facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 54.1k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2564 03:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

บทที่ 2 

             

             “หล่อมากเลยเฮีย วันนี้เฮียของหมวยหล่อมาก”

 

             น้องรักเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงกระปรี้กระเปร่าอย่างตื่นเต้นจนออกนอกหน้าราวกับวันนี้เป็นวันหมั้นของผมเสียอย่างนั้น แค่วันนี้ผมมีนัดทานข้าวกับว่าที่สามีในอนาคตน้องผมถึงกับออกอาการจนเกินเหตุขนาดนี้เชียวหรือ ส่วนพี่หวานที่ยืนอยู่ด้านหลังก็คอยลอบมองผมด้วยรอยยิ้มปนตื่นเต้นไม่ต่างกัน 

 

             “เฮียของหมวยเป็นยังไงบ้างพี่หวาน”

 

             หญิงสาวหุ่นอวบอั๋นเอี้ยวตัวหันหลังถามพี่หวานที่ยืนกุมมือด้วยท่าทางนอบน้อม พี่หวานที่ได้ยินคำถามจากยัยแสบก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

 

             “หล่อมากค่ะคุณหนู วันนี้เฮียของคุณหนูหล่อมากค่ะ”

 

             น้ำเสียงดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวันของสาวใช้คนสนิทมันช่างแตกต่างกับผมตอนนี้เสียเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าถูกบังคับให้ไปตามคำสั่งของอาม่า ตอนนี้ผมคงได้นั่งสังสรรค์กับเพื่อนตัวเองโดยที่ไม่ต้องมานั่งรอใครบางคนมารับแบบนี้หรอก

 

“ถ้าเฮียขุนศึกเห็นต้องตะลึงแน่นอนหมวยรับรอง!”

หน้าขาวกลมบ๊อกของหมวยยื่นเข้ามาใกล้ผมจนทำให้กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพของพวกเราออกมาให้เห็น สีหน้าของหมวยยิ้มแย้มทุกครั้งเมื่อพูดถึงว่าที่สามีในอนาคตของพี่ชาย แต่ทว่าผมกลับฝืนยิ้มออกมาให้เห็นเท่านั้นและผมก็อดแปลกใจไม่ได้เลยว่าสถานการณ์เดียวกันแต่อารมณ์ของสองพี่น้องอย่างเรามันช่างแตกต่างกันสุดขั้วเสียเหลือเกิน

เวลาผ่านล่วงเลยไปไม่นานเสียงเรียกเข้าจากปลายสายก็ดังขึ้นมาในระหว่างที่ผมนั่งเป็นหุ่นทดลองให้น้องสาวแต่งตัวเล่น มือขวาเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้สายตาหลุบต่ำมองดูเบอร์ที่ถูกเมมเข้าเครื่องสด ๆ ร้อน ๆ

 ทำไมผมถึงได้เบอร์มาน่ะหรือ… 

  

ฝีมือของอาม่าตามเคย… 

  

‘ขุนศึก’ 

  

เมื่อชื่อผู้ชายคนนั้นปรากฏขึ้นบนหน้าจอผมถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยอาการห่อเหี่ยว ผมนั่งมองชื่อด้วยสายตาไร้อารมณ์ก่อนที่นิ้วมือตัวเองจะเลื่อนลงบนหน้าจอไปทางขวาและกดรับสายโดยไม่อยากให้ทางนั้นรอนานเพราะนิสัยขี้เกรงใจคนอื่นมันมีอยู่มากในตัวคับฟ้าคนนี้

 

‘จะถึงแล้ว ลงมา’ 

  

เสียงทุ้มนิ่งและเย็นชาจากปลายสายเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะตัดสายไปโดยที่ผมยังไม่ทันตอบกลับสักคำ สีหน้าผมเหวอทันทีเมื่อโดนตัดสายทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

คนอะไรช่างไร้มารยาทเสียจริง… 

“เหอะ! ถ้าจะพูดแค่นี้ไม่ต้องโทรมาก็ได้ไหมวะ”

ผมบ่นพึมพำกับตัวเองโดยสองมือยกขึ้นเสยผมครั้งสุดท้ายก่อนจะหยิบกระเป๋าตังค์และโทรศัพท์เดินออกจากห้องไปข้างล่าง ในระหว่างทางเดินลงมาแขนขวาตัวเองก็ถูกพันธนาการจากหมวยที่สอดมือเข้าคล้องแขนผมไม่ห่าง เมื่อเห็นการกระทำของยัยแสบผมก็อดยิ้มและเอี้ยวหน้าฝังจูบลงบนหัวน้องตัวเองเสียไม่ได้ โตจนจะเข้ามหาลัยอีกไม่นานแต่ยังทำตัวตามติดผมเหมือนเด็ก ๆ

“หมวยตื่นเต้นแทนเฮียจัง ได้ไปเดตกับหนุ่มสุดฮอตอย่างเฮียขุนศึก!”

“…”

“เฮียรู้ไหมว่าเฮียขุนศึกติดอันดับผัวทิพย์ของสาวหลาย ๆ คนเลยนะเฮีย ไม่ใช่แค่ประเทศเรานะยังเป็นผัวทิพย์ที่จีนอีกต่างหาก”

“เหรอ อะไรจะเว่อร์ขนาดนั้น”

“จริง ๆ นะเฮีย เฮียโชคดีกว่าผู้หญิงนับพันเลยนะ เฮียของหมวยสุดยอด!”

สองขาก้าวลงบันไดพร้อมกับเสียงของหมวยที่เล่าออกอาการคล้ายคนคลั่งไคล้ศิลปินดาราดัง ในจังหวะที่หมวยเล่าตัวก็บิดไปมาด้วยความเขินอายราวกับจะไปแทนผมเสียอีก เมื่อสองเท้าแตะลงบนพื้นกระเบื้องหรูสายตาผมช้อนขึ้นมองไปยังหนุ่มร่างสูงที่วันนี้ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวเลิกแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็กเก้าส่วนสีดำ ผมเห็นแวบแรกก็นิ่งค้างไปชั่วขณะและพลางคิดในใจกับตัวเองว่าทำไมผู้ชายคนนี้แต่งตัวธรรมดาแต่กลับดูดีอย่างเหลือเชื่อ

“นั่นไงลงมาแล้ว เร็วๆ สิอาคับฟ้า ให้พี่เขายืนรอนานมันไม่ดีนะ”

เสียงอาม่าที่ยืนพูดคุยกับชายมาดนิ่งและเมื่อหันมาเห็นผมก็รีบกวักมือเรียกให้รีบเดินเข้าไปหา ชายร่างสูงเมื่อเห็นผมก็ตวัดมองผมแววตาเรียบเฉยก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมาเมื่ออาม่ากับม๊าผมหันกลับไปมองเจ้าตัว เมื่อผมเห็นปฏิกิริยานั้นจึงรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับงานหมั้นเพราะร่างสูงตรงหน้าก็คิดไม่ต่างไปจากผมเหมือนกัน

“อาคับฟ้าเสร็จแล้ว พวกลื้อก็พากันไปได้แล้ว ไป ๆ”

ผมสัมผัสได้ว่าอาม่ากำลังไล่ต้อนให้พวกเรารีบออกจากบ้าน สายตาผมลอบมองไปยังม๊าด้วยสีหน้าแววตาละห้อย ส่วนหมวยก็ได้แต่ยืนแอบชูสองนิ้วขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจผมเคียงคู่กับพี่หวาน

นี่ผมต้องไปจริง ๆ หรอกหรือ… 

“งั้นผมไปก่อนนะครับอาม่า สวัสดีครับ”

ร่างสูงบอกลาและยกมือขึ้นไหว้อย่างมีมารยาทก่อนจะเดินเข้ามาโอบเอวผมต่อหน้าทุกคน การกระทำดังกล่าวทำเอาตัวผมแข็งทื่อราวกับเป็นหิน ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนโอบเอวจากใครมาก่อนเพราะมากกว่านี้ก็เคย แต่ที่อึ้งเป็นเพราะผมถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว

“ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวจะดึกไปกันใหญ่”

สีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของอาม่าเมื่อเห็นการกระทำของว่าที่หลานเขยกำลังโอบเอวผมแนบชิดไปกับเจ้าตัวและไม่นานนักตัวผมก็ถูกประคองเดินออกจากบ้านพร้อมกับรอยยิ้มที่ทุกคนส่งมาให้ แต่ทว่าสองขาพ้นออกจากประตูบานใหญ่จนเดินมาถึงรถปอร์เช่สีน้ำเงินที่จอดอยู่หน้าบ้าน ท่อนแขนที่เคยโอบเอวผมไว้ก็สะบัดออกอย่างแรง ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่นักเพราะคิดไว้อยู่แล้วว่ามันเป็นเพียงแค่การแสดงเท่านั้นและคนอย่างคับฟ้าคนนี้ก็ไม่ได้คาดหวังให้มันเป็นเรื่องจริงสักนิดเดียว

“ขึ้นรถ กูไม่มีเวลาว่างมาก” 

น้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันแตกต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว สีหน้าไม่สบอารมณ์ของร่างสูงที่ยืนมองผมอย่างไม่ชอบพอได้เดินอ้อมไปฝั่งด้านคนขับ เมื่อเจ้าตัวเห็นว่าผมยังยืนนิ่งเฉยไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหนชายหนุ่มตรงหน้าจึงตะคอกใส่ด้วยระดับเสียงไม่ดังมากราวกับกลัวคนในบ้านผมได้ยิน

“กูบอกให้รีบขึ้นมาไง!” 

น้ำเสียงตะคอกพร้อมกับสายตาดุดัน เย็นชา ไร้ความอ่อนโยนยืนค้ำแขนบนขอบหลังคารถฝั่งคนขับเพื่อมองดูว่าเมื่อไหร่ผมจะทำตามสิ่งที่เจ้าตัวบอก เมื่อสถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือผมก็อดจะแค่นขำออกมาเสียไม่ได้เพราะการเจอกันครั้งแรกในระยะประชิดก็ทำเอาผมประเมินให้ติดลบไปเลย

“ถ้ายุ่งมากไม่มาแต่แรกก็จบ”

มีหรือที่คนอย่างคับฟ้าจะยอมอ่อนข้อให้ง่าย ๆ ผมมองกลับไปด้วยสายตาท้าทายไม่เกรงกลัวสักนิด ถึงแม้คนตรงหน้าจะอายุห่างกันสี่ปีก็ตามที

สนที่ไหน... 

“กูไม่ได้อยากมานักหรอก แต่มันจำใจต้องมา!”

ประโยคสุดแสนจะเย็นชาเอ่ยออกมาด้วยแววตาที่นิ่งเฉย ผมแค่นยิ้มกับสิ่งที่ตัวเองได้ยินจากปากของพ่อหนุ่มสุดฮอตตามที่น้องสาวเพิ่งโฆษณาให้ฟัง ผมตวัดสายตาขึ้นจ้องมองด้วยสีหน้าค่อนข้างผิดหวัง…ผิดหวังแทนผู้หญิงทุกคนที่อยากจะมาเป็นสาวให้ชายหนุ่มคนนี้ควงเล่น

“จะไปไหมล่ะ ไม่ไปจะได้เข้าบ้าน”

ด้วยความที่ไม่ได้อยากไปเป็นทุนเดิมและยิ่งร่างสูงเปิดประเด็นหาเรื่องผมก็รู้สึกเห็นดีเห็นชอบเข้าไปใหญ่ การกระทำมักสำคัญกว่าคำพูดเสมอเพราะผมเตรียมหันตัวเดินกลับเข้าบ้านตามที่ใจปรารถนา แต่ทว่าเดินออกไปเพียงสองก้าวข้อมือก็ถูกกระชากกลับด้วยแรงมหาศาลจากคนด้านหลังจนตัวผมเซไปซบแผงอกกว้าง

“มึงอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ขึ้นรถ!”

น้ำเสียงแข็งกร้าวเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อผมไม่ทำตามสิ่งที่เจ้าตัวบอก มุมปากผมยกยิ้มส่งกลับไปโดยไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวแม้แต่น้อย

ผู้ชายคนนี้เป็นใครหรือ… 

  

 ทำไมผมต้องกลัวด้วย… 

  

 แค่ว่าที่คู่หมั้นไม่ใช่เจ้าของชีวิตผมเสียหน่อย… 

“หรือว่ามึงกำลังแกล้งทำเป็นเล่นตัวให้กูสนใจ ชอบเรียกร้องความสนใจเหรอไงเรา”

สายตาหลุบต่ำมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าในขณะที่ผมยังแนบชิดกับแผงอกแกร่ง คำพูดสุดแสนจะเข้าข้างตัวเองเสียจนผมต้องรีบผลักตัวออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แผ่นหลังกว้างของชายตรงหน้าปะทะเข้ากับตัวรถส่วนผมที่ทรงตัวได้ก็ออกมายืนเว้นระยะห่างพอควร ผมได้แต่คิดในใจว่าประโยคเมื่อครู่ผู้ชายคนนี้กล้าพูดออกมาได้อย่างไรกัน

ผมกำลังเรียกร้องความสนใจ ?... 

  

สิ้นคิดที่สุด… 

“ต่อให้บนโลกเหลือแค่มึง กูก็ไม่เอาหรอก!”

สรรพนามที่ผมเลือกใช้มันช่างเหมาะสมกับหน้าตาและนิสัยแย่ ๆ ของว่าที่คู่หมั้นผมเสียจริง ร่างสูงเมื่อได้ยินในสิ่งที่ผมบอกสองมือก็เลื่อนขึ้นกอดอกมองผมอย่างเหลืออดเหลือทน ส่วนผมมองกลับด้วยสีหน้าชวนหาเรื่องเพื่อเป็นสิ่งตอกย้ำว่าผมไม่ใช่แค่ไม่สนใจแต่ผมไม่ถูกชะตาด้วยเลยต่างหาก

“หึ…ปากดีนี่หว่า นึกว่าจะเรียบร้อยเหมือนที่อาม่ามึงชอบเล่าให้ฟัง”

สีหน้ายียวนกวนบาทาของว่าที่สามีในอนาคตทำเอาผมเกือบพุ่งหมัดใส่ด้วยความโมโห แต่เสียงของอากงที่เดินเล่นอยู่สวนหน้าบ้านโดยมีลุงสมศักดิ์พ่อบ้านคนสนิทกำลังเดินผ่านมาตรงที่ผมยืนอยู่จึงทำให้ผมต้องหยุดการกระทำของตัวเองลงทันที

“พวกลื้อยังไม่ไปกันอีกเหรอ เดี๋ยวมันจะดึกเอานะ”

เสียงอากงพูดขึ้นเป็นตัวหยุดผมไว้ไม่ให้พุ่งหมัดลงบนใบหน้าของว่าที่สามี จากสีหน้าเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ต้องปรับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ถูกปั้นแต่งขึ้นเพื่อให้อากงสบายใจ

“กำลังไปครับกง งั้นผมไปก่อนนะ”

ผมพูดตัดบทก่อนจะหันตัวเดินไปขึ้นรถด้วยอารมณ์ที่บูดบึ้งเมื่อต้องมานั่งเคียงข้างกับบุคคลไม่พึงประสงค์อย่างผู้ชายป่าเถื่อน จิตใจหยาบช้า ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษแก่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ไม่ถึงอึดใจเสียงเปิดประตูรถก็ดังขึ้นจากฝั่งคนขับ เสียงเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ดังสนั่นไปทั่วบ้านหลังโต รถปอร์เช่สีน้ำเงินถูกเคลื่อนตัวออกไปตามทางของหมู่บ้านจนเลี้ยวออกสู่ถนนในเวลาอันรวดเร็ว

“จะไปไหน”

ที่จริงไม่ได้อยากถามสักนิดแต่เพราะผมมีสิทธิ์รับรู้กับสถานที่ที่จะไปจึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจผมแม้แต่น้อยแถมยังมัวแต่สนใจกับโทรศัพท์ไล่กดเลือกเพลง ทำเหมือนผมเป็นเพียงอากาศธาตุอีกต่างหาก ยิ่งเห็นแบบนี้ผมก็อดจะตบะแตกเสียไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบคือการโดนเมินใส่ในขณะที่มีผมเป็นผู้ร่วมบทสนทนาและตอนนี้เจ้าของรถกำลังทำสิ่งนั้นกับผมอยู่

“…”

“ไม่ได้ยินที่ถามหรือไง!”

ผมเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างมากแต่สารถีคนนี้กลับไม่สนใจและยังก้มหน้าสาละวนเลือกเพลงต่อ เมื่อสิ่งที่ได้มีเพียงความเงียบผมจึงจบการซักไซ้ถามเพื่อหาคำตอบโดยไม่อยากจะเสวนากับคนพรรค์นี้อีกต่อไป ไม่ว่าร่างสูงจะพาไปที่ไหนผมก็คงเลือกไม่ได้เพราะสารถีในค่ำคืนนี้มันไม่ใช่ผม

สายตาหันออกนอกตัวรถทอดมองไปตามแสงไฟสีส้มด้วยจิตใจที่ล่องลอยไม่เป็นตัวของตัวเอง รถคันหรูถูกเคลื่อนไปตามท้องถนนได้ยังไม่ถึงกิโลรถปอร์เช่คันหรูก็วิ่งเข้ามาจอดภายในปั๊มขนาดใหญ่ ล้อรถเคลื่อนเข้ามาจอดอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำโดยที่เจ้าของรถไม่ได้ลงไปไหนแถมยังเอี้ยวหน้ามาทางผมด้วยสายตาเย็นชา

“อะไร แล้วมาจอดรถในปั๊มทำไม”

ผมนั่งกอดอกมองว่าที่สามีในอนาคตอย่างไม่เข้าใจและพลางคิดตัวเองว่าผมต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนพรรค์นี้จริง ๆ หรือ คนที่จิตใจหยาบกระด้างที่สุดเท่าที่คนอย่างผมเคยพบเคยเจอมา สายตาหลุบต่ำมองสำรวจชายผู้ที่มีสาวมากมายพร้อมเข้าหาและอยากจะครอบครอง แต่สำหรับผมผู้ชายคนนี้คงไม่น่าจะมีอะไรดีนอกจากหน้าตากับคำว่ารวย

“มึงมองกูทำไม…ทำไม๊ อยากลองจูบกับกูหรือไง”

เป็นอีกครั้งที่ชายตรงหน้าเกิดอาการเข้าข้างตัวเองชนิดที่หลงคิดไปว่าผมกำลังสนใจเจ้าตัวอยู่ สีหน้าเอือมระอาฉายแววขึ้นบนหน้าผมเพราะความคิดของผู้ชายคนนี้ช่างเพ้อเจ้อเสียไม่มีใครเกิน

“ให้ไปจูบตูดหมายังดีกว่าจูบมึงเลย”

เมื่อทำตัวสถุลมาผมก็สถุลกลับไม่โกง แต่เหมือนว่าคำพูดผมดันไปจี้จุดจนทำให้ร่างสูงเกิดอาการไม่พอใจ ข้อมือผมถูกกระชากรั้งเข้าหาเจ้าตัวจนชิดไปกับแผงอกแกร่ง ผมสะบัดเพื่อให้หลุดพ้นแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเรี่ยวแรงที่ผมมีมันน้อยกว่ามาก จากแรงที่ฉุดกระชากแปรเปลี่ยนเป็นบีบแน่นจนผมเริ่มรู้สึกเจ็บกว่าเดิมหลายเท่า

 

“มันเจ็บ! จะกระชากทำไมนัก…”

ยังไม่ทันจะพูดให้จบประโยคริมฝีปากหนาก็ก้มลงมาทาบกับริมฝีปากผมโดยไม่ทันตั้งตัว จังหวะที่เปิดปากออกเพื่อเตรียมตัวด่าดันทำให้ลิ้นของคนตรงหน้าสอดเข้าโพรงปากผมไปเสียดื้อ ๆ ลิ้นนั้นตวัดเกี่ยวพันปลายลิ้นผมอย่างถือวิสาสะ ริมฝีปากล่างผมถูกขบเม้มอย่างแรงจนรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือด เมื่อผมเริ่มดิ้นและขัดขืนฝ่ามือใหญ่รีบเอื้อมมาล็อกคางผมไว้ไม่ให้หันหน้าหนีหรือดิ้นได้

“อื้อ!”

เป็นการจูบที่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายสักนิดและมันค่อนข้างไปในทางรังเกียจเสียมากกว่า ตัวผมดิ้นสู้อยู่นานโดยริมฝีปากผมถูกบดขยี้และดูดคลึงไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ กลับ จนตอนนี้ผมเหมือนท่อนไม้ท่อนหนึ่งไม่ไหวติงใด ๆ หรือตอบโต้เพราะความเจ็บที่ได้รับมันเจ็บเกินกว่าจะขยับดิ้นสู้ได้อีกต่อไป เมื่อชายตรงหน้าฉกฉวยริมฝีปากผมจนพึงพอใจจึงผลักตัวออกแล้วมองหน้าผมด้วยแววตาสะใจที่ฉายออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น

“อย่าปากดีให้มันมาก ถ้าไม่อยากโดนกูจูบอีกรอบ”

สองมือกำหมัดเข้ามาหากันแน่นอย่างคับแค้นใจกับสิ่งที่ผู้ชายคนนี้กระทำต่อผม หลังมือยกขึ้นถูปากตัวเองจนเกิดอาการแสบร้อนจากการเสียดสีของผิวหนัง สายตาเอาแต่จับจ้องไปยังคนขับด้วยความเกรี้ยวกราดและโกรธเคือง

“ไอ้ควาย…” 

เมื่อทำอะไรไม่ได้ผมก็ขอเลือกที่จะด่าออกมาแทน หากสู้ด้วยเรื่องกำลังผมต้องพ่ายแพ้เพราะขนาดตัวผมบอบบางกว่าคนขับอยู่มากดังนั้นผมจึงขอเลือกวิธีที่ถนัดเข้าสู้อย่างเช่นปากตัวเองก็แล้วกัน

“มึงว่าไงนะ?”

เพลงช้าสากลถูกเปิดคลอภายในรถไม่ได้ดังมากขนาดที่เจ้าของรถมันไม่ได้ยินหรอก แต่ที่ถามซ้ำคงอยากจะได้ยินแบบชัดถ้อยชัดคำอีกรอบก็เป็นได้ ผมจึงน้อมรับคำร้องขอโดยการยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับรอยยิ้มยียวนกวนบาทาให้แก่ว่าที่สามีได้เชยชมเล่น

“กูบอกว่า”

“…”

“ไอ้-ควาย!” 

 

 

หนุ่มรูปงามที่เป็นผัวทิพย์ของใครหลาย ๆ คนกำลังฉายแววถึงความโมโหขั้นสุดออกมาให้เห็น ผมเบะปากใส่อย่างไม่คิดจะเกรงกลัวคนตรงหน้าและยังแค่นขำในลำคอไปอีกหนึ่งที เจ้าของรถหลุบมองต่ำลงมาหยุดบริเวณริมฝีปากของผมนิ่งก่อนจะยกมือขึ้นมารั้งท้ายทอยแล้วก้มลงบดขยี้ริมฝีปากผมอีกครั้ง ด้วยอาการที่ไหวตัวช้ากว่ามากทำให้ผมพลาดท่าอีกจนได้

“อื้อ!”

รอบนี้ผมดิ้นสุดแรงด้วยความไม่ยินยอม สองแขนผมทุบลงบนแผงอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไร้ปฏิกิริยาใด ๆ ตอบสนองกลับ เมื่อการกระทำของผมไม่สามารถหยุดชายคนนี้ที่กำลังขืนใจผมได้งั้นก็คงต้องใช้วิธีอื่นแทน การกระทำมักสำคัญกว่าคำพูดผมจึงใช้มือขวาที่ถนัดเลื่อนลงไปตรงเป้ากางเกงที่มันตุงอยู่ตรงหน้าอย่างว่องไว เมื่อคลำเจอเป้าหมายจึงทำการล็อกเป้าและออกแรงบิดสุดกำลังแขนทำให้ริมฝีปากของผมเป็นอิสระภายในเสี้ยววินาที จากนั้นผู้ชายตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวนมาให้แทน

“อึ่ก! มะ…มึง!”

“สมน้ำหน้า! ใครให้มึงมาจูบกู! ไอ้ควาย!” 

เมื่อแสงไฟจากห้องน้ำสาดกระทบเข้ามายังตัวรถ ผมจึงได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำกำลังใช้สองมือกุมเป้าตัวเองด้วยความเจ็บปวดและทรมาน สังเกตได้จากเส้นเลือดที่ฉายขึ้นบนใบหน้าคมคาย ผมยิ้มร่าด้วยความสะใจก่อนจะหันตัวกลับมานั่งหลังตรงหน้าเชิดอย่างไม่รู้สึกผิดที่ได้กระทำลงไป อันที่จริงผมก็ไม่อยากนั่งในนี้ต่อเสียเท่าไหร่นักและหากทำได้ผมคงเปิดประตูเดินลงจากรถไปแล้วแต่มันติดอยู่อย่างเดียวคือประตูมันล็อกก็เท่านั้น

 ความเงียบคืบคลานเข้ามาอีกครั้งมีเพียงเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดให้ได้ยินไม่ขาดช่วง ผมไม่ใส่ใจเสียงนั้นและกลับมานั่งสงบสติอารมณ์กับตัวเองนิ่ง ๆ แต่เมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นที่ตัวเองดันไปพลาดท่าโดนจูบเป็นรอบที่สองในวันเดียวเพียงไม่กี่นาที…

ความพีคของวันนี้คือผมจูบกับผู้ชาย…  

  

ผมจูบกับผู้ชาย!... 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว