้วยความยินดีให้เราทั้งสอง  

 

             เมื่อสวมแหวนให้กันและกันเสร็จอี๊ก็ทำหน้าที่พิธีกรจนมาถึงขั้นตอนการบอกลาและรับพรจากผู้หลักผู้ใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะออกเรือนอย่างเต็มตัว ขุนศึกคลานเข่าเข้าไปก้มกราบฝั่งครอบครัวตัวเองส่วนผมก็คลานเข่ามาหาอากงกับอาม่าเป็นบุคคลแรก 

 

             “หลานอั๊วโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วเหรอ ไวจริงๆ” 

 

             “อั๊วเห็นลื้อมีคนดูแลก็ตายตาหลับแล้วล่ะอาคับฟ้าเอ๊ย” 

 

             ผมยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อคำพูดของอากงกับอาม่ามันทำให้รู้สึกว่าผมกำลังจะไม่ใช่หลานของท่านทั้งสองเหมือนเคย ผมโผล่เข้ากอดคนที่ผมรักสุดหัวใจพร้อมกับเสียงสะอื้นร่ำไห้ที่ไม่สามารถกลั้นไว้ได้ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปครู่หนึ่งใบหน้าผมก็ถูกประคองขึ้นด้วยฝ่ามืออันเหี่ยวย่นของอาม่า นิ้วเล็ก ๆ นั้นคอยเช็ดน้ำตาออกให้ผมอย่างเบามือ  

 

             “ไม่ร้องสิหลานม่า งานมงคลชีวิตคู่แบบนี้ต้องยิ้มถึงจะถูก ถ้าคิดถึงก็มาหาอั๊วได้ตลอด อาม่ายินดีต้องรับเสมอ ขอให้หลานรักคนนี้ของม่ามีแต่ความสุข…สุขทั้งกายสุขทั้งใจนะลูกนะ” 

 

             “ถ้าคิดถึงก็กลับมาหากงได้อย่าร้องไห้ไปเลย วันนี้วันดีเหมือนที่อาม่าบอกลื้อนั่นแหละ” 

 

             ผมยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อนั่งรับพรจากอากงกับอาม่าจนเสร็จสิ้น จากนั้นผมจึงคลานเข่าก้มลงกราบเท้าป๊ากับม๊าที่นั่งถัดออกไปไม่ห่าง สองมือของป๊ากับม๊าลูบหัวผมด้วยความเอ็นดูและโน้มตัวมาสวมกอดผมเต็มรัก หากทว่าการกระทำของป๊ากับม๊าทำเอาน้ำตาผมไหลราวกับเขื่อนแตกและคราวนี้เสียงสะอื้นร่ำไห้ก็ดังกว่าเดิมหลายเท่า 

 

             “ฮึก!...ป๊า…อึ่ก…ม๊า…ผมอยู่บ้านเราเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ” 

 

             ผมพูดออกมาทั้งน้ำตาอย่างที่ใจคิดและผมก็ไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำว่าทำไมการหมั้นครั้งนี้ถึงต้องย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน…ผมกับผู้ชายคนนี้ไม่ได้แต่งงานไม่ใช่หรือแล้วทำไมทุกคนถึงผลักไสไล่ส่งให้ผมไปอยู่ที่อื่นนัก…ผมยอมรับสภาพตัวเองไม่ได้ตามที่ปากพูดสักนิด ม่านตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำใส ๆ จนมันเริ่มพร่ามัว เมื่อม๊าเห็นผมร้องไห้หนักก็รีบโผล่เข้าสวมกอดผมแน่นแล้วร้องไห้ตาม ส่วนป๊าก็คอยซับน้ำตาที่ไหลลงให้ผมเงียบ ๆ  

 

             “ไม่เอาไม่ร้องแล้วนะลูก” 

 

             “ขี้แยอายพี่เขาบ้างลูกคนนี้” 

 

             ป๊าก้มลงมองผมแล้วหันไปยิ้มให้กับคนที่คลานเข่าเข้ามานั่งซ้อนหลัง ร่างสูงด้านหลังเอื้อมมือมาโอบไหล่แล้วขยับตัวมานั่งเสมอหัวเข่าผม หากอยู่กันแค่สองคนมีหรือที่ผมจะให้คนพรรค์นี้แตะเนื้อต้องตัวได้แต่เพราะชั่วโมงนี้เราสองคนกำลังเล่นละครผมจึงจำใจต้องตามน้ำไปก็เท่านั้น 

 

             “ผมจะดูแลน้องให้เป็นอย่างดีครับป๊า ผมจะไม่ทำให้น้องเสียใจเลยครับม๊า” 

 

             จากประโยคของว่าที่สามีผมเอื้อนเอ่ยออกมาก็พาลทำให้อยากจะหัวเราะดังสุดเสียง ผมปาดน้ำตาออกลวก ๆ และหันหน้าไปมองขุนศึกที่เมื่อครู่เรียกผมว่าน้องแล้วยิ้มกลับไปให้อย่างจริงใจ…แบบปลอม ๆ 

 

             ดูแลดีอย่างนั้นหรือ… 

  

           เมื่อครั้งนั้นยังไล่ผมให้ลงจากรถอยู่เลย… 

  

             ตอแหลที่สุด.. 

 

             “จ๊ะ ม๊าฝากดูแลเด็กแสบคนนี้ด้วยนะขุนศึก” 

 

             “ไม่ต้องเป็นห่วงครับม๊า ผมจะดูแลน้องให้ดีที่สุดครับ” 

 

             ริมฝีปากหนาเอ่ยตอบกลับม๊าด้วยรอยยิ้มพร้อมกับท่าทางที่นอบน้อมเสียจนผมอดชื่นชมไม่ได้ว่าการเล่นละครของขุนศึกเล่นได้แนบเนียนเสียเหลือเกิน เนียนเสียจนผมเผลอคิดไปว่าเจ้าตัวกำลังพูดเรื่องจริงออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ 

 

             “ทั้งคู่ฟังม๊าให้ดี ถ้ามีอุปสรรคในอนาคตเป็นบททดสอบ…” 

  

             ในระหว่างที่นั่งน้ำตาไหลอาบแก้มผ้าเช็ดหน้าสีแดงจู่ ๆ ก็ถูกยื่นมาให้ ผมเอื้อมไปรับไว้อย่างรู้งานกับฉากแสดงละครที่เอาอกเอาใจซึ่งกันและกันให้ทุกคนเห็น เท่านั้นยังไม่เพียงพอกับลูกชายคนโตของศิริเจริญสกุลเพราะขุนศึกเอื้อมแขนเข้าโอบและรั้งตัวผมให้แนบชิดอิงกายคล้ายกับรักผมนักรักผมหนา… 

  

           เหลือเชื่อจริง ๆ… 

  

             “ขอให้ลูกทั้งสองจับมือฝ่าฟันทุกปัญหาและอุปสรรคไปให้ได้… เข้าใจไหมลูก 

  

             “ครับม๊า/ครับม๊า” 

  

             ในจังหวะตอบรับคำของม๊าเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมหันไปมองหน้าชายร่างสูงผู้เป็นสามีที่เป็นชายต้องตาต้องใจของสาวหลาย ๆ คน แต่วันนี้คนตรงหน้ากลับกลายมาเป็นสามีของผมอย่างเป็นทางการ สร้อยจี้รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ผมคล้องไว้ตั้งแต่เกิดเพื่อรออีกเสี้ยวมาเติมเต็มให้ครบดวง พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวชิ้นนั้นก็ได้มาอยู่ตรงหน้าผมแล้วอีกเสี้ยวหนึ่งที่อากงกับอาม่าหวังว่าจะให้มาบรรจบพบเจอกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง  

  

             และในที่สุดวันนี้ก็มาถึง… 

  

             “สุดท้ายท้ายสุดแล้วค่ะ เราของให้ทั้งคู่จูบกันเพื่อเป็นสักขีพยานแก่ความรักในครั้งนี้ด้วยค่ะ!” 

  

             น้ำเสียงพิธีกรดูจะพึงพอใจและร่วมยินดีกับผมเสียเหลือเกิน สายตาเกินสิบคู่จับจ้องมายังผมกับร่างสูงข้างกาย ก่อนจะมีเสียงเชียร์ของเหล่าบรรดาญาติพี่น้องให้พวกผมจูบกันตามคำร้องขอของอี๊ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของขุนศึกอย่างพอใจ เมื่อเสียงจากทุกคนเริ่มยุยงปลุกปั่นให้ทำอย่างที่อี๊พูดคนข้างกายไม่ปล่อยให้รอคอยนาน สองฝ่ามือใหญ่เอื้อมมารั้งท้ายทอยผมขึ้นไปรับจูบ ชายผู้เป็นสามีป้ายแดงก็เริ่มบังคับให้ผมเอียงองศาตามแรงรั้งของมืออย่างที่เจ้าตัวต้องการเพราะขุนศึกตั้งใจจะให้ตากล้องกดชัตเตอร์มุมนี้…มุมที่เราทั้งคู่จูบกันด้วยความรัก  

  

           ความรักอันจอมปลอม… 

  

  

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว