facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 50.5k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

บทที่ 3 

 

             ความเงียบภายในรถยังไม่มีทีท่าว่าจะลดละ ผมนั่งนิ่งรออาการความเจ็บปวดของเจ้าของรถให้มันทุเลาลง สองฝ่ามือใหญ่ยังคงกุมเป้าตัวเองมาได้นานนับหลายนาทีและใบหน้าแดงก่ำยังไม่เลือนหายออกจากเบ้าหน้าของสารถีข้างกาย เมื่อไร้ซึ่งบทสนทนาผมจึงยกนาฬิกาเรือนหรูราคาแพงขึ้นดูและตอนนี้ก็ปาเข้าไปสามทุ่มเข้าให้แต่ตัวผมยังอยู่ในปั๊มแถวบ้าน มันจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าร่างสูงพาผมมาที่นี่เพื่อรอเวลาขับกลับไปส่งบ้านหรืออย่างไรกัน 

 

             “จะนั่งกุมเป้าอีกนานไหม ถ้าไม่ไปจะได้เรียกแกร็บกลับ” 

 

             ผมถามโดยที่ไม่ได้หันไปสบตากับคนข้างกาย ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันยังไม่ทันครบชั่วโมงผมก็รู้สึกพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก มันช่างเป็นการเจอกันครั้งแรกที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย  

 

             “เอาเรื่องดีนี่ แสบใช่ย่อยเหมือนกันนะเรา” 

 

             สายตาเอาเรื่องของคนข้างกายตวัดขึ้นมองผม แต่ทว่ามันไม่ได้ทำให้รู้สึกกลัวสักนิดแถมตัวผมยังเลือกที่จะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าจอเล่นฆ่าเวลารอกลับบ้านอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อผมพอจะเดาทางออกว่าเจ้าของรถคงไม่ได้ตั้งใจพาไปกินข้าวอย่างที่ตีหน้าซื่อบอกกับครอบครัว มันยิ่งทำให้เห็นว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนประเภทไหนสันดานแย่ไม่พอยังชอบเอาหน้ากับผู้ใหญ่อีกต่างหาก 

 

             นี่หรือคือคนที่ผมจะหมั้นหมายด้วย… 

 

             “มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมา ไม่อยากนั่งบนรถนาน” 

 

สายตาดุดันจ้องมองผมนิ่งอยู่ครู่ใหญ่จนผมต้องเอี้ยวหน้าไปเอ่ยถามอย่างรำคาญใจแล้วหันกลับมานั่งกอดอกมองตรงไปข้างหน้าต่อ ผมพยายามทำให้สายตาไปโฟกัสมุมใดมุมหนึ่งเพราะไม่อยากให้ตัวเองมองสิ่งที่ไม่เจริญหูเจริญตาภายในรถอย่างเช่นผู้ชายที่ชื่อขุนศึก 

 

เสียงสบถในลำคอของเจ้าตัวเล็ดลอดออกมาเมื่อเห็นท่าทีที่เย่อหยิ่งของผมเริ่มทวีคูณขึ้น ผมเป็นคนไม่นิยมคบค้าสมาคมกับคนปากเสียแบบนี้เป็นทุนเดิม เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังพอตอนอยู่หน้ากล้องทุกอย่างเป็นดั่งเทพบุตรแต่ใครเล่าจะมารับรู้เหมือนผมว่าหลังกล้องผู้ชายคนนี้เป็นคนอย่างไร 

 

ซาตานในคราบเทพบุตรดี ๆ นี่เอง… 

 

             “ดี งั้นกูไม่อ้อมค้อมก็แล้วกัน” 

 

             “แล้วใครให้มึงอ้อมไม่ทราบ มีแต่มึงที่นั่งอมน้ำลายอยู่คนเดียว” 

 

             ความปากไวยังเหมือนเดิมไม่มีตกและผมก็รับรู้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรส่งมาให้ คนข้างกายนิ่งไปครู่ใหญ่เพื่อควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา ส่วนผมก็ก้มมองนาฬิกาบนข้อมือเพราะอยากจะให้เวลาหมุนไปเร็ว ๆ ไม่อยากทนนั่งแย่งอากาศหายใจร่วมกับผู้ชายคนนี้นาน 

 

             “เรื่องหมั้น กูบอกไว้ตรงนี้เลยว่ากูไม่เต็มใจและไม่อยากหมั้นกับมึง” 

 

             “แล้วมึงคิดว่ากูอยากหมั้นมากงั้นสิ ไม่เลย กูก็ไม่อยากหมั้นกับมึงเหมือนกัน” 

 

             เสียงแข็งและเย็นชาพูดออกมาด้วยท่าทีที่สงบลงกว่าเดิม ส่วนผมก็สวนตอบกลับในทันควันก่อนจะดึงอารมณ์ให้กลับมานั่งนิ่งหันหน้าออกไปนอนรถเพื่อรอฟังคำพูดของคนข้างกายให้จบ เสียงหายใจฟึดฟัดเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มพูดต่อ 

 

             “หลังจากงานหมั้นกูกับมึงต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน” 

 

             “…” 

 

             “แต่กูมีกฎให้มึงก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่” 

 

             ผมเอี้ยวหน้าจ้องมองเจ้าของคำพูดและสนใจคำว่ากฎขึ้นมาค่อนข้างมาก กฎระหว่างความสัมพันธ์ที่สุดแสนจะจอมปลอมของเราสองคนงั้นหรือ… ผมชายตามองราวกับสนใจในประเด็นที่ชายหนุ่มสารถีกำลังพูดอยู่ไม่น้อย หากกฎมันสามารถช่วยให้ผมอยู่ห่างจากผู้ชายคนนี้ได้ผมก็พร้อมยินดีทำตามโดยไม่มีข้อกังขา 

 

             “กฎอะไร” 

 

             ผมเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้…สายตาผมก็คอยมองกลุ่มหมอกควันที่ถูกพ่นมาจากริมฝีปากหนา บุหรี่ไฟฟ้าถูกยกขึ้นสูบอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักให้ว่างเว้น สายตาคมตวัดขึ้นมองเมื่อได้ยินน้ำเสียงของผมที่ดูจะสนใจในสิ่งที่เจ้าตัวกำลังเสนอ 

 

             “ข้อแรก มึงกับกูจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของกันและกัน 

 

             ความพอใจฉายแววออกมาภายใต้ใบหน้าที่แน่นิ่งของผม กฎข้อที่หนึ่งผมยอมรับและเห็นด้วยกับร่างสูงที่เอาแต่สนใจกับอุปกรณ์ที่ถืออยู่ในมือโดยไม่หันมามองผมสักนิดทำราวกับว่าผมเป็นเพียงอากาศธาตุ…แต่ก็ดีเพราะนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ  

 

             ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกัน… 

  

             ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ… 

 

             “ข้อสอง มึงกับกูไม่มีพันธะระหว่างกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง เว้นแต่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ 

 

“…” 

 

“เพราะงั้นกูกับมึงจะไปคบใครก็ได้ แต่ห้ามให้ถึงหูของคนที่บ้าน” 

 

หัวคิ้วผมขมวดเป็นปมเมื่อได้ยินกฎข้อที่สองที่มันค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ตั้งไว้อยู่มากโข แต่ผมจะสนใจทำไมเล่า…เพราะไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะไปควงใครก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรสำหรับผมอยู่แล้ว ถ้างั้นข้อนี้ผมจะปล่อยผ่านไปก็แล้วกัน 

 

ข้อสุดท้าย… 

 

ประโยคที่ไม่สมบูรณ์ที่คนตรงหน้าจงใจหยุดไว้จนผมต้องตวัดสายตาไปมองด้วยสีหน้าค่อนข้างเหวี่ยง ร่างสูงเว้นช่วงหลายวินาทีในขณะที่ผมยังคงนั่งกอดอกฟังกฎข้อสุดท้ายอย่างใจจดใจจ่อ 

 

“มึงจะหยุดทำไม รีบพูดมาสักที” 

 

ผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจไม่น้อยเมื่อคนปากหนักกำลังเล่นลิ้นเพื่อสนองความสุขทางใจให้ตัวเอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์มองผมไม่วางตาก่อนที่ใบหน้าคมจะเลื่อนเข้ามาโดยไม่เกรงกลัวเลยว่าจะโดนบิดไข่เป็นรอบที่สอง ระยะห่างของใบหน้าระหว่างเราใกล้กันจนผมรับรู้ถึงช่วงจังหวะการหายใจ สายตาของเราจ้องมองกันราวกับต้องมนต์สะกด นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นี้กำลังไล่สำรวจใบหน้าผมอย่างถือวิสาสะก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคสุดท้ายให้ผมฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

 

“อย่ารักกู…” 

 

แววตาจริงจังและหนักแน่นเหมือนเป็นคำสั่งเพื่อให้ผมทำตาม คำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหนามีแต่ความหลงตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน ผู้ชายคนนี้เป็นใครถึงกล้าดีมาบอกให้ผมห้ามรัก ดวงตาคมเข้มมองหน้าผมและหลุบต่ำลงมาที่ริมฝีปากอย่างตั้งใจ  

 

“…” 

 

“ต่อให้ตาย กูก็ไม่มีทางรู้สึกแบบนั้นกับมึง” 

 

ความหยิ่งทะนงในน้ำเสียงของตัวเองทำเอาคนฟังถึงกับพอใจในคำตอบ ใบหน้าที่อยู่ในระยะประชิดถูกถอยห่างจากนั้นร่างสูงตรงหน้าจึงหันไปคว้าโทรศัพท์มารับสายที่มันดังขึ้นไม่หยุดเป็นเวลานานนับหลายนาที  

 

‘ถึงแล้วเหรอ เห็นรถผมไหม’ 

 

คิ้วผมขมวดทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวร่างสูงเพรียวที่คุ้นหน้าคุ้นตาเดินมาหยุดตรงประตูรถฝั่งผม การแต่งตัวด้วยเสื้อฮู้ดแขนยาวปกปิดผิวกายคล้ายกับจงใจไม่เปิดเผยตัวตนไหนจะแว่นดำหมวกดำยิ่งทำให้สะดุดตาเข้าไปใหญ่ สาวร่างสูงยืนนิ่งคล้ายกับกำลังรอคอยให้ผมเปิดประตูลงจากรถเพื่อให้เจ้าตัวขึ้นมานั่งแทน ความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองผุดขึ้นและพยายามเพ่งมองไปยังหญิงสาวด้านนอก เมื่อสายตาเลื่อนเข้าไปใกล้ก็ถึงกับตกใจไม่น้อยเพราะสาวสวยหุ่นดีคนนี้เป็นถึงดาราชื่อดังที่ผมเคยเห็นผ่านบนสื่อออนไลน์  

 

“ลงไป” 

 

น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ผมนั่งงงกับสิ่งที่เจ้าของรถกำลังพูดเป็นอย่างมาก…ผู้ชายคนนี้จะให้ผมลงไปไหนก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนพาผมขับรถออกมาจากบ้านด้วยตัวเองแท้ ๆ  

 

“ลงไปไหน” 

 

ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เจ้าของรถตวัดสายตามองผมด้วยความรำคาญและไม่สบอารมณ์ในระดับหนึ่งเหมือนหงุดหงิดที่ผมไม่เข้าใจสิ่งเจ้าตัวสื่อ…ถ้าเป็นใครต่อให้ไม่ใช่ผมก็งงทั้งนั้นเพราะนั่งมาด้วยกันแต่จู่ ๆ ไล่ลงไปจากรถเสียดื้อ ๆ แล้วผมจะลงตามคำสั่งนั้นทำไม 

 

“จะลงไปไหนก็เรื่องของมึง” 

 

“…” 

 

“เร็ว คนข้างนอกเขายืนรอนาน” 

 

ผมถึงกับอึ้งในประโยคของผู้ชายที่กำลังจะเป็นสามีในอนาคต หัวคิ้วขมวดจ้องมองสายตาคมเข้มนั้นอย่างเหลือเชื่อ…เหลือเชื่อในการกระทำสุดแสนจะเกินบรรยายออกมาเป็นคำพูด สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือการที่ผู้ชายคนนี้กำลังไล่ผมลงจากรถเพื่อรับคู่ขาขึ้นมาแทน ผมอ้าปากค้างและแค่นหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าผู้ชายที่อากงกับอาม่ายัดเยียดให้เป็นสามีจะมีนิสัยแย่ได้ถึงเพียงนี้ 

 

“กูไม่ลง” 

 

สามคำสั้น ๆ แต่ได้ใจความทำเอาคนฟังถึงกับหน้าตึงหันขวับมามองผมทันที…แล้วมันใช่เรื่องที่ผมจะต้องทำตามคำสั่งของคนเห็นแก่ตัวหรือ…ไม่มีทาง ในเมื่อพาผมมาก็ต้องเป็นคนพาผมกลับถ้าจะเล่นกันอย่างนี้ก็ได้มันจะได้รู้รสชาติของความเป็นคับฟ้าว่าไม่ควร  

 

ไม่ควรมาหยามกันแบบนี้… 

 

“นี่มันรถกู กูจะให้ใครนั่งหรือลงมันสิทธิ์ของกู มึงบอกเองนี่ว่าจะเรียกแกร็บกลับไม่ใช่หรือไง… รีบลงไป กูไม่อยากให้เด็กกูยืนรอนาน” 

 

ประโยคที่เต็มไปด้วยคำพูดของคนเห็นแก่ตัวทำเอาผมต้องอึ้งเป็นรอบที่สอง ที่อึ้งไม่ใช่เพราะผมเสียใจแต่แค่อยากรู้เหลือเกินว่าคนตรงหน้าได้นิสัยเหล่านี้จากใครมา สมาชิกคนในครอบครัวมีแต่คนน่ารัก อบอุ่น หากตัดภาพมาที่เจ้าของรูปประโยคเมื่อครู่ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวนิสัยเหล่านั้นในตัวเลยสักนิด 

  

เสี้ยวเดียวก็ไม่มี… 

 

“นั่นก็เรื่องของมึงเพราะกูไม่ลง ถ้าอยากให้กูลง…นู่น! ขับไปส่งกูที่บ้าน!” 

 

ระดับเสียงเริ่มดังขึ้นตามห้วงอารมณ์แห่งความไม่พอใจอย่างมาก ในระหว่างที่กำลังถกเถียงกันอย่างไม่ยอมแพ้เสียงเรียกเข้าบนหน้าจอมือถือของคนตรงหน้าก็ดังขึ้นไม่หยุด ยิ่งปลายสายโทรเข้ามาถี่เท่าไหร่มันยิ่งเหมือนตัวเร่งความโมโหให้เราสองคนมากขึ้นเท่านั้น สายตาผมหลุบต่ำมองโทรศัพท์และสายที่โทรเข้าจะเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่หญิงสาวที่กำลังยืนกอดอกมองผ่านกระจกเข้ามาในรถอยู่ตอนนี้  

 

‘รอแป๊บนะแพรม ผมขอเคลียร์ก่อน’ 

  

สายถูกตัดทิ้งอีกเป็นครั้งที่สองแต่คราวนี้ดูเหมือนคนด้านนอกจะยืนรอนานเกินไปเลยทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวหนักมากขึ้น ส่วนผมยังคงนั่งนิ่งไม่สนใจทั้งสองฝั่งเพราะมันไม่ใช่ปัญหาของผมเสียหน่อยแล้วผมจะไปแคร์ทำไม  

 

“กูบอกให้ลงไปไงวะ! พูดไม่รู้เรื่องหรือไง!” 

 

เสียงทุบกระจกเริ่มต้นขึ้นเมื่อบุคคลภายนอกทนไม่ไหวที่ยืนรอนาน ในขณะเดียวกันเสียงตะคอกภายในรถก็ดังขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ทว่าผมกลับนั่งนิ่งหลังตรงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกกับพฤติกรรมก้าวร้าวที่แสดงออกมาและคิดเหรอว่าผมจะตกใจกลัว 

 

 ไม่เลย… 

  

ไม่สักนิด… 

  

 มึงเล่นผิดคนแล้วขุนศึก… 

 

“เสนอหน้ามารับได้มึงก็ต้องเสนอหน้าไปส่งกูได้เหมือนกัน! แล้วไม่ต้องมาตะคอกขึ้นเสียงใส่กู!...เพราะมึงไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะทำมึงจำเอาไว้!” 

 

ผมหันหน้าตะคอกใส่กลับอย่างไม่ยอมแพ้ถ้าเจ้าตัวคิดว่าจะใช้น้ำเสียงข่มให้ผมจำยอมก็ย่อมได้ ถ้าคิดว่าแน่จริงก็แลกกันสักตั้งจะเป็นอะไรไปเพราะคับฟ้าคนนี้ไม่ยอมลงให้คนนิสัยแย่ ๆ แบบนี้แน่นอน  

 

“คับฟ้า!!” 

 

รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่คนตรงหน้าขานเรียกชื่อผมอย่างเต็มยศด้วยสีหน้าที่โมโหพร้อมเข้าใส่ทุกวินาที เสียงเคาะกระจกเริ่มรัวขึ้นจนผมรู้สึกรำคาญแล้วเอี้ยวหน้าหันมองบุคคลด้านนอกด้วยความรู้สึกสุดแสนจะเหลืออดเหลือทน 

 

‘ลงมาสักที!’ 

  

เสียงเคาะกระจกด้วยกำปั้นทุบลงอย่างไม่เกรงใจและไม่เกรงกลัวว่าคนภายในรถจะรำคาญหรือเปล่า ผมต้องบอกก่อนว่าตัวเองเป็นคนที่อารมณ์ขึ้นง่ายพอขึ้นแล้วมันยากที่ลงง่าย ๆ และน้อยครั้งนักที่ผมจะระเบิดอารมณ์ใส่ใครสักคนซึ่งครั้งนี้ผมถือว่าเกินจะอดกลั้นไหว 

 

“มึงช่วยจัดการคู่นอนของมึงที่กำลังทุบกระจกด้วย กูรำคาญ” 

 

ผมใช้สายตาจิกกัดส่งให้ร่างสูงข้างกายแล้วคว้าโทรศัพท์กดเข้าไลน์หาเพื่อนตัวเองอย่างหน้าตาเฉย เพราะดูจากแววแล้วผมน่าจะต้องไปหาพวกมันหลังจากนี้ แต่ทว่าโทรศัพท์ผมก็ถูกดึงออกไปจากมืออย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยฝีมือของใครบางคนที่นั่งแย่งอากาศหายใจกับผมภายในรถ 

 

“เอามา! อย่าเสือกไม่เข้าเรื่อง!” 

 

คนตรงหน้าชูโทรศัพท์ขึ้นพร้อมกับทำสีหน้ากวนบาทาใส่อย่างจงใจ ส่วนผมก็ตะเกียกตะกายคว้าโทรศัพท์ของตัวเองด้วยสีหน้าแววตาโกรธเคืองสุดขีด  

 

“มึงไม่ลงก็ไม่ต้องเอา แต่ถ้าอยากได้ก็ลงไป…ไปดิ” 

 

ราวกับโดนขัดใจแล้วพาลเหมือนเด็กไม่รู้จักโต ผู้ชายตรงหน้าดูเหมือนจะชอบใจเมื่อเห็นพฤติกรรมของผมแสดงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ตอนนี้ในหัวผมคิดหาวิธีเอาคืนในเวลากระชั้นชิดจนในที่สุดมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเมื่อตัวเองกำลังจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกไม่นาน ร่างสูงเมื่อเห็นสีหน้าแววตาผมแปรเปลี่ยนไปถึงกับหุบยิ้มลงทันควัน  

 

“มึงจะเล่นแบบนี้ใช่ไหม ได้…” 

 

ผมหันไปพูดเสียงนิ่งพร้อมกับยิ้มมุมปาก จากนั้นผมหันหน้าไปอีกด้านหนึ่งใช้นิ้วกดเลื่อนกระจกลงจนเกือบสุด จนทำให้ผมได้เห็นใบหน้าของดาราสาวสวยอย่างชัดเจนแบบเต็มสองตา เมื่อเราทั้งสองคนประจันหน้าหากันผมจึงใช้โอกาสนี้มองสำรวจสาวสวยเซ็กซี่ที่กำลังโด่งดังอย่างถือวิสาสะจนคนที่ถูกมองถึงกับเอ่ยถามผมเสียงแข็ง  

 

“มองอะไรคะคุณ ลงมาจากรถด้วยค่ะ!” 

 

เหมือนเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าผมเป็นใครและแน่นอนไม่มีทางรู้เป็นแน่เพราะถ้าหากรู้ขึ้นมาอาจจะตกใจจนเป็นลมล้มพับไปเลยก็ได้ ส่วนพฤติกรรมของดาราท่านนี้ทำเอาผมตกใจไม่น้อยเพราะกิริยาท่าทางภายในจอกับนอกจอมันช่างเป็นเหรียญคนละด้านจนผมแทบไม่อยากเชื่อว่าเป็นคนเดียวกัน 

 

“จะนั่งมองอีกนานไหม! เจ้าของรถบอกให้ลงทำไมยังนั่งเฉยอยู่อีก!” 

 

น้ำเสียงสุดเหวี่ยงปนตะคอกส่งมายิ่งทำให้ต่อมความโมโหในตัวถูกปลุกขึ้น หญิงสาวภายใต้แว่นดำนี้เป็นใครถึงกล้ามาขึ้นเสียงใส่ผม คิดว่าตัวเองเป็นดาราดังแล้วมีอภิสิทธิ์ชนเหนือกว่าคนทั่วไปหรือไง  

 

“ผมไม่ลงครับ ถ้าคุณมีนัดกับเจ้าของรถคุณเรียกแท็กซี่ไปสถานที่นัดก่อนได้เลยครับ” 

 

ผมยื่นหน้าไร้ซึ่งการปกปิดจากเครื่องประดับบอกให้เจ้าตัวได้รับรู้ ถึงแม้ผมจะไม่เห็นแววตาภายใต้กรอบแว่นดำนั่นแต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงรังสีความไม่พอใจแผ่ออกมาอยู่มาก 

 

“ขุนศึก! ขุนศึกบอกจะเคลียร์แพรมก็ยืนรอ แต่นี่มันคืออะไรคะ! ไหนคือเคลียร์ของคุณ!” 

 

เมื่อคุยกับผมแล้วไม่เป็นผลเจ้าตัวจึงก้มตัวเอียงคอไปหาคนภายในรถที่ตอนนี้กำลังนั่งถอนหายใจดังเฮือกใหญ่กับสถานการณ์ที่กำลังเกิด ส่วนผมก็นั่งกอดอกจ้องมองปฏิกิริยาของดาราสาวด้วยท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนเพราะผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไอ้ตัวต้นเหตุที่นั่งข้าง ๆ มันจะจัดการยังไง 

 

“อย่าเข้ามายืนใกล้ครับคุณผมเหม็นน้ำหอม” 

 

กลิ่นน้ำหอมคละคลุ้งไปทั่วตัวของดาราสาวทำให้ผมต้องบอกอย่างเสียมารยาทเพราะมันฉุนเกินกว่าที่ผมจะรับไหว เมื่อคนถูกทักได้ยินถึงกับหน้าเสียแต่ร่างบางก็แก้สถานการณ์โดยเอียงคอเอ่ยถามเจ้าของรถราวกับอยากรู้จักผม 

 

“นี่ใครคะขุนศึก น้องคุณเหรอ” 

 

“…” 

 

“ถ้าเป็นน้องทำไมไม่รู้จักให้เกียรติแฟนพี่ชายตัวเองบ้างล่ะคะ!” 

 

สายตาเหวี่ยง ๆ ของคุณผู้หญิงตรงหน้ายกมือถอดแว่นออกอย่างเหลืออดกับผม เมื่อแว่นถูกถอดออกก็ปรากฏให้เห็นใบหน้าที่คุ้นชินกันในละครทีวีช่องหนึ่ง จะว่าไปดาราคนนี้ก็สวยกว่าในทีวีอยู่มากถ้าไม่นับรวมกับนิสัยก็ถือว่าเป็นสาวที่เพียบพร้อมน่าคบหา แต่หากนับนิสัยเข้าไปด้วยคงต้องพิจารณากันใหม่อีกที 

 

“จะอะไรกันนักหนาวะ! วุ่นวายฉิบหาย!” 

 

แรงฟาดลงบนพวงมาลัยรถจนพาลทำให้มือเจ้าตัวถูกแตรเกิดเสียงดังลั่นหน้าห้องน้ำ คนภายในปั๊มที่เดินไปมาอยู่ตรงบริเวณโดยรอบถึงกับหันมามอง เมื่อคนเริ่มเยอะและลอบมองมาที่รถดาราสาวที่กำลังจะหาเรื่องผมก็หยิบแว่นตาขึ้นมาสวมใส่ด้วยท่าทางลนลาน 

 

“สรุปจะเอายังไง จะไม่ลงใช่ไหม” 

 

คนที่ยืนอยู่ด้านนอกเท้าเอวถามผมด้วยน้ำเสียงข่มอารมณ์สุดขีด ถึงจะโมโหผมแค่ไหนแต่ผมจะไม่มีวันลงเด็ดขาดเพราะตัวต้นเหตุไม่ยอมไปส่งผมที่บ้านตามที่ผมต้องการ ในความเป็นจริงจะให้ผมเรียกแกร็บกลับก็ย่อมได้แต่ตอนนี้ผมสะดวกแบบนี้  

 

สะดวกในแบบที่ต้องการเห็นคนแก่ตัวไปส่งผมที่บ้าน… 

 

“เป็นแค่น้องอย่ามาทำตัวเหนือกว่าคนเป็นแฟนได้ไหมคะ!” 

 

เมื่อหญิงสาวที่อยู่ด้านนอกยังต่อปากต่อคำกับผมไม่หยุดหย่อนแถมยังใช้คำว่าแฟนจนผมรู้สึกอนาถใจที่ต้องมานั่งฟังคำนั้นออกจากปากคู่ขาของว่าที่สามีในอนาคต…และยังอนาถใจในความไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองมโนว่าเป็นแฟนกำลังจะกลายมาเป็นสามีผมในอีกไม่กี่วัน 

 

 แค่คิดก็อดที่จะขำไม่ได้…  

 

“ใครว่าผมเป็นน้องครับ” 

 

เมื่อทนความรำคาญของแก้วเสียงด้านนอกตัวรถไม่ไหวจึงต้องพูดอะไรสักอย่างให้มันชัดเจนกันไปข้าง เพราะในเมื่อเจ้าของรถไม่จัดการอะไรให้ตามที่ผมบอกดังนั้นผมจะจัดการในแบบของผมก็แล้วกัน  

 

“ไม่ใช่น้องแล้วเป็นใคร!” 

 

ริมฝีปากระบายยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไร้ซึ่งการตอบกลับเพื่อเว้นช่องว่างให้น่าสงสัย เมื่อร่างสูงที่นั่งฝั่งคนขับรับรู้ได้ถึงความซวยเริ่มส่อแววมาแต่ไกลกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูด สามีในอนาคตถึงกับรีบโน้มตัวลงมาแนบชิดตัวผมแล้วยื่นหน้าไปหาหญิงสาวคู่ขาด้วยความว่องไว 

 

“แพรมกลับไปก่อน เดี๋ยวผมโทรหา” 

 

ดาราสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบแสดงพฤติกรรมออกมาทางน้ำเสียงที่ฟึดฟัดไม่พอใจกับทางเลือกที่ถูกโยนมาให้เพราะผู้ชายที่นัดเจอดันไล่ให้กลับบ้านโดยมีผมนั่งแน่นิ่งอยู่เบาะรถข้างคนไม่ยอมลง  

 

“ขุนศึก!!” 

 

“อย่าโวยวายนะแพรม คุณก็รู้ว่าผมเกลียดอะไร” 

 

“…” 

 

“ถ้ายังอยากเจอกันครั้งหน้าก็หันหลังเดินกลับไปเงียบ ๆ ไม่ทำตัวมีปัญหาให้ผม” 

 

ช่างเป็นประโยคบอกเล่าที่เต็มไปด้วยคำขู่ทุกประโยค หญิงสาวทำอะไรไม่ได้เพราะร่างสูงตรงหน้ายื่นคำขาดให้กลับ จากนั้นการกระทำสุดแสนจะน่ารำคาญทั้งหมดจึงถูกยุติลงอย่างรวดเร็ว ดาราสาวยืนสงบนิ่งมองผมด้วยแรงอาฆาตนานนับหลายนาที ผมเงยหน้าส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ก่อนที่นิ้วมือของตัวเองจะกดปุ่มเลื่อนกระจกขึ้นโดยมีสายตาของชายหนุ่มภายในรถจ้องมองไม่วางตา  

 

“ไปสิ ไปส่งกูที่บ้าน” 

 

เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างจบลงด้วยดีผมจึงหันไปพูดกับสารถีคนเดิมและก้มลงไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองที่วางไว้บนตักกดเข้าไลน์เพื่อทักหากลุ่มเพื่อนโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป 

 

ถึงแม้สายตาจะจดจ้องมองยังหน้าจอแสงไฟสว่างแต่หัวสมองกลับคิดว่าแค่วันนี้วันเดียวผมก็ดันเจอกับคู่นอนตัวแม่เสียแล้ว ถ้าหลังจากงานหมั้นผ่านไปผมจะไม่ต้องเจออีกทุกวันเลยหรอกหรือ ผมไม่อยากจินตนาการเลยว่าหลังจากการหมั้นเสร็จสิ้นลงชีวิตผมจะเป็นอย่างไร…ชีวิตที่เรียบง่ายแบบสันโดษจะต้องถูกพรากไปด้วยฝีมือของผู้ชายที่ชื่อขุนศึกใช่ไหม 

 

ใช่หรือเปล่า… 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว