facebook-icon

ขอบคุณนักอ่านที่รักทุกคน

ชื่อตอน : ตอนที่ 45

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 824

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ค. 2564 00:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 45
แบบอักษร

ตอนที่ 45 

แสงแรกของวันสาดส่อง ม่านเมฆคลี่ตัวเหนือเส้นขอบฟ้าร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มหนาพลิกตัวหนีอ้อมกอดอบอุ่นจากคนรัก ภูมินทร์รั้งร่างบางพลางสวมกอดจนแน่นก้มลงจุมพิตแผ่นหลังขาวเนียน หญิงสาวนึกหวั่นใจเมื่อความอับอายผุดขึ้นในความคิด พวงแก้มขาวแดงเรื่อไม่กล้าแม้จะหันไปสบตาคนที่ขึ้นชื่อว่า ‘สามี’

“จะหนีไปไหนคะที่รัก ขอผมกอดแบบนี้อีกหน่อยนะ”

มือหนาประคองเอวคอดกิ่ว เรือนร่างสูงบดเบียดผิวเนื้อเนียนลออพลอยประภาใบหน้าร้อนผ่าวกระแสความอบอุ่นที่อีกฝ่ายส่งผ่านจากทางร่างกายมีผลต่อเธอยิ่งนัก

“ลุกขึ้นเถอะค่ะพ่อเลี้ยง วันนี้เราต้องเดินทางกลับแล้วนะคะ”

“ผมไม่อยากกลับเลย อยากอยู่ที่นี่กับคุณพลอยต่อจังหรือผมจะย้ายไปอยู่ที่คอนโดคุณดี” ร่างบอบบางพลิกตัวเข้าหา ทอดมองใบหน้าหล่อส่อแววออดอ้อน น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นเมื่อครู่ปลุกปั่นหัวใจของเธอให้เต้นแรง

ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาเพียงเพราะอยากแกล้ง หรือต้องการแบบนั้นจริงๆ

“คงไม่ดีหรอกค่ะพ่อเลี้ยง”

“ผมจะปล่อยให้เมียอยู่คนเดียวได้ยังไง คิดถึงตายเลย” หญิงสาวหยิกหน้าท้องแกร่งด้วยความมันเขี้ยว ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ไม่เคยมีแฟนมาก่อนจะเป็นคนปากหวานขนาดนี้ คำพูดแต่ละคำของภูมินทร์ไม่ต่างจากพวกผู้ชายเจ้าชู้ที่หว่านเสน่ห์สาวไปทั่ว

สาวๆเหล่านั้นคงหลงคารมจนหัวปักหัวปำ เช่นเดียวกับเธอตอนนี้เธอเองก็หลงเคลิบเคลิ้มไปกับคำพูดของเขาไม่น้อย

“พลอยไม่อยากคุยกับพ่อเลี้ยงแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า”

“ที่รักอาบไหวเหรอครับ ให้ช่วยอาบไหมคะ”

“คนบ้า!” ภูมินทร์คลี่ยิ้มคลายอ้อมแขนออกจากร่างเล็ก พลอยประภารีบลุกหนีทันทีขืนอยู่ต่อคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือเสือร้ายอย่างเขา แม้ยังรู้สึกเจ็บกับรอยแผลที่อีกฝ่ายฝากฝังเอาไว้ ทว่าหญิงสาวพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดหลบซ่อนอาการขัดเขินเมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวในค่ำคืนที่ผ่านมา

เธอจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ไม่ลืม

เวลาของความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ

เมื่อดวงขึ้นเหนือศีรษะบ่งบอกเวลาบ่ายคล้อยพลอยประภาเดินทางกลับมาถึงที่พักอย่างปลอดภัย ครั้นได้เปิดประตูเข้าไปในห้องกลับต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

“ตาเถร! พวกแกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

ดาริกาและกัสจังยืนพิงขอบประตูส่งรอยยิ้มหวานต้อนรับเพื่อนสาวใจจดใจจ่อ แววตาของทั้งคู่แฝงเต็มไปด้วยคำถาม พลอยประภาพอเดาออกว่าพวกเขาต้องการจะถามเรื่องอะไร

“อีพลอยไหวไหมค่อยๆเดินนะ ส่งกระเป๋ามานี่เดี๋ยวกูเอาไปเก็บให้เอง”

“ใช่แล้ว แกกลับมาเหนื่อยๆนั่งพักสักหน่อยดีกว่า”

ให้ตายเถอะ! การกระทำของทั้งคู่สร้างความอับอายเข้าไปอีก ‘รู้ถึงไหนอายไปถึงนั้น’ อุตส่าห์เก็บความสาวมาจนอายุปูนนี้แต่ต้องมาเสียไปง่ายๆเพราะการไปเที่ยวแค่เพียงคืนเดียว

“พอเลยพวกแกทั้งสองคน มีอะไรอยากถามก็ถามมา”

“บ้านะ พวกกูไม่ได้อยากรู้อะไรสักหน่อย…ว่าแต่มึงกับคุณภูมินทร์ เอ่อ...อุ้ยไม่อยากถามเลย” กัสจังพูดพลางเลื่อนมือขึ้นปิดหน้าตนเองแต่ก็ไม่ลืมแอบมองอากัปกิริยาของเพื่อนผ่านทางร่องนิ้ว

หล่อนทำทีว่าไม่อยากรู้ ทั้งที่ข้างในอยากฟังคำตอบใจแทบขาด

“สาบานให้ฟ้าผ่าตายว่าพวกมึงไม่อยากถามแค่อ้าปากกูก็เห็นลิ้นไก่แล้ว แต่โทษทีนะคะคุณเพื่อนเรื่องนี้เป็นความลับกูไม่บอกจ่ะ” เจ้าของเสียงพูดไหวไหล่ เผยสีหน้ายียวนกวนประสาทราวกับว่าเป็นผู้ชนะในขณะที่อีกฝ่ายพร้อมใจกันเบ้ปากมองบนผิดหวังกับคำตอบที่ได้ยิน

“เออ ไม่อยากรู้ก็ได้วะกูไม่ใช่ป้าข้างบ้านมึงซะหน่อย”

บทสนทนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นทั้งสามจึงตัดสินใจออกไปกินข้าวนอกบ้านหลังจากที่ไม่ได้ออกไปไหนมาไหนด้วยกันนานพอควร

ร้านอาหารหรูย่านใจกลางเมืองจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะร้านอาหารที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลจากคอนโดของพลอยประภาจึงใช้เวลาไม่นานนักในการเดินทาง

“พวกแกเข้าไปก่อนเลยเดี๋ยวฉันตามไป ขอโทรไปบอกบอสหน่อยว่าคืนนี้ต้องกลับดึก”

“เห้อ กูละเบื่อคนมีความรักจะไปไหนมาไหนต้องคอยรายงานรีบๆตามมาแล้วกัน”

ระหว่างที่ดาริกายืนคุยโทรศัพท์อยู่นั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สินธรและรินลดาเดินผ่านเข้ามาพอดีเธอจึงรีบวางสายแล้วส่งข้อความหาคนเป็นเพื่อนทันที หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ว่าสองคนนี้ไปรู้จักมักคุ้นกันตั้งแต่ตอนไหน

ความรู้สึกของเธอบอกถึงความไม่ชอบมาพากล พวกเขาทั้งคู่คิดจะทำอะไรกันแน่?

“ฉันอยู่นี่”

“มึงเป็นอะไรอีมนต์ ส่งข้อความให้พวกกูรีบออกมาทำไมวะ”

“มึงก็หันไปดูนู้นสิอีกัส” กัสจังหันมองซ้ายมองขวาตามคำบอกของเพื่อนสาว

“นั่นมัน…อีเลขาหน้าวอกกับไอสินธรนิทำไมพวกมันถึงมาด้วยกันได้ หรือว่า…”

ดาริกาพยักหน้าก่อนหันมองหน้าเพื่อน เธอเดาว่ากัสจังและพลอยประภาคงคิดไม่ต่างจากเธอการที่คนเลวสองคนมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆพวกมันต้องวางแผนทำอะไรสักอย่าง

ที่ไม่ใช่เรื่องดี!

“เอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะปลอมตัวไปเป็นเด็กเสิร์ฟเอง”

“มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรออีพลอย”

“พวกมึงไม่ต้องห่วงกูมีแผน”

พลอยประภาไม่รอช้ารีบอธิบายแผนการทั้งหมดให้คนเป็นเพื่อนได้ฟัง ก่อนหยิบมือถือโทรหาพนักงานของทางร้านให้ออกมาข้างนอก เพื่อเจรจาเรื่องโต๊ะที่ได้จองไว้แต่ทว่าจุดประสงค์หลักคือต้องการจ้างพนักงานคนนั้นด้วยเงิน เพื่อที่หล่อนจะได้ปลอมตัวเข้าไปข้างในแทน

ครั้นทุกอย่างเป็นไปตามแผน ถึงแม้เสียเงินก้อนโตแต่เพื่อแลกกับความลับของสินธรและรินลดาถือซะว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

“ระวังตัวด้วยนะอีพลอย อย่าให้พวกมันจับได้ละ”

ภายในร้านอาหารหรู

ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน พลอยประภาได้ไปบริการลูกค้าโต๊ะวีไอพีซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หล่อนตั้งใจเอาไว้เหตุผลหลักที่ปลอมตัวเข้ามาก็เพื่อการนี้

“สวัสดีค่ะลูกค้า” เมนูอาหารถูกวางบนโต๊ะ พร้อมกับปากกาที่หล่อนตั้งใจทำตกพื้น

“ขอโทษนะคะ”

“ระวังหน่อยสิ น่าหงุดหงิดจริงเลย” รินลดาปรายตามองพูดตำหนิน้ำเสียงแข็ง เจ้าของเสียงพูดเผยสีหน้าดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามพนักงานบริการผ่านทางสายตา

พฤติกรรมของรินลดาแย่ไม่ต่างจากที่ทำงาน

พลอยประภาได้แต่ถอนหายใจด้วยความเอื่อมระอา ก่อนก้มลงเก็บปากกาพร้อมกับหยิบมือถือในกระเป๋าที่เปิดโหมดบันทึกเสียงทิ้งไว้ใต้โต๊ะอาหาร ในมุมอับสายตาซึ่งยากที่ทั้งคู่จะมองเห็น และถือเป็นเรื่องโชคดีของพลอยประภาที่รินลดาไม่ได้เอะใจในรูปลักษณ์ของพนักงานสาว คงเป็นเพราะรินลดามัวแต่สนใจแต่เรื่องที่พูดคุยอยู่กับสินธรอยู่ แผนการทั้งหมดจึงดำเนินไปด้วยความง่ายดายยิ่งขึ้น

กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง

กว่าพวกหล่อนจะได้กลับมายังคอนโดและทานข้าวเย็นในเวลาที่ค่อนข้างดึก ไม่ลืมที่จะเปิดเสียงบันทึกการพูดคุยของสินธรและรินลดาแล้วก็เป็นไปอย่างที่คิดเพราะทั้งคู่กำลังวางแผนทำเรื่องเลวๆ

“อีรินมันไม่ยอมหยุดจริงๆ วางแผนล่อแกไปหาไอสินธรทำไมมันถึงเลวอย่างนี้วะ”

“รินลดาต้องการกำจัดฉันออกจากชีวิตบอส พอมันรู้ว่าสินธรสนใจฉันมันก็ใช้ไอสินธรเป็นเครื่องมือ พวกมันได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย”

“แล้วแกจะเอายังไงต่อยัยมนต์” พลอยประภาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงหล่อนรู้สึกสงสารดาริกาขึ้นมาจับใจ

“ฉันจะเล่นไปตามเกม รอเวลากระชากหน้ากากชั่วๆของพวกมันในโลกนี้ไม่มีที่ไหนเหมาะกับไอสินธรเท่าคุกหรอก เครื่องดักฟังที่ฉันแอบไว้ในห้องของชานนท์พอเป็นหลักฐานสำคัญที่จะมัดตัวมันได้”

“แต่มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ แกเป็นผู้หญิงนะเว้ย”

“แล้วแกคิดว่าฉันจะลงมือทำเรื่องแบบนี้คนเดียวเหรอ พวกแกลืมบอสได้ไง”

“อีมนต์! บอสไม่ยอมให้มึงเอาชีวิตไปเสี่ยงหรอกนะ”

มันก็จริงอย่างที่กัสจังพูด ภาคินคงไม่ยอมให้เธอเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแต่ถ้ามันเป็นทางเดียวที่จะจับคนชั่วได้เธอคงต้องหาวิธีโน้มน้าวให้อีกฝ่ายยอมร่วมมือ

และเธอเชื่อว่าสามารถไว้ใจภาคินได้ แม้ต้องเสี่ยงชีวิตของตัวเองก็ตาม

“ยังไงฉันก็ต้องทำให้บอสยอมร่วมมือให้ได้”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว